พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 925 (เล่ม 47)

ภาคเจ้าผู้นิรทุกข์ สมณพราหมณ์เหล่านั้น
ประพฤติอยู่ในทิฏฐิของตนนั้น ตามที่ตน
เห็นว่าเป็นเครื่องบริสุทธิ์ ข้ามพ้นชาติและ
ชราได้บ้างหรือไม่ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ ขอพระองค์
ตรัสบอกความข้อนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด.
พ. ดูก่อนนันทะ สมณพราหมณ์
เหล่าใดเหล่าหนึ่ง กล่าวความบริสุทธิ์ด้วย
ความเห็นบ้าง ด้วยการฟังบ้าง ด้วยศีลและ
พรตบ้าง ด้วยมงคลตื่นข่าวเป็นต้นเป็นอัน
มากบ้าง สมณพราหมณ์เหล่านั้นประพฤติ
อยู่ในทิฏฐิของตนนั้น ตามที่ตนเห็นว่าเป็น
เครื่องบริสุทธิ์ก็จริง ถึงอย่างนั้น เรากล่าว
ว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น ข้ามพ้นชาติและ
ชราไปไม่ได้.
น. สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการเห็นบ้าง ด้วยการ
ฟังบ้าง ด้วยศีลและพรตบ้าง ด้วยมงคล
ตื่นข่าวเป็นต้นเป็นอันมากบ้าง ข้าแต่
พระองค์ผู้เป็นมุนี ถ้าพระองค์ตรัสว่า

925
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 926 (เล่ม 47)

สมณพราหมณ์เหล่านั้นข้ามโอฆะไม่ได้แล้ว
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นเช่นนี้
ใครเล่าในเทวโลกและมนุษยโลก ข้ามพ้น
ชาติและชราได้แล้วในบัดนี้ ข้าเเต่พระผู้มี
พระภาค เจ้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์
ขอพระองค์จงตรัสบอกความข้อนั้นแก่ข้า-
พระองค์เถิด.
พ. ดูก่อนนันทะ เราไม่กล่าวว่า
สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อันชาติและชรา
หุ้มห่อไว้แล้ว แต่เรากล่าวว่า คนเหล่าใดใน
โลกนี้ละเสียซึ่งรูปที่ได้เห็นแล้วก็ดี เสียงที่
ได้ฟังแล้วก็ดี อารมณ์ที่ได้ทราบแล้วก็ดี ละ
เสียแม้ซึ่งศีลและพรตทั้งหมดก็ดี ละเสียซึ่ง
มงคลตื่นข่าวเป็นต้น เป็นอันมากทั้งหมดก็ดี
กำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้หาอาสวะมิได้
คนเหล่านั้นแลข้ามโอฆะได้แล้ว.
น. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้โคดม
ข้าพระองค์ยินดียิ่งซึ่งพระดำรัสของพระองค์
ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ธรรมอันไม่มีอุปธิ
พระองค์ทรงแสดงชอบแล้ว แม้ข้าพระองค์

926
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 927 (เล่ม 47)

ก็กล่าวว่า คนเหล่าใดในโลกนี้ ละเสียซึ่ง
รูปที่ได้เห็นแล้วก็ดี เสียงที่ได้ฟังแล้วก็ดี
อารมณ์ที่ได้ทราบแล้วก็ดี ละเสียแม้ซึ่งศีล
และพรตทั้งหมดก็ดี ละเสียซึ่งมงคลตื่นข่า
เป็นต้นเป็นอันมากทั้งหมดก็ดี กำหนดรู้
ตัณหาแล้ว เป็นผู้หาอาสวะมิได้ คนเหล่านั้น
ข้ามโอฆะได้แล้ว ฉะนี้แล.
จบนันทปัญหาที่ ๗
อรรถกถานันทสูตร๑ที่ ๗
นันทสูตร มีคำเริ่มต้นว่า สนฺติ โลเก มุนีทั้งหลายมีอยู่ในโลก
ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น พึงทราบความในคาถาที่หนึ่งดังต่อไปนี้ ชนทั้งหลาย
มีกษัตริย์เป็นต้น ย่อมกล่าวว่ามุนีมีอยู่ในโลก หมายถึงอาชีวกและนิครนถ์
เป็นต้น. บทว่า ตยิทํ กถํสุ ชนทั้งหลายกล่าวบุคคลว่าเป็นมุนีนั้นด้วยอาการ
อย่างไรหนอ คือ ชนทั้งหลายกล่าวบุคคลผู้ประกอบด้วยญาณ เพราะญาณมี
สมาปัตติญาณเป็นต้นเกิดขึ้น หรือผู้ประกอบด้วยความเป็นอยู่กล่าวคือความ
เป็นอยู่ที่เศร้าหมองมีประการต่าง ๆ ว่าเป็นมุนี.
๑. บาลีเป็น นันทปัญหา.

927
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 928 (เล่ม 47)

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงปฏิเสธแม้ทั้งสองอย่างแล้ว
ทรงแสดงผู้เป็นมุนีแก่นันทมาณพนั้นจึงตรัสคาถาว่า น ทิฏฺฐิยา ไม่กล่าวว่า
เป็นมุนีด้วยความเห็น ดังนี้เป็นต้น.
บัดนี้ นันทมาณพทูลถามว่า เย เกจิเม สมณพราหมณ์เหล่าใด
เหล่าหนึ่งเป็นต้น เพื่อละความสงสัยของชนทั้งหลายผู้กล่าวว่า ความบริสุทธิ์
ย่อมมีด้วยความเห็นเป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อเนกรูเปน ได้แก่ด้วยมงคลตื่นข่าวเป็นต้น.
บทว่า ตตฺถ ยถา จรนฺตา สมณพราหมณ์ทั้งหลายประพฤติอยู่ในทิฏฐิของ
ตนนั้น ตามที่ตนเห็นว่าเป็นความบริสุทธิ์ คือ คุ้มครองอยู่ในทิฏฐิของตนนั้น.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความไม่มีความบริสุทธิ์
อย่างนั้น แก่นันทมาณพ จึงตรัสคาถาที่สอง.
นันทมาณพได้ฟังว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายข้ามพ้นไปไม่ได้แล้วดังนี้
ประสงค์จะฟังถึงผู้ที่ข้ามพ้นไปได้ จึงทูลถามว่า เยเกจิเม ดังนี้เป็นต้น. ลำดับ
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงผู้ที่ข้ามพ้นชาติชราด้วยหัวข้อว่า
โอฆติณฺณ ข้ามพ้นโอฆะแก่นันทมาณพนั้น จึงตรัสคาถาที่สอง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า นิวุฏา คือ อันชาติชราหุ้มห่อไว้ ร้อยรัดไว้.
บทว่า เยสีธา ตัดบทเป็น เยสุ อิธ. บทว่า สุ ในบทนี้เป็นเพียงนิบาต.
บทว่า ตณฺหํ ปริญฺญาย กำหนดรู้ตัณหา คือกำหนดรู้ตัณหาด้วยปริญญา ๓.
บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว เพราะมีนัยดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนก่อน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตนั่นแล ด้วย
ประการฉะนี้.

928
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 929 (เล่ม 47)

ฝ่ายนันทมาณพเมื่อจบเทศนา ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า
กล่าวคาถาว่า เอตาภินนฺทามิ ข้าพระองค์ยินดียิ่งซึ่งพระดำรัสของพระองค์
ดังนี้เป็นต้น. แม้ในสูตรก็ได้มีผู้บรรลุธรรม เช่นกับที่ได้กล่าวแล้วในสูตร
ก่อนนั่นแล.
จบอรรถกถานันทสูตรที่ ๗ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

929
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 930 (เล่ม 47)

เหมกปัญหาที่ ๘
ว่าด้วยเรื่องกำจัดตัณหา
[๔๓๒] เหมกมาณพทูลถามปัญหาว่า
(ก่อนแต่ศาสนาของพระโคดม)
อาจารย์เหล่าใดได้พยากรณ์ลัทธิของตนแก่
ข้าพระองค์ ในกาลก่อนว่า เหตุนี้ได้เป็นมา
แล้วอย่างนี้ ๆ จักเป็นอย่างนี้ ๆ คำพยากรณ์
ทั้งหมดของอาจารย์เหล่านั้น ไม่ประจักษ์
แก่ตน คำพยากรณ์ทั้งหมดนั้น เป็นเครื่อง
ทำความตรึกให้ทวีมากขึ้น (ข้าพระองค์ไม่
ยินดีในคำพยากรณ์นั้น) ข้าแต่พระองค์ผู้
เป็นมุนี ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมเป็น
เครื่องกำจัดตัณหา อันซ่านไปในอารมณ์
ต่าง ๆ ในโลกแก่ข้าพระองค์เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า
ดูก่อนเหมกะ ชนเหล่าใดได้รู้ทั่วถึง
บท คือ นิพพาน อันไม่แปรผัน เป็นที่บรรเทา
ฉันทราคะในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง และ
สิ่งที่ได้ทราบ อันน่ารัก ณ ที่นี้ เป็นผู้มีสติ

930
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 931 (เล่ม 47)

มีธรรมอันเห็นแล้ว ดับกิเลสได้แล้ว ชน
เหล่านั้นสงบระงับแล้ว มีสติข้ามตัณหาอัน
ซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้แล้ว.
จบเหมกมาณวกปัญหาที่ ๘
อรรถกถาเหมกสูตร๑ที่ ๘
เหมกสูตรที่ ๘ มีคำเริ่มต้นว่า เย เม ปุพฺเพ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เย เม ปุพฺเพ วิยากํสุ ความว่า อาจารย์เหล่าใด
มีพาวรีพราหมณ์เป็นต้น ได้พยากรณ์ลัทธิของตนแก่ข้าพระองค์ในกาลก่อน.
บทว่า หุรํ โคตมสาสนา คือ ก่อนศาสนาของพระโคดม. บทว่า สพฺพนฺตํ
ตกฺกวฑฺฒนํ คือคำพยากรณ์นั้นทั้งหมด เป็นเครื่องทำความตรึกให้ทวีมากขึ้น.
บทว่า ตณฺหานิคฺฆาตนํ ธรรมเป็นเครื่องกำจัดตัณหา คือ ทำตัณหาให้
พินาศ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสบอกธรรมนั้นแก่เหมกมาณพ
นั้นจึงตรัสสองคาถาว่า อิธ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอตทญฺญาย เย สตา ชนเหล่าใดได้รู้
ทั่วถึงบทคือนิพพาน เป็นผู้มีสติ ความว่า ชนเหล่าใดรู้แจ้งถึงบทคือนิพพาน
อันไม่ตายนั้น โดยนัยมีอาทิว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้ รู้โดยลำดับ
๑. บาลีเป็น เหมกปัญหา.

931
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 932 (เล่ม 47)

เป็นผู้มีสติด้วยสติในกายานุปัสสนาเป็นต้น. บทว่า ทิฏฺฐธมฺมาภินิพฺพุตา
เห็นธรรมแล้วดับกิเลสได้แล้ว คือ เห็นธรรมเพราะรู้แจ้งธรรม และดับกิเลส
เพราะดับกิเลสมีราคะเป็นต้น. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตนั่นแหละ.
เมื่อจบเทศนาก็ได้มีผู้บรรลุธรรม เช่นเดียวกับที่กล่าวไว้แล้วในสูตรก่อนนั่นแล
จบอรรถกถาเหมกสูตรที่ ๘ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

932
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 933 (เล่ม 47)

โตเทยยปัญหาที่ ๙
ว่าด้วยการรู้จักมุนี
[๔๓๓] โตเทยยมาณพทูลถามปัญหาว่า
ผู้ใดไม่มีกามทั้งหลาย ไม่มีตัณหา
และข้ามความสงสัยได้แล้ว ความพ้นวิเศษ
ของผู้นั้นเป็นอย่างไร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า ดูก่อนโตเทยยะ
ผู้ใดไม่มีกามทั้งหลาย ไม่มีตัณหา
และข้ามความสงสัยได้แล้ว ความพ้นวิเศษ
อย่างอื่นของผู้นั้นไม่มี.
ต. ผู้นั้นไม่มีความปรารถนา หรือ
ยังปรารถนาอยู่ ผู้นั้นเป็นผู้มีปัญญา หรือ
ยังเป็นผู้มีปรกติกำหนดด้วยปัญญาอยู่ ข้าแต่
พระองค์ผู้ศากยะ ข้าพระองค์จะพึงรู้แจ้ง
มุนีได้อย่างไร ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ
รอบคอบ ขอพระองค์จงตรัสบอกมุนีนั้นให้
แจ้งชัดแก่ข้าพระองค์เถิด.
พ. ดูก่อนโตเทยยะ ผู้นั้นไม่มีความ
ปรารถนา และไม่เป็นผู้ปรารถนาอยู่ด้วย

933
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 934 (เล่ม 47)

ผู้นั้นเป็นคนมีปัญญา มิใช่เป็นผู้มีปรกติกำ-
หนดด้วยปัญญาอยู่ด้วย ท่านจงรู้จักมุนี ว่า
เป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ข้องอยู่แล้ว
ในกามและภพแม้อย่างนี้.
จบโตเทยยมาณวกปัญหาที่ ๙
อรรถกถาโตเทยยสูตร๑ที่ ๙
โตเทยยสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ยสฺมึ กามา ผู้ใดไม่มีกามทั้งหลาย
ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วิโมกฺโข ตสฺส กีทิโส โตเทยยมาณพทูล
ถามว่า ความพ้นวิเศษอันผู้นั้นพึงปรารถนาเป็นอย่างไร.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความไม่พ้นแก่โตเทยย-
มาณพนั้นจึงตรัสคาถาที่สอง. ในบทเหล่านั้นบทว่า วิโมกฺโข ตสฺส นาปโร
ได้แก่ ความพ้นอย่างอื่นของผู้นั้นไม่มี. แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้
ว่าความสิ้นตัณหาเท่านั้น ชื่อว่า ความพ้น ดังนี้ โตเทยยมาณพก็ยังไม่เข้าใจ
ความนั้นอยู่ดี จึงทูลถามอีกว่า นิราสโส โส อุท อาสสาโน ผู้นั้นไม่มี
ความปรารถนาหรือยังปรารถนาอยู่ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุท ปญฺญกปฺปี หรือยังเป็นผู้กำหนดด้วย
ปัญญาอยู่ คือ ยังกำหนดตัณหาหรือทิฏฐิ ด้วยญาณมีสมาปัตติญาณเป็นต้น.
๑. บาลีว่า โตเทยยปัญหา.

934