พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 945 (เล่ม 47)

เป็นหมู่สัตว์ติดข้องอยู่แล้วเพราะการยึดมั่นดังนี้ ความว่า ภิกษุเล็งเห็นหมู่สัตว์
ผู้ติดข้องอยู่แล้วในบ่วงแห่งมารในโลกทั้งปวงว่า เป็นหมู่สัตว์ติดข้องอยู่แล้วใน
รูปเป็นต้นอันเป็นเครื่องยึดถือ เพราะอรรถว่าพึงยึดมั่น หรือเล็งเห็นอยู่ว่าไม่
สามารถจะสงเคราะห์การยึดมั่นในบุคคลผู้ยึดมั่นถือมั่น ผู้ติดข้องอยู่แล้วเพราะ
การยึดมั่น และเพื่อก้าวล่วงจากหมู่สัตว์ผู้ข้องอยู่ในบ่วงมารนี้ได้ ไม่ถือมั่น
เครื่องกังวลในโลกทั้งปวง. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดเจนดีแล้ว. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตนั่นแล ด้วย
ประการฉะนี้.
อนึ่ง เมื่อจบเทศนาได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นก่อนเหมือนกัน.
จบอรรถกถาภัทราวุธสูตรที่ ๑๒ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

945
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 946 (เล่ม 47)

อุทยปัญหาที่ ๑๓
ว่าด้วยเรื่องวิญญาณดับ
[๔๓๗] อุพยมาณพทูลถามปัญหาว่า
ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหา
จึงมาเฝ้าพระองค์ผู้เพ่งฌานผู้ปราศจากธุลี
ทรงนั่งโดยปรกติ ทรงทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มี
อาสวะ ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ขอ
พระองค์จงตรัสบอกอัญญาวิโมกข์ สำหรับ
ทำลายอวิชชาเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า ดูก่อนอุทยะ
เรากล่าวธรรมเป็นเครื่องละความพอ
ใจในกาม และโทมนัสทั้งสองอย่าง เป็น
เครื่องบรรเทาความง่วงเหงา เป็นเครื่องห้าม
ความรำคาญ บริสุทธิ์ดี เพราะอุเบกขาและ
สติ มีความตรึกถึงธรรมแล่นไปในเบื้องหน้า
ว่าเป็นอัญญาวิโมกข์ สำหรับทำลายอวิชชา.
อุ. โลกมีธรรมอะไรประกอบไว้
ธรรมชาติอะไรเป็นเครื่องเที่ยวไป ของโลก
นั้น เพราะละธรรมอะไรได้เด็ดขาด ท่านจึง
กล่าวว่า นิพพาน.

946
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 947 (เล่ม 47)

พ. โลกมีความเพลิดเพลินประกอบ
ไว้ ความตรึกไปต่าง ๆ เป็นเครื่องเที่ยวไป
ของโลกนั้น เพราะละตัณหาได้เด็ดขาด
ท่านจึงกล่าวว่า นิพพาน.
อุ. เมื่อบุคคลมีสติอย่างไร เที่ยวไป
อยู่ วิญญาณจึงจะดับ ข้าพระองค์ทั้งหลาย
มาเฝ้าเพื่อทูลถามพระองค์ ข้าพระองค์
ทั้งหลาย ขอฟังพระดำรัสของพระองค์.
พ. เมื่อบุคคลไม่เพลิดเพลินเวทนา
ทั้งภายในและภายนอก มีสติอย่างนี้เที่ยว
ไปอยู่ วิญญาณจึงจะดับ.
จบอุทยมาณวกปัญหาที่ ๑๓
อรรถกถาอุทยสูตร๑ที่ ๑๓
อุทยสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ฌายี ผู้เพ่งฌาน ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อญฺญํ วิโมกฺขํ อัญญาวิโมกข์นี้ ได้แก่
อุทยมาณพทูลถามถึงวิโมกข์ อันเพ่งถึงปุญญานุภาพ.
ลำดับนั้น เพราะอุทยมาณพเป็นผู้ได้ฌานที่สี่ ฉะนั้นพระผู้มีพระภาค-
เจ้า เมื่อจะทรงแสดงอัญญาวิโมกข์ คือธรรมเป็นเครื่องพ้นที่ควรรู้ทั่วถึง โดย
ประการต่าง ๆ ด้วยอำนาจฌาน ที่อุทยมณพได้แล้ว จึงตรัสคาถาสองคาถา.
๑. บาลีเป็น อุทยปัญหา.

947
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 948 (เล่ม 47)

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปหานํ กามจฺฉนฺทานํ ธรรมเป็นเครื่องละ
ความพอใจในกาม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เรากล่าวธรรมเป็นเครื่องละ
ความพอใจในกาม ของผู้ยังปฐมฌานให้เกิดว่าเป็นอัญญาวิโมกข์. พึงประ-
กอบบททั้งปวงอย่างนี้. บทว่า อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ คือบริสุทธิ์ดีด้วยอุเบกขา
และสติในฌานที่สี่. บทว่า ธมฺมตกฺกปุเรชวํ มีความตรึกถึงธรรมแล่นไป
เบื้องหน้า คือ ภิกษุตั้งอยู่ในจตุตถฌานวิโมกข์นั้น เห็นแจ้งซึ่งองค์ฌานแล้ว
ย่อมกล่าวถึงอรหัตวิโมกข์ที่ตนบรรลุแล้ว. จริงอยู่ ความตรึกถึงธรรมมี
สัมมาสังกัปปะอันสัมปยุตด้วยมรรคเป็นต้นของอรหัตวิโมกข์ ชื่อว่าเป็นธรรม
แล่นไปเบื้องหน้า. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธมฺมตกฺก-
ปุเรชวํ มีความตรึกถึงธรรมแล่นไปเบื้องหน้า. บทว่า อวิชฺชาย ปเภทนํ
สำหรับทำลายอวิชชา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เรากล่าวว่านั่นแลเป็น
อัญญาวิโมกข์สำหรับทำลายอวิชชาโดยนัยที่ใกล้เคียงกับเหตุ เพราะอาศัยนิพ-
พานกล่าวคือการทำลายอวิชชาเกิดขึ้น. อุทยมาณพได้ฟังนิพพานที่พระผู้มี
พระภาคตรัส ด้วยพระดำรัสอันเป็นการทำลายอวิชชาอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทูล
ถามว่า ที่เรียกว่านิพพานนั้น เพราะละอะไรได้ จึงกล่าวคาถาว่า กึสุ สํโย
ชโน ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กึสุ สํโยชโน คือโลกมีอะไรประกอบไว้. บท
ว่า กึสุ วิจารโณ๑ คือธรรมอะไรเป็นเครื่องเที่ยวไป. บทว่า กิสฺสสฺส
วิปฺปหาเนน คือเพราะละธรรมนั้น ธรรมนั้นชื่ออะไร.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงพยากรณ์ความนั้น แก่อุทย-
มาณพนั้นจึงตรัสคาถาว่า นนฺทิสํโยชโน โลกมีความเพลิดเพลินประกอบไว้.
๑. บาลีเป็น วิจารณา.

948
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 949 (เล่ม 47)

ในบทเหล่านั้นบทว่า วิตกฺกสฺส ได้แก่ วิตกมีกามวิตกเป็นต้น.
บัดนี้อุทยมาณพ เมื่อจะทูลถามทางแห่งนิพพานนั้นจึงกล่าวคาถาว่า กถํ สตสฺส
เมื่อบุคคลมีสติอย่างไร. ในบทเหล่านั้น บทว่า วิญฺญาณํ ได้แก่ อภิสังขาร
วิญญาณ (วิญญาณที่เกิดพร้อมกับอภิสังขาร)
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสบอกทางแก่อุทยมาณพนั้น
จึงตรัสคาถาว่า อชฺฌตฺตญฺจ ภายใน. ในบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ สตสฺส
มีสติอย่างนี้ คือมีสติสัมปชัญญะอย่างนี้. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดเจนดีแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต
นั้นเอง ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง เมื่อจบเทศนาได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นครั้งก่อนนั่นแล.
จบอรรถกถาอุทยสูตรที่ ๑๓ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

949
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 950 (เล่ม 47)

โปสาลปัญหาที่ ๑๔
ว่าด้วยภูมิที่ตั้งปัญญา
[๔๓๘] โปสาลมาณพทูลถามปัญหาว่า
ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญ-
หา จึงได้มาเฝ้าพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงอ้างสิ่งที่ล่วงไปแล้ว (พระปรีชา
ญาณในกาลอันเป็นอดีต) ไม่ทรงหวั่นไหว
ทรงตัดความสงสัยได้แล้ว ทรงบรรลุถึงฝั่ง
แห่งธรรมทั้งปวง ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ศากยะ ข้าพระองค์ขอทูลถามถึงญาณของ
บุคคลผู้มีความสำคัญในรูปก้าวล่วงเสียแล้ว
ละรูปกายได้ทั้งหมด เห็นอยู่วาไม่มีอะไร
น้อยหนึ่งทั้งภายในและภายนอก บุคคลเช่น
นั้นควรแนะนำอย่างไร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า ดูก่อนโปสาละ
พระตถาคตทรงรู้ยิ่ง ซึ่งภูมิเป็นที่ตั้ง
แห่งวิญญาณทั้งปวง ทรงทราบบุคคลนั้นผู้ยัง
ดำรงอยู่ ผู่น้อมไปแล้วในอากิญจัญญายตน-
สมาบัติเป็นต้น ผู้มีอากิญจัญญายตนสมาบัติ

950
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 951 (เล่ม 47)

เป็นต้น นั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ผู้ที่เกิด
ในอากิญจัญญายตนภพว่า มีความเพลิด-
เพลินเป็นเครื่องประกอบ ดังนี้แล้ว แต่นั้น
ย่อมเห็นแจ้งในอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น
ญาณของบุคคลนั้น ผู้เป็นพราหมณ์ อยู่จบ
พรหมจรรย์แล้ว เป็นญาณอันถ่องแท้อย่างนี้.
จบโปสาลมาณวกปัญหาที่ ๑๔
อรรถกถาโปสาลสูตร๑ที่ ๑๔
โปสาลสูตร มีคำเริ่มต้นว่า โย อตีตํ เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โย อตีตํ อาทิสติ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ทรงแสดงอ้างสิ่งที่ล่วงไปแล้ว คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดทรงแสดง
อ้างถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วมีชาติเป็นต้นแม้ชาติหนึ่งของพระองค์ และของสัตว์พวก
อื่น. บทว่า วิภูตรูปสญฺญิสฺส คือบุคคลผู้มีความสำคัญในรูปก้าวล่วงแล้ว.
บทว่า สพฺพกายปฺปหายิโน คือ ละรูปกายได้ทั้งหมดด้วยการละชั่วคราว
และละด้วยการข่มไว้. อธิบายว่า ละปฏิสนธิในรูปภพได้แล้ว. บทว่า นตฺถิ
กิญฺจีติ ปสฺสโต เห็นอยู่ว่าไม่มีอะไร คือ เห็นอยู่ว่าไม่มีอะไรเพราะเห็นแจ้ง
ว่าวิญญาณไม่มี. ท่านอธิบายว่า ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ. บทว่า ญาณํ
สกฺกานุปุจฺฉามิ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นศากยะ ข้าพระองค์ทูลถามถึงญาณ
๑. บาลีเป็น โปสาลปัญหา.

951
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 952 (เล่ม 47)

โปสาลมาณพเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้า สักกะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นศากยะ ข้า
พระองค์ทูลถามถึงญาณของบุคคลนั้นว่าควรปรารถนาเช่นไร. บทว่า กถํ เนยฺ-
โย คือบุคคลนั้นควรแนะนำอย่างไร ควรให้ญาณเกิดแก่เขายิ่งขึ้นได้อย่างไร.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงประกาศญาณของพระองค์ที่อัน
ใคร ๆ กำจัดไม่ได้ในบุคคลเช่นนั้น เพื่อทรงพยากรณ์ญาณนั้นแก่โปสาลมาณพ
จึงตรัสคาถาสองคาถาต่อไป.
บทว่า วิญฺญาณฏฺฐิติโย สพฺพา อภิชานํ ตถาคโต พระตถาคต
ทรงรู้ยิ่งซึ่งภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณทั้งปวง คือ ทรงรู้ยิ่งวิญญาณฐิติทั้งปวง
อย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมมีได้ ด้วยอภิสังขาร ด้วยปฏิสนธิ ๔. บทว่า
ติฏฺฐนฺตเมนํ ชานาติ ทรงทราบบุคคลนั้นผู้ดำรงอยู่ คือทรงทราบบุคคลนั้น
ผู้ดำรงอยู่ได้ด้วยกรรมคืออภิสังขารว่า ต่อไปสัตว์นี้จักมีคติเป็นอย่างนี้. บทว่า
วิมุตฺตํ คือ น้อมไปแล้วในอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นต้น. บทว่า ตปฺปรายนํ
ผู้มีอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า คือ สำเร็จด้วยอากิญจัญ-
ญายตนสมบัตินั้น. บทว่า อากิญฺจญฺญาสมฺภวํ ญตฺวา ทรงทราบผู้ที่เกิดใน
อากิญจัญญายตนภพ คือ ทรงทราบกรรมคืออภิสังขารที่ให้เกิดในอากิญจัญญาย-
ตนภพ. เป็นอย่างไร นี้เป็นเครื่องห่วงใย. บทว่า นนฺทิสํโยชนํ อิติ ว่ามี
ความเพลิดเพลินเป็นเครื่องประกอบ คือ รู้ความเพลิดเพลินที่นับว่าอรูปราคะ
ในภพนั้นว่าเป็นเครื่องประกอบ. บทว่า ตโต ตตฺถ วิปสฺสติ แต่นั้นย่อม
เห็นแจ้งในอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น คือ แต่นั้นออกจากอากิญจัญญายตน-
สมาบัติแล้ว เห็นแจ้งสมาบัตินั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า

952
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 953 (เล่ม 47)

เอวํ ญาณํ ตถํ ตสฺส ญาณของบุคคลนั้นเป็นญาณถ่องแท้อย่างนี้ คือ
อรหัตญาณเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นผู้เห็นแจ้งอย่างนี้ ตามลำดับไม่วิปริต. บทว่า
วุสีมโต คืออยู่จบพรหมจรรย์แล้ว. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดเจนดีแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต
นั่นแล.
เมื่อจบเทศนาได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับครั้งก่อนนั่นแล.
จบอรรถกถาโปสาลสูตรที่ ๑๔ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

953
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 954 (เล่ม 47)

โมฆราชปัญหาที่ ๑๕
ว่าด้วยเรื่องมัจจุราชไม่เห็น
[๔๓๙] โมฆราชมาณพทูลถามปัญหาว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ศากยะ
ข้าพระองค์ได้ทูลถามปัญหาถึงสองครั้งแล้ว
พระองค์ผู้มีพระจักษุ ไม่ทรงพยากรณ์แก่
ข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเทพฤาษี จะทรง
พยากรณ์ในครั้งที่สาม (ข้าพระองค์จึงขอทูล
ถามว่า)
โลกนี้ โลกอื่น พรหมโลกกับทั้ง
เทวโลก ข้าพระองค์ย่อมไม่ทราบความเห็น
ของพระองค์ผู้โคดม ผู้เรืองยศ ข้าพระองค์
มีความต้องการด้วยปัญหา จึงได้มาเฝ้า
พระองค์ ผู้มีปกติเห็นธรรมอันงามอย่างนี้
บุคคลผู้พิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราช
จึงจะไม่เห็น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า
ดูก่อนโมฆราช ท่านจงเป็นผู้มีสติ
ทุกเมื่อ พิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของ

954