พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 22 (เล่ม 48)

อีกนัยหนึ่ง วิมานนั้น เป็นผลหลั่งออกแห่งบุญกรรมอันใด เพราะ
บุญกรรมนั้นเป็นผลของอโลภะ จึงชื่อว่าสำเร็จด้วยทอง เพราะเป็นผลแห่ง
อโทสะ จึงชื่อว่าโอฬาร เพราะเป็นผลแห่งอโมหะ จึงชื่อว่าเร็วดังใจ
ไปได้ตามปรารถนา. โดยทำนองอย่างนั้น วิมานนั้น ชื่อว่า สำเร็จด้วย
ทอง ก็เพราะกรรมนั้นเป็นผลแห่งศรัทธา. ชื่อว่า โอฬาร เพราะเป็น
ผลแห่งปัญญา. ชื่อว่า เร็วดังใจ เพราะเป็นผลแห่งวิริยะ.. ชื่อว่า ไปได้
ตามปรารถนา เพราะเป็นผลแห่งสมาธิ. หรือพึงทราบว่า ชื่อว่า สำเร็จ
ด้วยทอง เพราะเป็นผลแห่งศรัทธากับสมาธิ ชื่อว่า โอฬาร เพราะเป็น
ผลแห่งสมาธิกับปัญญา ชื่อว่า มโนชวะ เร็วดังใจ เพราะเป็นผลแห่ง
สมาธิกับวิริยะ ชื่อว่า ไปได้ตามปรารถนา เพราะเป็นผลแห่งสมาธิกับสติ.
ในปีฐวิมานนั้น คำว่า ปีฐํ เป็นต้น เป็นคำระบุถึงความถึง
พร้อมแห่งสมบัติอันเป็นผลแห่งบุญของเทวดานั้น โดยแสดงถึงสมบัติคือ
วิมาน ฉันใด คำว่า อลงฺกเต เป็นต้น ก็ระบุถึงความถึงพร้อมแห่ง
สมบัติอันเป็นผลแห่งบุญ โดยแสดงสมบัติคืออัตภาพ ก็ฉันนั้น. เหมือน
อย่างว่า อัตภาพมีทองสีแดงเป็นเครื่องประดับ แม้ศิลปาจารย์ผู้ชำนาญ
ประดิษฐ์แล้ว ขจิตด้วยมณีรัตนะ อันรุ่งเรืองด้วยข่ายมีรัศมีต่าง ๆ ย่อม
งดงาม มิใช่งดงามอย่างเดียว ฉันใด อัตภาพที่พรั่งพร้อมทั่วสรรพางค์
แม้งามโดย ๔ แง่ อันเขาประดับดีสดใสแล้วเทียว ย่อมงดงาม มิใช่
งดงามอย่างเดียว ก็ฉันนั้น ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงแสดงความงดงาม
อย่างวิเศษอันนำมา ของเทวดานั้น ด้วยบทว่า อลงฺกเต นี้ แสดงความ
งดงามวิเศษอันไม่นำมา ด้วยบทว่า โอภาสสิ นี้. โดยทำนองอย่างนั้น

22
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 23 (เล่ม 48)

พระเถระแสดงความงดงามอย่างยิ่งที่มีปัจจัยอันเป็นไปอยู่ [ ปัจจุบัน ] เป็น
เครื่องหมาย ด้วยบทต้น ที่มีปัจจัยล่วงแล้ว [ อดีต ] เป็นเครื่องหมาย
ด้วยบทหลัง หรือว่า พระเถระแสดงว่า เทวดานั้นถึงพร้อมด้วยวัตถุ
เครื่องใช้สอย ด้วยบทต้น แสดงว่า เทวดานั้นถึงพร้อมด้วยวัตถุของผู้
ใช้สอย ด้วยบทหลัง.
ในเรื่องนี้ ถามว่า ก็วิมานนั้นเป็นพาหะที่เทียมสัตว์ หรือเป็น
พาหะที่ไม่เทียมสัตว์. ตอบว่า แม้หากว่า ในเทวโลก รถวิมานทั้งหลาย
แม้ก็เป็นพาหะเทียมสัตว์ เพราะบาลีเป็นต้นว่า สหสฺสยุตฺตํ อาชญฺญรถํ
รถม้าเทียมม้า ๑,๐๐๐ ตัว. แต่เหล่านั้นเป็นเทพบุตรทั้งนั้น แสดงตัวโดย
รูปเป็นพาหะในเวลาทำกิจ [ หน้าที่ ] เหมือนเอราวัณเทพบุตรแสดงตัว
โดยรูปเป็นช้าง ในเวลาเล่นกีฬา. ก็วิมานนี้ และวิมานเช่นนี้อันอื่น
พึงเห็นได้ว่า เป็นพาหะที่ไม่เทียมสัตว์.
ถามว่า หากว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัจจัยพิเศษในอันเคลื่อนไหวด้วย
วาโยธาตุ มีในภายในวิมานนั้นเองหรือภายนอก. ตอบว่า พึงถือว่า ภายใน
เหมือนอย่างว่า วงลมพายุใหญ่เร็วจัด อันบังเกิดเพราะกรรมทั่ว ๆ ไป
ของสัตว์ทั้งหลายที่อาศัยดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เป็นต้นเป็นอยู่ พัด
เบียดเบียนดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เป็นต้น เหล่านั้น ให้เคลื่อนไปในที่อื่น
เสีย ฉันใด วาโยธาตุภายนอก ที่พัดเบียดเบียนวิมานนั้น ฉันนั้น ก็หา
ไม่ อนึ่ง เปรียบเหมือนจักรรัตนะ หมุนไปโดยอำนาจวาโยธาตุที่ตั้งขึ้น
ภายใน แต่วาโยธาตุภายนอก แห่งจักรรัตนะนั้น เหมือนดวงจันทร์
เป็นต้น เบียดเบียนแล้วพัดไป ก็หาไม่ เพราะจักรรัตนะหมุนไป โดย
อำนาจจิตของพระเจ้าจักรพรรดิ ในลำดับพระดำรัสเป็นต้นว่า ท่านจักร-

23
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 24 (เล่ม 48)

รัตนะจงหมุนไปดังนี้ ฉันใด พึงเห็นว่า วิมานไปได้ ด้วยวาโยธาตุ
ที่อาศัยตน โดยอำนาจจิตของเทวดานั้นเท่านั้น ก็ฉันนั้น. ด้วยเหตุนั้น
พระเถระจึงกล่าวว่า เร็วดังใจ ไปได้ตามปรารถนา ดังนี้.
พระเถระครั้นระบุสมบัติอันเป็นผลบุญของเทวดานั้น ในคาถาที่ ๑
อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะประกาศบุญสัมปทา อันเป็นเหตุแห่งสมบัติ
นั้น จึงกล่าว ๒ คาถาว่า เกน เต ตาทิโส วณฺโณ เป็นต้น ใน
คาถานั้น กึศัพท์ในบทว่า เกน มาในอรรถว่า ติเตียน ได้ในบาลี
เป็นต้นว่า กึ ราชา ดย โลกํ น รกฺขติ ผู้ใดไม่รักษาโลก ผู้นั้น
เป็นพระราชาได้อย่างไร กึ นุ โข นาม ตุมฺเห มํ วตฺตพฺพํ มญฺญถ
เธอทั้งหลายจะสำคัญเราว่าควรกล่าวคำชื่อไรเล่าหนอ. มาในอรรถไม่
แน่นอน ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ยงฺกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ
รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งอดีต อนาคตและปัจจุบัน. มาในอรรถคำถาม
ได้ในบาลีเป็นต้นว่า กึสูธ วิตฺตํ ปุริสสฺส เสฏฺฐํ ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ
อะไรเล่า ชื่อว่า ประเสริฐสุดสำหรับบุรุษ. แม้ในที่นี้ กึศัพท์ก็พึงเห็น
ว่าใช้ในอรรถคำถาม. บทว่า เกน เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถว่าเหตุ
อธิบายว่า เพราะบุญอะไร. บทว่า เต แปลว่า ของท่าน. บทว่า
เอตาทิโส แปลว่า เช่นนี้ อธิบายว่า ตามที่เห็นอยู่ในบัดนี้. วัณณศัพท์
ในบทว่า วณฺโณ มาในอรรถว่าคุณ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า กทา สญฺญุฬฺหา
ปน เต คหปติ อิเม สมณสฺส โคตมสฺส วณฺณา ดูก่อนคฤหบดี
คุณเหล่านี้ ของพระสมณโคดม ท่านรวบรวมไว้เมื่อไร. มาในอรรถว่า
สรรเสริญ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อเนกปริยาเยน พุทฺธสฺส วณฺณํ ภาสติ
ธมฺมสฺส วณฺณํ ภาสติ สงฺฆสฺส วณฺณํ ภาสติ สรรเสริญพระพุทธเจ้า

24
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 25 (เล่ม 48)

สรรเสริญพระธรรม สรรเสริญพระสงฆ์มากปริยาย. มาในอรรถว่า เหตุ
ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อถ เกน นุ วณฺเณน คนฺธเถโนติ วุจฺจติ
เพราะเหตุไรเล่า จึงเรียกว่า คนขโมยกลิ่น. มาในอรรถว่าประมาณ
[ จำนวน ] ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ตโย ปตฺตสฺส วณฺณา บาตร
ประมาณ [ จำนวน ] ๓ บาตร. มาในอรรถว่าชาติ ได้ในบาลีเป็นต้น
ว่า จตฺตาโร เม โภ โคตม วณฺณา ท่านพระโคดม ชาติของเรา
มี ๔. มาในอรรถว่า ทรวดทรง ได้ในบาลีเป็นต้นว่า มหนฺตํ
หตฺถิราชวณฺณํ อภินิมฺมิตฺวา เนรมิตทรวดทรงเป็นพญาช้างใหญ่.
มาในอรรถว่า ผิวพรรณ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า สุวณฺณวณฺโณสิ ภควา
สุสุกฺกทาโฐสิ วิริยวา ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์มีผิวพรรณ
ดังทอง ข้าแต่ท่านผู้บำเพ็ญเพียร พระองค์มีพระเขี้ยวขาวดี. แม้ในที่นี้
วัณณศัพท์ ก็พึงเห็นว่า ใช้ในอรรถว่า ผิวพรรณ อย่างเดียว. ความ
ในข้อนี้มีดังนี้ ดูก่อนเทวดา เพราะบุญวิเศษอะไร คือเช่นไร เป็นเหตุ
ผิวพรรณแห่งเรือนร่างของท่านจึงมีรัศมีแม้ไปถึง ๑๒ โยชน์เช่นนี้ คือ
อย่างนี้.
บทว่า เกน เต อิทฺธมิชฺฌติ ความว่า ผลสุจริตอันโอฬารที่
ท่านได้มาในบัดนี้ ย่อมสำเร็จเสร็จสรรพแก่ท่านในสถานที่นี้ ด้วยบุญ
อันดียิ่งอะไร. บทว่า อุปฺปชฺชนฺติ แปลว่า บังเกิด. อธิบายว่า เป็น
ไปสูงเป็นชั้น ๆ [ ซ้อนกัน ] โดยไม่ขาดสาย. บทว่า โภคา ได้แก่
อุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันวิเศษมีพัสตราภรณ์ [ เครื่องประดับ
คือผ้า ] เป็นต้น ที่ได้ชื่อว่า โภคะ เพราะอรรถว่า เป็นของพึงใช้สอย.
ศัพท์ว่า เย แสดงความไม่แน่นอน โดยสามัญ. ศัพท์ว่า เกจิ แสดง

25
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 26 (เล่ม 48)

ความไม่แน่นอน ถือเอาความต่างเป็นอย่าง ๆ ไป ด้วยศัพท์แม้ทั้งสอง
ย่อมรวบรวมโภคะเช่นนั้น ที่ได้ในที่นั้น อันต่างโดยประณีตและประณีต
กว่าเป็นต้น ครอบคลุมโดยไม่เหลือเลย จริงอยู่ นิเทศนี้ครอบคลุมความ
ไว้ไม่เหลือ เหมือนที่ว่า เยเกจิ สงฺขารา สังขารทั้งหลาย เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
[ ทุกอย่าง ] . บทว่า มนโส ปิยา ได้แก่ ที่ใจพึงรัก อธิบายว่า น่าพอใจ.
ก็ในข้อนี้ ด้วยบทว่า เอตาทิโส วณฺโณ นี้ พระเถระแสดง
วัณณสัมปทา ความถึงพร้อมแห่งวรรณะ อันนับเนื่องในอัตภาพของเทวดา
นั้น ซึ่งมีความวิเศษที่กล่าวไว้แล้วในหนหลัง. ด้วยบทว่า โภคา นี้
พระเถระแสดงความถึงพร้อมแห่งกามคุณ อันต่างโดยรูป เสียง กลิ่น
รส โผฏฐัพพะ อันเป็นทิพย์ ซึ่งเป็นวัตถุเครื่องอุปโภคและบริโภค. ด้วย
บทว่า มนโส ปิยา นี้ พระเถระแสดงความที่อารมณ์มีรูปเป็นต้น
เหล่านั้น เป็นของน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ. แต่ด้วยบทว่า อิธมิชฺฌติ
นี้ พระเถระแสดงความถึงพร้อมแห่งอายุ วรรณะ ยศ สุข และอธิปไตย
อันเป็นทิพย์ ด้วย บทว่า เยเกจิ มนโส ปิยา นี้ ฐานะอันใด ๑๐ ประการ
ที่มาในพระสูตรว่า ผู้นั้น ย่อมยึดไว้ได้ซึ่งเทพเหล่าอื่นด้วยฐานะ ๑๐
คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ ยศทิพย์ สุขทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์
เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์ พึงทราบว่า พระเถระ
แสดงการรวบรวมฐานะอันนั้นไว้ในที่นี้ โดยไม่เหลือเลย.
บทว่า ปุจฺฉามิ ได้แก่ ทำปัญหา อธิบายว่า ประสงค์จะรู้.
รู้กันว่า พระเถระกล่าว ๓ คาถาว่า เกน เต ตาทิโส วณฺโณ เกน เต
อิทฺธมิชฺฌติ กิมกาสิ ปุญฺญํ เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาวา โดยถือเอากึศัพท์

26
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 27 (เล่ม 48)

อย่างเดียว ด้วยอำนาจปุจฉาเพราะไม่มีข้อความอื่น ก็จริง ถึงกระนั้น
ท่านก็กล่าวว่า ปุจฺฉามิ ขอถาม ก็เพื่อให้รู้ว่าเป็นปุจฉาพิเศษ. จริงอยู่
ปุจฉานี้ มิใช่อทิฏฐโชตนาปุจฉา เพราะเนื้อความเช่นนี้ ไม่มีสิ่งที่พระ-
มหาเถระไม่เห็น ทั้งมิใช่วิมติเฉทนาปุจฉา เพราะพระเถระเพิกความสงสัย
ได้โดยประการทั้งปวงแล้ว ทั้งมิใช่อนุมัตติปุจฉา เพราะคำถามนั้นมิได้
เป็นไปโดยอาการถือเอาด้วยอนุมัติคล้อยตามเหมือนในบาลีเป็นต้นว่า ตํ
กึ มญฺญสิ ราชญฺญ ดูก่อนท่านพระยา ท่านจะสำคัญความข้อนั้น
อย่างไร ทั้งมิใช่กเถตุกามยตาปุจฉา เพราะพระเถระมิได้ถาม โดยที่
เทวดานั้นต้องการจะตอบเอง. แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปุจฉานั้น พึง
ทราบว่าเป็นทิฏฐสังสันทนาปุจฉา ถามเทียบเคียงสิ่งที่เห็น ๆ กันแล้ว.
เนื้อความนี้นั้น กล่าวไว้ชัดแจ้งแล้วในอัตถุปปัตติกถา เหตุเกิดเรื่องใน
หนหลัง โดยนัยเป็นต้นว่า เถโร กิญฺจาปิ. บทว่า ตํ แปลว่า ท่าน.
คำนี้นั้น เพ่งคำต้นและคำหลัง. เป็นทุติยาวิภัตติเอกวจนะ เพราะเพ่ง
คำต้น แต่พึงเห็นว่าเป็นปฐมาวิภัตติเอกวจนะ เพราะเพ่งคำหลัง.
เทวศัพท์ ในคำว่า เทวี นี้ มาโดยอำนาจสมมติเทพ ได้ใน
บาลีทั้งหลาย เป็นต้นว่า อิมานิ เต เทว จตุราสีตินครสหสฺสานิ
กุสาวตีราชธานิปมุขานิ ข้าแต่สมมติเทพ ๘๔,๐๐๐ พระนครของพระองค์
เหล่านี้ มีกรุงกุสาวดีราชธานีเป็นประมุข และว่า เอตฺถ เทว ฉนฺทํ
กโรหิ ชีวิเต อเปกฺขํ ข้าแต่สมมติเทพ ในเรื่องนี้ ขอพระองค์โปรด
ทรงทำความพอพระทัย ความเยื่อใย ในพระชนม์ชีพเถิด ดังนี้. มา
โดยอำนาจวิสุทธิเทพ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ตสฺส เทวาติเทวสฺส สาสนํ
สพฺพทสฺสิโน พระผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพพระองค์นั้น ทรงเห็นทุกอย่าง

27
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 28 (เล่ม 48)

ซึ่งคำสอน. จริงอยู่ บรรดาวิสุทธิเทพทั้งหลาย เมื่อกล่าวกันถึงความที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นอติเทพ ก็เป็นอันกล่าวถึงความที่ทรงเป็นเทพ
ยิ่งกว่าวิสุทธิเทพนอกนี้ด้วย. มาโดยอำนาจอุปัตติเทพ ได้ในบาลีเป็นต้น
ว่า จาตุมฺมหาราชิกา เทวา ทีฆายุกา วณฺณวนฺโต สุขพหุลา เหล่า
เทพชั้นจาตุมหาราช มีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยสุข ดังนี้. แม้ในที่นี้
เทวศัพท์พึงทราบว่า มาโดยอำนาจอุปัตติเทพอย่างเดียว. แต่เมื่อกล่าว
โดยอรรถแห่งบท เทวดา ย่อมเล่น ย่อมระเริง ย่อมรักด้วยบุญฤทธิ์ของตน
ย่อมยินดีด้วยกามคุณ ๕. อีกนัยหนึ่ง เทวดาองค์ใด ย่อมส่องสว่าง โดย
นัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง และไปได้ด้วยวิมานทางอากาศ เหตุนั้น เทวดา
องค์นั้น จึงชื่อว่า เทวี. ก็คำว่า ตฺวํ เทวิ นี้ เป็นเอกวจนะ ใช้ใน
อรรถว่า สัมโพธนะ [ อาลปนะ ]. บทว่า มหานุภาเว ได้แก่ ผู้มี
ประภาพ [อำนาจ, รัศมี ] อันโอฬาร. ก็อานุภาพของเทวดานั้น
พระเถระแสดงไว้ด้วย ๒ คาถาหลังแล้ว.
ในบทว่า มนุสฺสภูตา นี้ ชื่อว่า มนุษย์ เพราะใจสูง คือมีใจ
อันสร้างสมโดยคุณคือสติ ความกล้า ความประพฤติอย่างประเสริฐ [พรหม
จรรย์] ความเพียร ความมั่นคง มีจิตประกอบด้วยคุณอันอุกฤษฏ์ ก็
มนุษย์เหล่านั้น คือใครเล่า. คือเหล่าสัตว์วิเศษ ชาวชมพูทวีป. ด้วย
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาว
ชมพูทวีป ย่อมชนะมนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีป และเทพชั้นดาวดึงส์
ด้วยฐานะ ๓ อย่าง ฐานะ ๓ อย่างคืออะไร คือ เป็นผู้กล้า เป็นผู้มี
สติ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยนี้.

28
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 29 (เล่ม 48)

จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า
พระอัครสาวก พระมหาสาวก พระเจ้าจักรพรรดิ และสัตว์ผู้มีอานุภาพ
เหล่าอื่น ย่อมเกิดในชมพูทวีปนั้นแห่งเดียว. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า
แม้ชาวทวีปใหญ่พวกนี้ กับชาวทวีปน้อย ก็รู้กันแล้วว่าเป็นมนุษย์เหมือน
กัน เพราะมีรูปเป็นต้นเสนอกับชาวชมพูทวีปเหล่านั้น. ส่วนอาจารย์อีก
พวกหนึ่งกล่าวว่า ชื่อว่ามนุษย์ ก็เพราะใจที่ประกอบด้วยโลภะเป็นต้น
และอโลภะเป็นต้นหนาแน่น. จริงอยู่ สัตว์เหล่าใด เกิดเป็นมนุษย์ ใน
สัตว์เหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหล่าสัตว์ที่มีโลภะเป็นต้นและอโลภะ
เป็นต้นหนาแน่น ย่อมทำทางอบายให้เต็ม เพราะเป็นผู้มีโลภะเป็นต้นหนา
แน่น และทำทางสุคติและทางไปพระนิพพานให้เต็ม เพราะเป็นผู้มีอโลภะ
เป็นต้นแน่นหนา เพราะฉะนั้น สัตว์วิเศษชาวทวีปใหญ่ทั้ง ๔ กับชาวทวีป
น้อยทั้งหลาย เรียกกันว่า มนุษย์ เพราะใจที่ประกอบด้วยโลภะเป็นต้น
และอโลภะเป็นต้นหนาแน่นแล.
ฝ่ายชาวโลกกล่าวว่า ชื่อว่ามนุษย์ เพราะเป็นเหล่ากอของพระมนู
มนุษย์กัปแรกที่เป็นต้นแห่งการยึดครองโลก จัดประโยชน์และมิใช่ประ-
โยชน์อยู่ในฐานะเป็นบิดาของสัตว์ทั้งหลาย ที่ในพระศาสนาเรียกว่าพระ-
เจ้ามหาสมมต ชื่อว่าพระมนู. และเหล่าสัตว์ที่ตั้งอยู่ในโอวาทานุสาสนีของ
พระมนูนั้น สืบ ๆ ต่อกันมาโดยประจักษ์ ก็เลยเรียกกันว่ามนุษย์ เพราะ
เป็นเสมือนบุตร. ก็เพราะเหตุนั้นนั่นเอง สัตว์เหล่านั้น เขาจึงเรียกว่า
มาณพ และมนุษย์ ผู้เป็นแล้ว เกิดแล้ว หรือถึงความเป็นมนุษย์ในหมู่
มนุษย์ เหตุนั้น จึงชื่อว่า มนุสฺสภูตา ผู้เกิดเป็นมนุษย์.

29
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 30 (เล่ม 48)

บทว่า กิมกาสิ ปุญฺญํ ความว่า ท่านใดทำสั่งสมก่อสร้างสุจริต
กุศลกรรมอะไร คือเช่นไร ในกุศลกรรมทั้งหลาย ที่ต่างโดยทานศีลเป็น
ต้น ซึ่งได้ชื่อว่าบุญ เพราะทำให้บังเกิดผลคือควานที่น่าบูชา และเพราะ
ชำระชะล้างสันดานที่ตนเองเกิดให้หมดจด. บทว่า ชลิตานุภาวา ได้แก่
โชติช่วงไปทั่ว คือมีบุญฤทธิ์.
ถามว่า ในเรื่องนี้ เหตุไร พระเถระจึงกล่าวว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์
ท่านได้ทำบุญอะไร ในคติอื่น ๆไม่มีการทำบุญกันหรือ. ตอบว่า ไม่มี
การทำบุญหามิได้. เพราะเหตุที่ความเกิดแห่งกุศลจิตฝ่ายกามาวจรยังได้
[มี] ในบางคราว แม้แต่ในคตินรก ก็จะป่วยกล่าวไปไยในคติอื่น ๆ
ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วมิใช่หรือว่า เป็นทิฏฐสังสันทนาปุจฉา ถามเทียบ
ถึงสิ่งที่เห็น ๆ กันอยู่แล้ว ฉะนั้น พระมหาเถระเห็นเทวดาองค์นั้น ซึ่ง
ครั้งดำรงอยู่ในอัตภาพเป็นมนุษย์กระทำบุญกรรมเกิดขึ้นแล้ว เมื่อจะถาม
โดยเนื้อความที่เป็นอยู่แล้ว จึงกล่าวว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญ
อะไร.
อีกอย่างหนึ่ง ในคติอื่น ๆ เพราะเป็นผู้มีสุขโดยส่วนเดียว เพราะ
เป็นผู้มีทุกข์โดยส่วนเดียว และเพราะเป็นผู้มากไปด้วยทุกข์ โอกาสที่จะ
ทำบุญ ไม่ใช่หาได้ง่าย ๆ เพราะความพรั่งพร้อมแห่งปัจจัยมีการพึ่งพาอาศัย
สัตบุรุษเป็นต้น หาได้แสนยาก บางคราวแม้เกิดขึ้นมาก็มิใช่โอฬารไพบูลย์
เพราะเหตุตามที่กล่าวมาแล้ว. ส่วนในคติแห่งมนุษย์ เพราะเป็นผู้มากไป
ด้วยสุข โอกาสทำบุญ จึงหาได้ง่าย เพราะความพรั่งพร้อมแห่งปัจจัยมีการ
พึ่งพาอาศัยสัตบุรุษเป็นต้นโดยมาก หาได้ง่าย. อนึ่งเล่า ทุกข์อันใดเกิด
ขึ้นในคติแห่งมนุษย์นั้น ทุกข์แม้อันนั้น ก็เป็นอุปนิสัยเหตุแห่งการทำ

30
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 31 (เล่ม 48)

ทำบุญ โดยพิเศษ. จริงอยู่ มนุษย์ทั้งหลายมีทุกข์เป็นเหตุ จึงมีศรัทธาแล
เปรียบเหมือนเมื่อมีด ช่างทำสำเร็จจากก้อนเหล็ก การเผาไฟก็ดี การเอา
น้ำรดก็ดี มิใช่ปัจจัยพิเศษโดยส่วนเดียวของมีดนั้น เพราะสามารถทำการ
เชือดเฉือนได้ แต่การเฝ้าแล้วเอาน้ำรด โดยความพยายามพอประมาณ
ต่างหาก เป็นปัจจัยพิเศษของการทำการเชือดเฉือนนั้น ฉันใด ความที่
สันดานสัตว์เพรียบพร้อมไปด้วยทุกข์โดยส่วนเดียว ความเป็นผู้มากไปด้วย
ทุกข์ และความเป็นผู้พรั่งพร้อมไปด้วยสุข มิใช่ปัจจัยพิเศษของการทำบุญ
แต่เมื่อมีความเร่าร้อนด้วยทุกข์ และความพอกพูนด้วยสุข โดยความ
พยายามพอประมาณ การทำบุญที่ได้เหตุแล้วจึงเกิดขึ้น และเมื่อเกิดขึ้น
ก็รุ่งเรือง แผ่ไพศาล ทั้งสามารถเชือดเฉือนปฏิปักษ์คือบาปได้ด้วย ก็
ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ความเป็นมนุษย์จึงเป็นปัจจัยพิเศษของ
การทำบุญ. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่าน
ได้ทำบุญอะไร. คำที่เหลือ รู้ได้ง่ายทั้งนั้น.
ก็พระเถระถามอย่างนี้แล้ว เทวดาองค์นั้น ก็ตอบปัญหา. เพื่อ
แสดงความนั้น ท่านจึงกล่าวคาถาว่า สา เทวตา อตฺตมนา เทวดา
องค์นั้นดีใจ ดังนี้เป็นต้น. ก็คาถานี้ใครกล่าว. พระธรรมสังคาหก-
เถระผู้ร่วมทำสังคายนากล่าว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สา ได้แก่
เทวดาองค์ที่พระเถระกล่าวว่า ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม
ท่านก่อน. เทพบุตรก็ดี พรหมก็ดี เทพธิดาก็ดี ท่านเรียกว่า เทวดา.
จริงอยู่ เทพบุตรท่านเรียกว่า เทวดา เทวะก็เหมือนกัน เรียก
ว่าเทวดา ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อถโข อญฺญตรา เทวตา อภิกฺกนฺตาย
รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา ครั้งนั้น เทวดาองค์หนึ่งเมื่อราตรีปฐมยามล่วงไป

31