ขอพระองค์ทรงบอกข้อปฏิบัติในบัดนี้เถิด. บทว่า ภทฺทนฺเต ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ พระพุทธนิมิต เมื่อตรัสเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภทฺทํ ตว อตฺถุ
ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่าขอพระองค์
ทรงบอกความเจริญ ความดี อันสมควรของพระองค์เถิด. บทว่า ปาติโมกฺขํ
อถวาปิ สมาธึ ศีลอันทำผู้รักษาให้พ้นทุกข์ หรือสมาธิ ที่พระพุทธนิมิต
ถามทำลายปฏิปทานั้นนั่นเอง หรือว่าพระพุทธนิมิตทูลถามมรรคปฏิปทาด้วย
บทนี้ และทูลถามถึงศีลและสมาธิด้วยบทอื่น.
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะการสำรวมอินทรีย์เป็นการรักษา
ศีล หรือเพราะเทศนานี้พระองค์ทรงแสดงไปตามลำดับ เป็นที่สบายแก่ทวยเทพ
เหล่านั้น ๆ ฉะนั้นเมื่อจะทรงแสดงปฏิปทาตั้งแต่การสำรวมอินทรีย์ จึงทรง
เริ่มคาถาว่า จกฺขูหิ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า จกฺขูหิ เนว โลลสฺส ภิกษุไม่เป็นผู้โลเลด้วย
จักษุ คือ ภิกษุไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุ ด้วยการไม่ควรเห็นรูปที่ไม่เคยเห็น
เป็นต้น. บทว่า คามกถาย อาวรเย โสตํ พึงปิดกั้นหูเสียจากถ้อยคำของชาว
บ้าน คือจากดิรัจฉานกถา. บทว่า ผสฺเสน ได้แก่ผัสสะคือโรค. บทว่า ภวญฺจ
นาภิชปฺเปยฺย ไม่พึงปรารถนาภพ คือไม่พึงปรารถนาภพมีกามภพเป็นต้น
เพื่อบรรเทาผัสสะนั้น. บทว่า เภรเวสุ จ น สมฺปเวเธยฺย ไม่พึงหวั่นไหวใน
เพราะอารมณ์ที่น่ากลัว มีราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้นอันเกิดแต่ผัสสะนั้นเป็น
ปัจจัย. หรือไม่พึงหวั่นไหวในเพราะอารมณ์ ในฆานินทรีย์ และมนินทรีย์
ที่เหลือ เป็นอันท่านกล่าวถึงการสำรวมอินทรีย์ครบบริบูรณ์ ด้วยประการฉะนี้.