พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 32 (เล่ม 48)

แล้ว มีวรรณะงาม. พรหมท่านก็เรียกว่าเทวดาเหมือนกัน ได้ในบาลี
เป็นต้นว่า ตา เทวตา สตฺตสตา อุฬารา พฺรหฺมวิมานา อภินิกฺขมิตฺวา
เทวดา ๗๐๐ องค์ เหล่านั้นโอฬารออกจากวิมานพรหม. เทพธิดาก็
เรียกว่าเทวดา ได้ในบาลีเป็นต้นว่า
อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธิ วิย ตารกา
ดูก่อนเทวดา ท่านมีวรรณะงาม ส่องสว่างไป
ทุกทิศ ดังดาวประกายพรึก.
แม้ในที่นี้ ก็พึงเห็นว่าเป็นเทพธิดาอย่างเดียว.
บทว่า อตฺตมนา ได้แก่ มีใจยินดีแล้ว มีใจถูกปีติและโสมนัสจับ
แล้ว. จริงอยู่ จิตอันไปกับปีติและโสมนัส ก็เป็นเหมือนถูกปีติและโสม-
นัสนั้นจับไว้เป็นของตน เพราะโทมนัสไม่มีโอกาส. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า
อตฺตมนา ได้แก่ มีใจเป็นของตน. จริงอยู่ จิตอันประกอบด้วยปีติและ
โสมนัสอันไม่มีโทษ ได้รับการที่กล่าวว่า เป็นของตนในบัดนี้คือปัจจุบัน
และยังจะได้รับการที่จะกล่าวว่า เป็นของตน เพราะนำประโยชน์เกื้อกูล
และสุขมาให้แก่ผู้พร้อมด้วยปีติและโสมนัสนั้น ในเวลาต่อไป คืออนาคต.
จิตนอกนี้หาได้ไม่.
บทว่า โมคฺคลฺลาเนน ความว่า พระมหาเถระองค์นั้น รู้จักกันว่า
โมคคัลลานะ โดยโคตร เพราะท่านเป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาล
โมคคัลลานโคตร. อันท่านโมคคัลลานะรูปนั้น [ ถามแล้ว ]. บทว่า
ปุจฺฉิตา ได้แก่ ถามโดยทิฏฐสังสันทนาปุจฉา คือถามเทียบถึงสิ่งที่เห็น ๆ
กันอยู่แล้ว. ประกอบความว่า เทวดาองค์นั้นดีใจตอบปัญหา. ก็เทวดา

32
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 33 (เล่ม 48)

องค์นั้นดีใจว่า กรรมแม้ประมาณเล็กน้อยชื่อนั้น ยังเป็นเหตุแห่งทิพยสมบัติ
ใหญ่โดยถึงเพียงนี้. แม้แต่ก่อน เทวดาองค์นั้น อาศัยบุญของตน ก็เสวย
โสมนัสในระหว่าง ๆ. แต่บัดนี้ การทำความนอบน้อม ซึ่งเทวดาองค์นั้น
แม้การทำแก่พระเถระรูปหนึ่ง ยังมีผลอันโอฬารอย่างนี้. ก็ท่านพระโมค-
คัลลานะรูปนี้ เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้ามีคุณอันโอฬาร มีอานุภาพ
มาก. ปีติจึงเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ เราได้พบท่านพระโมคคัลลานะ
รูปนี้และทำความเคารพนบนอบ และท่านจะทำการถามปัญหาที่เกี่ยวด้วย
ผลบุญของเราเท่านั้น เทวดาองค์นั้น มีปีติและโสมนัสอย่างแรงเกิดขึ้น
อย่างนี้ รับคำของพระเถระด้วยเศียรเกล้า จึงพยากรณ์ คือตอบปัญหา
โดยอาการที่ท่านถามแล้ว.
บทว่า ปญฺหํ ได้แก่พยากรณ์กล่าวตอบความนั้น ที่ท่านต้องการรู้.
ก็พยากรณ์อย่างไรเล่า. บทว่า ปุฏฺฐา ได้แก่ โดยอาการที่ท่านถาม อธิบาย
ว่า โดยอาการแห่งปัญหาที่ท่านถามแล้วนั่นแล. แท้จริง ในคำนี้ ท่าน
กล่าวว่า ปุจฺฉิตา ถามแล้วกล่าวย้ำว่า ปุฏฺฐา โดยอาการที่ท่านถามแล้ว
พึงเห็นว่า เป็นการกล่าวแน่นอนถึงข้อความโดยเฉพาะ ก็ความเฉพาะนั้น
คืออะไร. คือความที่คำพยากรณ์ [ คำตอบ ] พอเหมาะแก่คำถาม.
จริงอยู่ ท่านแสดงผลกรรมอันใด ก็ถามถึงกรรมอันเป็นตัวเหตุแห่งผล-
กรรมนั้น เป็นการประกาศความที่คำถามและคำตอบทั้งสองนั้น พอ
เหมาะแก่กันและกัน. คำถามดำเนินไปโดยอาการใด ไม่ว่าจะโดยอรรถ
และโดยพยัญชนะ ความที่คำพยากรณ์ที่มีอาการนั้น พอเหมาะแก่คำถาม
และคำตอบก็ดำเนินไปโดยอาการนั้น คำที่ท่านกล่าวว่า ปุจฺฉิตา แล้ว
กล่าวว่า ปุฏฺฐา อีก ก็เพื่อให้รู้ความเฉพาะอันนี้ ด้วยประการฉะนี้.

33
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 34 (เล่ม 48)

อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ปุจฺฉิตา เป็นคำระบุถึงเหตุที่เทวดานั้น
ถูกถาม โดยมุข คือความวิเสส [ ขยายความ ] และคำพยากรณ์ตอบ
ปัญหา ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า ถามว่า พระเถระถามโดยนัยเป็นต้นว่า
เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้. เทวดาถูกพระเถระให้ตอบปัญหา
นั้น จึงบอกกรรมที่เทวดานั้นกระทำมาแล้ว เหตุนั้น คำถามนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า เทวตา ปุจฺฉิตา เทวดาถูกถาม. เพราะเหตุที่เทวดาถูกถาม
ถูกให้ตอบถึงกรรมที่ถูกพระเถระถาม ฉะนั้น จึงชื่อว่าถูกถามปัญหา
และเพราะเหตุที่เทวดาถูกถามอีก มีสภาพที่จะต้องบอกถึงกรรมที่ถูกถาม
ฉะนั้น จึงชื่อว่าพยากรณ์ปัญหา. คำว่านี้เป็นผลของกรรมใด นี้ เป็นคำ
แสดงสรูปความที่พระเถระกล่าวว่าปัญหา. ก็ในคำนี้มีความดังนี้ว่านี้เป็น
ผลบุญของกรรมใด ที่ประจักษ์แก่พระเถระผู้ถาม และเทวดาที่ถูกถาม
มีในลำดับชาติ [ มนุษย์ ] มีประการดังกล่าวแล้ว เทวดาก็พยากรณ์บุญ
กรรมที่พระเถระกล่าวว่าปัญหา เพราะท่านต้องการรู้กรรมนั้น.
คำว่า อหํ มนุสฺเสสุ เป็นต้น เป็นอาการพยากรณ์ [ ตอบ ]
ปัญหา. ในคำนั้น เทวดาแสดงองค์ด้วยคำว่า อหํ. เทวดากล่าวว่า
มนุสฺเสสุ ในหมู่มนุษย์แล้วกล่าวย้ำว่า มนุสฺสภูตา ครั้งเกิดเป็นมนุษย์
ก็เพื่อแสดงว่า ในครั้งนั้น คุณของมนุษย์ทั้งหลาย มีอยู่ในตน. จริงอยู่
ผู้ใดเกิดเป็นมนุษย์ กระทำกรรมที่ไม่ควรมีฆ่าสัตว์เป็นต้น ก็สมควร
รับโทษ เมื่อต้องโทษมีการตัดมือเป็นต้น จากพระราชาเป็นอาทิในที่
นั้น ๆ ย่อมเสวยทุกข์เป็นอันมาก ผู้นี้ชื่อว่ามนุษย์นรก. อีกคนหนึ่ง เกิด
เป็นมนุษย์ไม่ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่ม เพราะกรรมที่คนทำไว้แต่ก่อน
ต้องกระหายหิวโหย มากไปด้วยทุกข์ เมื่อไม่ได้หลักแหล่ง ก็เร่ร่อนไป

34
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 35 (เล่ม 48)

ผู้นี้ ชื่อว่ามนุษย์เปรต. อีกคนหนึ่ง เกิดเป็นมนุษย์ อาลัยผู้อื่นเลี้ยงชีพ
ต้องทำงานหนักให้เขา หรือเป็นคนขาดมรรยาท ประพฤติแต่อนาจาร
ถูกเขาข่มขู่ กลัวตายก็ไปอาศัยป่ารก มากไปด้วยทุกข์ ต้องซอกซอนไป
ไม่รู้ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ได้แต่บรรเทาทุกข์ คือความหิวโหย
ด้วยการนอนเป็นต้นเป็นเบื้องหน้า ผู้นี้ ชื่อว่ามนุษย์ดิรัจฉาน. ส่วนผู้ใด
รู้จักประโยชน์มิใช่ประโยชน์ของตน เธอผลแห่งกรรม มีหิริ ละอายบาป
โอตตัปปะ เกรงกลัวบาป สมบูรณ์ พรั่งพร้อมด้วยความเอ็นดูในสัตว์
ทั้งปวง มากไปด้วยความสลดใจ งดเว้นอกุศลกรรมบถ ประพฤติเอื้อเฟื้อ
ในกุศลกรรมบถ บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุทั้งหลาย ผู้นี้ตั้งอยู่ในมนุษยธรรม
ชื่อว่ามนุษย์โดยปรมัตถ์. แม้เทวดาองค์นี้ ก็เป็นเช่นนั้น ด้วยเหตุนั้น
เทวดาจึงกล่าวว่า มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่
มนุษย์. อธิบายว่า ดีฉันถึงความเป็นมนุษย์ในหมู่สัตว์ที่เป็นมนุษย์ และ
ไม่ละมนุษยธรรมดำรงอยู่.
บทว่า อพฺภาคตานํ แปลว่า ผู้มาถึงเข้าแล้ว. อธิบายว่า อาคันตุกะ
ที่มาถึงแล้ว. จริงอยู่ อาคันตุกะมี ๒ คือ อติถิ แขก และอัพภาคตะ
ผู้มาถึง. บรรดาอาคันตุกะ ๒ อย่างนั้น อาคันตุกะผู้คุ้นเคยกันอยู่แล้ว ชื่อว่า
อติถิ แขก. อาคันตุกะผู้ไม่คุ้นเคยกัน ชื่อว่า อัพภาคตะ ผู้มาถึง.
ผู้มาถึงก่อน ทั้งผู้ที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว หรือผู้ไม่คุ้นเคยกัน ชื่อว่า อติถิ
แขก. ผู้ที่มาปรากฏตัวเวลากินอาหารมาถึงเดี๋ยวนี้เอง ชื่อว่า อัพภาคตะ.
อีกนัยหนึ่ง ผู้ที่เขาเชิญมากินอาหาร ชื่อว่าอติถิ ผู้ที่เขาไม่ได้เชิญมา
ชื่อว่าอัพภาคตะ. ก็ภิกษุรูปนี้ เป็นผู้มิได้คุ้นเคยกันมาก่อน เป็นผู้ที่เขา
ไม่ได้นิมนต์ และมาถึงบัดนี้. เทวดาหมายถึงภิกษุรูปนั้น จึงกล่าวว่า

35
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 36 (เล่ม 48)

อพฺภาคตานํ ผู้มาถึงแล้ว. แต่ในคาถานั้น เทวดากล่าวคำเป็นพหุวจนะ
ก็ด้วยความเคารพ. บุคคลย่อมนั่งจ่อมลงในสิ่งใด เหตุนั้น สิ่งนั้น ชื่อว่า
อาสนะ สิ่งที่นั่ง ได้แก่สิ่งที่ประกอบเป็นที่นั่ง หรือควรนั่งได้ อย่างใด
อย่างหนึ่ง แต่ในที่นี้ประสงค์เอา ปีฐะ ตั่ง. เทวดากล่าวว่า อาสนกํ
ที่นั่ง เพราะตั่งนั้นเป็นของเล็ก และเป็นของไม่โอฬาร [ ไม่ใหญ่ ]. บทว่า
อทาสึ ความว่า เทวดาเกิดโสมนัสว่า ทานที่ถวายแก่พระเถระรูปนั้นนี้
จักมีผลมาก อานิสงส์มากแก่เรา ดังนี้แล้ว เชื่อกรรมและผลแห่งกรรม
ได้ถวายเพื่อพระเถระรูปนั้นจะได้ใช้สอย อธิบายว่า บริจาคโดยบริจาค
ไม่มุ่งผล.
บทว่า อภิวาทยึ ได้แก่ ได้กระทำการอภิวาทกราบไหว้ อธิบายว่า
ไหว้พระทักขิไณยบุคคลด้วยเบญจางคประดิษฐ์. จริงอยู่ เทวดาเมื่อไหว้
โดยใจความ ชื่อว่ากล่าวอวยพรกะผู้ไหว้นั้นนั่นแหละ โดยนัยเป็นต้นว่า
ขอท่านจงมีสุข จงไม่มีโรค. บทว่า อญฺชลิกํ อกาสึ ความว่า ดีฉัน
ประคองเหนือเศียรเกล้า ซึ่งอัญชลี ที่รุ่งเรืองด้วยทศนัขสโมธาน [ ชุม
นุม ๑๐ นิ้ว ] ได้กระทำความย้ำเกรงต่อท่านผู้มีคุณอันประเสริฐทั้งหลาย.
บทว่า ยถามุภาวํ ได้แก่ ตามกำลัง อธิบายว่า ตามสมควรแก่ทรัพย์
สมบัติของดีฉัน ซึ่งมีอยู่ในเวลานั้น. บทว่า อทาสิ ทานํ ได้แก่ ดีฉัน
นิมนต์พระทักขิไณยบุคคลให้ฉัน ด้วยการบริจาคไทยธรรมมีข้าวน้ำเป็น
ต้น ก็ประสบบุญที่สำเร็จด้วยทาน.
ก็ในคาถานั้น คำว่า อหํ ดีฉันนี้ เป็นคำแสดงความสัมพันธ์
ด้วยการเห็นกรรมและผลว่าตกสืบต่อเป็นสายเดียวกัน. คำว่า มนุสฺเสสุ
มนุสฺสภูตา ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ นี้ เป็นคำแสดงความวิเศษ

36
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 37 (เล่ม 48)

แห่งการสืบต่ออันเป็นที่ตั้งการบุญกิริยานั้น. คำว่า อพฺภาคตานํ ( แก่
ภิกษุผู้มาถึงเรือนแล้ว ) นี้ เป็นคำแสดงเจตนาสมบัติ และแสดงเขตสมบัติ
เพราะแสดงว่า การรับ [ ของพระทักขิไณยบุคคล ] ก็เหมือนการให้
[ ของทายกทายิกา] เป็นไปไม่มุ่งผลาอะไรเลย. คำว่า อาสนกํ อทาสึ
ยถามุภาวญฺจ อทาสิ ทานํ ดีฉันได้ถวายอาสนะและได้ถวายทานตาม
กำลัง นี้ เป็นคำแสดงการถวายสาระ ทางโภคะ [ โภคสาระ ]. คำว่า
อภิวาทยึ อญฺชลิกํ อกาสึ ดีฉันกราบไหว้ ได้กระทำอัญชลี ประนมมือ
นี้ เป็นคำแสดงการถวายสาระ ทางกาย [ กายสาระ ].
บทว่า เตน ได้แก่ เพราะบุญตามที่กล่าวแล้วนั้นเป็นเหตุ. เม
ศัพท์ในบทว่า เม นี้ มาในอรรถตติยาวิภัตติ อธิบายว่า มยา แปลว่า อัน
เรา ได้ในบาลีเป็นต้นว่า กิจฺเฉน เม อธิคตํ หลนฺทานิ ปกาสิตุํ พระ-
นิพพาน อันเราบรรลุแล้วด้วยความยาก ไม่ควรประกาศในบัดนี้ . มาใน
อรรถจตุตถีวิภัตติ อธิบายว่า มยฺหํ แปลว่า แก่เรา ได้ในบาลีเป็นต้นว่า
สาธุ เม ภควา สงฺขิตฺเตน ธมฺมํ เทเสตุ สาธุ ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงแสดงธรรมโดยสังเขปแก่ข้าพระ-
องค์เถิด. มาในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ปุพฺเพว เม
ภิกฺขเว สมฺโพธา อนภิสมฺพุทฺธสฺส โพธิสตฺตสฺเสว สโต ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่การตรัสรู้ของเราผู้เป็นพระโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้.
แม้ในที่นี้ เมศัพท์ มาในอรรถฉัฏฐีวิภัตติอย่างเดียว อธิบายว่า มม
แปลว่า ของเรา. เมศัพท์นี้นั้น พึงสัมพันธ์ความ ในข้อความทั้งสองว่า
เพราะบุญของเรานั้น และว่า วรรณะของเราจึงเป็นเช่นนี้. คำที่เหลือ
มีนัยกล่าวไว้แล้วทั้งนั้น.

37
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 38 (เล่ม 48)

ครั้นเทวดาองค์นั้นพยากรณ์ปัญหาอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหาโมค-
คัลลานะ ก็แสดงธรรมโดยพิสดาร เทศนานั้น เป็นประโยชน์แก่เทวดา
องค์นั้นพร้อมกับบริวาร. พระเถระจากเทวโลกนั้น กลับมาสู่มนุษยโลก
กราบทูลเรื่องนั้นถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าทุกประการ. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่องแล้ว ทรงแสดง
ธรรมโปรดบริษัทที่มาประชุมกัน. แต่คาถาอย่างเดียว ท่านพระธรรม-
สังคาหกาจารย์ยกขึ้นสู่สังคายนาแล.
จบอรรถกถาปฐมปีฐวิมาน
๒. ทุติยปีฐวิมาน
ว่าด้วยวิมานตั่งแก้วไพฑูรย์
[๒] พระโมคคัลลานะถามว่า
ดูก่อนเทพธิดาผู้มีกายอันประดับแล้ว ทรงมาลัย
ทรงพัสตราภรณ์อันสวยงาม วิมานตั่งแก้วไพฑูรย์
ของท่านโอฬาร เร็วดังใจ ไปได้ตามปรารถนา ท่าน
ส่องแสงประกายดังสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ ท่าน
มีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร อนึ่ง เพราะบุญอะไร
โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญ

38
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 39 (เล่ม 48)

อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ
ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทวดานั้น ถูกพระโมคคัลลานะตามแล้ว ดีใจ
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในมนุษยโลก ดีฉันได้ถวาย
อาสนะแก่หมู่ภิกษุผู้มาสู่เรือน ได้อภิวาท กระทำ
อัญชลี และถวายทานตามกำลัง เพราะบุญนั้น ดีฉัน
จึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่
ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแต่ดีฉัน.
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉันขอบอกแก่
ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้ทำบุญใดไว้ เพราะ
บุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ
ของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
จบทุติยปีฐวิมาน
อรรถกถาทุติยปีฐวิมาน
ทุติยปีฐวิมาน มีคาถาว่า ปีฐนฺเต เวฬุริยมยํ เป็นต้น. เหตุเกิด
เรื่อง [ อัตถุปปัตติ ] และการพรรณนาควานของทุติยปีฐวิมานนั้นพึงทราบ
ตามนัยที่กล่าวมาแล้วในปฐมปีฐวิมานนั่นแล ส่วนความต่างกันมีดังนี้
ดังได้สดับมา สตรีผู้หนึ่งเป็นชาวกรุงสาวัตถี เห็นพระเถระรูปหนึ่ง

39
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 40 (เล่ม 48)

เข้ามาบิณฑบาตยังเรือนของตน มีจิตเลื่อมใส เมื่อจะถวายอาสนะแก่
พระเถระรูปนั้น ก็เอาผ้าสีเขียวลาดบนตั่งของตนถวาย. ด้วยปีฐทานนั้น
วิมานบัลลังก์สำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์ก็บังเกิดแก่นาง ซึ่งบังเกิดในเทวโลก.
ด้วยเหตุนั้น ท่านพระโมคคัลลานะจึงถามว่า
ดูก่อนเทพธิดาผู้ประดับองค์ ทรงพวงมาลัย ทรง
พัสตราภรณ์อันสวยงาม วิมานตั่งแก้วไพฑูรย์ของ
ท่านโอฬาร เร็วดังใจ ไปได้ตามปรารถนา ท่าน
ส่องแสงประกายคล้ายสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ
เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนั้น เพราะ
บุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่าง
ที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร
ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของ
ท่านจึงส่องสว่างไปทุกทิศ.
เทวดานั้น ถูกท่านพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ดีใจ ก็พยากรณ์ตอบปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ดีฉันได้ถวาย
อาสนะแก่ภิกษุที่มาถึงเรือน ได้กราบไหว้ ได้กระทำ
อัญชลีประนมมือ และได้ถวายทานตามกำลัง. เพราะ
บุญนั้น วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น

40
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 41 (เล่ม 48)

ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึง
เกิดแก่ดีฉัน.
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอกแก่
ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้กระทำบุญอันใด
เพราะบุญอันนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้
และวรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวฬุริยมยํ แปลว่า สำเร็จด้วย
แก้วไพฑูรย์. แก้วมณีที่เกิดขึ้นไม่ไกลหมู่บ้านวิฬูร แห่งภูเขาวิฬูระ
ชื่อว่า แก้วไพฑูรย์. เขาว่าแก้วไพฑูรย์นั้น มีบ่อเกิดอยู่ที่หมู่บ้านวิฬูระ.
แต่เพราะเกิดไม่ไกลหมู่บ้านวิฬูระ จึงปรากฏชื่อว่า เวฬุริยะ แก้วไพฑูรย์.
แม้ในเทวโลก แก้วไพฑูรย์นั้น ก็มีชื่ออย่างนั้น เพราะมีประกายแห่ง
สีเช่นเดียวกับแก้วไพฑูรย์นั้น เหมือนอย่างชื่อของเหล่าเทพบุตรใน
เทวโลก ก็โดยได้ชื่อมาในมนุษยโลก. ก็แก้วไพฑูรย์นั้น มีสีคล้ายขนคอ
นกยูงก็มี มีสีคล้ายใบมะคำดีควายก็มี มีสีคล้ายใบไผ่อันสนิทก็มี. ส่วนใน
ที่นี้ พึงทราบว่ามีสีคล้ายขนคอนกยูง. คำที่เหลือทั้งหมด ก็เช่นคำที่
กล่าวมาแล้วในปฐมปีฐวิมานแล.
จบอรรถกถาทุติยปีฐวิมาน

41