พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 935 (เล่ม 47)

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสบอกข้อนั้นแก่โตเทยยมาณพ
จึงตรัสคาถาที่สอง. ในบทเหล่านั้นบทว่า กามภเว คือในกาม และในภพ.
บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้
ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตนั่นแหละ ด้วยประการฉะนี้.
เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับพระสูตรก่อนนั่นแล.
จบอรรถกถาโตเทยยสูตรที่ ๙ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

935
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 936 (เล่ม 47)

กัปปปัญหาที่ ๑๐
ว่าด้วยธรรมเป็นที่พึ่ง
[๔๓๔] กัปปมาณพทูลถามปัญหาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอพระ-
องค์จงตรัสบอกซึ่งธรรมอันเป็นที่พึ่งของชน
ทั้งหลาย ผู้อันชราและมรณะครอบงำแล้ว
ดุจที่พึ่งของชนทั้งหลาย ผู้อยู่ในท่ามกลาง
สาคร เมื่อคลื่นเกิดแล้ว มีภัยใหญ่ฉะนั้น
อนึ่ง ขอพระองค์จงตรัสบอกที่พึ่งแก่ข้า-
พระองค์โดยอุบายที่ทุกข์นี้ไม่พึงมีอีกเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า ดูก่อนกัปปะ
เราจะบอกธรรม อันเป็นที่พึ่งของ
ชนทั้งหลาย ผู้อันชราและมรณะครอบงำ
แล้ว ดุจที่พึ่งของชนทั้งหลายผู้อยู่ในท่าม
กลางสาคร เมื่อคลื่นเกิดแล้ว มีภัยใหญ่
แก่ท่าน ธรรมชาติไม่มีเครื่องกังวล ไม่มี
ความถือมั่น นี้เป็นที่พึ่ง หาใช่อย่างอื่นไม่
เรากล่าวที่พึงอันเป็นที่สิ้นไปแห่งชรา และ
มรณะว่านิพพาน ชนเหล่าใดรู้นิพพานนั้น
แล้ว มีสติ มีธรรมอันเห็นแล้ว ดับกิเลสได้

936
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 937 (เล่ม 47)

แล้ว ชนเหล่านั้นไม่อยู่ใต้อำนาจของมาร
ไม่เดินไปในทางของมาร.
จบกัปปมาณวกปัญหาที่ ๑๐
อรรถกถากัปปสูตร๑ที่ ๑๐
กัปปสูตร มีคำเริ่มต้นว่า มชฺเฌ สรสฺมึ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มชฺเฌ สรสฺมึ ท่านอธิบายว่า ในสาครอัน
เป็นท่ามกลางเพราะไม่มีเบื้องต้นที่สุดปรากฏ. บทว่า ติฏฺฐนฺตํ คือผู้ตั้งอยู่.
บทว่า ยถายิทํ นาปรํ สิยา กัปปมาณพทูลว่า ขอพระองค์จงตรัสบอก
ที่พึ่งแก่ข้าพระองค์โดยอุบายที่ทุกข์นี้ไม่พึงมีอีกเถิด.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงพยากรณ์ความนั้นแก่กัปป-
มาณพนั้น จึงได้ตรัสคาถาสามคาถา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อกิญฺจนํ ไม่มีเครื่องกังวล คือตรงกันข้าม
กับที่มีเครื่องกังวล. บทว่า อนาทานํ ไม่ยึดมั่น คือตรงกันข้ามกับ ความ
ยึดมั่น ท่านอธิบายว่า เข้าไปสงบความกังวลและความยึดมั่น. บทว่า อนาปรํ
หาใช่อย่างอื่นไม่ คือเว้นจากที่พึ่งอันไม่เป็นข้าศึกกับที่พึ่งอื่น. ท่านอธิบายว่า
เป็นที่พึ่งประเสริฐที่สุด. บทว่า น เต มารสฺส ปฏฺฐคู๒ ได้แก่ชนเหล่านั้น
ไม่เดินไปในทางของมาร คือไม่เป็นศิษย์คอยบำรุงบำเรอมาร. บทที่เหลือใน
บททั้งปวงชัดเจนดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรม
เป็นยอดคือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถากัปปสูตรที่ ๑๐ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา
๑. บาลีเป็นกัปปปัญหา ๒. ม. ปทฺธคู.

937
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 938 (เล่ม 47)

ชตุกัณณีปัญหาที่ ๑๑
ว่าด้วยธรรมเครื่องละชาติชรา
[๔๓๕] ชตุกัณณีมาณพทูลถามปัญหาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ข้า-
พระองค์ได้ฟังว่าพระองค์เป็นผู้ไม่ใคร่กาม
จึงมาเฝ้าเพื่อทูลถามพระองค์ผู้ล่วงห้วงน้ำคือ
กิเลสเสียได้ ไม่มีกาม ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระ-
เนตรคือพระสัพพัญญุตญาณเกิดพร้อมแล้ว
ขอพระองค์ตรัสบอกทางสันติ ข้าแต่พระผู้-
มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงตรัสบอกทาง
สันตินั้นแก่ข้าพระองค์ตามจริงเถิด.
เพราะว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมี
เดช ครอบงำกามทั้งหลายเสียแล้วด้วยเดช
เหมือนพระอาทิตย์มีเดช คือ รัศมี ครอบ-
งำปฐพีด้วยเดชไปอยู่ในอากาศ ฉะนั้น ข้า
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน
ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมเครื่องละชาติ
และชรา ณ ที่นี้ ที่ข้าพระองค์ควรจะรู้แจ้ง
แก่ข้าพระองค์ผู้มีปัญญาน้อยเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า

938
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 939 (เล่ม 47)

ดูก่อนชตุกัณณี ท่านได้เห็นซึ่งเนก-
ขัมมะโดยความเป็นธรรมอันเกษมแล้ว จง
นำความกำหนัดในกามทั้งหลายออกไปเสีย
ให้สิ้นเถิด อนึ่ง กิเลสชาติเครื่องกังวลที่
ท่านยึดไว้แล้ว (ด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ)
ซึ่งควรจะปลดเปลื้องเสีย อย่ามีแล้วแก่ท่าน.
กิเลสเครื่องกังวลใดได้มีแล้วในกาล
ก่อน ท่านจงทำกิเลสเครื่องกังวลนั้นให้
เหือดแห้งเสียเถิด กิเลสเครื่องกังวลในภาย-
หลัง อย่าได้มีแก่ท่าน ถ้าท่านจักไม่ถือเอา
กิเลสเครื่องกังวลในท่ามกลางไซร้ ท่านจัก
เป็นผู้สงบเที่ยวไป.
ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อท่านปราศจาก
ความกำหนัดในนามและรูปแล้วโดยประการ
ทั้งปวง อาสวะทั้งหลาย อันเป็นเหตุให้ไป
สู่อำนาจแห่งมัจจุราช ก็ย่อมไม่มีแก่ท่าน.
จบชตุกัณณีมาณวกปัญหาที่ ๑๑

939
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 940 (เล่ม 47)

อรรถกถาชตุกัณณิสูตร/ที่ ๑๑
ชตุกัณณิสูตร มีคำเริ่มต้นว่า สุตฺวานหํ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สุตฺวานหํ วีรํ อกามกามึ ข้าพระองค์ได้
ฟังว่าพระองค์ไม่ใคร่กาม คือ ข้าพระองค์ได้ฟังว่าพระพุทธเจ้าชื่อว่าผู้เป็นวีระ
ผู้ไม่ใคร่กาม เพราะไม่ใคร่กามทั้งหลายโดยนัยมีอาทิว่า อิติปิ โส ภควา
ดังนี้. บทว่า อกามมาคมํ ผู้ไม่มีกาม คือ ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าผู้ไม่มีกาม. บทว่า สหาชเนตฺต ได้แก่ ผู้มีพระเนตรคือ
พระสัพพัญญุตญาณเกิดขึ้นพร้อมแล้ว. บทว่า ยถาตจฺฉํ คือตามความเป็น
จริง. บทว่า พฺรูหิ เม ขอพระองค์จงบอกแก่ข้าพระองค์เถิด ชตุกัณณิมาณพ
กล่าวทูลวิงวอนอีก. เพราะว่าเมื่อทูลวิงวอน ก็พึงกล่าวได้ตั้งพันครั้ง. ก็เรื่อง
อะไรจะกล่าวเพียงสองครั้งเล่า. บทว่า เตชี เตชสา คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้มีพระเดช ทรงครอบงำด้วยพระเดช. บทว่า ยมหํ วิชญฺญํ ชาติชราย
อิธ วิปฺปหานํ คือ ข้าพระองค์พึงรู้ธรรมอันเป็นเหตุละชาติชรา ณ ที่นี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะตรัสบอกธรรมนั้นแก่ชตุกัณณิ-
มาณพนั้น จึงได้ตรัสคาถาสามคาถา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เนกฺขมฺมํ ทฏฺฐุ เขมโต เห็นเนกขัมมะโดย
ความเป็นธรรมอันเกษม คือเห็นนิพพานและการปฏิบัติเพื่อถึงนิพพานว่าเป็น
ธรรมอันเกษม. บทว่า อุคฺคหึตํ ได้แก่ ยึดถือด้วยตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า
นิรตฺตํ วา ได้แก่ ควรปลดเปลื้องเสีย. บทว่า มา เต วิชฺชิตฺถ คืออย่าได้
๑. บาลีเป็น ชตุกัณณีปัญหา.

940
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 941 (เล่ม 47)

มีแก่ท่าน. บทว่า กิญฺจนํ เครื่องกังวล ได้แก่ แม้เครื่องกังวลมีราคะเป็นต้น
อย่าได้มีแก่ท่าน. บทว่า ปุพฺเพ ในกาลก่อน คือกิเลสที่เกิดขึ้นปรารภสังขาร
ในอดีต. บทว่า พฺราหฺมณ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกชตุกัณณิมาณพ.
บทที่เหลือในทุกบทชัดเจนดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้ด้วย
ธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตนั่นแหละ ด้วยประการฉะนี้.
เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นในสูตรก่อนนั่นแล.
จบอรรถกถาชตุกัณณิสูตรที่ ๑๑ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

941
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 942 (เล่ม 47)

ภัทราวุธปัญหาที่ ๑๒
ว่าด้วยความติดข้องของสัตว์
[๔๓๖] ภัทราวุธมาณพทูลถามปัญหาว่า
ข้าพระองค์ขอทูลวิงวอนพระองค์ ผู้
ทรงละอาลัย ตัดตัณหาเสียได้ ไม่หวั่นไหว
ละความเพลิดเพลิน ข้ามห้วงน้ำคือกิเลสได้
แล้วพ้นวิเศษแล้ว ละธรรมเครื่องให้ดำริ มี
พระปัญญาดี
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ชนใน
ชนบทต่าง ๆ ประสงค์จะฟังพระดำรัสของ
พระองค์ มาพร้อมกันแล้วจากชนบททั้ง
หลาย ได้ฟังพระดำรัสของพระองค์ผู้ประ-
เสริฐแล้ว จักกลับไปจากที่นี้ ขอพระองค์
จงตรัสพยากรณ์แก่ชนในชนบทต่าง ๆ เหล่า
นั้นให้สำเร็จประโยชน์เถิด เพราะธรรมนี้
พระองค์ทรงรู้แจ้งแล้วด้วยประการนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า ดูก่อนภัทราวุธะ
หมู่ชนควรจะนำเสียซึ่งตัณหา เป็น
เครื่องถือมั่นทั้งปวงในส่วนเบื้องบน เบื้อง

942
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 943 (เล่ม 47)

ต่ำ ในส่วนเบื้องขวางคือในท่ามกลางให้
สิ้นเชิง เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมถือมั่น
สิ่งใด ๆ ในโลก มารย่อมติดตามสัตว์ได้
เพราะสิ่งนั้นแหละ.
เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อรู้ชัดอยู่ มา
เล็งเห็นหมู่สัตว์ ผู้ติดข้องอยู่แล้วในวัฏฏะ
อันเป็นบ่วงแห่งมารนี้ว่า เป็นหมู่สัตว์ติด
ข้องอยู่แล้วเพราะการถือมั่นดังนี้ พึงเป็นผู้
มีสติ ไม่ถือมั่นเครื่องกังวลในโลกทั้งปวง.
จบภัทราววุธมาณวกปัญหาที่ ๑๒
อรรถกถาภัทราวุธสูตร๑ที่ ๑๒
ภัทราวุธสูตร มีคำเริ่มต้นว่า โอกญฺชหํ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านัน บทว่า โอกญฺชหํ คือผู้ละอาลัย. บทว่า ตณฺหจฺฉิทํ
ผู้ตัดตัณหาเสียได้ คือตัดหมู่ตัณหาทั้ง ๖. บทว่า อเนชํ ผู้ไม่หวั่นไหว คือ
ไม่มีความทะเยอทะยานในโลกธรรมทั้งหลาย. บทว่า นนฺทิญฺชหํ ผู้ละความ
เพลิดเพลิน คือละความปรารถนามีรูปในอนาคตเป็นต้น. จริงอยู่ภัทราวุธ-
มาณพกล่าวถึงตัณหาอย่างเดียวเท่านั้นในที่นี้โดยประการต่าง ๆ เพื่อสรรเสริญ
พระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น. บทว่า กปฺปญฺชหํ ผู้ละธรรมเครื่องให้ดำริคือ
๑. บาลีเป็น ภัทราวุธปัญหา.

943
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 944 (เล่ม 47)

ละธรรมเครื่องให้ดำริสองอย่าง. บทว่า อภิยาเจ ข้าพระองค์ขอทูลวิงวอน
เป็นอย่างยิ่ง. บทว่า สุตฺวาน นาคสฺส อปนมิสฺสนฺติ อิโต ชนทั้ง
หลายมาจากชนบทได้ฟังดำรัสของพระองค์ผู้ประเสริฐแล้ว จักกลับไปจากที่นี้
อธิบายว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ชนทั้งหลายเป็นอันมากได้ฟังพระดำรัส
ของพระองค์ผู้ประเสริฐแล้วจักกลับไปจากปาสาณกเจดีย์นี้. บทว่า ชนปเทหิ
สงฺคตา มาพร้อมกันแล้วจากชนบททั้งหลาย คือมาพร้อมกัน ณ ที่นี้จาก
ชนบททั้งหลายมีอังคะเป็นต้น. บทว่า วิยากโรหิ ขอจงทรงพยากรณ์ คือ
ขอจงทรงแสดงธรรม.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงธรรมโดยอนุโลมตาม
อัธยาศัยของภัทราวุธมาณพนั้น จึงได้ตรัสพระคาถาสองคาถา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อาทานตณฺหํ ตัณหาเป็นเครื่องยึดมั่น คือ
ตัณหาเป็นเครื่องยึดมั่นอารมณ์มีรูปเป็นต้น. อธิบายว่า ยึดมั่นตัณหา. บทว่า
ยํ ยญฺหิ โลกสฺมึ อุปาทิยนฺติ เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมถือมั่นสิ่งใด ๆ
ในโลก คือถือมั่นสิ่งใด ๆ ในประเภทมีขันธ์เป็นต้นเหล่านั้น. บทว่า เตเนว
มาโร อเนฺวติ ชนฺตุํ มารย่อมติดตามสัตว์ได้เพราะสิ่งนั้นแหละ. ความว่า
มารคือขันธมารอันมีในปฏิสนธิ ย่อมติดตามสัตว์นั้นไปด้วยอำนาจกรรมาภิสัง-
ขารที่เกิดขึ้นเพราะอุปาทานเป็นปัจจัยนั้นเอง. บทว่า ตสฺมา ปชานํ
เหตุนั้นภิกษุเมื่อรู้ชัดอยู่ คือ เมื่อรู้โทษอย่างนี้ในสังขารโดยความเป็นของไม่
เที่ยงเป็นต้น. บทว่า อาทานสตฺเต อิติ เปกฺขมาโน ปชํ อิมํ มจฺจุเธยฺย
วิสตฺตํ ภิกษุเล็งเห็นสัตว์ผู้ติดข้องอยู่แล้วในวัฏฏะ อันเป็นบ่วงแห่งมารนี้ว่า

944