พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 975 (เล่ม 47)

รวมพระสูตรที่มีในสุตตนิบาตนี้ คือ
วรรคที่ ๑
[๔๔๔] ๑. อุรคสูตร ๒. ธนิยสูตร
๓. ขัคควิสาณสูตร ๔. กสิภารทวารชสูตร
๔. จุนทสูตร ๖. ปราภวสูตร ๗. วสลสูตร
๘. เมตตสูตร ๙. เหมวตสูตร ๑๐. อาฬวก-
สูตร ๑๑. วิชยสูตร ๑๒. มุนิสูตร.
นี้มีเนื้อความดีมาก รวมพระสูตรได้
๑๒ สูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ
หามลทินมิได้ ทรงจำแนกแสดงไว้ดีแล้ว
บัณฑิตทั้งหลายได้สดับกันมาว่า อุรควรรค.
วรรรคที่ ๒
๑. รตนสูตร ๒. อามคันธสูตร ๓.
หิริสูตร ๔. มงคลสูตร ๕. สูจิโลมสูตร
๖. ธรรมจริยสูตร๑ ๗. พราหมณธัมมิก-
สูตร ๘. นาวาสูตร ๙.กิงสีลสูตร ๑๐.
อุฏฐานสูตร ๑๑. ราหุลสูตร ๒. วังคีสสูตร
๑๓. สัมมาปริพพาชนิยสูตร ๑๔. ธรรมิก
สูตร
๑. อรรถกถาว่า กปิลสูตร

975
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 976 (เล่ม 47)

วรรคที่ ๒ นี้รวมพระสูตรได้ ๑๔
สูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกไว้ดีแล้ว.
วรรคนี้ บัณฑิตทั้งหลายกล่าววรรค
ที่ ๒ นั้นว่า จูฬกวรรค.
วรรคที่ ๓
๑. ปัพพัชชาสูตร ๒. ปธานสูตร
๓. สุภาษิตสูตร ๔. สุนทริกสูตร ๕.
มาฆสูตร ๖. สภิยสูตร ๗. เสลสูตร ๘.
สัลลสูตร ๙. วาเสฏฐสูตร ๑๐. โกกาลิก-
สูตร ๑๑. นาลกสูตร ๑๒. ทวยตานุ-
ปัสสนาสูตร.
วรรคที่ ๓ นี้ รวมพระสูตรได้ ๑๒
สูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกไว้ดี
แล้วในวรรคที่ ๓ บัณฑิตได้สดับกันมามีชื่อ
ว่า มหาวรรค.
วรรคที่ ๔
๑. กามสูตร ๒. คุหัฏฐกสูตร ๓.
ทุฏฐัฏฐกสูตร ๔. สุทธัฏฐกสูตร ๕.
ปรมัฏฐกสูตร ๖. ชราสูตร ๗. ติสส-
เมตเตยยสูตร ๘. ปสูรสูตร ๙. มาคันทิย-

976
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 977 (เล่ม 47)

สูตร ๑๐. ปุราเภทสูตร ๑๑. กลหวิวาทสูตร
๑๒. จูฬวิยูหสูตร ๑๓. มหาวิยูหสูตร ๑๔.
ตุวฏกสูตร ๑๕. อัตตทัณฑสูตร ๑๖. สารี-
ปุตตสูตร
วรรคที่ ๕ นี้รวมพระสูตรได้ ๑๖
สูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกไว้ดี
แล้วในวรรคที่ ๔ บัณฑิตทั้งหลายกล่าว
วรรคที่ ๔ นั้นว่า อัฏฐกวรรค.
วรรคที่ ๕
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐใน
คณะ ประทับอยู่ ณ ปาสาณกเจดีย์อัน
ประเสริฐ อันบุคคลตกแต่งไว้ดีแล้ว ใน
มคธชนบทเป็นรัมณียสถาน เป็นประเทศอัน
สวยงาม เป็นที่อยู่อาศัยแห่งบุคคลผู้มีบุญ
อันได้กระทำไว้แล้ว.
อนึ่ง ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
อันพราหมณ์ ๑๖ คน ทูลถามปัญหาแล้ว
ได้ทรงประกาศประทานธรรมกะชนทั้งสอง
พวกผู้มาประชุมกันเต็มที่ ณ ปาสาณกเจดีย์
ในบริษัทประมาณ ๑๒ โยชน์ เพราะการ
ถามโสฬสปัญหา.

977
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 978 (เล่ม 47)

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงชนะ ผู้เลิศ
กว่าสัตว์ได้ทรงแสดงธรรมอันประกาศอรรถ
บริบูรณ์ด้วยพยัญชนะ เป็นที่เกิดความเกษม
อย่างยิ่ง เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เลิศกว่าสัตว์
ได้ทรงแสดงพระสูตรอันวิจิตรด้วยธรรมเป็น
อันมาก เป็นเหตุให้ปลดเปลื้องกิเลสทั้งปวง
ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประกอบด้วยบท
แห่งพยัญชนะและอรรถ มีความเปรียบเทียบ
ซึ่งหมายรู้กันแล้วด้วยอักขระอันมั่นคง เป็น
ส่วนแห่งความแจ่มแจ้งแห่งวิจารณญาณของ
โลก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เลิศกว่าสัตว์
ได้ทรงแสดงพระสูตรอันไม่มีมลทินเพราะ
มลทินคือราคะ มลทินคือโทสะ มลทินคือ
โมหะ เป็นส่วนแห่งธรรมปราศจากมลทิน
เป็นส่วนแห่งความแจ่มแจ้งแห่งวิจารณญาณ
ของโลก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เลิศกว่าสัตว์
ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ อันไม่มี
มลทินเพราะมลทินคือกิเลส มลทินคือทุจริต

978
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 979 (เล่ม 47)

เป็นส่วนแห่งธรรมปราศจากมลทิน เป็น
ส่วนแห่งความแจ่มแจ้งแห้งวิจารณญาณของ
โลก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เลิศกว่าสัตว์
ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐเป็นเหตุ
ปลดเปลื้องอาสวะ กิเลสเป็นเครื่องผูก กิเลส
เป็นเครื่องประกอบ นิวรณ์ และมลทินทั้ง ๓
ของโลกนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เลิศกว่าสัตว์
ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ หามล-
ทินมิได้ เป็นเครื่องบรรเทาความเศร้าหมอง
ทุกอย่าง เป็นเครื่องคลายความกำหนัด ไม่
มีความหวั่นไหว ไม่มีความโศก เป็นธรรม
อันละเอียด ประณีตและเห็นได้ยาก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เลิศกว่าสัตว์
ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ อัน
หักรานราคะและโทสะให้สงบ เป็นเครื่อง
ตัดกำเนิด ทุคติ วิญญาณ และความยินดี
อันมีตัณหาเป็นรากฐาน เป็นเครื่องต้านทาน
และเป็นเครื่องพ้น.

979
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 980 (เล่ม 47)

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เลิศกว่าสัตว์
ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ ลึกซึ้ง
เห็นได้ยากและละเอียดอ่อน มีอรรถอัน
ละเลียด บัณฑิตควรรู้แจ้ง เป็นส่วนแห่ง
ความแจ่มแจ้งแห่งวิจารณญาณของโลก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เลิศกว่าสัตว์
ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ ดุจ
ดอกไม้เครื่องประดับอันยั่งยืน ๙ ชนิด อัน
จำแนกอินทรีย์ ฌานและวิโมกข์ มีมรรค
มีองค์ ๘ เป็นยานอย่างประเสริฐ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เลิศกว่าสัตว์
ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ ปราศจาก
มลทิน บริสุทธิ์เปรียบด้วยห้วงน้ำ วิจิตรด้วย
รัตนะ เสมอด้วยดอกไม้ มีเดชอันเปรียบ
ด้วยพระอาทิตย์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เลิศกว่าสัตว์
ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ ปลอด
โปร่ง เกษม ให้สุข เย็นสงบ มีประโยชน์
อย่างยิ่งในการต่อต้านมัจจุ เป็นเหตุให้เห็น
นิพพาน อันดับกิเลสสนิทดีแล้วของโลกนั้น.
จบสุตตนิบาต

980
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 981 (เล่ม 47)

นิคมกถา
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ คำใดที่ท่านกล่าวไว้แล้วว่า
ข้าพเจ้าทั้งหลายจักไหว้พระรัตนตรัย
ผู้สูงสุดกว่าผู้ที่ควรไหว้ทั้งหลาย จักกระทำ
การพรรณนาความแห่งสุตตนิบาต อันพระ-
คือตัณหาได้แล้ว ผู้ทรงแสวงหาวิธีรื้อถอน
สัตว์ออกจากโลก ตรัสไว้แล้วในขุททกนิกาย.
เป็นอันได้กระทำการพรรณหาความแห่งสุตตนิบาตอันมีสูตร ๗๐ สูตร
มีอุรคสูตรเป็นต้น สงเคราะห์ลงใน ๕ วรรค มีอุรควรรคเป็นต้น ในข้อนี้
ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวคำนั้นว่า
กุศลใด อันข้าพเจ้าผู้กระทำการ
พรรณนาความแห่งสุตตนิบาตนี้ ผู้ใคร่เพื่อ
ความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม เพราะอานุ-
ภาพแห่งกุศลนั้น ขอชนนี้จงถึงความเจริญ
งอกงามไพบูลย์ในธรรม อันพระอริยะ
ประกาศไว้แล้วโดยเร็วเถิด.
พึงทราบว่า มีภาณวารประมาณ ๔๔ ภาณวาร โดยประมาณแห่งปริยัติ.
อรรถกถาสุตตนิบาตชื่อปรมัตถโชติกานี้ อันพระเถระมีชื่อซึ่งครูทั้งหลายตั้งไว้

981
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 982 (เล่ม 47)

ว่า พุทธโฆสะ ผู้ประดับด้วยคุณ คือศรัทธาพุทธิและวิริยะอันบริสุทธิ์อย่าง ยิ่ง
ผู้ปรากฏเหตุให้เกิดคุณมีศีล อาจาระความอ่อนโยนเป็นต้น ผู้ประกอบด้วย
ความเฉลียวฉลาดทางปัญญา สามารถหยั่งลงในความยึดถือทั้งในลัทธิของตน
และลัทธิอื่นได้ เป็นมหากวี มีวาทะประเสริฐ กล่าวคำเหมาะสม ประกอบ
ด้วยการพรรณนาคำอันไพเราะและวิเศษทำให้เกิดความสมบูรณ์ในการทำ และ
เข้าถึงความสุข ด้วยการทำให้แจ่มแจ้งเข้าใจ เพราะมีความรู้อันอะไรๆ ไม่
ขัดขวางได้ในสัตถุศาสน์ พร้อมด้วยอรรถกถาอันมีประเภทเป็นปริยัติคือพระ-
ไตรปิฎก เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางบริสุทธิ์ อันเป็นเครื่องประดับของวงศ์ของ
พระเถระ ผู้อยู่ในมหาวิหารอันเป็นประทีปของเถรวงศ์ ผู้มีปัญญาตั้งไว้ดีแล้ว
ในธรรมอันยิ่งของมนุษย์ ประดับด้วยประเภทธรรมมีอภิญญา ๖ และ
ปฏิสัมภิทาเป็นต้น ได้แต่งไว้แล้ว.
ขออรรถกถาขุททกนิกายสุตตนิบาต
อันแสดงนัยแห่งปัญญาอันบริสุทธิ์แก่กุลบุตร
ทั้งหลาย ผู้แสวงหาการรื้อถอนออกจากโลก
จงดำรงอยู่ในโลก ตราบเท่าแม้พระนามว่า
พุทฺโธ ของพระโลกเชษฐ์ ผู้มีจิตบริสุทธิ์
ผู้คงที่ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ยังเป็นไป
อยู่ในโลก.

982
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 983 (เล่ม 47)

๑เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ว่า ขอสัตว์ทั้งหลายผู้บูชาพระคุณของพระ-
พุทธเจ้าดุจห้วงน้ำ จงมีความสุข มีความฉลาด ไม่มีเวร ชนทั้งหมดจงมีกาย
ไร้โรค คล่องแคล่วมีปัญญา เป็นคนดี ดำรงตนอยู่ในความดีดังนี้ ความที่
ใจไม่อยู่ในอำนาจ เว้นการยึดถือว่าเป็นตัวตนเพราะไม่มีแก่นสาร เหมือนต้น
กากะทิง คนเล่นกล พยับแดด ต้นกล้วย โดยนัยมีอาทิว่า ขันธ์ทั้งหลาย
เป็นของไม่เที่ยงถึงการเกิดและการดับไปทุกขณะ มีธุลีคือราคะเป็นภัย ละคติ
อันประเสริฐ ไม่น่าปรารถนาเข้าไปหาคติลามกหลายอย่างในโลก ย่อมฟุ้งไป
ด้วยความสุข คือภพ ๓ มีกายวาจาใจทรมานแล้ว. อันเตวาสิกจงเข้าถึงนิพพาน
เถิด.๑
จบอรรถกถาสุตตนิบาต

983
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 1 (เล่ม 48)

พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ
เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๑
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๑. อิตถิวิมานวัตถุ
ปีฐวรรคที่ ๑
๑. ปฐมปีฐวิมาน
ว่าด้วยวิมานตั่งทอง
[๑] พระโมคคัลลานะ ถามว่า
ดูก่อนเทพธิดาผู้ประดับองค์ ทรงมาลัย ทรง
พัสตราภรณ์สวยงาม วิมานตั่งทองของท่านโอฬาร
ท่านส่องแสงประกายดังสายฟ้าอันแลบลอดหลืบเมฆ
เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญ
อะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน อนึ่ง โภคะทุกอย่างที่
น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก
อาตภาพขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญ

1