พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 62 (เล่ม 48)

บทว่า สมฺมาวิมุตฺตานํ ได้แก่ ผู้หลุดพ้นด้วยดี ละสังกิเลสได้
หมด. บทว่า สนฺตานํ ได้แก่ ผู้มีกรรมทางกายวาจาใจอันสงบ เป็น
คนดี. ชื่อว่าพรหมจารี เพราะพระพฤติมรรคพรหมจรรย์และศาสน-
พรหมจรรย์แล้ว. บทว่า ปสนฺนา อาสนํ ทชฺชา ได้แก่ เป็นผู้มีใจ
เลื่อมใสแล้ว เพราะเชื่อในผลกรรม และเชื่อในพระรัตนตรัย. ผิว่าพึง
ถวายแม้เพียงอาสนะ. บทว่า เอวํ นนฺเท ยถา อหํ ความว่า แม้
คนอื่นก็พึงบันเทิงยินดีเหมือนอย่างดิฉันบันเทิงยินดีด้วยอาสนทานนั้น ใน
บัดนี้ฉะนั้น.
บทว่า ตสฺมา แปลว่า เพราะเหตุนั้น. หิศัพท์ เป็นเพียงนิบาต.
บทว่า อตฺตกาเมน ได้แก่ ผู้รักประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน. จริงอยู่ ผู้ใด
ทำกรรมอันนำประโยชน์เกื้อกูลมาให้ตน ไม่ทำกรรมอันนำสิ่งที่มิใช่
ประโยชน์เกื้อกูล ผู้นั้น ชื่อว่ารักตน. บทว่า มหตฺตํ ได้แก่ ความ
เป็นใหญ่โดยวิบาก. บทว่า สรีรนฺติมธารินํ ได้แก่ ผู้ทรงเรือนร่างอัน
สุดท้าย. อธิบายว่า พระขีณาสพ. ในข้อนี้ ความมีดังนี้ว่า เทวดาแสดง
ว่า เพราะเหตุที่ดิฉันยินดีด้วยทิพยสมบัติอย่างนี้ เพราะถวายอาสนะแก่
พระอรหันต์ ฉะนั้น แม้คนอื่นผู้ปรารถนาความเจริญยิ่งแก่ตนก็พึงถวาย
อาสนะแก่พระอรหันต์ผู้ตั้งอยู่ในเรือนร่างอันสุดท้าย บุญเช่นนี้ [ของ
คนอื่น จึงไม่มี. คำที่เหลือก็เช่นเดียวกับคำที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากุญชรวิมาน

62
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 63 (เล่ม 48)

๖. ปฐมนาวาวิมาน
ว่าด้วยนาวาวิมาน ๑
[๖] พระโมคคัลลานะถามว่า
ดูก่อนเทพนารี ท่านขึ้นนั่งนาวาวิมาน อันมุง
บังด้วยทอง ลงเล่นสระโบกขรณี หักดอกปทุมด้วยมือ
กูฏาคารนิเวศของท่าน จัดไว้พิมพ์เดียวกัน ประหนึ่ง
เนรมิตเป็นส่วนสัด เมื่อส่องแสงก็สว่างไปโดยรอบ
ทั้งสี่ทิศ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้
เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน อนึ่ง โภคะ
ทุกอย่าง ที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ดูก่อนเทพผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ
บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทวดานั้น ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ
ได้พยากรณ์ปัญหา โดยอาการที่ท่านถามถึงกรรมที่มี
ผลอย่างนี้ว่า
ในชาติก่อน ครั้งเห็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์
ในมนุษยโลก ได้เห็นภิกษุทั้งหลายผู้ลำบากกายกระ-
หายน้ำ จึงขวนขวายถวายน้ำฉัน อันว่าผู้ใดแล
ได้ขวนขวายถวายน้ำฉันแก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้ลำบากกาย
กระหายน้ำมา แม่น้ำหลายสายมีน้ำเยือกเย็น มีสวน

63
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 64 (เล่ม 48)

ไม้มาก มีบุณฑริกบัวขาวมาก ย่อมเกิดมีแก่ผู้นั้น
น้ำหลายสายย่อมเรียงรายไหลล้อมรอบวิมานนั้นเป็น
ประจำ มีแม่น้ำทั้งหลายที่ลาดด้วยทราย น้ำเย็นสนิท
มีต้นมะม่วง ต้นสาละ ต้นหมากหอม ต้นชมพู่ ต้น
ราชพฤกษ์ และต้นแคฝอยที่ออกดอกสะพรั่ง ผู้ทำบุญ
ไว้แล้วย่อมได้วิมานชั้นดีเยี่ยม ประกอบด้วยภูมิภาค
เช่นนั้น สง่างามนักหนา นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้น
ทั้งนั้น ผู้ที่ทำบุญไว้แล้วต้องย่อมได้ผลเช่นนี้ กูฏาคาร-
นิเวศของดีฉัน จัดไว้พิมพ์เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิต
เป็นส่วนสัด เมื่อส่องแสงก็สว่างไปโดยรอบทั้งสี่ทิศ
เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น
ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดิฉัน อนึ่ง โภคะทุกอย่างที่น่ารัก
จึงเกิดขึ้นแก่ดีฉัน.
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉันขอบอก
แก่ท่าน ครั้งเป็นมนุษย์ ดีฉันได้กระทำบุญอันใดไว้
เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
วรรณะของดิฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
จบปฐมนาวาวิมาน
อรรถกถาปฐมนาวาวิมาน
นาวาวิมาน มีคาถาว่า สุวณฺณจฺฉทนํ นาวํ เป็นต้น. วิมานเรือนั้น
เกิดขึ้นอย่างไร.

64
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 65 (เล่ม 48)

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่กรุงสาวัตถี ภิกษุจำนวน ๑๖ รูป
จำพรรษาในอาวาสใกล้บ้านแห่งหนึ่ง ออกพรรษาแล้ว ตั้งใจว่าจักเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้า และจักฟังธรรม ก็พากันเดินทางไกล ในฤดูร้อน
มุ่งกรุงสาวัตถี ระหว่างทางกันดารไม่มีน้ำ. ในทางกันดารนั้น ภิกษุ
เหล่านั้น ถูกความร้อนแผดเผา ลำบากกาย กระหายน้ำ ไม่ได้น้ำดื่ม
พากันเดินไปไม่ไกลหมู่บ้านแห่งหนึ่ง. ในหมู่บ้านนั้น หญิงผู้หนึ่ง ถือ
ภาชนะสำหรับใส่น้ำ เดินบ่ายหน้าไปยังบ่อน้ำ เพื่อตักน้ำ. ขณะนั้น
ภิกษุเหล่านั้นแลเห็นนาง ก็คิดว่า เมื่อไปในที่หญิงผู้นี้ไป อาจได้น้ำดื่ม
ถูกความกระหายน้ำบังคับ ก็พากันเดินบ่ายหน้าไปทิศนั้น เห็นบ่อน้ำ ก็ยืน
ไม่ไกลหญิงนั้น. หญิงนั้นได้น้ำจากบ่อนั้นแล้ว ประสงค์จะกลับ แลเห็น
ภิกษุเหล่านั้น รู้ว่า พระผู้เป็นเจ้าเหล่านี้กระหายน้ำต้องการน้ำ จึงเข้าไป
แสดงความเคารพยำเกรง นิมนต์ให้ฉันน้ำ. ภิกษุเหล่านั้น ก็นำผ้ากรองน้ำ
ออกจากถุงบาตร กรองน้ำแล้วก็ดื่มน้ำจนพอแก่ความต้องการ เอาน้ำ
ลูบมือเท้าให้เย็น กล่าวคำอนุโมทนาในปานียทาน (ถวายน้ำดื่ม) แก่หญิง
นั้นแล้ว ก็พากันไป.
หญิงนั้นตั้งบุญนั้นไว้ในใจ รำลึกถึงในระหว่าง ๆ ต่อมา ก็ตาย
ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์. ด้วยบุญญานุภาพของนาง วิมานใหญ่งดงาม
ด้วยต้นกัลปพฤกษ์ก็เกิดขึ้น. แม่น้ำกลาดเกลื่อนด้วยกองทรายและหาดทราย
ขาว ประหนึ่งประดับด้วยเงิน ประกอบด้วยข่ายมุกดา ไหลมาเฉพาะน้ำ
ที่ใสไร้มลทิน ดังก้อนแก้วมณี ล้อมรอบวิมานนั้น. ณ สองฝั่งของแม่น้ำ
นั้น และใกล้ประตูอุทยานและวิมาน สระโบกขรณีขนาดใหญ่ ประดับ
ด้วยดงปทุม ๕ สี ก็บังเกิดพร้อมด้วยเรือทอง. เทวดาองค์นั้นเมื่อเสวย
ทิพยสมบัติในวิมานนั้น ก็เที่ยวระเริงเล่นอยู่ในเรือ. ต่อมาวันหนึ่ง ท่าน

65
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 66 (เล่ม 48)

พระมหาโมคคัลลานะเที่ยวเทวจาริกไป เห็นเทพธิดาองค์นั้นกำลังเล่นอยู่
ในเรือ เมื่อจะถามถึงบุญกรรมที่นางทำไว้ จึงถามว่า
ดูก่อนเทพนารี ท่านขึ้นเรือปิดทอง ยืนอยู่
ท่านลงเล่นสระโบกขรณี หักดอกปทุมด้วยมือ. กูฏา-
คารนิเวศของท่าน จัดไว้พิมพ์เดียวกัน ประหนึ่ง
เนรมิตเป็นสัดส่วน เมื่อส่องแสงก็สว่างไปรอบสี่ทิศ.
เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนั้น
เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะ
ทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ท่าน.
ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ
บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ
ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
ต่อนั้น เพื่อแสดงอาการที่เทวดาซึ่งถูกพระเถระถามแล้วกล่าวตอบ
พระธรรมสังคาหกาจารย์ พระเถระผู้ร่วมทำสังคายนา จึงกล่าวคาถานี้ว่า
เทวดาองค์นั้น ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม
ดีใจ ครั้นแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผล
อย่างนี้.
อาการที่เทวดากล่าวตอบดังนี้ว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ในชาติก่อน
ในมนุษยโลก ดีฉันพบภิกษุทั้งหลาย ลำบากกาย
กระหายน้ำ จึงขวนขวายถวายน้ำให้ท่านดื่ม. ผู้ใดแล

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 67 (เล่ม 48)

ขวนขวายถวายน้ำดื่มแก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้ลำบากกาย
กระหายน้ำ แม่น้ำหลายสายที่มีน้ำเย็น มีสวนไม้มาก
มีบุณฑริกบัวขาวมาก ย่อมเกิดมีแก่ผู้นั้น. ลำน้ำ
หลายสายเรียงรายไหลล้อมรอบวิมานนั้นเป็นประจำ
มีแม่น้ำที่มีน้ำเย็น ลาดด้วยทราย มีมะม่วง สาละ
หมากหอม หว้า ราชพฤกษ์ และแคฝอยมีดอก
บานสะพรั่ง. ผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมได้วิมานอันประ-
เสริฐสุด ประกอบด้วยภูมิภาคเช่นนั้น ที่สง่างาม
หนักหนา นี้เป็นวิบากของกรรมนั้นทั้งนั้น ผู้ทำบุญ
ไว้แล้ว ย่อมได้ผลเช่นนี้. กูฏาคารนิเวศของดีฉัน
จัดไว้พิมพ์เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิตเป็นสัดส่วน เมื่อ
ส่องแสงก็สว่างไปรอบสี่ทิศ เพราะบุญนั้น วรรณะ
ของดีฉันจึงเป็นเช่นนั้น เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จ
แก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน.
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ด ฉัน อบอก
แก่ท่าน ดีฉันครั้งเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญใด เพราะ
บุญนั้น ดิฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ
ของดีฉันจึงส่องสว่างไปทุกทิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุวณฺณจฺฉทนํ ได้แก่ ชื่อว่า ปิดทอง
เพราะข้างในกำบังด้วยฝาทั้งสองข้าง อันทำด้วยทองสีแดงจำหลักฝาอย่าง
วิจิตร และเพราะปิดข้างบนด้วยเครื่องประดับทำด้วยทอง โชติช่วงด้วย

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 68 (เล่ม 48)

รัตนะต่าง ๆ. บทว่า นาวํ แปลว่า เรือ. จริงอยู่ เรือนั้น ชื่อว่า โปตะ
เพราะข้ามไปจากฝั่งนี้สู่ฝั่งโน้น อนึ่ง ท่านเรียกว่านาวา เพราะนำสัตว์ไป.
บทว่า นาริ เป็นคำอาลปนะ เรียก เทพธิดาองค์นั้น. ผู้ใด ย่อมพา
ย่อมนำไป เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า นระ ผู้นำไป ได้แก่บุรุษผู้ชาย. เหมือน
อย่างว่า สัตว์แรกเกิดโดยปกติ ย่อมนอนก่อน เหตุนั้น จึงเรียกกันว่า
บุรุษ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ประเสริฐโดยปกตินอกจากนี้ ฉันใด ที่เรียก
ว่านระ ก็เพราะอรรถว่า นำไป ฉันนั้น. จริงอยู่ บุคคลแม้เป็นบุตร
ผู้พี่ ก็ตั้งอยู่ในฐานะบิดา ฐานะมารดา ของพวกพี่สาวได้. จะป่วยกล่าว
ไปไยถึงบุคคลผู้เป็นสามี. หญิงนั้นเป็นของนระ เหตุนั้น หญิงนั้น
จึงชื่อว่า นารี. ก็ชื่อนี้เขาเรียกกันอย่างนั้น แม้ในผู้หญิงนอกนี้ โดยที่
ขยายความกันออกไปในพวกมนุษย์ผู้หญิง. บทว่า โอคาหสิ โปกฺขรณึ
ความว่า ด้วยความยินดีในการอยู่ในน้ำ จึงเข้าไปยังสระทิพย์ ที่ได้ชื่อว่า
โบกขรณี เพราะโดยมาก ในนั้น มีปทุมทิพย์ ที่เรียกกันว่าโปกขระ
ในดอกไม้น้ำ ซึ่งทำด้วยรัตนะมากชนิดมีบัวแดง และบัวเขียวเป็นต้นอยู่.
บทว่า ปทุมํ ฉินฺทสิ ปาณินา ความว่า ท่านหักด้วยมือของท่าน ก็เพราะ
ประสงค์จะทำดอกบัวที่มีลีลาดังบัวทิพย์ ที่มีชั้นช่อและเกสรแห่งกลีบที่ทำ
ด้วยทอง ให้มีก้านทำด้วยเงิน คู่กับใบที่ทำด้วยรัตนะ คือบุษราคัม.
บทว่า ตสิเต แปลว่า กระหายน้ำ. บทว่า กิลนฺเต ได้แก่ มีกาย
ลำบาก เพราะกระหายน้ำนั้น และเพราะเมื่อยล้าในการเดินทาง. บทว่า
อุฏฺฐาย ได้แก่ ทำความขยันหมั่นเพียร. อธิบายว่า ไม่เกียจคร้าน.
ด้วยบทว่า โย เว เป็นต้น เทวดาเมื่อจะแสดงวิธีอนุมานสิ่งที่
ไม่เห็นกับสิ่งที่เห็นว่า แม้ชนเหล่าอื่น ก็ย่อมได้ผลเช่นนี้ เพราะบุญที่เกิด

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 69 (เล่ม 48)

แต่อุทกทาน ถวายน้ำ ที่เป็นต้นเหตุ เหมือนอย่างดีฉัน จึงกล่าวตอบ
ความที่พระเถระถามโดยทั่วไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส และ ตํ
ย่อมกินความถึงผู้ไม่การทำบุญตามที่กล่าวมาแล้วด้วย.
บทว่า อนุปริยนฺติ ได้แก่ล้อมรอบตามความเหมาะสม ด้วยการ
ล้อมรอบสถานที่อยู่ของผู้นั้น แม้ผู้นั้นก็ชื่อว่าถูกล้อมไว้ด้วย. บทว่า ติลกา
ได้แก่ ต้นไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีดอกคล้ายดอกชบา. บทว่า อุทฺทาลกา
ได้แก่ ต้นไม้ที่ใช้กำจัดโรคลม ที่เราเรียกกันว่า ราชพฤกษ์ ก็มี.
บทว่า ตํ ภูมิภาเคหิ แปลว่า ด้วยภูมิภาคเช่นนั้น. อธิบายว่า
ด้วยภูมิประเทศที่มีสระโบกขรณี แม่น้ำและสวน ดังกล่าวแล้ว. บทว่า
อุเปตรูปํ ได้แก่ ประกอบด้วยความเป็นวิมานที่ควรสรรเสริญ. ท่าน
อธิบายว่า เป็นที่รวมรมณีสถานที่น่ารื่นรมย์ มีสระโบกขรณีเป็นต้น
เหล่านั้น. บทว่า ภุสโสภมานํ ประกอบความว่า ได้วิมานอันประ-
เสริฐสุด ซึ่งรุ่งเรืองหนักหนานัก. คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปฐมนาวาวิมาน
๗. ทุติยนาวาวิมาน
ว่าด้วยนาวาวิมาน ๘
[๗] พระโมคคัลลานะถามว่า
ดูก่อนเทพนารี ท่านขึ้นนั่งนาวาวิมาน อันมุง
บังด้วยทอง ลงแล่นสระโบกขรณี หักดอกปทุมด้วยมือ
กูฏาคารนิเวศของท่าน จัดไว้พิมพ์เดียวกัน ประหนึ่ง

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 70 (เล่ม 48)

เนรมิตเป็นส่วนสัด เมื่อส่องแสงก็สว่างโดยรอบ
ทั้งสี่ทิศ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้
เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน อนึ่ง โภคะ
ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ดูก่อนเทพผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ
บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทวดาถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ
ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ในชาติก่อน ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ใน
มนุษยโลก ดีฉันได้เห็นภิกษุผู้ลำบากกายกระหายน้ำ
จึงขวนขวายถวายน้ำฉัน ท่านผู้ใดและขวนขวายได้ถวาย
น้ำฉันแก่ภิกษุผู้ลำบากกาย กระหายน้ำมา แม่น้ำ
หลายสาย มีน้ำเยือกเย็น มีสวนไม้มาก มีบุณฑริก
บัวขาวมาก ย่อมเกิดมีแก่ผู้นั้น แม่น้ำหลายสาย
ย่อมเรียงรายไหลล้อมรอบวิมานนั้นเป็นประจำ แม่น้ำ
ทั้งหลายลาดด้วยทราย มีน้ำเย็นสนิท มีต้นมะม่วง
ต้นสาละ ต้นหมากหอม ต้นชมพู่ ต้นราชพฤกษ์
และต้นแคฝอยที่ออกดอกสะพรั่ง ผู้ทำบุญไว้ย่อมได้
วิมานชั้นดีเยี่ยม ที่ประกอบด้วยภูมิภาคเช่นนั้น
สง่างามหนักหนา นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้นทั้งนั้น

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 71 (เล่ม 48)

คนทั้งหลายที่ทำบุญไว้แล้ว ย่อมได้ผลเช่นนี้ เพราะ
บุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึง
สำเร็จแก่ดิฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่
ดีฉัน.
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก
แก่ท่าน ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ ดีฉันได้ทำบุญอันใดไว้
เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
วรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
จบทุติยนาวาวิมาน
อรรถกถาทุติยนาวาวิมาน
ทุติยนาวาวิมาน มีคาถาว่า สุวณฺณจฺฉทนํ นาวํ เป็นต้น. ทุติย-
นาวาวิมานนั้น เกิดขึ้นอย่างไร.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี พระเถระขีณาสพ
รูปหนึ่ง เมื่อจวนวันจะเข้าพรรษา ประสงค์จะจำพรรษา ณ วัดใกล้
หมู่บ้าน จึงออกจากกรุงสาวัตถี เดินทางไกล ภายหลังฉันอาหารแล้ว
มุ่งเฉพาะหมู่บ้านนั้น ลำบากกาย กระหายน้ำ เพราะเดินทางเหนื่อย
ระหว่างทาง ถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ไม่เห็นสถานที่ที่มีร่มเงาและน้ำพร้อม
เช่นนั้น นอกหมู่บ้าน ถูกความเหน็ดเหนื่อยครอบงำ จึงห่มจีวรเข้าไป
ยังหมู่บ้าน ยืนที่ประตูเรือนหลังใกล้ ๆ นั่นแล. ณ เรือนหลังนั้น หญิง
ผู้หนึ่งเห็นพระเถระ จึงถามว่า ท่านมาแต่ไหนเจ้าคะ รู้ว่าท่านเดินทาง
เหนื่อย และกระหายน้ำ จึงกล่าวว่า มาเถิดเจ้าข้า แล้วนิมนต์ให้เข้าไปยัง
เรือน กล่าวว่า นิมนต์นั่งตรงนี้เจ้าค่ะ แล้วปูลาดอาสนะถวาย เมื่อพระ-

71