ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 835 (เล่ม 47)

ขอพระองค์ทรงบอกข้อปฏิบัติในบัดนี้เถิด. บทว่า ภทฺทนฺเต ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ พระพุทธนิมิต เมื่อตรัสเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภทฺทํ ตว อตฺถุ
ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่าขอพระองค์
ทรงบอกความเจริญ ความดี อันสมควรของพระองค์เถิด. บทว่า ปาติโมกฺขํ
อถวาปิ สมาธึ ศีลอันทำผู้รักษาให้พ้นทุกข์ หรือสมาธิ ที่พระพุทธนิมิต
ถามทำลายปฏิปทานั้นนั่นเอง หรือว่าพระพุทธนิมิตทูลถามมรรคปฏิปทาด้วย
บทนี้ และทูลถามถึงศีลและสมาธิด้วยบทอื่น.
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะการสำรวมอินทรีย์เป็นการรักษา
ศีล หรือเพราะเทศนานี้พระองค์ทรงแสดงไปตามลำดับ เป็นที่สบายแก่ทวยเทพ
เหล่านั้น ๆ ฉะนั้นเมื่อจะทรงแสดงปฏิปทาตั้งแต่การสำรวมอินทรีย์ จึงทรง
เริ่มคาถาว่า จกฺขูหิ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า จกฺขูหิ เนว โลลสฺส ภิกษุไม่เป็นผู้โลเลด้วย
จักษุ คือ ภิกษุไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุ ด้วยการไม่ควรเห็นรูปที่ไม่เคยเห็น
เป็นต้น. บทว่า คามกถาย อาวรเย โสตํ พึงปิดกั้นหูเสียจากถ้อยคำของชาว
บ้าน คือจากดิรัจฉานกถา. บทว่า ผสฺเสน ได้แก่ผัสสะคือโรค. บทว่า ภวญฺจ
นาภิชปฺเปยฺย ไม่พึงปรารถนาภพ คือไม่พึงปรารถนาภพมีกามภพเป็นต้น
เพื่อบรรเทาผัสสะนั้น. บทว่า เภรเวสุ จ น สมฺปเวเธยฺย ไม่พึงหวั่นไหวใน
เพราะอารมณ์ที่น่ากลัว มีราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้นอันเกิดแต่ผัสสะนั้นเป็น
ปัจจัย. หรือไม่พึงหวั่นไหวในเพราะอารมณ์ ในฆานินทรีย์ และมนินทรีย์
ที่เหลือ เป็นอันท่านกล่าวถึงการสำรวมอินทรีย์ครบบริบูรณ์ ด้วยประการฉะนี้.

835
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 836 (เล่ม 47)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการสำรวมอินทรีย์ด้วยบทก่อนแล้ว ด้วยบทนี้
จึงทรงแสดงว่าภิกษุผู้อยู่ในป่า เห็นหรือฟังสิ่งที่น่ากลัวแล้วไม่พึงหวั่นไหว ดังนี้.
บทว่า ลทฺธา น สนฺนิธึ กยิรา ภิกษุได้ข้าวน้ำของเคี้ยวหรือแม้ผ้าแล้วไม่พึง
ทำการสะสม คือภิกษุคิดว่าการที่จะได้ข้าวเป็นต้นเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งโดย
ธรรมแล้วอยู่ในเสนาสนะในป่า เป็นการได้ด้วยยาก ดังนี้แล้วไม่ควรทำการ
สะสม. บทว่า ฌายี น ปาทโลลสฺส คือ พึงเป็นผู้ยินดียิ่งในฌาน ไม่พึง
คะนองเท้า (เที่ยวไปข้างโน้นข้างนี้).
บทว่า วิรเม กุกฺกุจฺจํ นปฺปมชฺเชยฺย พึงเว้นจากความคะนอง
ไม่พึงประมาท คือพึงบรรเทาความคะนองมีความคะนองมือเป็นต้น และไม่
พึงประมาทในการสังวรนี้ เพราะเป็นผู้ที่คนอื่นทำด้วยความเคารพ. บทว่า
ตนฺทึ มายํ หสฺสํ ขิฑฺฑํ คือพึงละความเกียจคร้าน ความล่อลวง ความร่าเริง
การเล่นที่เป็นไปทางกายและทางจิต. บทว่า สวิภูสํ คือ กับทั้งการประดับ.
บทว่า อาถพฺพณํ คือการทำอาถรรพ์. บทว่า สุปินํ คือดำราทำนายฝัน.
บทว่า ลกฺขณํ คือการทำนายลักษณะด้วยแก้วมณีเป็นต้น. บทว่า โน วิเทเห
คือ ไม่พึงประกอบ. บทว่า วิรุตญฺจ ได้แก่ทำนายเสียงสัตว์ร้องมีมฤคเป็นต้น.
บทว่า เปสุณิยํ คือคำส่อเสียด. บทว่า กยวิกฺกเย ไม่พึงขวนขวายในการ
ซื้อขาย คือไม่พึงตั้งอยู่ด้วยความหลอกลวงหรือด้วยเห็นแก่ท้องกับสหธรรมิก
ทั้งหลาย ๕ จำพวก. บทว่า อุปวาทํ ภิกฺขุ น กเรยฺย ภิกษุไม่พึงทำการ
กล่าวติเตียน คือภิกษุเมื่อยังไม่เกิดกิเลสอันจะทำการกล่าวติเตียนก็ไม่ควรให้
การกล่าวติเตียนสมณพราหมณ์เหล่าอื่นเกิดในตน. บทว่า คาเม จ นาภิสชฺ-
เชยฺย คือไม่พึงคลุกคลีในชาวบ้าน ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์เป็นต้น. บทว่า
ลาภกมฺยา ชนํ น ลปเยยฺย คือ ไม่พึงเจรจากะชนเพราะความใคร่ลาภ.

836
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 837 (เล่ม 47)

บทว่า ปยุตฺตํ ได้แก่ วาจาประกอบด้วยจีวรเป็นต้น หรือวาจาประกอบเพื่อ
สิ่งนั้น. บทว่า โมสวชฺเช น นิเยถ คือภิกษุไม่พึงนิยมในการกล่าวคำเท็จ.
บทว่า ชีวิเตน คือด้วยความเป็นอยู่. ภิกษุถูกผู้อื่นเสียดสีกระทบกระทั่ง ได้
ฟังการพูดมากของสมณะหรือของชนผู้พูดมาก คือได้ฟังคำพูดที่ไม่พอใจแม้
มากของสมณะเหล่านั้น หรือของชนผู้พูดมากเหล่าอื่นมีกษัตริย์เป็นต้น. บทว่า
นปฺปฏิวชฺชา คือ ไม่พึงโต้ตอบ. เพราะอะไร. เพราะสัตบุรุษทั้งหลายย่อม
ไม่ทำความเป็นข้าศึก. บทว่า เอตญฺจ ธมฺมมญฺญาย คือ ภิกษุรู้ธรรมตาม
ที่กล่าวแล้วนี้ทั้งหมด. บทว่า วิจินํ คือ ค้นคว้าอยู่. บทว่า สนฺตีติ นิพฺพุตึ
ญตฺวา คือรู้ความดับกิเลสว่าเป็นความสงบราคะเป็นต้น. หากมีคำถามว่า
เพราะอะไรจึงไม่ควรประมาท. พึงทราบคาถาว่า อภิภู หิ โส เพราะภิกษุนั้น
เป็นผู้ครอบงำอารมณ์มีรูปเป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อภิภู ได้แก่ เป็นผู้ครอบงำอารมณ์มีรูปเป็นต้น.
บทว่า อนภิภูโต ได้แก่ อันอารมณ์มีรูปเป็นต้นครอบงำไม่ได้. บทว่า อนีติหมสกฺขิ-
ธมฺมํ ทสฺสี คือ เป็นผู้เห็นธรรมที่ตนเห็นเองอย่างประจักษ์แจ้งทีเดียว
บทว่า สทา นมสฺสมนุสิกฺเข ได้แก่ พึงนอบน้อมศึกษาไตรสิกขาอยู่เนืองๆ
ทุกเมื่อ. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว. อนึ่ง ในคาถานี้พึงทราบสรูปความ
ดังนี้ ท่านกล่าวความสำรวมอินทรีย์ด้วยบทมีอาทิว่า จกฺขูหิ เนว โลโล
ภิกษุไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุ กล่าวศีลคือการเสพปัจจัย โดยห้ามการสะสม
ด้วยบทมีอาทิว่า อนฺนานมโถ ปานานํ ภิกษุได้ข้าว น้ำ ไม่พึงทำการสะสม
กล่าวศีลคือการสำรวมในปาติโมกข์ ด้วยการเว้นเมถุน ไม่พูดคำเท็จ คำ

837
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 838 (เล่ม 47)

ส่อเสียดเป็นต้น กล่าวอาชีวปาริสุทธศีล ด้วยบทมีอาทิว่า อาถพฺพณํ สุปินํ
ลกฺขณํ การทำอาถรรพ์ ทำนายฝันดูลักษณะ, กล่าวสมาธิด้วยบทนี้ว่า ฌายี
อสฺส พึงเป็นผู้เพ่ง. กล่าวปัญญาด้วยบทนี้ว่า วิจินํ ภิกฺขุ ภิกษุพึงเป็นผู้
ค้นคว้า, กล่าวไตรสิกขาโดยสังเขปด้วยบทนี้ว่า สทา สโต สิกฺเข ภิกษุพึงมี
สติศึกษาทุกเมื่อ, กล่าวการช่วยเหลือ ความเสียหาย การสงเคราะห์และการ
บรรเทาของผู้มีศีลสมาธิปัญญาด้วยบทมีอาทิว่า อถ อาสเนสุ สยเนสุ ฯเปฯ
พหุลีกเรยฺย ภิกษุพึงอยู่ ณ ที่นั่งที่นอนอันมีเสียงน้อย ไม่พึงเห็นแก่หลับนอน
มากนัก. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสปฏิปทาบริบูรณ์แก่พระพุทธนิมิตอย่างนี้
แล้ว จึงทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต.
เมื่อจบเทศนาได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับที่กล่าวแล้วในปุราเภทสูตรนั้น
แล.
จบอรรถกถาตุวฏกสูตรที่ ๑๔ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

838
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 839 (เล่ม 47)

อัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕
ว่าด้วยความสลดใจ
[๔๒๒] ภัยเกิดแล้วแต่อาชญาของ
ตน ท่านทั้งหลายจงเห็นคนผู้ทะเลาะกัน เรา
จักแสดงควานสลดใจตามที่เราได้สลดใจมา
แล้ว.
เราได้เห็นหมู่สัตว์กำลังดิ้นรนอยู่
(ด้วยตัณหาและทิฏฐิ) เหมือนปลาในแอ่ง
น้ำน้อย ฉะนั้น ภัยได้เข้ามาถึงเราแล้ว
เพราะได้เห็นคนทั้งหลายผู้พิโรธกันและกัน.
โลกโดยรอบหาแก่นสารมิได้ ทิศ
ทั้งปวงหวั่นไหวแล้ว เราปรารถนาความ
ต้านทานแก่ตนอยู่ ไม่ได้เห็นสถานที่อะไร ๆ
อันทุกข์มีชราเป็นต้นไม่ครอบงำแล้ว.
เราไม่ได้มีความยินดี เพราะได้เห็น
สัตว์ทั้งหลาย ผู้อันทุกข์มีชราเป็นต้นกระทบ
แล้วผู้ถึงความพินาศ อนึ่ง เราได้เห็นกิเลส
ดุจลูกศรมีราคะเป็นต้น ยากที่สัตว์จะเห็น
ได้ อันอาศัยหทัยในสัตว์เหล่านี้.

839
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 840 (เล่ม 47)

สัตว์อันกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้น
ใดเสียบติดอยู่แล้ว ย่อมแล่นไปยังทิศทั้ง
ปวง บัณฑิตถอนกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็น-
ต้นนั้นออกได้แล้ว ย่อมไม่แล่นไปยังทิศและ
ไม่จมลงในโอฆะทั้งสี่.
อารมณ์น่ายินดีเหล่าใดมีอยู่ในโลก
หมู่มนุษย์ย่อมพากันเล่าเรียนศึกษา เพื่อให้
ได้ซึ่งอารมณ์ที่น่ายินดีเหล่านั้น กุลบุตรผู้
เป็นบัณฑิต ไม่พึงขวนขวายในอารมณ์ที่
น่ายินดีเหล่านั้น พึงเบื่อหน่ายกามทั้งหลาย
โดยประการทั้งปวงแล้ว พึงศึกษานิพพาน
เพื่อตน.
มุนีพึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนองไม่มี
มายา ละการส่อเสียดเสีย เป็นผู้ไม่โกรธ
พึงข้ามความโลภอันลามกและความตระหนี่
เสีย.
นรชนพึงครอบงำความหลับ ความ
เกียจคร้าน ความท้อแท้เสีย ไม่พึงอยู่ร่วม
ด้วยความประมาท ไม่พึงดำรงอยู่ในการ
ดูหมิ่นผู้อื่น พึงมีใจน้อมไปในนิพพาน.

840
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 841 (เล่ม 47)

ไม่พึงน้อมไปในการกล่าวมุสา ไม่
พึงกระทำความเสน่หาในรูปและพึงกำหนด
รู้ความถือตัว พึงเว้นเสียจากความผลุนผลัน
เเล้วเที่ยวไป.
ไม่พึงเพลิดเพลินถึงอารมณ์ที่ล่วงมา
แล้ว ไม่พึงกระทำความพอใจในอารมณ์ที่
เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ไม่พึงเศร้าโศกถึงอารมณ์
ที่กำลังละไปอยู่ ไม่พึงเป็นผู้อาศัยตัณหา.
เรากล่าวความกำหนัดยินดีว่าเป็น
โอฆะอันใหญ่หลวง กล่าวตัณหาว่าแล่นไป
เร็ว กล่าวตัณหาว่า เป็นเครื่องกระซิบใจ
กล่าวตัณหาว่าเป็นอารมณ์ กล่าวตัณหาว่า
ทำใจให้กำเริบ เปือกตมคือกาม ยากที่สัตว์
จะล่วงไปได้.
พราหมณ์ผู้เป็นมุนี ไม่ปลีกออกจาก
สัจจะแล้ว ย่อมตั้งอยู่บนบก คือ นิพพาน
มุนีนั้นแล สละค้นอายตนะทั้งหมดแล้วโดย
ประการทั้งปวง เรากล่าวว่า เป็นผู้สงบ.
มุนีนั้นแลเป็นผู้รู้ เป็นผู้ถึงเวท รู้
สังขตธรรมแล้ว อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย
เป็นอยู่ในโลกโดยชอบ ย่อมไม่ทะเยอทะยาน
ต่ออะไร ๆ ในโลกนี้.

841
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 842 (เล่ม 47)

ผู้ใดข้ามกามทั้งหลาย และธรรมเป็น
เครื่องข้องยากที่สัตว์จะล่วงได้ในโลกมิได้
แล้ว ผู้นั้นตัดกระแสตัณหาขาดแล้ว ไม่มี
เครื่องผูกพัน ย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่
เพ่งเล็ง.
ท่านจงทำกิเลสชาติเครื่องกังวลใน
อดีตให้เหือดแห้ง กิเลสชาติเครื่องกังวลใน
อนาคตอย่าได้มีแก่ท่าน ถ้าท่านจักไม่ถือ
เอาในปัจจุบันไซร้ ท่านจักเป็นผู้สงบเที่ยว
ไป.
ผู้ใดไม่มีความยึดถือในนามรูป ว่า
เป็นของเราโดยประการทั้งปวง และไม่
เศร้าโศกเพราะเหตุแห่งนามรูปอันไม่มี ผู้
นั้นแลย่อมไม่เสื่อมในโลก.
ผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้
ของเรา และว่า สิ่งนี้ของผู้อื่น ผู้นั้นไม่
ประสบการยึดถือในสิ่งนั้นว่าเป็นของเราอยู่
ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี.
เราเป็นผู้อันเขาถามถึงบุคคลผู้ไม่
หวั่นไหว จะบอกอานิสงส์ ๔ อย่างในบุคคล
นั้น ดังนี้ว่า บุคคลนั้นไม่มีความขวนขวาย

842
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 843 (เล่ม 47)

ไม่กำหนัดยินดี ไม่มีความหวั่นไหว เป็นผู้
เสมอในอารมณ์ทั้งปวง.
ธรรมชาติเครื่องปรุงแต่งอะไร ๆ ย่อม
ไม่มีแก่ผู้ไม่หวั่นไหว ผู้รู้แจ้ง ผู้นั้นเว้นแล้ว
จากการปรารภมีปัญญาภิสังขารเป็นต้น ย่อม
เห็นความปลอดโปร่งในที่ทุกสถาน.
มุนีย่อมไม่กล่าวยกย่องตนในบุคคล
ผู้เสมอกัน ผู้ต่ำกว่า ผู้สูงกว่า มุนีนั้นเป็น
ผู้สงบปราศจากความตระหนี่ ย่อมไม่ยึดถือ
ไม่สละธรรมอะไร ๆ ในบรรดาธรรมมีรูป
เป็นต้น,
จบอัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕
อรรถกถาอัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕
อัตตทัณฑสูตรมีคำเริ่มต้นว่า อตฺตทณฺฑา ภยํ ชาตํ ดังนี้
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบการทะเลาะกันเพราะเรื่องน้ำของเจ้า
ศากยะและเจ้าโกลิยะ ดังได้พรรณนาไว้แล้วในเรื่องการเกิดขึ้นแห่งสัมมา-
ปริพพาชนิยสูตร ทรงดำริว่าพวกพระญาติทะเลาะกัน เอาเถิด เราจักห้าม
พระญาติเหล่านั้นดังนี้ เสด็จประทับยืน ณ ท่ามกลางเหล่าเสนาทั้งสองฝ่าย
แล้วจึงตรัสพระสูตรนี้.

843
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 844 (เล่ม 47)

ในสูตรนั้นพึงทราบความในคาถาต้นดังนี้. ภัยอันใดเกิดขึ้นในปัจจุบัน
และสัมปรายภพ ภัยนั้นทั้งหมดเกิดแต่อาชญาของตน เกิดแต่เหตุทุจริตของตน
เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจงเห็นชนผู้ทะเลาะกัน จงเห็นชนมีเจ้าศากยะเป็น
ต้นนี้ทะเลาะกัน ทำร้ายกัน เบียดเบียนกันและกัน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงตำหนิชนผู้พิโรธตอบโต้กัน ผู้ปฏิบัติผิด
นั้นอย่างนี้แล้วเพื่อให้เกิดสังเวชแก่ชนนั้น ด้วยการแสดงสัมมาปฏิบัติของ
พระองค์จึงตรัสว่า สํเวคํ กิตฺตยิสฺสามิ ยถา สํวิชิตํ มยา เราจักแสดง
ความสลดใจ ตามที่เราได้สลดใจมาแล้ว อธิบายว่า เคยเป็นพระโพธิสัตว์
มาแล้วนั่นเอง.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงประการตามที่พระองค์
สลดพระทัยมาแล้ว จงตรัสคำมีอาทิว่า ผนฺทมานํ หมู่สัตว์กำลังดิ้นรนอยู่ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ผนฺทมานํ ได้แก่ หมู่สัตว์กำลังดิ้นรนอยู่ด้วย
ตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า อปฺโปทเก คือในแอ่งน้ำน้อย. บทว่า อญฺญมญฺเญหิ
พฺยารุทฺเธ ทิสฺวา คือ เพราะเห็นคนทั้งหลายผู้พิโรธกันและกันเหมือนสัตว์
ต่าง ๆ. บทว่า มํ ภยมาวิสิ คือ ภัตได้เข้ามาถึงเราแล้ว. บทว่า สมนฺตมสาโร
โลโก โลกโดยรอมหาแก่นสารมิได้ คือ โลกโดยรอบตั้งแต่นรกเป็นต้นหา
แก่นสารมิได้ คือ เว้นจากแก่นสารมีความเป็นของเที่ยงเป็นต้น. บทว่า ทิสา
สพฺพา สเมริตา คือ ทิศทั้งปวงหวั่นไหวแล้ว เพราะความเป็นของไม่เที่ยง.
บทว่า อิจฺฉํ ภวนมตฺตโน คือ เราปรารถนาความต้านทานแก่ตนอยู่. บทว่า
นาทฺทสาสึ อโนสิตํ คือ ไม่ได้เห็นสถานที่อะไร ๆ อันทุกข์มีชราเป็นต้น

844