ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 865 (เล่ม 47)

ทำให้พราหมณ์พาวรีสะดุ้ง ก็พราหมณ์นั้น
เข้าไปหาพราหมณ์พาวรีแล้วขอทรัพย์ ๕๐๐.
พราหมณ์พาวรีเห็นพราหมณ์นั้นแล้ว
ได้เชื้อเชิญด้วยอาสนะไต่ถามถึงสุขและกุศล
แล้วได้กล่าวว่า ไทยธรรมวัตถุอันใดของเรา
ไทยธรรมวัตถุทั้งปวงนั้น เราสละเสียสิ้น
แล้ว ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงเชื่อเราเถิด
ทรัพย์ ๕๐๐ ของเราไม่มี.
เมื่อเราขออยู่ ถ้าท่านไม่ให้ไซร้ ใน
วันที่ ๗ ศีรษะของท่านจะแตก ๗ เสี่ยง.
พราหมณ์ผู้หลอกลวงนั้น กระทำ
อุบายแล้ว ได้กล่าวคำจะให้เกิดความกลัว.
พราหมณ์พาวรีฟังคำของพราหมณ์
นั้นแล้ว เป็นผู้มีทุกข์ซูบซีด ไม่บริโภค
อาหาร เพียบพร้อมด้วยลูกศรคือความโศก
อนึ่ง เมื่อพราหมณ์พาวรีคิดอยู่อย่างนี้ ใจก็
ไม่ยินดีในฌาน.
เทวดาผู้ปรารถนาประโยชน์ เห็น
พราหมณ์พาวรีมีทุกข์สะดุ้งหวาดหวั่น จึง
เข้าไปหาพราหมณ์พาวรีแล้วได้กล่าวว่า

865
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 866 (เล่ม 47)

พราหมณ์นั้นไม่รู้จักศีรษะ เป็นผู้หลอกลวง
ต้องการทรัพย์ไม่มีความรู้ในธรรมเป็นศีรษะ
และธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป.
พราหมณ์พาวรีถามว่า
บัดนี้ ท่านรู้จักข้าพเจ้า ข้าพเจ้า
ถามท่านแล้วขอท่านจงบอกธรรมเป็นศีรษะ
และธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป แก่ข้าพเจ้า
เถิด ข้าพเจ้าจะฟังคำของท่าน.
เทวดาตอบว่า
แม้เราก็ไม่รู้ธรรมเป็นศีรษะ และ
ธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป เราไม่ความรู้
ในธรรมทั้ง ๒ นี้ ปัญญาเป็นเครื่องเห็นธรรม
อันเป็นศีรษะและธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตก
ไป ย่อมมีแก่พระชินเจ้าทั้งหลาย.
พราหมณ์พาวรีถามว่า
ก็บัดนี้ ใครเล่าในปฐพีมณฑลนี้ ย่อม
รู้ ดูก่อนเทวดา ขอท่านจงบอกบุคคลผู้รู้
ธรรมเป็นศีรษะ และธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะ
ตกไปนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด.
เทวดาตอบว่า

866
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 867 (เล่ม 47)

ดูก่อนพราหมณ์ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ศากยบุตรลำดับพระวงศ์ของพระเจ้าโอก-
กากราช มีพระรัศมีรุ่งเรือง เป็นนายกของ
โลก เสด็จออกผนวชจากพระนครกบิลพัสดุ์
เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ทรงถึงฝั่งแห่ง
ธรรมทั้งปวง ทรงบรรลุอภิญญาและทศพล
ญาณครบถ้วน ทรงมีพระจักษุในสรรพธรรม
ทรงบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่ง
ธรรมทั้งปวง ทรงน้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้น
อุปธิ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสรู้
แล้วในโลก มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรม
ท่านจงไปทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้นเถิด พระองค์จักตรัสพยากรณ์ข้อความ
นั้นแก่ท่าน.
พราหมณ์พาวรีได้ฟังคำว่า สัมพุทโธ
ดังนี้ เป็นผู้มีใจเฟื่องฟู มีความโศกเบาบาง
และได้ปีติอันไพบูลย์ พราหมณ์พาวรีนั้นมีใจ
ชื่นชมเบิกบาน เกิดความโสมนัส จึงถาม
เทวดานั้นว่า พระโลกนาถประทับอยู่ใน
คามนิคมหรือในชนบทไหน ข้าพเจ้าจะพึง

867
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 868 (เล่ม 47)

ไปนมัสการพระสัมพุทธเจ้า ผู้อุดมกว่าสัตว์
ได้ในที่ใด.
เทวดาตอบว่า
พระชินเจ้าผู้ศากยบุตร ทรงมีพระ-
ปัญญามาก มีพระปัญญาประเสริฐ กว้างขวาง
ทรงปราศจากธุระ หาอาสวะมิได้ องอาจ
กว่านระ ทรงรู้ธรรมเป็นศีรษะและธรรม
เป็นเหตุให้ศีรษะตกไป ประทับอยู่ ใน
มณเฑียรสถานของชนชาวโกศลในพระนคร
สาวัตถี.
ลำดับนั้น พราหมณ์พาวรี เรียก
พราหมณ์ทั้งหลายผู้ถึงฝั่งแห่งมนต์ ซึ่งเป็น
ศิษย์มาสั่งว่า ดูก่อนมาณพทั้งหลาย ท่าน
ทั้งหลายจงมาเถิด เราจักบอกแก่ท่านทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายจงฟังคำของเรา ความปรากฏ
แห่งพระสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด อันสัตว์ใด
ยากเนือง ๆ ในโลกนี้ วันนี้ พระสัมพุทธเจ้า
พระองค์นั้น ปรากฏว่าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วใน
โลก ท่านทั้งหลายจงรีบไปเมืองสาวัตถี เข้า
เฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้อุดมกว่าสัตว์เถิด.
พราหมณ์ผู้เป็นศิษย์ทั้งหลายซักถามด้วยคาถาว่า

868
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 869 (เล่ม 47)

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ บัดนี้ ข้าพเจ้า
ทั้งหลายได้เห็นแล้วจะพึงรู้ว่า ท่านผู้นี้เป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยอุบายอย่างไรเล่า
ขอท่านจงบอกอุบายที่ข้าพเจ้าทั้งหลายจะพึง
รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นแก่
ข้าพเจ้าทั้งหลายผู้ไม่รู้เถิด.
พราหมณ์พาวรีกล่าวว่า
ก็มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มา
แล้วในมนต์ทั้งหลาย อันพราหมณาจารย์
ทั้งหลายพยากรณ์ไว้บริบูรณ์แล้วตามลำดับว่า
มหาปุริสลักษณะทั้งหลาย มีอยู่ใน
วรกายของพระมหาบุรุษใด พระมหาบุรุษนั้น
มีคติเป็น ๒ เท่านั้น คติที่ ๓ ไม่มีเลย
คือ ถ้าพระมหาบุรุษนั้นอยู่ครองเรือน
จะพึงชนะทั่วปฐพีนี้ จะทรงปกครองโดย
ธรรมด้วยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา
ถ้าออกบวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็น
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยม มี
หลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้ว
ท่านทั้งหลายจงถามถึงชาติ โคตร
ลักษณะ มนต์ และศิษย์เหล่าอื่นอีกและถาม

869
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 870 (เล่ม 47)

ถึงศีรษะและธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป
ด้วยใจเทียว.
ถ้าว่าท่านนั้นจักเป็นพระพุทธเจ้า
ผู้ทรงเห็นธรรมอันหาเครื่องกางกั้นมิได้ไซร้
จักวิสัชนาปัญหาอันท่านทั้งหลายถามด้วย
วาจาได้.
พราหมณ์มาณพผู้เป็นศิษย์ ๑๖ คน
คือ อชิตะ ๑ ติสสเมตเตยยะ ๑ ปุณณกะ ๑
เมตตคู ๑ โธตกะ ๑ อุปสีวะ ๑ นันทะ ๑
เหมกะ ๑ โตเทยยะ ๑ กัปปะ ๑ ชตุกัณณี
ผู้เป็นบัณฑิต ๑ ภัทราวุธะ ๑ อุทยะ ๑ โป-
สาลพราหมณ์ ๑ โมฆราชผู้มีเมธา ๑ ปิงคิยะ
ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ๑
พราหมณ์มาณพทั้งปวง คนหนึ่ง ๆ
เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ ปรากฏแก่โลกทั้งปวง
เป็นผู้เพ่งฌาน มีปัญญาทรงจำ อันวาสนา
ในก่อนอบรมแล้ว ทรงชฎาหนังเสือเหลือง
ได้ฟังคำของพราหมณ์พาวรีแล้ว อภิ-
วาทพราหมณ์พาวรี กระทำประทักษิณแล้ว
บ่ายหน้าต่อทิศอุดร มุ่งไปยังที่ตั้งแห่งแว่น
แคว้นมุฬกะ เมื่องมาหิสสติ ในคราวนั้น.

870
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 871 (เล่ม 47)

เมืองอุชเชนี เมืองโคนัทธะ เมือง
เวทิสะ เมืองวนนคร เมืองโกสัมพี เมือง
สาเกต เมืองสาวัตถีอันเป็นเมืองอุดม เมือง
เสตัพยะ เมืองกบิลพัสดุ์ เมืองกุสินารามัน-
ทิรสถาน (เมืองมันทิระ) เมืองปาวา เมือง
โภคนคร เมืองเวสาลี เมืองราชคฤห์ และ
ปาสาณกเจดีย์อันเป็นรมณียสถานที่น่า
รื่นรมย์ใจ.
พราหมณ์มาณพทั้งหลายพากันยินดี
ได้รีบด่วนขึ้นสู่เจติยบรรพต เหมือนบุคคลผู้
กระหายน้ำ ยินดีน้ำเย็น เหมือนพ่อค้ายินดี
ลาภใหญ่ และเหมือนบุคคลถูกความร้อน
แผดเผายินดีร่มเงา ฉะนั้น.
ก็ในสมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า อัน
ภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่
ภิกษุทั้งหลายอยู่ ประหนึ่งราชสีห์บันลืออยู่
ในป่า ฉะนั้น.
อชิตมาณพได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธ-
เจ้ามีพระรัศมี เรื่อเรืองเหลืองอ่อน ถึงความ
บริบูรณ์ดังดวงจันทร์ในวันเพ็ญ ลำดับนั้น

871
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 872 (เล่ม 47)

อชิตมาณพได้เห็นพระอวัยวะอันบริบูรณ์ ใน
พระกายของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีความ
ร่าเริง ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้ทูล
ถามปัญหาด้วยใจว่า
ขอพระองค์จงตรัสบอกอ้าง (ชาติ)
อายุ โคตร พร้อมทั้งลักษณะ และขอได้ตรัส
บอกการถึงความสำเร็จในมนต์ทั้งหลายแห่ง
อาจารย์ของข้าพระองค์เถิด พราหมณ์ผู้เป็น
อาจารย์ของข้าพระองค์ย่อมบอกมนต์กะศิษย์
มีประมาณเท่าไร พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ก็พราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ของท่านนั้น
มีอายุร้อยยี่สิบปี ชื่อพาวรีโดยโคตร ลักษณะ
ในกายของพราหมณ์พาวรีนั้นมี ๓ ประการ
พราหมณ์พาวรีนั้นเรียนจบไตรเพท ในตำรา
ทำนายมหาปุริสลักษณะ คือ คัมภีร์อิติหาส
พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุศาสตร์และเกฏุภ-
ศาสตร์ ถึงซึ่งความสำเร็จในธรรมแห่ง
พราหมณ์ของตนย่อมบอกมนต์กะมาณพ ๕๐๐.
อชิตมาณพทูลถามว่า

872
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 873 (เล่ม 47)

ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่านรชน ขอ
พระองค์จงค้นคว้าลักษณะทั้งหลายของ
พราหมณ์พาวรี ขอจงทรงประกาศตัดความ
ทะเยอทะยาน อย่าให้ข้าพระองค์มีความ
สงสัยเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ดูก่อนมาณพ พราหมณ์พาวรีนั้น
ย่อมปกปิดมุขมณฑล (หน้า) ด้วยชิวหาได้
มีอุณาโลมชาติในระหว่างคิ้ว มีคุยหฐานอยู่
ในฝัก ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด.
ชนทั้งปวงไม่ได้ยินใคร ๆ ผู้ถามเลย
ได้ฟังปัญหาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยา-
กรณ์แล้ว (นึกคิดอยู่) คิดพิศวงอยู่ เกิดความ
โสมนัสประณมอัญชลี (สรรเสริญ) ว่า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า เป็นอะไรหนอ เป็นเทวดา
หรือเป็นพรหม หรือเป็นท้าวสุชัมบดีจอม
เทพ เมื่อปัญหาอันผู้ถาม ถามแล้วด้วยใจ
ข้อปัญหานั้น ไฉนมาแจ่มแจ้งแก่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าได้.
อชิตมาณพทูลถามด้วยใจต่อไปว่า

873
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 874 (เล่ม 47)

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่าน
พราหมณ์พาวรี ถามถึงธรรมเป็นศีรษะ และ
ธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป ขอพระองค์
ตรัสพยากรณ์ข้อนั้น กำจัดความสงสัยของ
พวกข้าพระองค์ ผู้เป็นฤาษีเสียเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า
ท่านจงรู้เถิดว่า อวิชชาชื่อว่าธรรม
เป็นศีรษะ วิชชาประกอบด้วยศรัทธา สติ
สมาธิ ฉันทะ และวิริยะ ชื่อว่าเป็นธรรม
เครื่องให้ศีรษะตกไป
ลำดันนั้น อชิตมาณพมีความโสมนัส
เป็นอันมาก เบิกบานใจ กระทำหนังเสือ
เหลืองเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง หมอบลงแทบพระ-
บาทยุคลด้วยเศียรเกล้า กราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้นิรทุกข์ ผู้มีพระจักษุ พราหมณ์
พาวรีผู้เจริญ มีจิตเบิกบาน ดีใจพร้อมด้วย
ศิษย์ทั้งหลายขอไหว้พระบาทยุคล (ของพระ
ผู้มีพระภาคเจ้า)
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนมาณพ พราหมณ์พาวรีพร้อม
ด้วยศิษย์ทั้งหลาย จงเป็นผู้ถึงความสุขเถิด
แม้ถึงท่านก็จงเป็นผู้ถึงความสุข จงเป็นอยู่
สิ้นกาลนานเถิด

874