พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 272 (เล่ม 48)

พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมี
สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ฯ ล ฯ เพราะบุญกรรมอะไร ท่าน
จึงมีวรรณะงามเช่นนี้ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.
เทพธิดาตอบว่า
ดีฉันยืนอยู่ในน้ำมีจิตเลื่อมใส ได้ถวายน้ำแก่
ภิกษุรูปหนึ่ง เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงาม
เช่นนี้ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.
พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมี
สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ฯ ล ฯ เพราะบุญกรรมอะไร
ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว
ทุกทิศ.
เทพธิดาตอบว่า
ดีฉันไม่คิดร้ายตั้งใจปฏิบัติเป็นอย่างดี ซึ่ง
แม่ผัวและพ่อผัวผู้ดุร้าย โกรธง่ายและหยาบคาย
ดีฉันไม่ประมาทในการรักษาศีลของตน ฯ ล ฯ เพราะ
บุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ลฯ และ
มีรัศมี สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.
พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มี
รัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ฯ ล ฯ เพราะบุญกรรม

272
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 273 (เล่ม 48)

อะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมี
สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.
เทพธิดาตอบว่า
ดีฉันเป็นหญิงรับใช้รับจ้างทำการงานของคนอื่น
ไม่เกียจคร้าน ไม่โกรธง่าย ไม่ถือตัว ชอบแบ่งปัน
สิ่งของอันเป็นส่วนของตนให้แก่ตนที่ต้องการ ฯ ล ฯ
เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ
และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.
พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีสว่าง-
ไสวไปทั่วทุกทิศ ฯ ล ฯ เพราะบุญกรรมอะไร ท่าน
จึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสว
ไปทั่วทุกทิศ.
เทพธิดาตอบว่า
ดีฉันได้ถวายข้าวสุกคลุกน้ำมันสด แก่ภิกษุ
รูปหนึ่งกำลังออกบิณฑบาตอยู่ ฯ ล ฯ เพราะบุญ-
กรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมี
รัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ดีฉันทำกรรมดีจึงเข้าถึง
สุคติบันเทิงเริงรมย์อยู่อย่างนี้.
ในวิมานเหล่านั้น วิมาน ๒๕ นอกนี้ มีความพิสดารเหมือนกับ
ขีโรทนทายิกาวิมาน.
พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า

273
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 274 (เล่ม 48)

ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก และมี
รัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ฯลฯ เพราะบุญกรรม
อะไร.
เทพธิดาตอบว่า
ดีฉันได้ถวาย
๑. น้ำอ้อย ฯ ล ฯ
๒. ท่อนอ้อย ฯ ล ฯ
๓. ผลมะพลับสุก ฯ ล ฯ
๔. แตงกวา ฯ ล ฯ
๕. ฟักทอง ฯ ล ฯ
๖. ยอดผักต้ม ฯ ล ฯ
๗. ผลลิ้นจี่ ฯ ล ฯ
๘. เชิงกราน ฯ ล ฯ
๙. ผักดองกำหนึ่ง ฯ ล ฯ
๑๐. ดอกไม้กำหนึ่ง ฯ ล ฯ
๑๑. มัน ฯ ล ฯ
๑๒. สะเดากำหนึ่ง ฯ ล ฯ
๑๓. น้ำผักดอง ฯ ล ฯ
๑๔. แป้งคลุกงา ฯ ล ฯ
๑๕. ประคดเอว ฯ ล ฯ
๑๖. ผ้าอังสะ ฯ ล ฯ
๑๗. พัด ฯ ล ฯ

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 275 (เล่ม 48)

๑๘. พัดสี่เหลี่ยม ฯ ล ฯ
๑๙. พัดใบตาล ฯ ล ฯ
๒๐. พัดหางนกยูง ฯ ล ฯ
๒๐. ร่ม ฯ ล ฯ
๒๒. รองเท้า ฯ ล ฯ
๒๓. ขนม ฯ ล ฯ
๒๔. ก้อนขนม ฯ ล ฯ
๒๕. น้ำตาลกรวด ฯ ล ฯ
แก่ภิกษุรูปหนึ่งผู้กำลังบิณฑบาตอยู่ ฯ ล ฯ เพราะ
บุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และ
มีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.
พระมหาสัตว์ เมื่อเทพธิดาเหล่านั้นตอบผลกรรมที่ตนทำมาเป็น
อันดีอย่างนี้แล้ว ก็มีใจยินดี เมื่อจะแสดงความยินดีของตน และเมื่อจะ
ประกาศความที่ตนขวนขวายในการประพฤติสุจริต และความที่ตนมี
อัธยาศัยในนิพพาน จึงกล่าวว่า
วันนี้ข้าพเจ้ามาดีแล้ว เป็นฤกษ์งามยามดีที่
ข้าพเจ้าได้เห็นเทพธิดาทั้งหลาย ที่เป็นนางฟ้ามีรูป-
ร่างผิวพรรณน่ารักใคร่ ทั้งได้ฟังธรรมอันแนะนำทาง
บุญกุศล จากเทพธิดาเหล่านั้นด้วย ต่อไปนี้ ข้าพเจ้า
ทำบุญกุศลให้มากด้วยการให้ทาน ด้วยการประ-
พฤติธรรมสม่ำเสมอ ด้วยการสำรวม ด้วยการฝึกฝน

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 276 (เล่ม 48)

ข้าพเจ้าจักได้ไปสู่สถานที่ที่ไปแล้วไม่เศร้าโศก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วตฺถุตฺตมทายิกา ได้แก่ ผ้าสูงสุด คือ
ประเสริฐสุดกว่าผ้าทั้งหลาย หรือผ้าดีเลิศประเสริฐชั้นยอด ที่เก็บสะสม
ไว้ในจำนวนผ้าเป็นอันมาก ชื่อว่าผ้าชั้นเยี่ยม ถวายผ้าชั้นเยี่ยมนั้น. แม้
ในบทมีอาทิว่า ปุปฺผุตฺตมทายิกา ก็มีนัยนี่เหมือนกัน. บทว่า ปิยรูปทายิกา
ได้แก่ ให้วัตถุมีสภาพน่ารักและมีกำเนิดน่ารัก. บทว่า มนาปํ แปลว่า
เจริญใจ. บทว่า ทิพฺพํ ได้แก่ ชื่อว่าเป็นทิพย์ เพราะเป็นสมบัติทิพย์.
บทว่า อุปจฺจ ได้แก่ เข้าถึง คือตั้งใจ อธิบายว่า ดำริแล้วว่า เราพึงได้
สิ่งนี้ดังนี้. บทว่า ฐานํ ได้แก่ ฐานะมีวิมานเป็นต้น หรือความอิสระ.
ปาฐะว่า มนาปา ดังนี้บ้าง. อธิบายว่า เป็นที่เจริญใจของผู้อื่น.
บทว่า ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ ความว่า เทพธิดาภูมิใจสมบัติที่
ตนได้ จึงกล่าวว่า เชิญดูผลแห่งการถวายผ้าอย่างดีเช่นนี้เถิด.
บทว่า ปุปฺผุตฺตมทายิกา ได้แก่ ถวายดอกไม้อย่างดี เพื่อบูชา
พระรัตนตรัย. พึงเห็นบทว่า คนฺธุตฺตมทายิกา ก็เหมือนอย่างนั้น.
ดอกไม้อย่างดีในบทว่า ปุปฺผุตฺตมทายิกา ได้แก่ ดอกมะลิเป็นต้น.
ของหอมอย่างดี ได้แก่ จันทน์หอมเป็นต้น. ผลไม้อย่างดี ได้แก่ ผลขนุน
เป็นต้น. พึงทราบว่าอาหารมีรสอย่างดี มีเนยใสคลุกด้วยนมโคสดเป็นต้น.
บทว่า คนฺธปญฺจงฺคุลิกํ ได้แก่ ถวายของหอม ๕ อย่าง สำหรับ
ประพรม. บทว่า กสฺสปสฺส ภควโต ถูปมฺหิ ได้แก่ พระสถูปทองคำ
สูงโยชน์หนึ่ง บรรจุพระบรมธาตุของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า.
บทว่า ปนฺถปฏิปนฺเน ได้แก่ เดินไปตามทาง. บทว่า เอกูโปสถํ

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 277 (เล่ม 48)

ได้แก่ อยู่รักษาอุโบสถตลอดวันหนึ่ง.
บทว่า อุทกมทาสึ ได้แก่ ดีฉันได้ถวายน้ำใช้ น้ำฉันสำหรับบ้วน
ปากและสาหรับดื่ม.
บทว่า จณฺฑิเก ได้แก่ ดุร้าย. บทว่า อนุสฺสุยฺยิกา ได้แก่
เว้นจากความริษยา. บทว่า ปรกฺกมฺมการี ได้แก่ รับจ้างทำการงานแก่
ผู้อื่น. บทว่า อตฺเถน ได้แก่ กิจที่เป็นประโยชน์. บทว่า สํวิภาคินี
สกสฺส ภาคสฺส ได้แก่ มีปกติแจกส่วนที่ตนได้แก่ผู้อื่น.
บทว่า ขีโรทกํ ได้แก่ ข้าวสุกเจือด้วยนมสด. หรือข้าวสุกกับนม
สด. บทว่า ติมฺพรูสกํ ได้แก่ ผลมะพลับ. มะพลับเป็นไม้เถาชนิดหนึ่ง
คล้ายแตงโม. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ผลแตงโมนั้น คือ ติมพรุสกะ.
บทว่า กกฺการิกํ ได้แก่ ฟักทอง อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ได้แก่
แตงกวา. บทว่า หตฺถปฺปตาปกํ ได้แก่ เชิงกราน. บทว่า อมฺพกญฺชิกํ
ได้แก่ น้ำผักดอง. บทว่า โทณินิมฺมชฺชนึ ได้แก่ แป้งคลุกงาคั่ว. บทว่า
วิธูปนํ ได้แก่ พัดสี่เหลี่ยม. บทว่า ตาลปณฺณํ ได้แก่ พัดกลมทำด้วย
ใบตาล. บทว่า โมรหตฺถํ ได้แก่ พัดไล่ยุงทำด้วยหางนกยูง. บทว่า
สฺวาคตํ วต เม ความว่า ข้าพเจ้ามาในที่นี้ ดีแท้ ดีเหลือเกิน. บทว่า
อชฺช สุปภาตํ สุหุฏฺฐิตํ ได้แก่ วันนี้ฤกษ์งามยานดีได้เกิดแก่ข้าพเจ้าใน
กลางคืน แม้ลุกจากที่นอนก็มีฤกษ์ดี คือลุกขึ้นด้วยดี. ถามว่า เพราะ
เหตุไร พระมหาสัตว์จึงกล่าวอย่างนั้น. ตอบว่า เพราะเหตุที่ได้เห็นเทพ-
ธิดาเหล่านั้น.
บทว่า ธมฺมํ สุตฺวา ความว่า ได้ฟังธรรมอันเป็นกุศลที่พวกท่าน
ทำไว้ โดยเห็นประจักษ์ถึงผลกรรม. บทว่า กาหามิ แปลว่า จักกระทำ.

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 278 (เล่ม 48)

บทว่า สมจริยาย ได้แก่ ด้วยการประพฤติสุจริตอันเป็นความประพฤติ
ชอบทางกาย. บทว่า สญฺญเมน ได้แก่ ศีลสังวร. บทว่า ทเมน
ได้แก่ ด้วยการฝึกอินทรีย์มีใจเป็นที่หก. บัดนี้ พระมหาสัตว์ เพื่อจะ
แสดงความที่กุศลนั้น และโลกของตนเป็นอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะ (นิพพาน)
จึงกล่าวว่า
สฺวาหํ ตตฺถ คมิสฺสามิ ยตฺถ คนฺตวา น โสจเร ความว่า
ข้าพเจ้าจักไปในที่ที่ไปแล้ว ไม่เศร้าโศก ดังนี้.
ผิว่า เทศนานี้จัดเข้าในวิมาน ๓๖ มีวัตถุตตมทายิกาวิมานเป็นต้น
เป็นไปแล้ว ด้วยการชี้แจงของอาจารย์คุตติละ ดุจของท่านพระมหา-
โมคคัลลานะไซร้ ก็จัดเข้าในคุตติลวิมานนั่นแล. แต่วิมานที่เกี่ยวกับหญิง
จัดเข้าใน อิตถิวิมาน ทั้งนั้น.
อนึ่ง พึงทราบว่า หญิงเหล่านั้น เมื่อครั้งศาสนาของพระทศพล
พระนามว่ากัสสป ได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกตลอดพุทธันดรหนึ่ง ตั้งแต่
อัตภาพที่สองด้วยเจตนาอันเกิดสืบต่อกันมาในการประพฤติธรรม ดังได้
กล่าวแล้ว ครั้นถึงศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย หญิง
เหล่านั้น ได้เกิดในภพดาวดึงส์นั้นเอง อันพระมหาโมคคัลลานะได้ถาม
ปัญหา หญิงเหล่านั้นก็ได้ตอบปัญหา เหมือนอย่างในเวลาที่อาจารย์คุตติละ
ถาม เพื่อให้เห็นผลกรรมคล้าย ๆ กัน.
จบอรรถกถาคุตติลวิมาน

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 279 (เล่ม 48)

๖. ทัททัลลวิมาน
ว่าด้วยทัททัลลวิมาน
[๓๔] นางภัททาเทพธิดาผู้พี่สาว ได้ถามนางสุภัททาเทพธิดาผู้
น้องสาวว่า
ท่านรุ่งเรืองด้วยรัศมี ทั้งเป็นผู้เรื่องยศ ย่อม
รุ่งโรจน์ล่วงเทพเจ้าชาวดาวดึงส์ทั้งหมด ด้วยรัศมี
ดีฉันไม่เคยเห็นท่าน เพิ่งจะมาเห็นในวันนี้เป็นครั้ง
แรก ท่านมาจากเทวโลกชั้นไหน จงมาเรียกดีฉัน
โดยชื่อเดิมว่า ภัททา ดังนี้เล่า.
นางสุภัททาเทพธิดาผู้น้องสาวตอบว่า
ข้าแต่พี่ภัททา ฉันชื่อว่าสุภัททา ในภพก่อน
ครั้งยังเป็นมนุษย์อยู่ ดีฉันได้เป็นน้องสาวของพี่ ทั้ง
ได้เคยเป็นภริยาร่วมสามีเดียวกับพี่มาด้วย ดีฉันตาย
จากมนุษยโลกนั้นมาแล้ว ได้มาเกิดเป็นเทพธิดา
ประจำสวรรค์ชั้นนิมมานรดี.
นางภัททาเทพธิดาจึงถามต่อไปอีกว่า
ดูก่อนแม่สุภัททา ขอเธอได้บอกการอุบัติของ
เธอในหมู่เทพเจ้าเหล่านิมมานรดี ซึ่งเป็นที่ ๆ สัตว์
ได้สั่งสมบุญกุศลไว้มาก แล้วจึงได้มาบังเกิด เธอ
ได้มาเกิดในที่นี้เพราะทำบุญกุศลสิ่งใดไว้ และใคร
เป็นครูผู้แนะนำสั่งสอนเธอ เธอเป็นผู้เรืองยศ และ

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 280 (เล่ม 48)

ถึงความสุขพิเศษไพบูลย์เช่นนี้ เพราะได้ให้ทาน
และรักษาศีลเช่นไรไว้ ดูก่อนแม่เทพธิดา ฉันถาม
เธอแล้ว นี่เป็นผลแห่งกรรมอะไร โปรดตอบฉันด้วย.
นางสุภัททาเทพธิดาตอบว่า
เมื่อชาติก่อน ดีฉันมีใจเลื่อมใส ได้ถวาย
บิณฑบาต ๘ ที่ แก่สงฆ์ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล ๘ รูป
ด้วยมือของตน เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะ
งามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ
เพราะบุญกรรมนั้น.
นางภัททาเทพธิดาได้ถามต่อไปอีกว่า
พี่เลี้ยงดูพระภิกษุทั้งหลาย ผู้สำรวมดี ผู้
ประพฤติพรหมจรรย์ ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและ
น้ำ ด้วยมือของตนเอง มากกว่าเธอ ครั้นให้ทาน
มากกว่าเธอแล้ว ก็ยังได้บังเกิดในเหล่าเทพเจ้าต่ำ
กว่าเธอ ส่วนเธอได้ถวายทานเพียงเล็กน้อย อย่างไร
จึงมาได้ผลอย่างพิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้เล่า แน่ะแม่
เทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว นี่เป็นผลแห่งกรรมอะไร
โปรดตอบฉันด้วย.
นางสุภัททาเทพธิดาตอบว่า
เมื่อชาติก่อน ดีฉันได้เห็นพระภิกษุผู้อบรม
ทางจิตใจเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่ จึงได้นิมนต์ท่านรวม

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 281 (เล่ม 48)

๘ รูปด้วยกัน มีพระเรวตเถระเป็นประธาน ด้วย
ภัตตาหาร ท่านพระเรวตเถระนั้นมุ่งจะให้เกิดประ-
โยชน์ อนุเคราะห์แก่ดีฉัน จึงบอกดีฉันว่า จงถวาย
สงฆ์เถิด ดีฉันได้ทำตามคำของท่าน ทักขิณาของ
ดีฉันนั้นจึงเป็นสังฆทาน ดีฉันให้เข้าไปตั้งไว้ในสงฆ์
เป็นทานที่ไม่อาจปริมาณผลได้ว่า มีอยู่เท่าไร ส่วน
ทานที่คุณพี่ได้ถวายแก่ภิกษุ ด้วยความเลื่อมใสเป็น
รายบุคคล จึงมีผลไม่มาก.
นางภัททาเทพธิดา เมื่อจะรับรองความข้อนั้นจึงกล่าวว่า
พี่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า การถวายสังฆทานนี้ มี
ผลมาก ถ้าว่าพี่ได้ไปบังเกิดเป็นมนุษย์อีก จักเป็นผู้
รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่
ถวายสังฆทาน และไม่ประมาทเป็นนิตย์.
เมื่อสนทนากันแล้ว นางสุภัททาเทพธิดาก็กลับไปสู่ทิพยวิมานของ
ตน บนสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับการสนทนา
นั้น เมื่อนางสุภัททาเทพธิดากลับไปแล้ว จึงตรัสถามนางเทพธิดาว่า
ดูก่อนนางภัททา เทพธิดาผู้นั้นเป็นใคร มา
สนทนาอยู่กับเธอ ย่อมรุ่งโรจน์กว่าเทพเจ้าเหล่า
ดาวดึงส์ทั้งหมดด้วยรัศมี.
นางภัททาเทพธิดา เมื่อจะบรรยายข้อที่สังฆทานของเทพธิดาผู้
น้องสาว ว่ามีผลมาก จึงทูลว่า

281