พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 965 (เล่ม 47)

ท่านพราหมณ์ อาตมาไม่ประมาท
ทั้งกลางคืนกลางวัน เห็นอยู่ซึ่งพระพุทธเจ้า
ผู้โคดมพระองค์นั้นด้วยใจ เหมือนเห็นด้วย
จักษุ ฉะนั้น อาตมานมัสการอยู่ซึ่งพระ-
พุทธเจ้าผู้โคดมพระองค์นั้นตลอดราตรี
อาตมา มาสำคัญความไม่อยู่ปราศจาก
พระพุทธเจ้าผู้โคดมพระองค์นั้น ด้วยความ
ไม่ประมาทนั้น.
ศรัทธา ปีติ มนะ และสติของอาตมา
ย่อมน้อมไปในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าผู้
โคดม พระพุทธเจ้าผู้โคดม ผู้มีพระปัญญา
กว้างขวาง ประทับอยู่ยังทิศาภาคใด ๆ
อาตมานั้นเป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศาภาค
นั้น ๆ นั่นแล.
ร่างกายของอาตมาผู้แก่แล้ว มีกำลัง
และเรี่ยวแรงน้อยนั่นเอง ท่านพราหมณ์
อาตมาไปสู่พระพุทธเจ้าด้วยการไปแห่ง
ความดำริเป็นนิตย์ เพราะว่าใจของอาตมา
ประกอบแล้วด้วยพระพุทธเจ้านั้น.
อาตมานอนอยู่บนเปือกตม คือกาม
ดิ้นรนอยู่ (เพราะตัณหา) ลอยจากเกาะหนึ่ง

965
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 966 (เล่ม 47)

ไปสู่เกาะหนึ่ง ครั้งนั้นอาตมาได้เห็นพระ-
สัมพุทธเจ้า ผู้ทรงข้ามโอฆะได้แล้ว ไม่มี
อาสวะ.
(ในเวลาจบคาถานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทรามความแก่กล้าแห่ง
อินทรีย์ของพระปิงคิยะและพราหมณ์พาวรีแล้ว ประทับอยู่ ณ นครสาวัตถี
นั้นเอง ทรงเปล่งพระรัศมีดุจทองไปแล้ว พระปิงคิยะกำลังนั่งพรรณนา
พระพุทธคุณแก่พราหมณ์พาวรีอยู่. ได้เห็นพระรัศมีและคิดว่า นี้อะไร
เหลียวแลไป ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประหนึ่งประทับอยู่เบื้องหน้าตน จึง
บอกแก่พราหมณ์พาวรีว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว พราหมณ์พาวรีได้ลุกจาก
อาสนะประคองอัญชลียืนอยู่. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแผ่พระรัศมี
แสดงพระองค์แก่พราหมณ์พาวรี ทรงทราบธรรมเป็นที่สบายของพระปิงคิยะ
และพราหมณ์พาวรีทั้งสองแล้ว เมื่อจะตรัสเรียกแต่พระปิงคิยะองค์เดียว จึง
ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า)
ดูก่อนปิงคิยะ พระวักกลิ พระ-
ภัทราวุธะ และพระอาฬวีโคดม เป็นผู้มี
ศรัทธาน้อมลงแล้ว (ได้บรรลุอรหัตด้วย
ศรัทธาธุระ) ฉันใด แม้ท่านก็จงปล่อย
ศรัทธาลง ฉันนั้น ดูก่อนปิงคิยะ เมื่อท่าน
น้อมลงด้วยศรัทธา ปรารภวิปัสสนา โดยนัย
เป็นต้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ก็จักถึง

966
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 967 (เล่ม 47)

นิพพาน อันเป็นฝั่งโน้นแห่งวัฏฏะอันเป็น
บ่วงแห่งมัจจุราช.
พระปิงคิยะเมื่อจะประกาศความเลื่อมใสของตนจึงกราบทูลว่า
ข้าพระองค์นี้ย่อมเลื่อมใสอย่างยิ่ง
เพราะได้ฟังพระวาจาของพระองค์ผู้เป็นมุนี
พระองค์มีกิเลสดุจหลังคาอันเปิดแล้ว ตรัสรู้
แล้วด้วยพระองค์เอง ไม่มีกิเลสดุจเสาเขื่อน
ทรงมีปฏิภาณ ทรงทราบธรรมเป็นเหตุกล่าว
ว่าประเสริฐยิ่ง ทรงทราบธรรมชาติทั้งปวง
ทั้งเลวและประณีต ด้วยพระอภิญญา
พระองค์เป็นศาสดาผู้กระทำที่สุดแห่งปัญหา
ทั้งหลาย แก่เหล่าชนผู้มีความสงสัยปฏิญาณ
อยู่ นิพพานอันกิเลสมีราคะเป็นต้นไม่พึง
นำไปได้ เป็นธรรมไม่กำเริบ หาอุปมาใน
ที่ไหน ๆ มิได้.
ข้าพระองค์จักถึงอนุปาทิเสส-
นิพพานธาตุแน่แท้ ข้าพระองค์ไม่มีความ
สงสัยในนิพพานนี้เลย ขอพระองค์จงทรงจำ
ข้าพระองค์ว่า เป็นผู้มีจิตน้อมไปแล้ว (ใน
นิพพาน) ด้วยประการนี้แล.
จบปารายนวรรคที่ ๕

967
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 968 (เล่ม 47)

อรรถกถาปารายนานุสังคีติคาถา
ต่อจากนี้ไปพระสังคีติกาจารย์ เมื่อจะสรรเสริญเทศนา จึงได้กล่าวคำ
มีอาทิว่า อิทมโวจ ภควา. ดังนี้
ในบทเหล่านั้น บทว่า อิทมโวจ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส
ปารายนสูตรนี้. บทว่า ปริจารกโสฬสนฺนํ พราหมณ์มาณพ ๑๖ คน
ผู้เป็นบริวาร คือพราหมณ์ ๑๖ คน พร้อมด้วยปิงคิยะผู้เป็นบริวารของพาวรี-
พราหมณ์ หรือพราหมณ์ ๑๖ คน ผู้เป็นบริวารของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็น
พระพุทธเจ้า ชื่อว่า พราหมณ์ ๑๖ คนผู้เป็นบริวาร. บริวารเหล่านั้นเป็น
พราหมณ์ทั้งหมด. บรรดาพราหมณ์เหล่านั้น บริษัทของพราหมณ์ ๑๖ คน
นั่งข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย และข้างขวางข้างละ ๖ โยชน์ นั่งแถวตรง ๑๒
โยชน์. บทว่า อชฺฌิตฺโถ แปลว่า ทูลอาราธนา. บทว่า อตฺถมญฺญาย รู้
ทั่วถึงอรรถ คือรู้ความแห่งบาลี. บทว่า ธมฺมมญฺญาย รู้ทั่วถึงธรรม คือรู้
ธรรมในบาลี. พระสังคีติกาจารย์ตั้งชื่อธรรมปริยายนี้ อย่างนี้ว่า ปารายนะ
แล้วเมื่อจะประกาศชื่อของพราหมณ์เหล่านั้นได้กล่าวว่า อชิโต ติสฺสเมตฺเตย-
โย ฯเปฯ พุทฺธเสฏฺฐมุปคามุํ พราหมณ์ ๑๖ คน คือ อชิโต ติสฺสเมตฺเตย-
เตยยะ ฯลฯ ได้เข้าไปเฝ้าทูลถามปัญหากะพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปนฺนจรณํ ผู้มีจรณะสมบูรณ์ คือถึง
พร้อมแล้วด้วยศีลในพระปาติโมกข์เป็นต้น อันเป็นเหตุใกล้ให้ถึงพระนิพพาน.
บทว่า อิสึ ได้แก่ ผู้แสวงหาคุณใหญ่ คำที่เหลือชัดแล้ว. ต่อจากนี้ไป บทว่า
พฺรหฺมจริยมจรึสุ ความว่า พราหมณ์ทั้งหลายได้ประพฤติมรรคพรหมจรรย์.
เพราะฉะนั้น บทว่า ปารายนํ ท่านอธิบายว่า เป็นทางไปสู่นิพพานอันเป็น
ฝั่งโน้นนั้น.

968
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 969 (เล่ม 47)

บทว่า ปารายนมนุคายิสฺสํ ปิงคิยะกล่าวว่า อาตมาจักขับตามภาษิต
เครื่องไปยังฝั่งโน้น นี้เป็นความเชื่อมของบทว่า ปารายนํ นั้น. จริงอยู่
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปารายนสูตรจบแล้ว ชฎิล ๑๖,๐๐๐ ได้บรรลุ
พระอรหัต. เทวดามนุษย์นับได้ ๑๔ โกฎิที่เหลือ ได้บรรลุธรรม สมดังที่
พระโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า
แต่นั้นพระพุทธเจ้าทรงยังสัตว์ ๑๔ โกฏิ
ให้ดื่มอมตธรรม ในปารายนสมาคมอันน่า
รื่นรมย์ ที่ปาสาณกเจดีย์.
ก็แลครั้นจบพระธรรมเทศนาแล้ว มนุษย์ทั้งหลายที่มาจากที่นั้น ๆ
ได้ไปปรากฏในคามนิคมเป็นต้นของตน ๆ ด้วยอานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้า
นั่นแล. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จไปกรุงสาวัตถี แวดล้อมด้วยภิกษุไม่น้อย
มีภิกษุผู้เป็นบริวาร ๑๖,๐๐๐ รูปเป็นต้น. ณ ที่นั่น ปิงคิยะถวายบังคมพระผู้มี-
พระภาคเจ้าแล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะขอไปเพื่อบอกพาวรี
พราหมณ์ว่าพระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้ว เพราะพาวรีพราหมณ์นั้นจะรับฟังข้า-
พระองค์ ดังนี้. ลำดับนั้น พระปิงคิยะอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้วจึง
ไปยังฝั่งแม่น้ำโคธาวรีโดยไปด้วยฌาน มุ่งหน้าไปยังอาศรมด้วยการเดินเท้า
พาวรีพราหมณ์เห็นพระปิงคิยะเดินทางไปถึงจึงถามว่า ปิงคิยะ พระพุทธเจ้าทรง
อุบัติขึ้นในโลกแล้วหรือ. ปิงคิยภิกษุตอบว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้วพราหมณ์
พระองค์ประทับนั่ง ณ ปาสาณกเจดีย์แสดงธรรมแก่พวกอาตมา อาตมาจักแสดง
ธรรมนั้นแก่ท่าน. ลำดับนั้น พาวรีพราหมณ์พร้อมด้วยบริษัทบูชาพระปิงคิยะ

969
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 970 (เล่ม 47)

นั้นด้วยเครื่องสักการะเป็นอันมาก แล้วปูอาสนะให้นั่ง. พระปิงคิยะนั่งบน
อาสนะนั้นแล้ว กล่าวคาถามีอาทิว่า ปารายนมนุคายิสฺสํ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนฺคายิสฺสํ คืออาตมาภาพจักขับภาษิตที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงขับแล้ว. บทว่า ยถา อทฺทกฺขิ อาตมาขอกล่าวตามที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นแล้ว คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นแล้วด้วย
อสาธารณญาณ (ญาณไม่ทั่วไป) อันเป็นการตรัสรู้ยิ่งตามความจริงด้วยพระ-
องค์เอง. บทว่า นิกฺกาโม ไม่มีความใคร่ คือละความใคร่ได้แล้ว. ปาฐะ
ว่า นิกฺกโม บ้าง แปลว่ามีความเพียร หรือออกจากธรรมฝ่ายอกุศล. บทว่า
นิพฺพาโน ทรงดับกิเลส คือ เว้นจากเครื่องร้อยรัดคือกิเลส หรือเว้นจาก
ตัณหานั่นเอง. บทว่า กิสฺส เหตุ มุสา ภเณ จะพึงตรัสมุสาเพราะเหตุไร.
ท่านแสดงไว้ว่ากิเลสอันเป็นเหตุให้กล่าวมุสา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละได้แล้ว.
พระปิงคิยะ ให้พราหมณ์เกิดอุตสาหะในการฟังด้วยบทนี้. บทว่า วณฺณูป-
สญฺหิตํ คือวาจาอันประกอบด้วยคุณ. บทว่า สจฺจวฺหโย มีพระนามตาม
ความเป็นจริง คือประกอบด้วยพระนามตามความเป็นจริงว่า พุทฺโธ. บทว่า
พฺรหฺเม พระปิงคิยะเรียกพราหมณ์นั้น. บทว่า กุพฺพนํ ได้แก่ ป่าเล็ก.
บทว่า พหุปฺผลํ กานนํ อาวเสยฺย มาอยู่อาศัยป่าใหญ่อันมีผลไม้มาก คือ
มาอยู่อาศัยป่าใหญ่อันบริบูรณ์ไปด้วยผลไม้หลายชนิด. บทว่า อปฺปทสฺเส
อาตมาละอาจารย์ผู้มีความเห็นน้อย คือละคณาจารย์เริ่มต้นแต่พาวรีพราหมณ์.
บทว่า มโหทธึ ได้แก่ ห้วงน้ำใหญ่มีสระอโนดาตเป็นต้น. บทว่า เยเม ปุพฺเพ
ตัดบทเป็น เย อิเม ปุพฺเพ. บทว่า ตมนุทาสีโน คือทรงบรรเทาความ

970
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 971 (เล่ม 47)

มืด สงบระงับได้. บทว่า ภูริปญฺญาโณ คือ มีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ
ดุจธง. บทว่า ภูริเมธโส คือมีพระปัญญากว้างขวาง. บทว่า สนฺทิฏฺฐิกม-
กาลิกํ ทรงแสดงธรรมอันบุคคลพึงเห็นเองไม่ประกอบด้วยกาล คือ พึงเห็น
ผลด้วยตนเอง ไม่พึงเห็นผลในกาลที่มีระหว่าง. บทว่า อนีติกํ ไม่มีจัญไร
คือ เว้นจากจัญไรมีกิเลสเป็นต้น.
ลำดับนั้น พาวรีพราหมณ์กล่าวคาถาสองคาถา กะปิงคิยภิกษุนั้นว่า
กินฺนุ ตมฺหา เหตุไรหนอ ท่านจึงอยู่ปราศจากพระโคดมพระองค์นั้น ดังนี้
เป็นต้น. จากนั้น ท่านปิงคิยะเมื่อจะแสดงถึงการที่ต้องจากสำนักของพระผู้มี-
พระภาคเจ้า จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า นาหํ ตมฺหา อาตมามิได้อยู่ปราศจาก
พระโคดมพระองค์นั้น ดังนี้.
บทว่า ปสฺสามิ นํ มนสา จกฺขุนา วา ความว่า อาตมาเห็นพระ
โคดมนั้นด้วยใจเหมือนเห็นด้วยจักษุ. บทว่า นมสฺสมาโน วิวเสมิ รจฺตึ คือ
อาตมานมัสการนอบน้อมอยู่ตลอดคืน. บทว่า เตน เตเนว นโต อาตมา
นอบน้อมไปโดยทิศนั้น ๆ คือแสดงว่า พระพุทธเจ้าประทับอยู่โดยทิศาภาค
ใด แม้อาตมาก็นอบน้อมไปโดยทิศาภาคนั้น ๆ. บทว่า ทุพฺพลถามกสฺส คือ
มีกำลังเรี่ยวแรงน้อย. อีกอย่างหนึ่ง มีกำลังน้อยและมีโรคเบียดเบียน. ท่าน
อธิบายว่า มีกำลังและความเพียรเลวลง. บทว่า เตเนว กาโย น ปเลติ
กายไม่เข้าไปด้วยเหตุนั้นนั่นเอง คือ กายไม่ไป เพราะมีกำลังและเรี่ยวแรงน้อย
นั่นเอง หรือว่า พระพุทธเจ้าประทับอยู่โดยที่ใด กายไม่ไปโดยที่นั้น. ปาฐะ
ว่า น ปเรติ บ้าง. ความอย่างเดียวกัน. บทว่า ตตฺถ คือในสำนักของ

971
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 972 (เล่ม 47)

พระพุทธเจ้า. บทว่า สงฺกปฺปยนฺตาย คือด้วยการไปแห่งควานดำรินั้น.
บทว่า เตน ยุตฺโต ใจของอาตมาประกอบด้วยพระพุทธเจ้านั้น ท่านแสดงว่า
พระพุทธเจ้าประทับ อยู่ ณ ที่ใด ใจประกอบแล้ว ไม่ปราศจากการประกอบ คือ
มุ่งตรงต่อพระพุทธองค์ ณ ที่นั้น. บทว่า ปงฺเก สยาโน คืออาตมานอนอยู่
บนเปือกตม คือกามทั้งหลาย. บทว่า ทีปา ทีปํ อุปลฺลวึ แล่นจากที่พึ่งหนึ่ง
ไปสู่ที่พึ่งหนึ่ง คือเข้าไปหาศาสดาทั้งหลายเป็นต้น. บทว่า อถทฺทสาสึ
สมฺพุทฺธํ ครั้งนั้นอาตมาได้เห็นพระพุทธเจ้า คือ อาตมานั้นได้ถือความเห็น
ผิด ๆ แล้วเที่ยวไปตามลำดับ๑ ครั้งนั้นได้เห็นพระพุทธเจ้า ณ ปาสาณกเจดีย์.
เมื่อจบคาถานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความแก่กล้าแห่งอินทรีย์
ของพระปิงคยะและของพราหมณ์พาวรีแล้วประทับยืนอยู่ ณ กรุงสาวัตถีนั้นเอง
ทรงเปล่งพระรัศมีสีทองไป. พระปิงคิยะ นั่งพรรณนาถึงพระพุทธคุณแก่
พราหมณ์พาวรีอยู่นั่นแหละ ได้เห็นพระรัศมีแล้วคิดว่า นี้อะไร เหลียวแลไป
ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าดุจประทับอยู่ข้างหน้าตน จึงบอกพาวรีพราหมณ์ว่า
พระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว. พราหมณ์ลุกจากที่นั่ง ยืนประคองอัญชลี. แม้
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแผ่พระรัศมีแล้ว จึงทรงแสดงตนแก่พราหมณ์
ทรงทราบธรรมเป็นที่สบายของคนทั้งสอง เมื่อจะตรัสเรียกพระปิงคิยะเท่านั้น
จึงได้ตรัสพระคาถานี้ว่า ยถา อหุ วกฺกลิ ดังนี้เป็นต้น.
บทนั้นมีความดังนี้ พระวักกลิ พระภัทราวุธแห่งมาณพ ๑๖ และ
พระอาฬวิโคดม เป็นผู้น้อมใจไปด้วยศรัทธาเเล้ว ได้บรรลุพระอรหัตด้วย
ศรัทธาทุกรูปฉันใด แม้ท่านก็จงปล่อยศรัทธานั้นฉันนั้น แต่นั้นเมื่อท่านน้อม
๑. ม. อนฺวาหิณฺฑนฺโต.

972
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 973 (เล่ม 47)

ใจไปด้วยศรัทธา ปรารภวิปัสสนาโดยนัยมีอาทิว่า สังชารทั้งหลายทั้งปวงไม่
เที่ยง ก็จักถึงนิพพานอันเป็นฝั่งโน้นแห่งวัฏฏะอันเป็นบ่วงแห่งมัจจุ. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงจบเทศนาลงด้วยธรรมเป็นยอด คือพระอรหัตนั่นแล.
เมื่อจบเทศนาพระปิงคิยะตั้งอยู่ในพระอรหัต. พาวรีพราหมณ์ตั้งอยู่
ในอนาคามิผล. ส่วนศิษย์ ๕๐๐ ของพาวรีพราหมณ์ ได้เป็นพระโสดาบัน.
บัดนี้ ปิงคิยภิกษุ เมื่อประกาศความเลื่อมใสของตน จึงกล่าวคำมีอาทิ
ว่า เอส ภิยฺโย ข้าพระองค์นี้ย่อมเลื่อมใสอย่างยิ่ง ดังนี้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปฏิภาณวา ทรงมีปฎิภาณ คือเข้าถึงปฏิภาณ-
ปฏิสัมภิทา (ปัญญาอันแตกฉานในปฏิภาณ). บทว่า อธิเทเว อภิญฺญาย
คือทรงทราบธรรมเป็นเหตุให้เรียกว่าอธิเทพ. บทว่า ปโรวรํ คือเลวและ
ประณีต. ท่านอธิบายว่า รู้ธรรมชาติทั้งปวงอันทำความเป็นอธิเทพ ของตน
และของคนอื่น. บทว่า กงฺขีนํ ปฏิชานตํ คือเหล่าชนผู้มีความสงสัยปฏิญาณ
อยู่ว่า เราหมดความสงสัยในธรรมของสัตบุรุษ. บทว่า อสํหิรํ ได้แก่นิพพาน
อันราคะเป็นต้นนำไปไม่ได้. บทว่า อสงฺกุปฺปํ คือไม่กำเริบมีอันไม่แปร-
ปรวนไปเป็นธรรมดา. พระปิงคิยะกล่าวถึงนิพพานด้วยบทสองบท. บทว่า
อทฺธา คมิสฺสามิ คือข้าพระองค์จักถึงอนุปาทิเสสนิพพานธาตุนั้นเป็นแน่แท้.
บทว่า น เมตฺถ กงฺขา คือความสงสัยในนิพพานนี้มิได้มีแก่ข้าพระองค์. บทว่า
เอวํ มํ ธาเรหิ อธิมุตฺตจิตฺตํ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นผู้มีจิต
น้อมไปแล้ว คือพระปิงคิยะยังศรัทธาให้เกิดขึ้นในตนด้วยพระโอวาทของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้านี้ว่า แล้วปล่อยเสียด้วยศรัทธาธุระนั่นเอง เมื่อจะประกาศ

973
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 974 (เล่ม 47)

ความที่ตนมีจิตน้อมไปแล้วด้วยศรัทธา จึงทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอ
พระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นผู้มีจิตน้อมไปแล้วเถิด ด้วยประการฉะนี้.
อธิบายในที่นี้มีดังต่อไปนี้ว่า พระองค์ตรัสกะข้าพระองค์อย่างใด ขอพระองค์
ทรงจำข้าพระองค์ว่า อธิมุตตะ ผู้น้อมใจไปแล้วเถิด.
จบอรรถกถาพระสูตร
แห่งปารายนานุสังคีติคาถา ในกัณฑ์แห่งอรรถกถาสุตตนิบาต
แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อ ปรมัตถโชติกา
จบอรรถกถาปารายนวรรคที่ ๕

974