พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 282 (เล่ม 48)

ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ เทพ-
ธิดาผู้นั้น เมื่อชาติก่อนยังเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก
เป็นน้องสาวของหม่อมฉัน และยังได้เคยร่วมสามี
เดียวกันกับหม่อมฉันด้วย เธอสั่งสมบุญกุศลคือถวาย
สังฆทาน จึงได้ไพโรจน์ถึงอย่างนี้เพค่ะ.
สมเด็จอมรินทราธิราช เมื่อจะทรงสรรเสริญสังฆทาน จึงตรัสว่า
ดูก่อนนางภัททา น้องสาวของเธอไพโรจน์กว่า
เธอ ก็เพราะเหตุในปางก่อน คือ การถวายสังฆทาน
ที่ไม่อาจจะปริมาณแผลได้ อันที่จริง ฉันได้ทูลถาม
พระพุทธเจ้า ครั้งประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ถึง
ผลแห่งไทยธรรมที่ได้จัดแจงถวายในเขตที่มีผลมาก
ของมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญให้ทานอยู่ หรือทำบุญ
ปรารภเหตุแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย จะถวายใน
บุคคลประเภทใดจึงจะมีผลมาก พระพุทธเจ้าตรัส
ตอบข้อความนั้น แก่ฉันอย่างแจ่มแจ้งว่า ท่านผู้
ปฏิบัติเพื่ออริยมรรค ๔ จำพวก และท่านผู้ตั้งอยู่ใน
อริยมรรค ๔ จำพวก พระอริยบุคคล ๘ จำพวกนี้
ชื่อว่าสงฆ์ เป็นผู้ปฏิบัติตรงดำรงมั่นอยู่ในปัญญาและ
ศีล เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญถวายทานในท่าน
เหล่านี้ หรือทำบุญปรารภการเวียนเกิดเวียนตาย
ทานที่ถวายในสงฆ์ย่อมมีผลมาก พระสงฆ์นี้เป็นผู้มี
คุณความดีอันยิ่งใหญ่ ยังผลให้เกิดแก่ผู้ถวายทานใน

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 283 (เล่ม 48)

ท่านอย่างไพบูลย์ ยากที่ใครจะปริมาณว่าเท่านี้ ๆ ได้
เหมือนทะเลยากที่จะคาดคะเนได้ว่ามีนำเท่านี้ ๆ ได้
ฉะนั้น พระสงฆ์เหล่านี้แล เป็นผู้ประเสริฐสุด
เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรเป็นเยี่ยมใน
หมู่นรชน เป็นแหล่งสร้างแสงสว่าง คือ ญาณของ
ชาวโลก ได้แก่ นำเอาแสงสว่าง คือ พระสัทธรรม
ที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศไว้แล้วมาชี้แจง ปวงชนผู้
ใคร่ต่อบุญเหล่าใด ถวายทานมุ่งตรงต่อสงฆ์ ทักขิณา
ของเขาเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นทักขิณาที่ถวายดีแล้ว
เป็นยัญวิธีที่เซ่นสรวงถูกต้อง จัดเป็นบูชากรรมที่บูชา
แล้วชอบ เพราะทักขิณานั้นจัดเป็นสังฆทาน มีผล
มาก อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายผู้รู้แจ้งโลก
ทรงสรรเสริญ ชนเหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก มา
หวนระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้ เกิดปีติโสมนัส ก็จะกำจัด
มลทิน คือ ความตระหนี่พร้อมทั้งความรู้เท่าไม่ถึง
การณ์ ความลังเลในใจ และความวิปลาส อันเป็น
มูลฐานเสียได้ ทั้งจะไม่เป็นผู้ถูกผู้รู้ติเตียน ชนเหล่า
นั้นก็จะเข้าถึงสถานที่ ๆ เป็นแดนสวรรค์.
จบทัททัลลวิมาน

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 284 (เล่ม 48)

อรรถกถาทัททัลลวิมาน
ทัททัลลวิมาน มีคาถาว่า ททฺทลฺลมานา วณฺเณน ดังนี้เป็นต้น.
ทัททัลลวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร อารามของ
อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี. ก็สมัยนั้น กุฎุมพีคนหนึ่งเป็น
อุปัฏฐากของท่านพระเรวตเถระ จากนาลกคาม ได้มีธิดาสองคน คนหนึ่ง
ชื่อ ภัททา อีกคนหนึ่งชื่อ สุภัททา. ในธิดาสองคนนั้น นางภัททาไปสู่
ตระกูลสามี นางมีศรัทธาเลื่อมใสฉลาด และเป็นหมัน. นางภัททาพูดกะ
สามีว่าฉันมีน้องสาวอยู่คนหนึ่ง ชื่อสุภัททา พี่ไปนำเขามาเถิด หากน้อง
สุภัททานั้นพึงมีบุตร บุตรนั้นก็จะเป็นบุตรของฉันด้วย และวงศ์ตระกูล
นี้ก็จะไม่สูญ. สามีรับคำได้ทำตามที่ภรรยาบอก.
จึงนางภัททาได้สอนนางสุภัททาว่า น้องสุภัททา น้องต้องยินดีใน
การแจกทาน ไม่ประมาทในการประพฤติธรรม ด้วยอาการอย่างนี้
ประโยชน์ในปัจจุบันและสัมปรายภพ ก็จะอยู่ในเงื้อมมือของน้องแน่นอน.
นางสุภัททาตั้งอยู่ในโอวาทของพี่สาว ปฏิบัติตามที่พี่สาวสอน วันหนึ่ง
นางนินนท์ท่านพระเรวตเถระ เป็นรูปที่ ๘ พระเถระหวังให้นางสุภัททา
สร้างสมบุญจึงพาภิกษุ ๗ รูป โดยเป็นองค์สงฆ์ ไปเรือนของนาง. นาง
สุภัททามีจิตเลื่อมใส อังคาสท่านพระเรวตเถระและภิกษุเหล่านั้นด้วยของ
เคี้ยว ของบริโภคด้วยน้ำมือของตนเอง. พระเถระทำอนุโมทนาแล้วกลับ
ครั้นต่อมา นางสุภัททาถึงแก่กรรมไปเกิดเป็นสหายกับเทวดาชั้นนิมมานรดี.
ส่วนนางภัททาได้ให้ทานในบุคคลทั้งหลาย แล้วก็ไปเกิดเป็นบริจาริกา
ของท้าวสักกะจอมเทพ .

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 285 (เล่ม 48)

ครั้งนั้น นางสุภัททาพิจารณาถึงสมบัติของตนครุ่นคิดอยู่ว่า เรามา
เกิดในสวรรค์นี้ด้วยบุญอะไรหนอ จึงเห็นว่า เราตั้งอยู่ในโอวาทของพี่
ภัททา จึงประสบสมบัตินี้ด้วยทักษิณาที่มุ่งไปในสงฆ์ พี่ภัททาไปเกิดที่
ไหนหนอ ได้เห็นนางภัททานั้นไปเกิดเป็นบริจาริกาของท้าวสักกะ จึง
หวังจะอนุเคราะห์ ได้เข้าไปยังวิมานของนางภัททาเทพธิดา.
นางภัททาเทพธิดา จึงถามนางสุภัททาเทพธิดา ด้วยคาถา ๒
คาถาว่า
ท่านรุ่งเรืองด้วยรัศมี ทั้งเป็นผู้เรื่องยศ ย่อม
รุ่งโรจน์เกินทวยเทพชั้นดาวดึงส์ทั้งหมด ด้วยรัศมี
ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นท่าน เพิ่งจะมาเห็นในวันนี้ เป็น
ครั้งแรก ท่านมาจากเทวโลกชั้นไหน จึงได้เรียก
ข้าพเจ้าโดยชื่อเดิมว่า ภัททา ดังนี้เล่า.
นางสุภัททาเทพธิดาจึงบอกแก่นางภัททาเทพธิดา ด้วยคาถา ๒
คาถาว่า
พี่ภัททา น้องชื่อสุภัททา ในภพครั้งยังเป็น
มนุษย์อยู่ น้องได้เป็นน้องสาวของพี่ทั้งได้เป็นภรรยา
ร่วมสามีกันกับพี่ด้วย น้องตายจากมนุษยโลกนั้นมา
แล้ว ได้มาเถิดเป็นเทพธิดา ร่วมกับเทวดาชั้นนิม-
มานรดี.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วณฺเณน ได้แก่ สมบัติมีวรรณะเป็นต้น.
บทว่า ทสฺสนํ นาภิชานามิ ได้แก่ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นท่านมาก่อนเลย.

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 286 (เล่ม 48)

อธิบายว่า ท่านอันเราไม่เคยเห็น. ด้วยเหตุนั้น นางภัตทาเทพธิดาจึง
กล่าวว่า อิทํ ปฐมทสฺสนํ นี่เป็นการเห็นครั้งแรก. บทว่า กสฺมา
กายา นุ อาคมฺม นาเมน ภาสเส มมํ ความว่า ท่านมาจากเทวโลก
ชั้นไหน จึงเรียกชื่อเดิมข้าพเจ้าว่า ภัททา.
บทว่า ภทฺเท ในบทว่า อหํ ภทฺเท นี้ เป็นอาลปนะ. บทว่า
สุภทฺทาทาสี ความว่า ข้าพเจ้าเคยเป็นน้องสาวของท่าน ชื่อสุภัททา.
อธิบายว่า ในภพครั้งยังเป็นมนุษย์อยู่ น้องเป็นภรรยาร่วมสามีเดียวกัน
กับพี่ คือเป็นภรรยามีสามีคนเดียวกัน.
นางภัททาเทพธิดา จึงถามต่อไปด้วยคาถา ๓ คาถาว่า
แม่สุภัททา เธอจงบอกถึงการอุบัติของเธอใน
หมู่เทพเจ้าเหล่านิมมานรดี ซึ่งเป็นที่ที่สัตว์ทั้งหลาย
ได้สั่งสมบุญไว้อย่างเพียงพอ จึงจะมาบังเกิดได้ เธอ
ได้มาบังเกิดในที่นี้ เพราะทำบุญสิ่งใดไว้ และใคร
เป็นผู้สั่งสอน เธอเป็นผู้รุ่งเรืองยศ และถึงความสุข
พิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้ เพราะได้ให้ทานและรักษาศีล
เช่นไรไว้ แม่เทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว นี่เป็นผลแห่ง
กรรมอะไร โปรดบอกฉันด้วย.
นางสุภัททาเทพธิดาตอบว่า
เมื่อชาติก่อน ฉันมีใจเลื่อมใส ได้ถวายบิณฑ-
บาต ๘ ที่ แก่สงฆ์ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล ๘ รูป ด้วย
มือของตนเอง เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะ
งามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 287 (เล่ม 48)

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปหูตถตกลฺยาณา เต เทเว ยนฺติ ความว่า
สัตว์มีชีวิตทั้งหลายต้องทำความดีไว้มาก คือ มีบุญมาก จึงจะไป คือไปเกิด
ในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี. โยชนาแก้ว่า เธอจงบอกกล่าวการอุบัติของตน
ในระหว่างเทพเจ้าเหล่านิมมานรดีทั้งหลายใด.
บทว่า เกน วณฺเณน ได้แก่ เหตุอะไร. เอวศัพท์ในบทว่า
กีทิเสเนว เป็นสมุจจยัตถะ (มีความรวม) ได้แก่ เช่นไร. ปาฐะว่า
อยเมว วา หรือว่านี้แล. บทว่า สุพฺพเตน คือมีวัตรงาม. อธิบายว่า
มีศีลบริสุทธิ์เป็นอย่างดี.
บทว่า อฏฺเฐว ปิณฺฑปาตานิ นางสุภัททาเทพธิดากล่าวหมายถึง
บิณฑบาตที่ถวายแก่ภิกษุ ๘ รูป. บทว่า อททํ แปลว่า ได้ถวายแล้ว.
เมื่อนางสุภัททาเทพธิดา บอกอย่างนี้แล้ว นางภัททาเทพธิดา จึง
ถามต่อไปว่า
พี่ได้อังคาสภิกษุทั้งหลาย ผู้สำรวม ประพฤติ
พรหมจรรย์ ด้วยข้าวและน้ำ ด้วยมือของตนเองมาก
กว่าเธอ ครั้นถวายทานมากกว่าเธอแล้ว ก็ยังเกิด
ในเหล่าเทพเจ้าต่ำกว่าเธอ ส่วนเธอได้ถวายเพียง
เล็กน้อย ทำไมจึงได้รับผลวิเศษไพบูลย์เช่นนี้เล่า
ดูก่อนเทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว จงบอกว่านี่เป็นผล
กรรมอะไร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตยา เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถปัญจมีวิภัตติ.
นางสุภัททาได้บอกถึงกรรมที่ตนทำต่อไปว่า
เมื่อชาติก่อน ฉันได้เห็นภิกษุผู้อบรมจิตใจ

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 288 (เล่ม 48)

จึงได้นิมนต์ท่านรวม ๘ รูป มีพระเรวตเถระเป็น
ประธานด้วยภัตตาหาร พระเรวตเถระมุ่งจะให้เกิด
ประโยชน์ เพื่ออนุเคราะห์แก่ฉัน จึงบอกฉันว่า จง
ถวายสงฆ์เถิด ฉันได้ทำตามคำของท่าน ทักขิณา
นั้นจึงเป็นสังฆทานอันตั้งไว้ ในสงฆ์ซึ่งหาประมาณ
มิได้ ส่วนทานที่พี่ได้ถวายแก่ภิกษุเป็นรายบุคคล จึง
มีผลไม่มาก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มโนภาวนีโย ได้แก่ ยังใจให้เจริญ คืออบรม
เพื่อคุณอันยิ่ง. บทว่า สนฺทิฏฺฐ ได้แก่ บอกกล่าวด้วยนิมนต์. ด้วยเหตุ
นั้น นางสุภัททาเทพธิดาจึงกล่าวว่า ตาหํ ภตฺเตน นิมนฺเตสึ เรวตํ
อตฺตนฏฺฐมํ ความว่า ได้นิมนต์ภิกษุ ๘ รูป มีพระเรวตเถระเป็นประธาน
ด้วยภัตตาหาร ความว่า ฉันนิมนต์พระคุณเจ้าเรวตะผู้อบรมใจนั้น รวม
๘ รูป กับท่าน ด้วยภัตร.
บทว่า โส เม อตฺถปุเรกฺขาโร ความว่า พระคุณเจ้าเรวตะนั้น มุ่ง
จะให้เกิดประโยชน์ คือ แสวงหาประโยชน์เพื่อฉัน โดยการทำทานที่มี
ผลมาก. บทว่า สงฺเฆ เทหีติ มํ อโวจ ความว่า พระคุณเจ้าเรวตะ
ได้บอกฉันว่า ดูก่อนสุภัททา หากว่าท่านประสงค์จะถวายทานแก่ภิกษุ
๘ รูปไซร้ เพราะการถวายทานที่เป็นไปในสงฆ์มีผลมากกว่าการถวายทาน
ที่เป็นไปในบุคคล ฉะนั้น ท่านจงถวายทานในสงฆ์เถิด จงถวายทาน
เฉพาะสงฆ์เถิด ดังนี้. บทว่า ตํ คือ ทานนั้น.
เมื่อนางสุภัททาเทพธิดากล่าวอย่างนี้แล้ว นางภัททาเทพธิดา เมื่อ

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 289 (เล่ม 48)

จะรับรองความข้อนั้น และประสงค์จะปฏิบัติอย่างนั้นให้ยิ่ง ๆ ขึ้น จึง
กล่าวคาถาว่า
พี่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า การถวายสังฆทานมีผลมาก
หากพี่ไปเกิดเป็นมนุษย์อีก จักเป็นผู้รู้ความประสงค์
ของผู้ขอ จักเป็นผู้ปราศจากความตระหนี่ ถวาย
สังฆทานและไม่ประมาทเป็นนิจ.
ส่วนนางสุภัททาเทพธิดาก็กลับไปสู่เทวโลกของตน. ลำดับนั้น
ท้าวสักกะจอมเทพ ทอดพระเนตรเห็นนางสุภัททาเทพธิดา รุ่งเรือง
ครอบงำทวยเทพชั้นดาวดึงส์ทั้งหมดด้วยรัศมีแห่งสรีระ และได้สดับการ
สนทนาของเทพธิดาทั้งสอง เมื่อนางสุภัททาเทพธิดาหายไปในทันใดนั้น
เอง เมื่อไม่รู้จักชื่อ จึงตรัสถามนางภัททาเทพธิดาว่า
ดูก่อนนางภัททา เทพธิดาผู้นั้นเป็นใคร มา
สนทนาอยู่กับเธอ มีรัศมีรุ่งโรจน์กว่าเทวดาชั้น
ดาวดึงส์ทั้งหมด.
นางภัททาเทพธิดาจึงทูลแด่ท้าวสักกะว่า
ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ เทพธิดา
ผู้นั้น เมื่อชาติก่อนเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็น
น้องสาวของหม่อมฉัน และยังเคยร่วมสามีเดียวกัน
กับหม่อมฉันด้วย เธอทำบุญถวายสังฆทานจึงรุ่งเรือง
ถึงเพียงนี้ เพคะ.
จึงท้าวสักกะเมื่อจะสรรเสริญความที่สังฆทานมีผลมากจึงตรัสว่า

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 290 (เล่ม 48)

ดูก่อนนางภัททา น้องสาวของเธอรุ่งเรืองกว่า
เธอ ก็เพราะในชาติก่อนได้ถวายสังฆทานซึ่งมีผลไม่
มี่ที่เปรียบได้ ความจริง ฉันได้ทูลถามพระพุทธเจ้า
ครั้งประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ถึงผลแห่งไทยธรรม
ที่ให้แล้วในเขตที่มีผลมากของมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญ
ให้ทานอยู่ หรือทำบุญปรารภเหตุแห่งการเวียนเกิด
เวียนตาย จะถวายในบุคคลประเภทใด จึงจะมีผล
มาก. พระพุทธเจ้าตรัสตอบข้อความนั้นแก่ฉันอย่าง
แจ่มแจ้ง ถึงผลแห่งการถวายทานในเขตที่มีผลมาก
กว่า ท่านผู้ปฏิบัติอริยมรรค ๔ และท่านผู้ตั้งอยู่ใน
อริยผล ๔ ชื่อว่าสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติตรง ตั้งมั่นอยู่ใน
ปัญญาและศีล เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญถวายทาน
ในท่านเหล่านี้ หรือทำบุญปรารภการเวียนเกิดเวียน
ตาย ทานที่ถวายในสงฆ์ย่อมมีผลมาก.
พระสงฆ์แลเป็นผู้มีคุณยิ่งใหญ่ไพบูลย์ ไม่มีที่
เปรียบได้ เหมือนทะเลยากที่จะคาดคะเนได้ว่ามีน้ำ
เท่านี้ ๆ ได้. ฉะนั้น พระสงฆ์เหล่านี้แลเป็นผู้ประ-
เสริฐสุด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร
เป็นเยี่ยมในหมู่นรชน เป็นผู้ทำแสงสว่าง ได้แก่นำแสง
สว่าง คือพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศแล้ว
มาชี้แจง เขาเหล่าใดถวายทานมุ่งตรงต่อสงฆ์ ทักขิณา
ของเขาเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นทักขิณาที่ถวายดีแล้ว เช่น

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 291 (เล่ม 48)

สรวงดีแล้ว บูชาชอบแล้ว เพราะทักขิณานั้นจัดเป็น
สังฆทาน มีผลมาก อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้รู้แจ้ง
โลก ทรงสรรเสริญ ชนเหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก
ระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้ กำจัดมลทิน คือความตระหนี่
พร้อมด้วยรากเหง้า ไม่มีใครติเตียนได้ ชนเหล่านั้น
ย่อมเข้าถึงฐานะอันเป็นสวรรค์.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน คือ โดยเหตุ หรือโดยความถูกต้อง.
บทว่า ตยา เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งปัญจมีวิภัตติ.
บัดนี้ท้าวสักกะเมื่อจะทรงแสดงถึงเหตุที่กล่าวว่า ธมฺเมน ดังนี้นั้น
จึงตรัสว่า ยํ สงฺฆสฺมึ อปฺปเมยฺเย ปติฏฺฐาเปสิ ทกฺขิณํ การถวาย
สังฆทานไม่มีอะไรเปรียบได้. บทว่า อปฺปเมยฺเย ได้แก่ ไม่อาจคาด
คะเนด้วยคุณภาพ และผลวิเศษของการกบุคคลที่ถวายในท่านได้.
ท้าวสักกะเมื่อจะทรงแสดงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับความนี้
เฉพาะพระพักตร์ และทรงกำหนดเฉพาะพระพักตร์ จึงตรัสคำมีอาทิว่า
ปุจฺฉิโต ฉันได้ทูลถามแล้ว ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยชมานานํ คือ ให้อยู่. แสดงถึงการ
ลบนิคหิต ในบทว่า ปุญฺญเปกฺขาน ปาณินํ ได้แก่ ของสัตว์ทั้งหลาย
ผู้หวังผลแห่งบุญ. บทว่า โอปธิกํ คือ ขันธ์ ๕ ชื่ออุปธิ ชื่อว่า โอปธิกะ
เพราะสร้างขันธ์ ๕ เป็นปกติ หรือขวนขวายให้เกิดขันธ์ ได้แก่ ให้เกิด
อัตภาพ คือให้วิบากอันเป็นไปในปฏิสนธิ.
บทว่า ชานํ กมฺมผลํ สกํ ได้แก่ รู้บุญและผลแห่งบุญของสัตว์

291