พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 955 (เล่ม 47)

ว่างเปล่าเถิด จงถอนความตามเห็นว่าเป็น
ตัวตนเสียแล้ว พึงเป็นผู้ข้ามพ้นมัจจุราชได้
ด้วยอาการอย่างนี้ บุคคลผู้พิจารณาเห็นโลก
อยู่อย่างนี้ มัจจุราชจึงจะไม่เห็น.
จบโมฆราชมาณวกปัญหาที่ ๑๕
อรรถกถาโมฆราชสูตร๑ที่ ๑๕
โมฆราชสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ทฺวาหํ สกฺกํ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ทฺวาหํ คือข้าพระองค์ได้ทูลถามปัญหาถึงสอง
ครั้ง. อันที่จริงโมฆราชมาณพนั้นได้เคยทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง
สองครั้ง เมื่อจบอชิตสูตรและติสสเมตเตยยสูตร. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรอ
ให้โมฆราชมาณพมีอินทรีย์แก่กล้าก่อน จึงยังมิได้ทรงพยากรณ์. ด้วยเหตุนั้น
โมฆราชมาณพจึงได้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นศากยะ ข้าพระองค์ได้ทูลถาม
ปัญหาถึงสองครั้งแล้ว. บทว่า ยาวตติยญฺจ เทวิสิ พฺยากโรตีติ เม สุตํ
ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเทพฤษีจะทรงพยากรณ์ใน
ครั้งที่สาม คือ ข้าพระองค์ได้สดับมาอย่างนี้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหา
คุณ ผู้ทรงจำแนกธรรม ผู้เป็นวิสุทธิเทพ ผู้อันข้าพระองค์ถามปัญหาแล้ว
จะทรงพยากรณ์กะสหธรรมิกในครั้งที่สาม. นัยว่า โมฆราชมาณพนั้นได้ฟัง
อย่างนี้ ณ ฝั่งแม่น้ำโคธาวรีนั่นเอง ด้วยเหตุนั้นโมฆราชมาณพนั้นจึงทูลว่า
๑. บาลีเป็น โมฆราชปัญหา.

955
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 956 (เล่ม 47)

พฺยากโรตีติ เม สุตํ ข้าพระองค์สดับมาว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรง
พยากรณ์ ดังนี้. บทว่า อยํ โลโก ได้แก่ มนุษยโลก. บทว่า ปโร โลโก
โลกอื่น ได้แก่ โลกที่เหลือเว้นมนุษยโลกนั้น. บทว่า สเทวโก พร้อมด้วย
เทวโลกได้แก่โลกที่เหลือ ประกอบด้วยอุปัตติเทพและสมมติเทพเว้นพรหม
โลก. บทว่า พฺรหฺมโลโก สเทวโก นี้ เพียงแสดงถึงนัยเป็นต้นว่า สเทวเก
โลเก ในโลกพร้อมด้วยเทวโลก ด้วยเหตุนั้น พึงทราบโลกดังที่ได้กล่าวแล้ว
อย่างนั้นทั้งหมด. บทว่า เอวํ อภิกฺกนฺตทสฺสาวึ ได้แก่พระองค์ผู้มีปรกติ
เห็นธรรมอันงาม คือ ธรรมเลิศอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึง
ผู้สามารถเห็นอัธยาศัยอธิมุติและคติอันเป็นที่ไปในเบื้องหน้าของโลกพร้อมทั้ง
เทวโลก. บทว่า สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ ท่านจงพิจารณาเห็นโลกโดย
ความเป็นของว่างเปล่าเถิด คือจงพิจารณาเห็นโลก โดยความเป็นของว่างเปล่า
ด้วยเหตุสองประการ คือด้วยลักษณะอันเป็นไปแล้วไม่มีเหลือ ๑ ด้วยพิจารณา
เห็นเนือง ๆ ถึงสังขารเป็นของว่างเปล่า ๑. บทว่า อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ คือ
จงถอนความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตนเสีย. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดเจนดีแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต
นั่นแล.
เมื่อจบเทศนาได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับที่กล่าวไว้แล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาโมฆราชสูตรที่ ๑๕ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

956
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 957 (เล่ม 47)

ปิงคิยปัญหาที่ ๑๖
ว่าด้วยการไม่เกิดอีก
[๔๔๐] ปิงคิยมาณพทูลถามปัญหาว่า
ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย
ผิวพรรณเศร้าหมอง นัยน์ตาทั้งสองของ
ข้าพระองค์ไม่แจ่มใส หูสำหรับฟังก็ไม่
สะดวก ขอข้าพระองค์อย่าได้เป็นคนหลง
ฉิบหายเสียในระหว่างเลย ขอพระองค์จง
ตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์ควรรู้อันเป็น
เครื่องละชาติและชรา ในที่นี้เสียเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า ดูก่อนปิงคิยะ
ชนทั้งหลายได้เห็นเหล่าสัตว์ผู้เดือด-
ร้อนอยู่เพราะรูปทั้งหลายแล้ว ยังเป็นผู้
ประมาท ก็ย่อยยับอยู่เพราะรูปทั้งหลาย ดู
ก่อนปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นคน
ไม่ประมาท ละรูปเสียเพื่อความไม่เกิดอีก.
ปิ. ทิศใหญ่สี่ ทิศน้อยสี่ ทิศเบื้องบน
ทิศเบื้องต่ำ รวมเป็นสิบทิศ สิ่งไร ๆ ในโลก
ที่พระองค์ไม่ได้เห็น ไม่ได้ฟัง ไม่ได้ทราบ
หรือไม่ได้รู้แจ้ง มิได้มี ขอพระองค์จงตรัส

957
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 958 (เล่ม 47)

บอกธรรมที่ข้าพระองค์ควรรู้ อันเป็นเครื่อง
ละชาติและชราในอัตภาพนี้เถิด.
พ. ดูก่อนปิงคิยะ เมื่อท่านเห็นหมู่
มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำแล้ว เกิดความ
เดือดร้อน อันชราถึงรอบข้าง ดูก่อนปิงคิยะ
เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นคนไม่ประมาทละ
ตัณหาเสีย เพื่อความไม่เกิดอีก.
จบปิงคิยมาณวกปัญหาที่ ๑๖
อรรถกถาปิงคิยสูตรที่ ๑๖
ปิงคิยสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ชิณฺโณหมสฺมิ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ชิณฺโณหมสฺมิ อพโล วีตวณฺโณ ข้า-
พระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย ผิวพรรณเศร้าหมอง คือ นัยว่า พราหมณ์
นั้นถูกชราครอบงำมีอายุได้ ๑๒๐ ปีโดยกำเนิด มีกำลังน้อย คิดว่า เราจักทำ
ให้ถึงบทในที่นี้ กลับทำเสียในที่อื่น และมีผิวพรรณเศร้าหมอง ด้วยเหตุนั้น
ปิงคิยะจึงกล่าวว่า ชิณฺโณหมฺสฺมิ อพโล วีตวณฺโณ ดังนี้. บทว่า มาหมฺ
ปนสฺสํ โมมูโห อนฺตราย ข้าพระองค์อย่าได้เป็นคนหลงฉิบหายเสียใน
ระหว่างเลย คือ ข้าพระองค์ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งธรรมของพระองค์ ยังเป็นผู้
ไม่รู้แจ้ง อย่าได้ฉิบหายเสียในระหว่างเลย. บทว่า ชาติปราย อิธ วิปฺปหานํ
ธรรมเป็นเครื่องละชาติและชราในที่นี้ คือ ขอพระองค์จงทรงบอกธรรมเป็น
เครื่องละชาติและชรา คือ นิพพานธรรม ณ บาทมูลของพระองค์หรือ ณ
ปาสาณกเจดีย์นี้ ที่ข้าพระองค์ควรรู้เถิด.

958
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 959 (เล่ม 47)

บัดนี้ เพราะปิงคิยะกล่าวคาถาว่า ชิณฺโณหมสฺมิ เพราะเพ่งในกาย
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อให้ปิงคิยะนั้นละความเยื่อใยในกายเสียจึงตรัส
ว่า ทิสฺวาน รูเปสุ วิหญฺญมาเน ชนทั้งหลายได้เห็นเหล่าสัตว์ผู้เดือดร้อน
ในเพราะรูป ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า รูเปสุ คือเพราะรูปเป็นเหตุเป็นปัจจัย. บทว่า
วิหญฺญมาเน คือ เดือดร้อนอยู่ด้วยกรรมกรณ์เป็นต้น. บทว่า รูปฺปนฺติ
รูเปสุ ย่อมย่อยยับในเพราะรูปทั้งหลาย คือ ชนทั้งหลายย่อมย่อยยับย่อมลำบาก
ด้วยโรคทั้งหลายมีโรคตาเป็นต้น เพราะรูปเป็นเหตุ.
ปิงคิยะแม้ฟังข้อปฏิบัติที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจนถึงพระอรหัตแล้วก็
ยังไม่บรรลุธรรมวิเศษ เพราะความชราและกำลังน้อย เมื่อจะสรรเสริญพระผู้มี-
พระภาคเจ้าด้วยคาถานี้อีกว่า ทิสา จ ตสฺโส ทิศใหญ่สี่ดังนี้ จึงวิงวอนขอให้
เทศนา. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงปฏิปทาจนถึงพระอรหัต
แก่ปิงคิยะอีกจึงตรัสคาถาว่า ตณฺหาธิปนฺเน หมู่มนุษย์ถูกตัณหาครอบงำแล้ว
ดังนี้เป็นต้น. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดเจนดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตนั่นแล.
อนึ่ง เมื่อจบเทศนาปิงคิยะได้ตั้งอยู่ในอนาคามิผล. นัยว่าปิงคิยะนั้น
คิดในระหว่าง ๆ ว่า พาวรีพราหมณ์ผู้เป็นลุงของเราไม่ได้ฟังเทศนาอันวิจิตร
เฉียบแหลมอย่างนี้ จะมีประโยชน์อะไรด้วยการฟังของเรา เพราะความฟุ้งซ่าน
ด้วยความเยื่อใยนั้นปิงคิยะจึงไม่ได้บรรลุพระอรหัต. ส่วนชฎิล ๑,๐๐๐ ที่เป็น
อันเตวาสิกของปิงคิยะนั้นได้บรรลุพระอรหัต. ทั้งหมดทรงบาตรและจีวรสำเร็จ
ด้วยฤทธิ์ได้เป็นเอหิภิกขุ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาปิงคิยสูตรที่ ๑๖ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

959
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 960 (เล่ม 47)

ปารายนานุสังคีติคาถา
ว่าด้วยความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ของมาณพ ๑๖ คน
[๔๔๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ ปาสาณกเจดีย์ใน
มคธชนบทได้ตรัสปารายนสูตรนี้ อันพราหมณ์มาณพ ๑๖ คน ผู้เป็นบริวาร
ของพราหมณ์พาวรี ทูลอาราธนาแล้ว ได้ตรัสพยากรณ์ปัญหา แม้หากว่า
การกบุคคลรู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรมแห่งปัญหาหนึ่ง ๆ แล้วพึงปฏิบัติธรรม
อันสมควรแก่ธรรมไซร้ การกบุคคลนั้น ก็พึงถึงฝั่งโน้นแห่งชราและมรณะได้
แน่แท้ เพราะธรรมเหล่านี้ เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่การถึงฝั่งโน้น เพราะ
เหตุนั้น คำว่า ปารายนะ จึงเป็นชื่อแห่งธรรมปริยายนี้.
[๔๔๒] พราหมณ์มาณพผู้อาราธนา
ทูลถามปัญหา ๑๖ คนนั้น คือ อชิตมาณพ ๑
ติสสเมตเตยยมาณพ ๑ ปุณณกมาณพ ๑
เมตตคูมาณพ ๑ โธตกมาณพ ๑ อุปสีว-
มาณพ ๑ นันทมาณพ ๑ เหมกมาณพ ๑
โตเทยยมาณพ ๑ กัปปมาณพ ๑ ชตุกัณณี-
มาณพผู้เป็นบัณฑิต ๑ ภัทราวุธมาณพ ๑
อุทยมาณพ ๑ โปสาลพราหมณ์มาณพ ๑
โมฆราชมาณพผู้มีปัญญา ๑ ปิงคิยมาณพผู้
แสวงหาคุณอันใหญ่ ๑ พราหมณ์มาณพทั้ง

960
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 961 (เล่ม 47)

๑๖ คนนี้ ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้แสวง
หาคุณอันใหญ่ ทรงมีจรณะอันสมบูรณ์
พราหมณ์มาณพทั้ง ๑๖ คน ได้เข้าไปเฝ้า
ทูลถามปัญหาอันละเอียด กะพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐสุด.
พระพุทธเจ้าผู้เป็นมุนีได้ตรัสพยากรณ์
ปัญหาที่พราหมณ์มาณพเหล่านั้นทูลถามแล้ว
ตามที่เป็นจริง ทรงให้พราหมณ์มาณพทั้ง-
หลายยินดีแล้ว ด้วยการตรัสพยากรณ์ปัญหา
ทุก ๆ ปัญหา
พราหมณ์มาณพทั้ง ๑๖ คนเหล่านั้น
อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ผู้มี
จักษุให้ยินดีแล้ว ได้ประพฤติพรหมจรรย์
ในสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญา
อันประเสริฐ.
เนื้อความแห่งปัญหาหนึ่ง ๆ ที่พระ-
พุทธเจ้าทรงแสดงแล้วด้วยประการใด ผู้ใด
พึงปฏิบัติตามด้วยประการนั้น ก็พึงจากฝั่ง
นี้ไปถึงฝั่งโน้นได้ ผู้นั้นเจริญมรรคอันอุดม

961
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 962 (เล่ม 47)

อยู่ ก็พึงจากฝั่งนี้ไปถึงฝั่งโน้นได้ ธรรม
ปริยายนั้นเป็นทางเพื่อไปสู่ฝั่งโน้น เพราะ
ฉะนั้น ธรรมปริยายนั้นจึงชื่อว่า ปารายนะ.
[๔๔๓] ปิงคิยมาณพกล่าวคาถาว่า
อาตมาจักขับตามภาษิตเครื่องไปยัง
ฝั่งโน้น (อาตมาขอกล่าวตามที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าได้ทรงเห็นแล้วด้วยพระญาณ)
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ปราศจากมลทิน
มีพระปัญญากว้างขวาง ไม่มีความใคร่ ทรง
ดับกิเลสได้แล้ว จะพึงตรัสมุสาเพราะเหตุ
อะไร
เอาเถิด อาตมาจักแสดงวาจาที่ควร
เปล่ง ประกอบด้วยคุณของพระพุทธเจ้า
ผู้ทรงละความหลงอันเป็นมลทินได้แล้ว
ทรงละความถือตัวและความลบหลู่ได้
เด็ดขาด.
ดูก่อนท่านพราหมณาจารย์ พระ-
พุทธเจ้าทรงบรรเทาความมืด มีพระจักษุ
รอบคอบ ทรงถึงที่สุดของ ทรงล่วงภพ

962
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 963 (เล่ม 47)

ได้ทั้งหมด ไม่มีอาสวะ ทรงละทุกข์ได้
ทั้งปวง มีพระนามตามความเป็นจริงว่า
พุทโธ อันอาตมาเข้าเฝ้าแล้ว.
นกพึงละป่าเล็ก แล้วมาอยู่อาศัย
ป่าใหญ่อันมีผลไม่มาก ฉันใด อาตมา มา
ละคณาจารย์ผู้มีความเห็นน้อยแล้ว ได้
ประสบพระพุทธเจ้าผู้มีความเห็นประเสริฐ
เหมือนหงส์โผลงสู่สระใหญ่ แม้ฉันนั้น
ก่อนแต่ศาสนาของพระโคดม
อาจารย์เหล่าใด ได้พยากรณ์ลัทธิของตนแก่
อาตมาในกาลก่อนว่า เหตุนี้ได้เป็นมาแล้ว
อย่างนี้ จักเป็นอย่างนี้ คำพยากรณ์ของ
อาจารย์เหล่านั้นทั้งหมด ไม่ประจักษ์แก่ตน
คำพยากรณ์ทั้งหมดนั้น เป็นเครื่องทำความ
ตรึกให้ทวีมากขึ้น (อาตมาไม่พอใจในคำ
พยากรณ์นั้น)
พระโคดมพระองค์เดียว ทรง
บรรเทาความมืดสงบระงับ มีพระรัศมี
โชติช่วง มีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏดุจ
แผ่นดิน มีพระปัญญากว้างขวาง ได้ทรง

963
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 964 (เล่ม 47)

แสดงธรรมอันบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบ
ด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหา ไม่มีจัญไร หา
อุปมาในที่ไหน ๆ มิได้ แก่อาตมา.
พราหมณ์พาวรีผู้อาจารย์กล่าวคาถากะพระปิงคิยะว่า
ท่านปิงคิยะ พระโคดมพระองค์ใด
ได้ทรงแสดงธรรมอันบุคคลพึงเห็นเอง ไม่
ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหา ไม่มี
จัญไร หาอุปมาในที่ไหน ๆ มิได้แก่ท่าน
เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงอยู่ปราศจาก
พระโคดมพระองค์นั้น ผู้มีพระปัญญาเป็น
เครื่องปรากฏดุจแผ่นดิน มีพระปัญญา
กว้างขวาง สิ้นกาลแม้ครู่หนึ่งเล่า.
พระปิงคิยะกล่าวคาถาตอบพราหมณ์พาวรีผู้อาจารย์ว่า
ท่านพราหมณ์ พระโคดมพระองค์ใด
ได้ทรงแสดงธรรมอันบุคคลพึงเห็นเอง ไม่
ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหา ไม่มี
จัญไร หาอุปมาในที่ไหน ๆ มิได้ แก่อาตมา
อาตมามิได้อยู่ปราศจากพระโคดมพระองค์
นั้น ผู้มีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏดุจ
แผ่นดิน มีพระปัญญากว้างขวาง สิ้นกาล
แม้ครู่หนึ่ง.

964