พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 895 (เล่ม 47)

ยานิ โสตานิ กระแสทั้งหลายเหล่าใดในโลกดังนี้. ประกาศมรรคสัจจะด้วย
บทนี้ว่า ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเร กระแสเหล่านี้อันบัณฑิตย่อมปิดกั้นได้ด้วย
ปัญญา. ประกาศนิโรธสัจจะด้วยบทนี้ว่า อเสสํ อุปรุชฺฌติ นามและรูป
ย่อมดับไปไม่เหลือ. อชิตมาณพได้ฟังสัจจะทั้ง ๔ อย่างนี้แล้ว ยังไม่บรรลุ
อริยภูมิ เมื่อจะทูลถามปฏิปทาของพระเสกขะและอเสกขะต่อไปจึงทูลว่า เย จ
สงฺขาตธมฺมาเส ชนเหล่าใดผู้มีธรรมอันพิจารณาเห็นแล้ว ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้นบทว่า สงฺขาตธมฺมา ได้แก่ ธรรมที่พิจารณาเห็นแล้ว
โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. บทนี้เป็นชื่อของพระอรหัต. บทว่า เสกฺขา
ได้แก่ พระอริยบุคคลที่เหลือผู้ยังต้องศึกษาศีลเป็นต้น. บทว่า ปุถู มาก ได้แก่
ชน ๗ จำพวก. บทว่า เตสํ เม นิปโก อิริยํ ปุฏฺโฐ ปพฺรูหิ ความว่า
พระองค์ผู้มีปัญญารักษาตนอันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอจงตรัสบอกข้อปฏิบัติ
ของชนเหล่านั้น ผู้เป็นเสกขะและอเสกขะ แก่ข้าพระองค์เถิด.
เพราะพระเสกขะควรละกิเลสทั้งหมด ตั้งต้นแต่กามฉันทนิวรณ์ทีเดียว
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงเสกขปฏิปทาแก่อชิตมาณพนั้นด้วยกึ่ง
คาถาว่า กาเมสุ ในกามทั้งหลาย ดังนี้เป็นต้น.
บทนั้นมีความดังต่อไปนี้ ภิกษุไม่พึงกำหนัดยินดีในวัตถุกามทั้งหลาย
ด้วยความใคร่กิเลส ละธรรมทั้งหลายอันทำความขุ่นมัวแก่ใจมีกายทุจริตเป็นต้น
พึงเป็นผู้มีใจไม่ขุ่นมัว. ก็เพราะพระอเสกขะเป็นผู้ฉลาด เพราะเป็นผู้พิจารณา
สังขารทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น เป็นผู้มีสติด้วยการมีสติตามเห็น
ซึ่งกายเป็นต้นในธรรมทั้งปวง และถึงความเป็นภิกษุ เพราะทำลายสักกายทิฏฐิ

895
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 896 (เล่ม 47)

เป็นต้นเสียได้ ย่อมเว้นรอบในทุกอิริยาบถ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรง
แสดงอเสกขปฎิปทา ด้วยกึ่งคาถาว่า กุสโล เป็นผู้ฉลาด ดังนี้เป็นต้น. บทที่
เหลือในบททั้งหมดชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงจบเทศนาด้วยธรรม
เป็นยอด คือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้.
เมื่อจบเทศนา อชิตมาณพได้บรรลุพระอรหัตพร้อมกับอันเตวาสิก
๑,๐๐๐ ชนอีก ๑,๐๐๐ เหล่าอื่น ได้เกิดดวงตาเห็นธรรม. หนังเสือเหลือง ชฎา
และผ้าป่านเป็นต้นของท่านอชิตะพร้อมด้วยอันเตวาสิกได้หายไปพร้อมกับการ
บรรลุพระอรหัต. ท่านทั้งหมด ทรงบาตรและจีวรสำเร็จด้วยฤทธิ์ มีผมสอง
องคุลีเป็นเอหิภิกษุ นั่งประนมมือนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาอชิตสูตรที่ ๑ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

896
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 897 (เล่ม 47)

ติสสเมตเตยยปัญหาที่ ๒
ว่าด้วยโทษของกาม
[๔๒๖] ติสสเมตเตยยมาณพทูลถามปัญหาว่า
ใครชื่อว่าผู้ยินดีในโลกนี้ ความ
หวั่นไหวทั้งหลายย่อมไม่มีแก่ใคร ใครรู้ส่วน
สุดทั้งสอง แล้วไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง
ด้วยปัญญา พระองค์ตรัสสรรเสริญใครว่า
เป็นมหาบุรุษ ใครล่วงตัณหาเครื่องร้อยรัด
ในโลกนี้ได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า ดูก่อนเมตเตยยะ.
ภิกษุเห็นโทษในกามทั้งหลายแล้ว
ประพฤติพรหมจรรย์ มีตัณหาปราศจากไป
แล้ว มีสติทุกเมื่อ พิจารณาเห็นธรรมแล้ว
ดับกิเลสได้แล้ว ชื่อว่าผู้ยินดีในโลกนี้ ความ
หวั่นไหวทั้งหลายย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ภิกษุ
นั้นรู้ซึ่งส่วนสุดทั้งสองแล้ว ไม่ติดอยู่ในส่วน
ท่ามกลางด้วยปัญญา เรากล่าวสรรเสริญ
ภิกษุนั้นว่าเป็นมหาบุรุษ ภิกษุนั้นล่วงตัณหา
เครื่องร้อยรัดในโลกนี้เสียได้.
จบติสสเมตเตยยมาณวกปัญหาที่ ๒

897
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 898 (เล่ม 47)

อรรถกถาติสสเมตเตยยสูตร๑ที่ ๒
ติสสเมตเตยยสูตร มีคำเริ่มต้นว่า โกธ สนฺตุสฺสิโต ใครชื่อว่า
ผู้ยินดีในโลกนี้ ดังนี้.
ติสสเมตเตยยสูตร มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?
มีการเกิดขึ้นด้วยอำนาจของการถามของสูตรทั้งหมด. ก็พราหมณ์
เหล่านั้นทูลถามความสงสัยของตน ๆ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปวารณา
ไว้แล้วว่า ให้พวกเราถามได้ตามโอกาส ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าอันติสสเมต-
เตยยมาณพทูลถามแล้ว ทรงพยากรณ์แก่อันเตวาสิกเหล่านั้น. พึงทราบว่า
สูตรเหล่านี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งการถาม ด้วยประการฉะนี้แล.
เมื่อจบปัญหาของอชิตะแล้ว โมฆราช เริ่มจะทูลถามปัญหาอย่างนี้ว่า
มัจจุราชย่อมไม่เห็นผู้เพ่งดูโลกอย่างไร. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า
อินทรีย์ของโมฆราชนั้นยังไม่แก่กล้า จึงทรงห้ามว่า ดูก่อนโมฆราช ท่านจง
หยุดูก่อน คนอื่นจงถามเถิด. ลำดับนั้น ติสสเมตเตยยะเมื่อจะทูลถามความสงสัย
ของตน จึงกล่าวคาถาว่า โกธ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โกธ สนฺตุสฺสิโต คือใครชื่อว่าเป็นผู้ยินดี
ในโลกนี้. บทว่า อิญฺชิตา ความหวั่นไหว คือความดิ้นรนด้วยตัณหาและ
ทิฏฐิ. บทว่า อุภนฺตมภิญฺญาย คือรู้ส่วนสุดทั้งสอง. บทว่า มนฺตา น ลิมฺปติ
คือไม่ติดอยู่ ด้วยปัญญา.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงพยากรณ์ความนั้นแก่ติสสเมตเตยยะจึง
ตรัสสองคาถาว่า กาเมสุ ในกามทั้งหลาย ดังนี้เป็นต้น.
๑. บาลีเป็น ติสสเมตเตยปัญหา.

898
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 899 (เล่ม 47)

ในบทเหล่านั้น บทว่า กาเมสุ พฺรหฺมจริยวา ภิกษุเห็นโทษในกาม
ทั้งหลายแล้วประพฤติพรหมจรรย์ อธิบายว่า. ประพฤติพรหมจรรย์มีกามเป็น
นิมิต เห็นโทษในกามทั้งหลายแล้วประกอบด้วยมรรคพรหมจรรย์. ด้วยเหตุ
เพียงเท่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงความยินดี. ด้วยบทมีอาทิว่า
วีตตณฺโห มีตัณหาไปปราศแล้ว ทรงแสดงถึงความไม่หวั่นไหว. ในบท
เหล่านั้น บทว่า สงฺขาย นิพฺพุโต พิจารณาเห็นธรรมแล้วดับกิเลส คือ
พิจารณาเห็นธรรมทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น แล้วดับกิเลสด้วย
การดับราคะเป็นต้น. บทที่เหลือชัดดีแล้วเพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในบทนั้น ๆ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสูตรนี้ ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตนั่นแล.
เมื่อจบเทศนา พราหมณ์แม้นี้ก็ตั้งอยู่ในพระอรหัต พร้อมด้วย
อันเตวาสิก ๑,๐๐๐. ชนอื่นอีกหลายพันได้เกิดดวงตาเห็นธรรม. บทที่เหลือ
เช่นเดียวกับบทก่อนนั่นแล.
จบอรรถกถาติสสเมตเตยยสูตรที่ ๒ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

899
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 900 (เล่ม 47)

ปุณณกปัญหาที่ ๓
ว่าด้วยเครื่องบูชายัญ
[๙๒๗] ปุณณกมาณพทูลถามปัญหาว่า
ข้าพระองค์มีความต้องการปัญหา จึง
มาเฝ้าพระองค์ผู้ไม่มีความหวั่นไหว ผู้ทรง
เห็นรากเหง้ากุศลและอกุศล สัตว์ทั้งหลายผู้
เกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้ คือ ฤาษี กษัตริย์
พราหมณ์ เป็นอันมาก อาศัยอะไร จึงบูชา
ยังแก่เทวดาทั้งหลาย ข้าแต่พระผู้มีภาคเจ้า
ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ ขอพระองค์
จงตรัสบอกความข้อนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ดูก่อนปุณณกะ
สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดเป็นมนุษย์เหล่า-
ใดเหล่าหนึ่งเป็นอันมากในโลกนี้ คือ ฤาษี
กษัตริย์ พราหมณ์ ปรารถนาความเป็น
มนุษย์เป็นต้น อาศัยของมีชรา จึงบูชายัญ
แก่เทวดาทั้งหลาย.
ป. สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดเป็นมนุษย์
เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นอันมากในโลกนี้ คือ
ฤาษี กษัตริย์ พราหมณ์ บูชายัญแก่เทวดา

900
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 901 (เล่ม 47)

ทั้งหลาย ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นิรทุกข์
สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดเป็นมนุษย์เหล่านั้น เป็น
คนไม่ประมาทในยัญ ข้ามพ้นชาติและชรา
ได้บ้างแลหรือ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ ขอพระองค์
จงตรัสบอกความข้อนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด.
พ. ดูก่อนปุณณกะ สัตว์ทั้งหลาย
ผู้เกิดเป็นมนุษย์เหล่านั้น ย่อมมุ่งหวัง ย่อม
ชมเชย ย่อมปรารถนา ย่อมบูชา ย่อมรำพัน
ถึงกาม เพราะอาศัยลาภ เรากล่าวว่า สัตว์
เหล่านั้นประกอบการบูชา ยังเป็นคนกำหนัด
ยินดีในภพ ไม่ข้ามพ้นชาติและชราไปได้.
ป. ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ถ้าหาก
ว่าสัตว์เหล่านั้นผู้ประกอบการบูชา ไม่ข้าม
พ้นชาติและชราไปได้ด้วยยัญวิธีทั้งหลาย
ไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครเล่าในเทวโลก
และมนุษย์โลก ข้ามพ้นชาติและชราไปได้
ในบัดนี้ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้า-
พระองค์ขอทูลถามพระองค์ ขอพระองค์จง
ตรัสบอกความข้อนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด.

901
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 902 (เล่ม 47)

พ. ดูก่อนปุณณกะ ผู้ใดไม่มีความ
หวั่นไหว (ดิ้นรน) ในโลกไหน ๆ เพราะ
ได้พิจารณาเห็นธรรมที่ยิ่งและหย่อนในโลก
ผู้นั้นสงบแล้ว ไม่มีความประพฤติชั่วอันจะ
ทำให้มัวหมองดุจควันไฟ ไม่มีกิเลสอัน
กระทบจิต หาความหวังมิได้ เรากล่าวว่า
ผู้นั้น ข้ามพ้นชาติและชราไปได้แล้ว.
จบปุณณกมาณวกปัญหาที่ ๓
อรรถกถาปุณณกสูตร๑ที่ ๓
ปุณณกสูตร มีคำเริ่มต้นว่า อเนชํ ดังนี้ แม้พระสูตรนี้ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าก็ทรงตรัสห้ามโมฆราชโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มูลทสฺสาวึ คือผู้เห็นรากเหง้ามีอกุศลมูล
เป็นต้น . บทว่า อิสโย ได้แก่ชฎิล มีชื่อว่า ฤาษี. บทว่า ยญฺญํ ได้แก่
ไทยธรรม. บทว่า อกปฺปยึสุ คือแสวงหา.
บทว่า อาสึสมานา คือปรารถนารูปเป็นต้น. บทว่า อิตฺถตฺตํ
คือปรารถนาความเป็นมนุษย์เป็นต้น. บทว่า ชรํ สิตา คืออาศัยชรา. ใน
บทนี้ท่านกล่าวถึงทุกข์ในวัฏฏะทั้งหมดด้วยหัวข้อคือชรา. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี-
๑. บาลีเป็น ปุณณกปัญหา.

902
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 903 (เล่ม 47)

พระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า สัตว์ทั้งหลายอาศัยทุกข์ในวัฏฏะเมื่อไม่พ้นไปจาก
ทุกข์นั้นจึงปรารถนาอย่างนี้.
ยัญนั่นแล ชื่อว่า ยัญญปถะ ในบทนี้ว่า กจฺจิสฺสุ เต ภควา
ยญฺญปเถ อปฺปมตฺตา อตารุ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ข้าแต่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้นิรทุกข์ สัตว์ทั้งหลายเป็นคนไม่ประมาทในยัญ ข้ามพ้นชาติและชรา
ได้บ้างหรือ. ท่านอธิบายไว้ว่า สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ไม่ประมาทในยัญ ปรารภ
ยัญ ข้ามพ้นทุกข์ในวัฏฏะได้บ้างหรือ.
บทว่า อาสึสนฺติ คือสัตว์ทั้งหลายปรารถนาการได้รูปเป็นต้น. บทว่า
โถมยนฺติ คือ สรรเสริญยัญเป็นต้น โดยนัยมีอาทิว่า สุจึ ทินฺนํ เราให้ของ
ที่สะอาดแล้ว. บทว่า อภิชปฺปนฺติ ย่อมปรารถนา คือ ย่อมเปล่งวาจาเพื่อ
ได้รูปเป็นต้น. บทว่า ชุหนฺติ ย่อมบูชา คือย่อมให้. บทว่า กามาภิชปฺปนฺติ
ปฏิจฺจ ลาภํ ย่อมรำพันถึงกามก็เพราะอาศัยลาภ คือสัตว์ทั้งหลายย่อมรำพันถึง
กามบ่อย ๆ เพราะอาศัยการได้ลาภมีรูปเป็นต้น คือย่อมกล่าวว่า ทำอย่างไร
ดีหนอ กามทั้งหลายจะพึงมีแก่เราบ้าง. ท่านอธิบายว่า กามทั้งหลายอาศัย
ตัณหาย่อมเจริญ. บทว่า ยาจโยคา ผู้ประกอบการบูชา คือน้อมไปในการ
บูชา. บทว่า ภวราครตฺตา กำหนัดยินดีในภพ ความว่า สัตว์ทั้งหลาย
กำหนัดด้วยความยินดีในภพ ด้วยความปรารถนาเป็นต้นเหล่านี้อย่างนี้. หรือ
เป็นผู้กำหนัดด้วยความยินดีในภพ กระทำความปรารถนาเป็นต้นเหล่านี้ ชื่อว่า
ไม่ข้านพ้น คือไม่ข้ามพ้นทุกข์ในวัฏฏะมีชาติเป็นต้นไปได้.
บทว่า สงฺขาย คือพิจารณาแล้วด้วยญาณ. บทว่า ปโรวรานิ ยิ่ง
และหย่อน อธิบายว่า ยิ่งและหย่อน มีความเป็นของตนของผู้อื่นและความเป็น

903
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 904 (เล่ม 47)

ตนของตนเองเป็นต้น. บทว่า วิธูโม ปราศจากควัน คือเว้นควันมีกาย
ทุจริตเป็นต้น. บทว่า อนิโฆ ไม่มีกิเลสอันกระทบจิต คือเว้นจากกิเลส
อันกระทบจิต คือราคะเป็นต้น. บทว่า อตาริ โส ผู้นั้นข้ามไปได้ คือผู้เห็น
ปานนั้นเป็นผู้ไกลจากกิเลส ข้ามชาติและชราไปได้. บทที่เหลือในบทนี้ชัด
ดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบสูตรนี้ ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต
ด้วยประการฉะนี้.
เมื่อจบเทศนา แม้พราหมณ์นี้ก็ได้ตั้งอยู่ในพระอรหัต พร้อมด้วย
อันเตวาสิก ๑,๐๐๐. ชนอื่นอีกหลายพัน ก็เกิดดวงตาเห็นเห็น. บทที่เหลือ
เช่นกับที่กล่าวแล้วนั้นแล.
จบอรรถกถาปุณณกสูตรที่ ๓ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

904