ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 845 (เล่ม 47)

ไม่ครอบงำแล้ว บทว่า โอสาเนเตฺวว พฺยารุทฺเธ ทิสฺวา เม อรตึ อหุ
เราไม่ได้มีความยินดี เพราะได้เห็นสัตว์ทั้งหลายผู้อันทุกข์มีชราเป็นต้นกระทบ
แล้วในที่สุด คือ เรามิได้มีความยินดี เพราะเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้อันทุกข์มีชรา
เป็นต้นกระทบแล้ว ถึงความพินาศไปในที่สุด แห่งความเป็นหนุ่มสาวเป็นต้น
นั้นเอง. บทว่า อเถตฺถ สลฺลํ คือ เราได้เป็นกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้น
ในสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้. บทว่า หทยนิสฺสิตํ อันอาศัยหทัย คือ อันอาศัยจิต.
หากมีคำถามว่า กิเลสดุจลูกศรมีอานุภาพอย่างไร พึงทราบคาถาว่า เยน
สลฺเลน โอติณฺโณ สัตว์ถูกกิเลสดุจลูกศรเสียบติดแล้ว.
บทว่า ทิสา สพฺพา วิธาวติ สัตว์ย่อมแล่นไปยังทิศทั้งปวง คือ
สัตว์ย่อมแล่นไปยังทิศคือความทุจริตทั้งปวงบ้าง ยังทิศบูรพาเป็นต้นบ้าง.
บทว่า ตเมว สลฺลํ อพฺพุยฺห น ธาวติ น สีทติ คือ บัณฑิตถอนกิเลส
ดุจลูกศรนั้นแลออกเสียได้ ย่อมไม่แล่นไปยังทิศและไม่จมลงในโอฆะ ๔. เมื่อ
มนุษย์ทั้งหลายถูกกิเลสดุจลูกศรอันมีอานุภาพมากเสียบอย่างนี้แล้ว พึงทราบ
คาถาว่า ตตฺถ สิกฺขานุคียนฺติ ยานิ โลเก คธิตานิ หมู่มนุษย์ย่อมพากัน
เล่าเรียนศิลปะ เพื่อให้ได้อารมณ์ที่น่ายินดีในโลก.
บทนั้นมีความดังนี้ กามคุณ ๕ ใดในโลก ท่านเรียกว่า คธิตานิ
ยินดี เพราะอรรถว่า ย่อมปรารถนาเพื่อจะได้คืน หรือเพราะเสพตลอดกาลนาน
หรือเพราะกล่าวเล่าเรียนศิลปะหลายแขนงมีศิลปะการฝึกช้างเป็นต้นอันเป็น
เครื่องหมายในกามคุณเหล่านั้น ท่านทั้งหลายจะเถิด โลกนี้มัวเมากันเพียงไร
กุลบุตรผู้เป็นบัณฑิต ไม่พึงขวนขวายในอารมณ์ที่น่ายินดีเหล่านั้น หรือใน
ศิลปะเหล่านั้น พึงเบื่อหน่ายกามทั้งหลายโดยประการทั้งปวง ด้วยการเห็น
ลักษณะมีลักษณะไม่เทียงเป็นต้นโดยถ่องแท้ พึงศึกษานิพพานเพื่อตนเถิด.

845
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 846 (เล่ม 47)

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงสิ่งที่ควรศึกษา จึงตรัส
คำมีอาทิว่า สจฺโจ สิยา ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สจฺโจ พึงเป็นผู้มีสัจจะ คือ พึงเป็นผู้ประกอบ
ด้วยวาจาสัจจะ ญาณสัจจะ มรรคสัจจะ. บทว่า ริตฺตเปสุโณ คือ ละคำ
ส่อเสียด. บทว่า เววิจฺฉํ คือความตระหนี่. บทว่า นิทฺทํ ตนฺทึ สเห ถีนํ
พึงครอบงำความหลับ ความเกียจคร้าน ความท้อแท้ ได้แก่ พึงครอบงำ
ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ คือ ความง่วงเหงาหาวนอน ความเกียจคร้านทางกาย
และความเกียจคร้านทางจิต. บทว่า นิพฺพานมนโส คือ มีจิตน้อมไปใน
นิพพาน. บทว่า สาหสา ความผลุนผลัน คือ เพราะเหตุแห่งความผลุนผลัน
อันมีประเภทแห่งความประพฤติกำหนัดเป็นต้นของตนกำหนัด. บทว่า นาภิ-
นนฺเทยฺย ไม่พึงยินดีสิ่งที่ล่วงหาแล้ว คือ รูปที่ล่วงมาแล้วเป็นต้น. บทว่า นเว
คือในปัจจุบัน. บทว่า หิยฺยมาเน คือ อารมณ์ที่หายไป. บทว่า อากาสํ
น สิโต สิยา คือ ไม่พึงเป็นผู้อาศัยอากาศ. จริงอยู่ ตัณหา ท่านเรียกว่าอากาศ
เพราะเป็นช่องแห่งรูปเป็นต้น หากมีคำถามว่า เพราะอะไร จึงไม่พึงเป็นผู้อาศัย
ตัณหา. พึงทราบคาถาต่อไปว่า อหํ หิ อิมํ เคธํ พฺรูมิ เพราะเรากล่าว
ตัณหานี้ว่าเป็นความกำหนัดยินดี.
บทนั้นมีความดังนี้ เพราะเรากล่าวตัณหาที่เรียกว่าอากาศนี้ว่าเป็นความ
กำหนัดยินดี เพราะเป็นช่องทางแห่งรูปเป็นต้น. มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น มีดังนี้
เรากล่าวตัณหาว่าเป็นโอฆะ เพราะการทำลายลง กล่าวตัณหาว่าอาชวะ เพราะ
แล่นไปเร็ว กล่าวตัณหาว่าเป็นเครื่องกระซิบ เพราะเหตุให้กระซิบว่า นี้ของเรา
นี้ของเรา กล่าวตัณหาว่าเป็นอารมณ์ เพราะปล่อยได้ยาก กล่าวตัณหาว่า

846
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 847 (เล่ม 47)

ทำใจให้กำเริบ เพราะเหตุทำให้หวั่นไหว อนึ่ง ตัณหานี้เป็นเปือกตมคือกาม
ชื่อว่า ยากที่สัตว์จะล่วงไปได้ เพราะเป็นความห่วงใยของโลก และเพราะสัตว์
ก้าวพ้นไปได้ยาก. หากมีคำถามว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า ไม่พึง
เป็นผู้อาศัยอากาศดังนี้ อากาศคืออะไร. ตอบว่า เคธํ พฺรูมิ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า เรากล่าวอากาศว่าเป็นความกำหนัดยินดี ด้วยเหตุนั้นพึงทราบการเชื่อม
คาถานั้นด้วยประการฉะนี้. ในบทนั้นพึงทราบการแก้บทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า เรากล่าวอากาศว่าเป็นความกำหนัดยินดี เหมือนอย่างเรากล่าวว่า
ตัณหาเป็นห้วงน้ำใหญ่ ตัณหาเป็นความแล่นไปเร็ว ตัณหาเป็นเครื่องกระซิบใจ
ตัณหาเป็นอารมณ์ ตัณหาเป็นความกำเริบ ตัณหาเป็นเปือกตมคือกามในโลก
พร้อมทั้งเทวโลกอันสัตว์ข้ามได้ยาก. ไม่พึงเป็นผู้อาศัยอากาศอันเป็นปริยายว่า
ความกำหนัดยินดีเป็นต้นอย่างนี้. พึงทราบคาถาว่า สจฺจา อโวกฺกมฺม มุนี
ไม่ปลีกออกจากสัจจะแล้ว.
บทนั้นมีความดังนี้ พราหมณ์ไม่ปลีกออกจากสัจจะ ๓ อย่างดังกล่าว
มาก่อนแล้ว เรียกชื่อว่าเป็นมุนี เพราะปฏิบัติปฏิปทาเพื่อความเป็นมุนี ตั้งอยู่
บนบกคือนิพพาน พราหมณ์นั้นแลสละคืนอายตนะทั้งหมดแล้ว เรากล่าวว่า
เป็นผู้สงบ. มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น มีคาถาว่า สเว วิทวา มุนีนั้นแล เป็นผู้รู้
ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ญตฺวา ธมฺมํ คือรู้ธรรมอันปรุงแต่งโดยนัย
มีความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า สมฺมา โส โลเก อริยาโน มุนี
นั้นเป็นอยู่ในโลกโดยชอบ คือ เพราะละกิเลสอันทำให้เป็นอยู่โดยมิชอบเสียได้.
ก็เมื่อไม่ทะเยอทะยานอย่างนี้ พึงทราบคาถาต่อไปว่า โยธ กาเม ผู้ใดข้าม
กามทั้งหลายในโลกนี้ได้ ดังนี้เป็นต้น.

847
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 848 (เล่ม 47)

ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺคํ ธรรมเป็นเครื่องข้อง คือผู้ใดข้าธรรม
เป็นเครื่องข้อง ๗ อย่างได้. บทว่า นาชฺเฌติ คือย่อมไม่เพ่งเล็ง. เพราะฉะนั้น
ในบรรดาท่านทั้งหลาย ผู้ใดปรารถนาจะเป็นอย่างนี้ เรากล่าวถึงผู้นั้น. พึง
ทราบคาถาต่อไปว่า ยํ ปุพฺเพ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ คือกิเลสชาติและกรรมในอดีตปรารภ
สังขารในอดีตเกิดขึ้นเป็นธรรมดา. บทว่า ปจฺฉา เต มาหุ กิญฺจนํ
กิเลสชาติเครื่องกังวลในภายหลังอย่าได้มีแก่ท่าน คือ กิเลสชาติเครื่องกังวลมี
ราคะเป็นต้นปรารภสังขารแม้ในอนาคตอย่าได้มีแก่ท่าน. บทว่า มชฺเฌ เจ
โน คเหสฺสสิ หากท่านจักไม่ถือเอาในปัจจุบัน คือ หากท่านจักไม่ถือธรรม
มีรูปในปัจจุบันเป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงการบรรลุพระอรหัตด้วยบทว่า
อุปสนฺโต จริสฺสสิ ท่านจักเป็นผู้สงบเที่ยวไปอย่างนี้แล้ว บัดนี้ได้ตรัสคาถา
ทั้งหลายต่อจากนี้ ด้วยการสรรเสริญพระอรหัต.
ในบทเหล่านั้น พึงทราบความแห่งคาถาว่า สพฺพโส โดยประการ
ทั้งปวงเป็นต้น. บทว่า มมายิตํ ยึดถือในนามรูปว่าเป็นของเรา คือ ทำความ
ยึดถือว่าเป็นของเรา หรือยึดถือวัตถุว่า สิ่งนี้ของเรา ดังนี้. บทว่า อสตา จ น
โสจติ คือ ไม่เศร้าโศกเพราะเหตุแห่งนามรูปอันไม่มี เพราะเหตุแห่งความ
ไม่ยินดี. บทว่า น ชยฺยติ ไม่เสื่อมคือไม่ถึงความชรา. มีอะไรยิ่งไปกว่านี้อีก
มีคาถาว่า ยสฺส นตฺถิ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กิญฺจนํ เครื่องกังวลคือธรรมชาติมีรูปเป็นต้น
ไร ๆ. มีอะไรยิ่งไปอีก มีคำถามว่า อนุฏฺฐุรี ดังนี้เป็นต้น.

848
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 849 (เล่ม 47)

ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุฏฺฐุรี แปลว่า ไม่มีความขวนขวาย.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อนุทฺธรี ก็มี. บทว่า สพฺพธิ สโม คือเป็นผู้เสมอ
ในอารมณ์ทั้งปวง. อธิบายว่า เป็นผู้วางเฉย. บทนี้ท่านอธิบายว่า บุคคลใด
ไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี เราเป็นผู้ถูกถามถึงบุคคลนั้นผู้ไม่หวั่นไหวจะบอก
อานิสงส์ ๔ อย่างในบุคคลนั้นว่า เป็นผู้ไม่มีความขวนขวาย ไม่กำหนัดยินดี
ไม่หวั่นไหว เป็นผู้เสมอในอารมณ์ทั้งปวง. มีอะไรยิ่งไปกว่านี้ มีคาถาว่า
อเนชสฺส ผู้ไม่หวั่นไหว ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า นิสงฺขติ ธรรมชาติเครื่องปรุงแต่งคือสังขาร
อย่างใดอย่างหนึ่งในปุญญาภิสังขารเป็นต้น เพราะสังขารนั้นถูกปรุงแต่ง หรือ
ย่อมปรุงแต่ง ฉะนั้นท่านจึงเรียก นิสงฺขติ. บทว่า วิยารมฺภา จากการ
ปรารภคือจากการปรารภ ๓ อย่างมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น. บทว่า เขมํ ปสฺสติ
สพฺพธิ ย่อมเห็นความปลอดโปร่งในที่ทุกสถานคือเห็นความไม่มีภัยในที่ทั้งปวง
นั้นเอง เมื่อเห็นอย่างนี้ พึงทราบคาถาต่อไปว่า น สเมสุ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า น วทเต ย่อมไม่กล่าวยกย่องตนคือไม่กล่าว
ยกย่องตนแม้ในบุคคลผู้เสมอกัน ด้วยถือตัวว่าเราเป็นเช่นเดียวกันเป็นต้น
แม้ในบุคคลผู้ต่ำกว่า แม้ในบุคคลผู้สูงกว่า. บทว่า นาเทติ น นิรสฺสติ
ไม่ยึดถือ ไม่สละ คือ ไม่ยึดถือไม่สละธรรมไร ๆ ในบรรดาธรรมมีรูปเป็นต้น.
บทที่เหลือชัดแล้วทั้งหมด. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงจบเทศนาด้วยธรรม
เป็นยอดคือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้.
เมื่อจบเทศนา ศากยกุมารและโกลิยกุมาร ๕๐๐ ได้ผนวชด้วยเอหิภิกขุ
บรรพชา. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพาภิกษุเหล่านั้นเสด็จเข้าไปยังป่ามหาวัน.
จบอรรถกถาอัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

849
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 850 (เล่ม 47)

สารีปุตตสูตรที่ ๑๖
ว่าด้วยความไม่สะดุ้งกลัว
ท่านพระสารีบุตรทูลถามว่า
[๔๒๓] พระศาสดา ผู้มีพระวาจา
ไพเราะอย่างนี้ เสด็จมาแต่ชั้นดุสิต สู่ความ
เป็นคณาจารย์ ข้าพระองค์ยังไม่ได้เห็นหรือ
ไม่ได้ยินต่อใคร ๆ ในกาลก่อนแต่นี้เลย.
พระองค์ผู้มีพระจักษุย่อมปรากฏแก่
มนุษย์ทั้งหลาย เหมือนปรากฏแก่โลกพร้อม
ด้วยเทวโลก ฉะนั้น พระองค์ผู้เดียวบรรเทา
ความมืดได้ทั้งหมด ทรงถึงความยินดีใน
เนกขัมมะ.
ศิษย์ทั้งหลายมีกษัตริย์เป็นต้นเป็นอัน
มาก มาเฝ้าพระองค์ผู้เป็นพุทธะ ผู้อันตัณหา
และทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว ผู้คงที่ ไม่หลอกลวง
เสด็จมาเเล้วสู่ความเป็นคณาจารย์ ณ เมือง
สังกัสสะนี้ ด้วยปัญหามีอยู่.
เมื่อภิกษุเกลียดชังแต่ทุกข์ มีชาติเป็น
ต้นอยู่ เสพที่นั่งอันสงัด คือ โคนไม้ ป่าช้า
หรือที่นั่งอันสงัดในถ้ำแห่งภูเขา ในที่นอน

850
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 851 (เล่ม 47)

อันเลวและประณีต ความขลาดกลัวซึ่งเป็น
เหตุจะไม่ทำให้ภิกษุหวั่นไหว ในที่นอนและ
ที่นั่งอันไม่มีเสียงกึกก้องนั้น มีประมาณ
เท่าไร.
อันตรายในโลกของภิกษุผู้จะไปยัง
ทิศที่ไม่เคยไป ซึ่งภิกษุจะพึงครอบงำเสีย
ในที่นอนและที่นั่งอันสงัด มีประมาณเท่าไร.
ภิกษุนั้นพึงถ้อยคำอย่างไร พึงมี
โคจรในโลกนี้อย่างไร ภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว
พึงมีศีลและวัตรอย่างไร สมาทานสิกขาอะไร
จึงเป็นผู้มีจิตแน่วแน่ มีปัญญารักษาตน มี
สติ พึงกำจัดมลทินของตน เหมือนนายช่าง
ทองกำจัดมลทินของทอง ฉะนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนสารีบุตร ถ้าว่าธรรมเป็นเครื่อง
อยู่สำราญ และธรรมที่สมควรนี้ใดของภิกษุ
ผู้เกลียดชังแต่ทุกข์มีชาติเป็นต้น ผู้ใคร่จะ
ตรัสรู้ เสพอยู่ซึ่งที่นั่งและที่นอนอันสงัดมีอยู่
ไซร้ เราจะกล่าวธรรมเป็นเครื่องอยู่สำราญ
และธรรมที่สมควรนั่นตามที่รู้ แก่เธอ.

851
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 852 (เล่ม 47)

ภิกษุผู้เป็นนักปราชญ์ มีสติ ประ-
พฤติอยู่ในเขตแดนของตน ไม่พึงกลัวแต่
ภัย ๕ อย่าง คือ เหลือบ ยุง สัตว์เสือก
คลาน ผัสสะแห่งมนุษย์ (มีมนุษย์ผู้เป็นโจร
เป็นต้น) สัตว์สี่เท้า.
ภิกษุแสวงหากุศลธรรมอยู่เนือง ๆ
ไม่พึงสะดุ้งแม้ต่อเหล่าชนผู้ประพฤติธรรม
อื่นนอกจากสหธรรมิก แม้ได้เห็นเหตุการณ์
อันนำมาซึ่งความขลาดกลัวเป็นอันมากของ
ชนเหล่านั้น และอันตรายเหล่าอื่น ก็พึง
ครอบงำเสียได้.
ภิกษุอันผัสสะแห่งโรค คือ ความหิว
เย็นจัด ร้อนจัด ถูกต้องแล้ว พึงอดกลั้น
ได้ ภิกษุนั้นเป็นผู้อันโรคเหล่านั้นถูกต้อง
แล้วด้วยอาการต่าง ๆ ก็มิได้ทำโอกาสให้แก่
อภิสังขารเป็นต้น พึงบากบั่นกระทำความ
เพียรให้มั่นคง.
ไม่พึงกระทำการขโมย ไม่พึงกล่าว
คำมุสา พึงแผ่เมตตาไปยังหมู่สัตว์ทั้งที่สะดุ้ง
และมั่นคง ในกาลใด พึงรู้เท่าทันความที่ใจ
เป็นธรรมชาติขุ่นมัว ในกาลนั้น พึงบรรเทา
เสียด้วยคิดว่า นี้เป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมดำ.

852
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 853 (เล่ม 47)

ไม่พึงลุอำนาจแห่งความโกรธและ
การดูหมิ่นผู้อื่น พึงขุดรากเหง้าแห่งความ
โกรธ และการดูหมิ่นผู้อื่นเหล่านั้นแล้วดำรง
อยู่ เมื่อจะครอบงำ ก็พึงครอบงำความรัก
หรือความไม่รักเสียโดยแท้.
ภิกษุผู้ประกอบด้วยปีติอันงาม มุ่ง
บุญเป็นเบื้องหน้า พึงข่มอันตรายเหล่านั้น
เสีย พึงครอบงำความไม่ยินดีในที่นอนอัน
สงัด พึงครอบงำธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความ
ร่ำไรทั้ง ๔ อย่าง.
ผู้เป็นเสขะ ไม่มีความกังวลเที่ยวไป
พึงปราบวิตกอันเป็นที่ตั้งแห่งความร่ำไร
เหล่านี้ว่า เราจักบริโภคอะไร หรือว่าเราจัก
บริโภคที่ไหน เมื่อคืนนี้เรานอนเป็นทุกข์นัก
ค่ำวันนี้เราจักนอนที่ไหน.
ภิกษุนั้นได้ข้าวและที่อยู่ในกาลแล้ว
พึงรู้จักประมาณ (ในการรับและในการบริ-
โภค) เพื่อความสันโดษในศาสนานี้ ภิกษุ
นั้นคุ้มครองแล้วในปัจจัยเหล่านั้น สำรวม
ระวังเที่ยวไปในบ้าน ถึงใคร ๆ ด่าว่าเสียดสี
ไม่พึงกล่าวว่าหยาบ.

853
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 854 (เล่ม 47)

พึงเป็นผู้มีจักษุทอดลง ไม่คะนอง
เท้า พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน เป็นผู้ตื่น
อยู่โดยมาก ปรารภอุเบกขา มีจิตตั้งมั่นดี
พึงตัดเสียซึ่งธรรมเป็นที่อยู่แห่งวิตกและ
ความคะนอง.
ภิกษุผู้อันอุปัชฌาย์เป็นต้น ตักเตือน
แล้วด้วยวาจา พึงเป็นผู้มีสติ ยินดีรับคำตัก
เตือนนั้น พึงทำลายตะปู คือความโกรธใน
สพรหมจารีทั้งหลาย พึงเปล่งวาจาอันเป็น
กุศล อย่าให้ล่วงเวลาไป ไม่พึงคิดในการ
กล่าวติเตียนผู้อื่น.
ต่อแต่นั้น พึงเป็นผู้มีสติศึกษาเพื่อ
ปราบธุลี ๕ อย่างในโลก ครอบงำความกำ-
หนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะ.
ครั้นปราบความพอใจในธรรมเหล่านี้
ได้แล้ว พึงเป็นผู้มีสติ มีจิตหลุดพ้นด้วยดี
พิจารณาธรรมอยู่โดยชอบ โดยกาลอันสม-
ควร มีจิตแน่วแน่ พึงกำจัดความมืดเสียได้
ฉะนี้แล.
จบสารีปุตตสูตรที่ ๑๖
จบอัฏฐกวรรคที่ ๔

854