พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 12 (เล่ม 48)

ตามที่เทวดาองค์นั้นและสัตว์เหล่าอื่นสั่งสมไว้ ด้วยความแตกฉานแห่ง
กำลังปัญญา โดยอานุภาพแห่งยถากัมมูปคญาณ [ญาณที่รู้ถึงสัตว์ทั้งหลาย
เข้าถึงภพนั้น ๆ ตามกรรม] ของท่าน เหมือนผลมะขามป้อม ที่วางไว้
บนฝ่ามือ ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น เพราะเหตุที่ปัญญาทบทวนเฉพาะภพ
ในอดีต และกรรมตามที่สั่งสมไว้ ส่วนมากสำเร็จโดยธรรมดาแก่เทวดา
ทั้งหลายในลำดับอุปปัตติภพเท่านั้นว่า เราจุติจากไหนหนอ จึงอุบัติใน
ภพนี้ เราทำกุศลกรรมอะไรหนอ จึงได้สมบัตินี้ และญาณย่อมเกิดแก่
เทวดานั้น ตามเป็นจริงฉะนั้น พระเถระประสงค์จะให้เทวดาองค์นั้นกล่าว
กรรมที่ทำไว้แล้ว กระทำผลกรรมให้ประจักษ์แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก
จึงถามว่า
ดูก่อนเทพธิดา ผู้ประดับองค์ ทรงมาลัยดอกไม้
ทรงพัสตราภรณ์สวยงาม วิมานตั่งทองของท่านโอฬาร
เร็วดังใจ ไปได้ตามปรารถนา ท่านส่องแสงประกาย
ดังสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ
เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้
เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะ
ทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ท่าน
ดูก่อนเทพี ผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร
ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของ
ท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทวดานั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม

12
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 13 (เล่ม 48)

ครั้นแล้วจึงพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ดีฉันได้ถวาย
อาสนะแก่เหล่าภิกษุที่มาถึง [ เรือน ] ได้กราบไหว้
ไค้ทำอัญชลี [ประนมมือ] และได้ถวายทานตาม
กำลัง
เพราะบุญนั้น วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนี้
เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะ
ทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ดีฉัน
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอกแก่
ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้ทำบุญอันใดไว้
เพราะบุญอันนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้
และวรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
อธิบายคำว่า ปีฐะ
ท่อนไม้ก็ดี อาสนะก็ดี ตั่งที่ทำด้วยเถาวัลย์ก็ดี อาสนะที่ทำด้วย
หวายก็ดี อาสนะที่ทำด้วยไม้เป็นต้นซึ่งมีชื่อแปลกออกไปมีมสารกะเตียง
ที่มีแคร่สอดเข้ากับขาเป็นต้นก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ชื่อว่าปีฐะ ตั่ง ใน
คาถานั้น. จริงอย่างนั้น ท่อนไม้มีปีฐะเป็นต้น พอวางเท้าได้ เรียกว่า
ปีฐะ ได้ในบาลีนี้ว่า ปาทปีฐํ เขียงเท้า ปาทกฐสิกา กระเบื้องรองเท้า
ท่อนไม้ที่พอมือจับได้. เรียกว่า ปีฐะ ได้ในบาลีนี้ว่า ปีฐสปฺปิ คนเปลี้ย.
ส่วนอาสนะ โดยโวหารท้องถิ่นในชนบทบางแห่งเรียกว่า ปีฐิกา ที่สำหรับ
ทำพลีกรรมเทวดาทั้งหลาย เรียกว่า ปีฐะ ได้ในบาลีนี้ว่า ภูตปีฐิกา

13
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 14 (เล่ม 48)

ตั่งเซ่นภูตผี เทวกุลปีฐิกา ตั่งสังเวยเทวดา. อาสนะที่เขาสร้างขึ้นด้วย
หวายและเถาวัลย์เป็นต้น เรียกว่า ปีฐะ ได้ในบาลีนี้ว่า ภทฺทปิฐํ ภัทรบิฐ
เก้าอี้ [หวาย] ท่านหมายถึงจึงกล่าวไว้ว่า ภทฺทปีฐํ อุปาทยิ ทำ
ภัทรบิฐให้เกิดขึ้น. อาสนะที่ทำด้วยไม้เป็นต้น ต่างโดยเป็นเตียงสอดแคร่
เข้ากับขาเป็นต้น เรียกว่า ปีฐะ ได้ในบาลีเป็นอาทิว่า สุปญฺญตฺตํ
มญฺจปีฐํ เตียงตั่งที่จัดไว้ดีแล้ว และว่า มญฺจํ วา ปีฐํ วา การยมาเนน
ใช้ให้เขาทำเตียงหรือตั่ง. ส่วนในที่นี้ พึงทราบว่า วิมานทอง ขนาด
๑ โยชน์ บังเกิดด้วยบุญญานุภาพของเทวดา ตั้งอยู่โดยอาการคล้ายบัลลังก์
[เตียง, ตั่ง, แท่น].
ในบทว่า เต เตศัพท์ มาในอรรถปฐมาวิภัตติพหุวจนะ โดย
เป็นตศัพท์ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า น เต สุขํ ปชานนฺติ เย น
ปสฺสนฺติ นนฺทนํ ชนเหล่าใดไม่เห็นสวนนันทนวัน ชนเหล่านั้น ชื่อว่า
ไม่รู้จักสุข. มาในอรรถจตุตถีวิภัตติ โดยเป็นตุมฺหศัพท์ อธิบายว่า แด่
ท่าน ได้ในบาลีเป็นต้นว่า
นโม เต ปุริสาชญฺญ นโม เต ปุริสุตฺตม
นโม เต พุทฺธาวีรตฺถุ
ท่านบุรุษอาชาไนย ขอความนอบน้อมจงมีแด่
พระองค์ ท่านผู้เป็นบุรุษสูงสุด ขอความนอบน้อม
จงมีแด่พระองค์ ท่านพุทธะผู้แกล้วกล้า ขอความ
นอบน้อมจงมีแด่พระองค์.
มาในอรรถตติยาวิภัตติ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า กินฺเต ทิฏฐํ กินฺติ เต
สุตํ ท่านเห็นอะไร ท่านฟังมาว่าอะไร และว่า อุปธี เต สมติกฺกนฺตา

14
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 15 (เล่ม 48)

อาสวา เต ปทาลิตา อุปธิกิเลสทั้งหลาย ท่านก็ก้าวล่วงเสียแล้ว อาสวะ
ทั้งหลาย ท่านก็ทำลายได้แล้ว. มาในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ ได้ในบาลีเป็นต้น
ว่า กินฺเต วตฺตํ กึ ปน พฺรหฺมจริยํ อะไรเป็นวัตรของท่าน ก็อะไร
เป็นพรหมจรรย์. ส่วนในที่นี้ เตศัพท์พึงเห็นว่าใช้ในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ.
อธิบายว่า ของท่าน.
ในบทว่า โสวณฺณมยํ นี้ สุวัณณศัพท์มาในอรรถว่า ความถึง
พร้อมแห่งผิว ได้ในบาลีเป็นต้นอย่างนี้ว่า สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต
ทุคฺคเต ผิวสวย ผิวทราม มั่งมี ยากจน และว่า สุวณฺณตา สุสรตา
ความมีผิวสวย ความมีเสียงไพเราะ. มาในอรรถว่า ครุฑ ได้ในบาลี
เป็นต้นว่า กากํ สุวณฺณา ปริวารยนฺติ ครุฑทั้งหลายห้อมล้อม กา.
มาในอรรถว่า ทอง ได้ในบาลีเป็นต้นว่า สุวณฺณวณฺโณ กาญฺจน-
สนฺนิภตโจ มีผิวดังทอง มีหนังเปล่งปลั่งดังทอง. แม้ในที่นี้ สุวัณณ
ศัพท์พึงเห็นว่าใช้ในอรรถว่า ทองอย่างเดียว. จริงอยู่ วิมานตั่งนั้น
ท่านเรียกว่า ทอง เพราะมีสีงาม เหตุมีสีเสมอพระพุทธะทั้งหลาย.
ทองนั่นแล ชื่อว่า โสวัณณะ เหมือนคำว่า เวกตะ และ เวสมะ [ วิกตสฺส
ภาโว เวกตํ วิสมสฺส ภาโว เวสมํ]. ส่วนมยศัพท์มาในอรรถว่า
อสฺม มี เป็น ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อนุญฺญาตปฏิญฺญาตา เตวิชฺชา
มยมสฺมุโภ [มยํ อสฺม อุโภ] เราทั้งสองมีวิชชา ๓ เป็นผู้ปฏิญญา
ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับรอง. มาในอรรถว่า บัญญัติรับรู้กัน
ได้ในบาลีนี้ว่า มยํ นิสฺสาย เหมาย ชาตมณฺโฑ ทรี สุภา ซอกเขา
เกิดสดใสเป็นทอง งดงาม เพราะอาศัยหิน [ ศิลา ]. มาในอรรถว่า
บังเกิด ได้ในบาลีนี้ว่า มโนมยา ปีติภกฺขา สยมฺปภา เกิดโดยใจ

15
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 16 (เล่ม 48)

มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีในตัวเอง พรหมเว้นปัจจัยภายนอกเสีย ก็บังเกิด
ทางใจอย่างเดียว เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สำเร็จด้วยใจ. มาใน
อรรถว่า วิการ ทำให้แปลก ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ยนฺนูนาหํ สามํ
จิกฺขลฺลํ มทฺทิตฺวา สพฺพมตฺติกามยํ กุฏิกํ กเรยฺยํ ถ้ากระไร เรา
พึงขยำโคลน สร้างกุฎี ทำด้วยดินล้วนเสียเอง. มาในอรรถว่า บท
บูรณ์ ทำบทให้เต็ม ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ทานมยํ สำเร็จด้วยทาน
สีลมยํ สำเร็จด้วยศีล. แม้ในที่นี้ มยศัพท์ ก็พึงเห็นว่า ใช้ในอรรถว่า
ทำให้แปลก หรือในอรรถว่า ทำบทให้เต็ม. ก็เมื่อใด มยศัพท์มีความ
ดังนี้ว่า ปีฐวิมาน บังเกิดด้วยทอง ชื่อว่า โสวัณณมัย เกิดด้วยทอง
เมื่อนั้น ก็พึงเห็นว่า มยศัพท์ใช้ในอรรถว่า ทำให้แปลกว่า วิการ ทำ
ให้แปลก [ทำรูปพรรณต่าง ๆ] ด้วยทอง ชื่อว่า โสวัณณมัย. จะ
กล่าวว่า ใช้ในอรรถบังเกิดดังนี้บ้าง ก็ควรทั้งนั้น. ก็เมื่อใด มีอรรถ
ดังนี้ว่า บังเกิดด้วยทอง ชื่อว่า โสวัณณะ เมื่อนั้น ก็พึงเห็นว่า
มยศัพท์ ใช้ในอรรถว่า ทำบทให้เต็มดังนี้ว่า ทองนั่นแหละ ชื่อว่า
โสวัณณมัย.
บทว่า อุฬารํ แปลว่า ประณีตก็ได้ ประเสริฐก็ได้ ใหญ่ก็ได้.
จริงอยู่ อุฬารศัพท์ มาในอรรถว่า ประณีต ได้ในบาลีเป็นต้นว่า๑ ย่อม
บรรลุ คุณพิเศษอันประณีต อื่นจากคุณพิเศษก่อน. มาในอรรถว่า
ประเสริฐ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า๒ เขาว่าท่านกัจจายนพราหมณ์สรรเสริญ
พระสมณโคดม ด้วยการสรรเสริญอย่างประเสริฐ. มาในอรรถว่า ใหญ่
๑. ปุพฺเพนาปรํ อุฬารํ วิเสสํ อธิคจฺฉติ.
๒. อุฬาราย ภวํ กจฺจายโน สมณโคตมํ ปสํสาย ปสํสติ.

16
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 17 (เล่ม 48)

ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อุฬารโภคา โภคะใหญ่ อุฬารยสา ยศใหญ่และว่า
โอฬาริกํ อันใหญ่. ก็วิมานแม้นั้น ชื่อว่าประณีต เพราะอรรถว่า
กระทำความไม่อิ่มสำหรับผู้ใช้สอย โดยความฟูปลื้มใจ ชื่อว่าประเสริฐ
เพราะถูกสรรเสริญโดยภาวะมีความเป็นวิมานที่น่าเลื่อมใสโดยรอบเป็นต้น
ชื่อว่าใหญ่ เพราะใหญ่โดยขนาด และเพราะมีค่ามาก. วิมานอันโอฬาร
กล่าวกันว่า โอฬารกย่างเดียว ด้วยอรรถแม้ ๓ อย่างแล.
จิต ชื่อว่า มโน ใจ ในบทว่า มโนชวํ นี้. ก็หากว่า มโนศัพท์
กล่าวทั่ว ๆ ไป ก็สำหรับจิตที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต แม้
ทุกดวง. แต่ก็พึงทราบโดยเป็นจิตสำเร็จมาแต่กิริยา ที่เป็นไปในอารมณ์
อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะท่านกล่าวว่า มโนชวํ เพราะฉะนั้น วิมานทอง
ชื่อว่ามโนชวะ เพราะเร็วดังใจ เหมือนคำว่า โอฏฺฐมุโข ปากมีผีปาก
[พูดได้คล่อง] อธิบายว่า ไปเร็วเหลือเกิน. จริงอยู่ ใจย่อมตกไปใน
อารมณ์แม้ไกลนักหนาได้ฉับพลันทีเดียว เพราะเป็นไปรวดเร็ว. ด้วยเหตุ
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรามองไม่เห็น
ธรรมแม้แต่อย่างหนึ่งอันอื่น ซึ่งเป็นไปรวดเร็วเหมือนอย่างจิตนี้เลยนะ
ภิกษุทั้งหลาย และว่าจิตไปได้ไกล ไปดวงเดียว ดังนี้. บทว่า คจฺฉติ
ได้แก่ ไปทางอากาศจากวิมานที่อยู่ของเทวดาองค์นั้น ตรงไปยังอุทยาน.
ในบทว่า เยน กามํ นี้ กามศัพท์ มาในอรรถว่า อารมณ์มีรูป
เป็นต้น ที่น่าพอใจ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า กามา หิ วิจิตฺรา มธุรา
มโนรมา วิรูปรูเปน มเถนฺติ จิตฺตํ แท้จริง กามทั้งหลาย งดงาม หวานชื่น
ระรื่นใจ ย่อมย่ำยีจิต ด้วยรูปแปลก ๆ. มาในอรรถว่า ฉันทราคะ
ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ฉนฺโท กาโม ฉันทะ เป็นกาม ราโค กาโม

17
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 18 (เล่ม 48)

ราคะ เป็นกาม ได้แก่ กิเลสกาม. มาในอรรถว่า โลภะความอยากได้
ทุกอย่าง ได้ในบาลีเป็นต้นว่า กามุปาทานํ ยึดกามความอยากได้. มา
ในอรรถว่า คามธรรม ธรรมของชาวบ้าน ได้ในบาลีเป็นต้นว่า
อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาเสยฺย สรรเสริญการบำเรอกามด้วย
ตนเอง. มาในอรรถว่า หิตฉันทะ ความพอใจในประโยชน์เกื้อกูล
ได้ในบาลีเป็นต้นว่า สนฺเตตฺถ ตโย กุลปุตฺตา อตฺตกามรูปา วิหรนฺติ
มีกุลบุตร ๓ คน ในที่นั้น มีความพอใจในประโยชน์ตนอยู่. มาใน
อรรถว่า เสรีภาพอยู่โดยอำเภอใจ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อตฺตาธีโน
อปราธีโน ภุชิสฺโส เยน กามงฺคโม มีตนเป็นใหญ่ [ คือพึ่งตนเอง]
ไม่มีคนอื่นเป็นใหญ่ [คือไม่พึ่งคนอื่น] เป็นไท ไปได้ตามปรารถนา
แม้ในที่นี้กามศัพท์พึงเห็นว่า ใช้ในอรรถว่า เสรีภาพเท่านั้น. เพราะฉะนั้น
บทว่า เยน กามํ จึงแปลว่า ตามความปรารถนา. อธิบายว่า ความ
สมควรแก่ความปรารถนาของเทวดา.
บทว่า อลงฺกเต แปลว่า แต่งองค์แล้ว อธิบายว่า มีเรือนร่าง
ประดับด้วยอาภรณ์ทิพย์ มีภาระประมาณ ๖๐ เล่มเกวียน ต่างโดยเป็น
เครื่องประดับมือประดับเท้าเป็นต้น รุ่งเรืองด้วยข่ายรัศมีต่าง ๆ อย่างและ
รุ่งโรจน์ด้วยรัตนะหลายชนิด. คำนี้เป็นเอกวจนะใช้ในอรรถสัมโพธนะ
[สํสกฤต ใช้ มคธใช้อาลปนะเป็นวิเสสนะของเทวธีเต ในคาถา].
บทว่า มาลฺยธเร ได้แก่สวมมาลัยดอกไม้ เพราะมีเกศและหัตถ์เป็นต้น
ตกแต่งดีแล้ว ด้วยดอกไม้ทิพย์ อันงดงามด้วยกลุ่มช่อคลี่ขยายรุ่งโรจน์
โดยรอบ มีกลีบช่อและเกสรทำด้วยทองบริสุทธิ์ดี และรัตนะต่าง ๆ เกิด
แต่ต้นกัลปพฤกษ์ต้นปาริฉัตตกะ และเถาสันดานกลดาเป็นต้น. บทว่า

18
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 19 (เล่ม 48)

สุวตฺเถ ได้แก่ มีพัสตราภรณ์อันงาม โดยเป็นผ้าทิพย์ มีเครื่องปกปิดคือ
ผ้านุ่งและผ้าห่มเป็นต้น มีรัศมีของผู้มีแสงสว่างอันบริสุทธิ์ดี มีหลากสี
ด้วยเครื่องย้อมต่าง ๆ เกิดแต่กัลปพฤกษ์และลดา. บทว่า โอภาสสิ
แปลว่า ส่องสว่าง. บทว่า วิชฺชุริว แปลว่า คล้ายฟ้าแลบ. บทว่า
อพฺภกูฏํ ได้แก่ ยอดเมฆ. ก็คำนี้เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถสัตตมีวิภัตติ
อีกนัยหนึ่ง คำว่า โอภาสสิ เป็นคำกล่าวอรรถ เพราะเหตุที่อยู่ภายใน.
อธิบายว่า ส่องสว่าง. คำว่า อพฺภกูฏํ ในฝ่ายนี้ พึงเห็นว่า เป็นทุติยา-
วิภัตติ ใช้ในอรรถทุติยาวิภัตติเท่านั้น.
ก็ในข้อนี้ มีความดังนี้ว่า ยอดเขาแดงฉาบด้วยแสงสนธยา แม้
ตามปกติก็ส่องสว่างอยู่ สายฟ้าที่รุ่งโรจน์อยู่โดยรอบ ก็แลบส่องสว่าง
โดยพิเศษ ฉันใด วิมานนี้รุ่งเรืองด้วยรัตนะต่าง ๆ อันสำเร็จมาแต่ทอง
อันบริสุทธิ์ดี มีรัศมีซ่านออกอยู่โดยปกติ ตัวท่านประดับด้วยอลังการ
ทุกอย่าง ก็ส่องแสงสว่างโดยพิเศษ ด้วยรัศมีเรือนร่างของท่าน และแสง
ประกายแห่งพัสตราภรณ์ อันโชติช่วงโดยประการทั้งปวง ก็ฉันนั้น
เหมือนกัน.
ก็ในปฐมปีฐวิมานนี้ คำว่า ปีฐํ นี้ เป็นคำกล่าวถึงข้อที่พึงชี้แจง.
คำว่า อพฺภกูฏํ เป็นคำกล่าวถึงตัวอย่าง. คำว่า เต ก็อย่างนั้น เป็น
คำกล่าวถึงข้อที่พึงชี้แจง. แท้จริง คำนั้น ท่านเพ่ง คำว่า ปีฐํ นี้ แม้
กล่าวเป็นฉัฏฐีวิภัตติ ครั้นเพ่งบทเหล่านี้คือ อลงฺกเต มาลฺยธเร
สุวตฺเถ โอภาสสิ ก็เปลี่ยนไปเป็นปฐมาวิภัตติ เพราะฉะนั้น ท่านจึง
อธิบายว่า ตฺวํ ท่าน. คำว่า วิชฺชุริว เป็นคำกล่าวยกตัวอย่าง. คำว่า
โอภาสสิ นี้ เป็นคำแสดงถึงความเกี่ยวกันของข้ออุปไมย และอุปมาแม้

19
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 20 (เล่ม 48)

ทั้งสอง. จริงอยู่ คำว่า โอภาสสิ นี้ ท่านเพ่งบทว่า ตฺวํ จึงกล่าวไว้
เป็นมัธยมบุรุษ ครั้นเพ่งบทว่า ปีฐํ จึงเปลี่ยนไปเป็นประถมบุรุษ. ส่วน
จ ศัพท์ในคำนี้ พึงเห็นว่า ท่านลบแล้วแสดงไว้. คำว่า คจฺฉติ เยน
กามํ โอภาสสิ และ วิชฺชุลโตภาสิตํ อพฺภกูฏํ วิย นี้เป็นทุติยา-
วิภัตติ เปลี่ยนไปเป็นปฐมาวิภัตติ. คำว่า ปิฐํ นี้ ก็อย่างนั้น เป็น
คำกล่าวถึงข้อที่พึงขยายคำว่า เต โสวณฺณมยํ อุฬารํ เป็นต้น เป็น
วิเสสนะคำขยายของคำว่า ปีฐํ นั้น.
ถามว่า ก็ท่านกล่าวว่า โสวณฺณมยํ ไว้แล้ว ไม่น่ากล่าวว่า อุฬารํ
เพราะทองเป็นของประเสริฐสุดอยู่แล้ว เหตุเป็นโลหะอันเลิศ และเพราะเป็น
ทิพย์ ท่านก็ประสงค์เอาแล้วในที่นี้ มิใช่หรือ. ตอบว่าไม่ใช่ เพราะสิ่งไร ๆ
ก็มีสภาพวิเศษ. เหมือนอย่างว่า ทองมีรส [น้ำ] รุ้งร่วงเป็นประเสริฐ
สุด บริสุทธิ์ดีโดยเป็นทองรูปพรรณหลายชนิด อันเป็นเครื่องใช้สอยของ
มนุษย์ แต่นั้น ก็เกิดเป็นอากร [บ่อเกิด] จากนั้น ทองทุกชนิดก็เป็นของ
ทิพย์ของประเสริฐสุดฉันใด ก็ฉันนั้น แม้เพราะเป็นทองทิพย์ ก็เป็นทอง
จามีกร ทองคำจากทองจามีกรก็เป็นทองสาตกุมภะจากทองสาตกุมภะก็เป็น
ทองชมพูนท จากทองชมพูนท ก็เป็นทองสิงคี. ทองสิงดีนั้นแลประเสริฐ
สุดแห่งทองทุกชนิด. ด้วยเหตุนั้น ท้าวสักกะ จอมทวยเทพจึงกล่าวว่า
มุตฺโต มุตฺเตหิ สห ปุราณชฏิเลหิ
วิปฺปมุตฺโต วิปฺปมุตฺเตหิ
สิงฺคีนิกฺขสวณฺโณ
ราชคหํ ปาวิสิ ภควา

20
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 21 (เล่ม 48)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้พ้นแล้วกับเหล่าปุราณ-
ชฎิลผู้พ้นแล้ว พระผู้หลุดพ้นแล้วกับเหล่าปุราณชฎิล
ผู้หลุดพ้นแล้วทรงมีพระฉวีวรรณเสมอด้วยแท่งทอง
สิงคี เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์.
เพราะฉะนั้น ท่านพระโมคคัลลานะแม้กล่าวว่า โสวณฺณมยํ ก็ยัง
กล่าวว่า อุฬารํ อนึ่งเล่า คำว่า อุฬารํ นี้ ก็มิใช่ท่านกล่าวหมายถึง
ความที่วิมานนั้นประเสริฐสุดและประณีตเท่านั้น ที่แท้ ยังมีความที่ท่าน
กล่าวไว้ดังนี้ว่า ทั้งใหญ่ด้วย. ก็ในปีฐวิมานนี้ คำว่า ปีฐํ เป็นต้น
เป็นคำแสดงความที่ผลพึงเห็นสมกับกรรม. แม้อย่างนั้น พระเถระก็
แสดงว่าวิมานนั้นถึงพร้อมแห่งวัตถุ ด้วยบทว่า โสวณฺณมยํ นี้ แสดงว่า
วิมานนั้นถึงพร้อมด้วยความงามอย่างยิ่ง ด้วยบทว่า อุฬารํ นี้ แสดงว่า
วิมานนั้นถึงพร้อมด้วยการไป ด้วยบทว่า มโนชวํ นี้ แสดงว่า วิมาน
นั้นถึงพร้อมด้วยสมบัติแห่งตั่ง เหตุที่แล่นไปรวดเร็ว ด้วยบทว่า คจฺฉติ
เยน กามํ นี้.
อีกนัยหนึ่ง พระเถระแสดงว่า วิมานนั้นประณีต ด้วยบทว่า
โสวณฺณมยํ นี้ แสดงว่า วิมานนั้นใหญ่โดยกว้าง ด้วยบทว่า อุฬารํ
นี้ แสดงว่า วิมานนั้นใหญ่โดยอานุภาพ ด้วยบทว่า มโนชวํ นี้ แสดงว่า
วิมานนั้นอยู่สบาย ด้วยบทว่า คจฺฉติ เยน กามํ นี้. อีกอย่างหนึ่ง
พระเถระแสดงว่าวิมานนั้นสะสวยและมีสีงาม ด้วยบทว่า โสวณฺณมยํ นี้
แสดงว่า วิมานนั้น น่าดู น่าเลื่อมใส ด้วยบทว่า อุฬารํ นี้ แสดงว่า
วิมานนั้น ถึงพร้อมด้วยความเร็ว ด้วยบทว่า มโนชวํ นี้ แสดงว่า
วิมานนั้นไปได้ไม่ขัดข้องในที่ไหน ๆ ด้วยบทว่า คจฺฉติ เยน กามํ นี้.

21