ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 825 (เล่ม 47)

มีปกติกล่าวตามความมั่นใจอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็นสิ่งนั้น เป็นอย่างนั้นแล
อาศัยความเป็นอย่างนั้นจึงเชื่อความบริสุทธิ์ด้วยทิฏฐิ เป็นผู้มีปกติกล่าวตาม
ความมั่นใจอย่างนี้ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง ผู้นั้นมิใช่จะพึงแนะนำได้ง่ายเลย ชนผู้ทำ
ทิฏฐิที่ตนกำหนดคือปรุงแต่งไว้เบื้องหน้าอย่างนั้น ผู้นั้นอาศัยศาสดาคนใดแล้ว
ก็เป็นผู้กล่าวถึงความดีงามในศาสดานั้นสำคัญตนว่าเราเป็นผู้กล่าวความบริสุทธิ์
เป็นผู้กล่าวความหมดจด หรือเป็นผู้เห็นความบริสุทธิ์ ดังนี้. บทว่า ตตฺถ
ตถทฺทสา โส ผู้นั้นได้เห็นความถ่องแท้ในทิฏฐิของตน คือได้เห็นความ
ไม่วิปริตในทิฏฐิของตนนั้น. อธิบายว่า ได้เห็นความถ่องแท้นั้นโดยประการที่
ทิฏฐินั้นยังเป็นไปอยู่ ไม่ปรารถนาจะเห็นโดยประการอื่น. เมื่อพวกเดียรถีย์
ทำทิฏฐิที่ตนกำหนดไว้อย่างนี้ในเบื้องหน้า พึงทราบคาถาต่อไปว่า พราหมณ์
รู้แล้วย่อมไม่เข้าถึงเครื่องกำหนด คือตัณหาและทิฏฐิ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขํ แปลว่ารู้แล้ว อธิบายว่า รู้ด้วยการนับ.
บทว่า นปิ ญาณพนฺธุ ไม่มีตัณหาทิฏฐิเครื่องผูกพันด้วยญาณ คือ ไม่ทำ
เครื่องผูกพันตัณหาทิฏฐิไว้ด้วยสมาปัตติญาณเป็นต้น. ในบทนั้นมีวิเคราะห์ว่า
เครื่องผูกพันที่ทำไว้ด้วยญาณของคนนั้นไม่มี เหตุนั้น คนนั้นจึงชื่อว่าไม่มี
เครื่องผูกพันด้วยญาณ. บทว่า สมฺมติโย ได้แก่ สมมติว่าเป็นทิฏฐิ. บทว่า
ปุถุชฺชา คือมีเป็นอันมาก. บทว่า อคฺคหณฺนฺติมญฺเญ คือคนเหล่าอื่น
ย่อมยึดถือ อธิบายว่า คนเหล่าอื่นย่อมยึดถือสมมติเหล่านั้น. มีอะไรยิ่งไปกว่า
นั้น มีคาถาว่า วิสชฺช คนฺถานิ มุนีสละกิเลสเครื่องร้อยรัดเสียแล้ว ดังนี้
เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุคฺคโห คือเว้นจากการยึด ชื่อว่า อนุคฺ-
คโห เพราะไม่มีการยึดถือ หรือย่อมไม่ยึดถือ. มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น . มีคาถา
ว่า ปุพฺพาสเว มุนีละอาสวะเบื้องต้นเสีย ดังนี้เป็นต้น.

825
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 826 (เล่ม 47)

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺพาสเว ได้แก่ กิเลสเกิดขึ้นเพราะปรารภรูป
ในอดีตเป็นต้น. บทว่า นเว อาสวะใหม่ คือกิเลสเกิดขึ้นปรารภรูปในปัจจุบัน
เป็นต้น. บทว่า น ฉนฺทคู คือไม่ลำเอียงเพราะความพอใจ. บทว่า
อนตฺตครหี คือมุนีไม่ติเตียนตนด้วยการทำและไม่ทำ มุนีไม่ติเตียนตนอย่างนี้
พึงทราบคาถาต่อไปว่า ส สพฺพธมฺเมสุ มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีมารและเสนามาร
ในธรรมทั้งปวง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ส สพฺพธมฺเมสุ ได้แก่ ในธรรมอันมีประเภท
อย่างนี้ว่า ธรรมอะไร ๆ ในธรรมคือทิฏฐิ ๖๒. บทว่า ปนฺนภาโร คือปลง
ภาระลงแล้ว. เป็นผู้ไม่มีเครื่องกำหนด เพราะไม่กำหนดไว้ อธิบายว่า
ไม่ทำเครื่องกำหนดแม้สองอย่าง. บทว่า นูปรโต ไม่เข้าไปยินดี คือ (มุนี) ไม่
เข้าไปคลุกคลีเหมือนปุถุชน กัลยาณปุถุชนและพระเถระ. บทว่า น ปฏฺฐิโย
ไม่มีความปรารถนา คือไม่มีตัณหา. ชื่อว่า ปฏฺฐิยา เพราะตัณหาปรารถนา.
ชื่อว่า น ปฏฺฐิโย เพราะไม่มีความปรารถนา. บทที่เหลือในบทนั้นท่านกล่าว
ไว้ชัดแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาลงด้วยธรรมเป็นยอดคือพระ-
อรหัตด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถามหาพยูหสูตรที่ ๑๓ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

826
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 827 (เล่ม 47)

ตุวฏกสูตรที่ ๑๔
ว่าด้วยมีความเห็นแล้วถือมั่น
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
[๔๒๑] ข้าพระองค์ขอทูลถามพระ-
องค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ผู้สงัดและ
มีความสงบเป็นที่ตั้ง ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่
ภิกษุเห็นอย่างไรจึงไม่ถือมั่นธรรมอะไร ๆ
ในโลก ย่อมดับ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ภิกษุพึงปิดกั้นเสียซึ่งธรรมทั้งปวง
อันเป็นรากเหง้าแห่งส่วนของธรรมเป็นเครื่อง
ยังสัตว์ให้เนิ่นช้า ซึ่งเป็นไปอยู่ว่า เป็นเรา
ด้วยปัญญา ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งพึงบัง-
เกิดขึ้น ณ ภายใน ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษา
ทุกเมื่อ เพื่อปราบตัณหาเหล่านั้น.
ภิกษุพึงรู้ยิ่งธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
ณ ภายใน หรือภายนอกไม่พึงกระทำความ
ถือตัวด้วยธรรมนั้น สัตบุรุษทั้งหลายไม่กล่าว
ความดับนั้นเลย.

827
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 828 (เล่ม 47)

ภิกษุไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้ประ-
เสริฐกว่าเขา เสมอเขาหรือเลวกว่าเขา ด้วย
ความถือตัวนั้น ถูกผู้อื่นถามด้วยคุณหลาย-
ประการ ก็ไม่พึงกำหนดตนตั้งอยู่โดยนัย
เป็นต้นว่า เราบวชแล้วจากสกุลสูง.
ภิกษุพึงสงบระงับภายในเทียว ไม่พึง
แสวงหาความสงบโดยอุบายอย่างอื่น ความ
เห็นว่าตัวตน ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สงบแล้ว ณ
ภายใน.
อนึ่ง ความเห็นว่าไม่มีตัวตน คือ
เห็นว่าขาดสูญ จักมีแต่ที่ไหน คลื่นไม่เกิด
ที่ท่ามกลางเเห่งสมุทร สมุทรนั้นตั้งอยู่ไม่-
หวั่นไหว ฉันใด ภิกษุพึงเป็นผู้มั่นคง ไม่
หวั่นไหวในอิฏฐผลมีลาภเป็นต้น ฉันนั้น
ภิกษุไม่พึงกระทำกิเลสเครื่องฟูขึ้นมีราคะ
เป็นต้น ในอารมณ์ไหน ๆ.
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุเปิดแล้ว ขอ
พระองค์ได้ตรัสบอกธรรมที่ทรงเห็นด้วย
พระองค์เอง อันนำเสียซึ่งอันตราย (ขอพระ-
องค์จงมีความเจริญ) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

828
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 829 (เล่ม 47)

ขอพระองค์จงตรัสบอกข้อปฏิบัติ และศีล
เครื่องให้ผู้รักษาพ้นจากทุกข์หรือสมาธิเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ภิกษุไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุเลย
พึงปิดกั้นโสตเสียจากถ้อยคำของชาวบ้าน
ไม่พึงกำหนัดยินดีในรสและไม่พึงถือสิ่ง
อะไร ๆ ในโลกว่า เป็นของเรา.
เมื่อตนอันผัสสะถูกต้องแล้ว ใน
กาลใด ในกาลนั้น ภิกษุไม่พึงกระทำความ
ร่ำไร ไม่พึงปรารถนาภพในที่ไหน ๆ และ
ไม่พึงหวั่นไหวในเพราะอารมณ์ที่น่ากลัว.
ภิกษุได้ข้าว น้ำ ของเคี้ยว หรือ
แม้ผ้าแล้ว ไม่พึงกระทำการสั่งสมไว้และ
เมื่อไม่ได้สิ่งเหล่านั้น ก็ไม่พึงสะดุ้งดิ้นรน.
พึงเป็นผู้เพ่งฌาน ไม่พึงโลเลด้วย
การเที่ยว พึงเว้นความคะนอง ไม่พึง
ประมาท อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุพึงอยู่ในที่นั่ง
และที่นอนอันเงียบเสียง.
ไม่พึงนอนมาก พึงมีความเพียร
เสพความเป็นผู้ตื่นอยู่ พึงละเสียให้เด็ดขาด
ซึ่งความเกียจคร้าน ความล่อลวง ความ
ร่าเริง การเสพเมถุนธรรมกับทั้งการประดับ.

829
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 830 (เล่ม 47)

ภิกษุผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของ
เรา ไม่พึงประกอบอาถรรพ์ ตำราทำนายฝัน
ทำนายลักษณะ นักขัตฤกษ์ การทำนายเสียง
สัตว์ร้อง การทำยาให้หญิงมีครรภ์ และการ
เยียวยารักษา.
ภิกษุไม่พึงหวั่นไหว เพราะนินทา
เมื่อเขาสรรเสริญก็ไม่พึงเห่อเหิม พึงบรรเทา
ความโลภ พร้อมทั้งความตระหนี่ ความโกรธ
และคำส่อเสียดเสีย.
ภิกษุไม่พึงขวนขวายในการซื้อการ-
ขายไม่พึงกระทำการกล่าวติเตียนในที่ไหน ๆ
และไม่พึงคลุกคลีในชาวบ้าน ไม่พึงเจรจา
กะชนเพราะความใคร่ลาภ.
ภิกษุไม่พึงเป็นผู้พูดโอ้อวด ไม่
พึงกล่าววาจาประกอบปัจจัยมีจีวรเป็นต้น ไม่
พึงศึกษาความเป็นผู้คะนอง ไม่พึงกล่าว
ถ้อยคำเถียงกัน.
ภิกษุพึงเป็นผู้มีสัมปชัญญะ ไม่พึง
นิยมในการกล่าวมุสา ไม่พึงกระทำความ
โอ้อวด อนึ่ง ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความ
เป็นอยู่ด้วยปัญญา ศีลและพรต,

830
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 831 (เล่ม 47)

ภิกษุถูกผู้อื่นเสียดสีแล้ว ได้ฟังวาจา
มากของสมณะทั้งหลายหรือของชนผู้พูดมาก
ไม่พึงโต้ตอบด้วยคำหยาบ เพราะสัตบุรุษ
ทั้งหลายย่อมไม่กระทำความเป็นข้าศึก.
ภิกษุรู้ทั่วถึงธรรมนี้แล้ว ค้นคว้า
พิจารณาอยู่ รู้ความดับกิเลสว่าเป็นความสงบ
ดังนี้แล้ว พึงเป็นผู้มีสติศึกษาทุกเมื่อ ไม่พึง
ประมาทในศาสนาของพระโคดม.
ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ครอบงำอารมณ์มี
รูปเป็นต้น อันอารมณ์มีรูปเป็นต้นครอบงำ
ไม่ได้ เป็นผู้เห็นธรรมที่ตนเห็นเองประจักษ์
แก่ตน เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุผู้ไม่ประมาท
พึงนอบน้อมศึกษาไตรสิกขาอยู่เนือง ๆ ใน
ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ทุกเมื่อเทอญ.
จบตุวฏกสูตรที่ ๑๔

831
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 832 (เล่ม 47)

อรรถกถาตุวฏกสูตรที่ ๑๔
ตุวฏกสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ปุจฺฉามิ ตํ ข้าพระองค์ขอทูลถามพระ-
องค์ดังนี้.
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?
ในมหาสมัยนั้นอีกนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้เพื่อ
ทรงประกาศความนั้นแก่ทวยเทพบางพวกผู้มีจิตเกิดขึ้นว่า อะไรหนอ คือการ
ปฏิบัติเพื่อบรรลุพระอรหัตจึงให้พระพุทธนิมิตตรัสถามโดยนัยก่อนนั่นแล. ใน
คาถาต้นนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้คำถามด้วยการเทียบเคียงความเห็นใน
บทนี้ว่า ปุจฺฉามิ ดังนี้. บทว่า อาทิจฺจพนฺธุํ คือ เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์.
บทว่า วิเวกํ สนฺติปทญฺจ ได้แก่ ผู้สงัดและมีความสงบเป็นที่ตั้ง. บทว่า
กถํ ทิสฺวา คือ เห็นด้วยเหตุไร อธิบายว่า เป็นผู้เป็นไปแล้วอย่างไร.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะภิกษุเห็นอย่างใด ย่อมปิดกั้น
กิเลสทั้งหลาย เป็นผู้มีทัศนะเป็นไปแล้วเพราะเห็นอย่างนั้น ย่อมดับ ฉะนั้น
เมื่อจะทรงทำความนั้นให้แจ่มแจ้ง จึงทรงชักชวนเทพบริษัทนั้นในการละกิเลส
ด้วยประการต่าง ๆ ได้ตรัสคาถา ๕ คาถา เริ่มว่า มลํ ปปญฺจสาขาย ธรรม
ทั้งปวงอันเป็นรากเหง้าแห่งส่วนของธรรมเป็นเครื่องยังสัตว์ให้เป็นช้า ดังนี้.
พึงทราบความสังเขปแห่งคาถาต้นในคาถาเหล่านั้นก่อน. กิเลสทั้ง
หลายมีอวิชชาเป็นต้นอันเป็นรากเหง้าแห่งส่วนของธรรมเป็นเครื่องยังสัตว์ให้
เนิ่นช้า เพราะท่านเรียกว่า ปปญฺจา นั้นภิกษุพึงปิดกั้นเสียซึ่งธรรมทั้งปวง

832
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 833 (เล่ม 47)

อันเป็นรากเหง้าแห่งส่วนของธรรมเป็นเครื่องยังสัตว์ให้เนิ่นช้านั้น ซึ่งเป็นไป
อยู่ว่าเป็นเราด้วยปัญญา ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งพึงเกิดขึ้น ณ ภายใน ภิกษุ
พึงเป็นผู้มีสติศึกษาทุกเมื่อ เพื่อกำจัดตัณหาเหล่านั้น คือ พึงตั้งสติศึกษา
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงเทศนาประกอบด้วยไตรสิกขาใน
คาถาที่หนึ่งก่อนอย่างนี้ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตเเล้ว เพื่อทรงแสดงตัว
การละมานะอีกจึงตรัสคาถาว่า ยํ กิญฺจิ ภิกษุรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
เป็นต้น
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยํ กิญฺจิ ธมฺมํ อภิชญฺญา อชฺฌตฺตํ
ภิกษุพึงรู้ยิ่งธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ณ ภายใน คือ พึงรู้คุณของตนมีความเป็น
ผู้มีตระกูลสูงเป็นต้น. บทว่า อถวาปิ พหิทฺธา หรือภายนอก คือ พึงรู้คุณ
ของอาจารย์และอุปัชฌาย์ในภายนอก. บทว่า น เตน ถามํ กุพฺเพถ
ได้แก่ ไม่พึงทำความถือตัวด้วยคุณนั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงวิธีที่ภิกษุนั้นไม่ควรทำ
จึงตรัสคาถาว่า น เตน ดังนี้เป็นต้น.
บทนั้นมีความดังนี้ ภิกษุไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา
เลวกว่าเขา หรือเสมอเขา ด้วยมานะนั้น ถึงถูกผู้อื่นถามด้วยคุณหลายประ-
การมีความเป็นผู้เกิดในตระกูลสูงเป็นต้น ก็ไม่พึงกำหนดตนตั้งอยู่โดยนัยเป็น
ต้นว่า เราบวชแล้วจากตระกูลสูง.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงแม้ด้วยการละมานะอย่างนี้แล้ว
บัดนี้ เพื่อทรงแสดงด้วยการสงบกิเลสทั้งปวง จึงตรัสคาถาว่า อชฺฌตฺตเมว

833
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 834 (เล่ม 47)

ดังนี้. ในบทเหล่านั้นบทว่า อชฺฌตฺตเมว อุปสเม ภิกษุพึงประงับภายใน
คือ พึงสงบกิเลสทั้งปวงมีราคะเป็นต้นในตนนั่นเอง. บทว่า น อญฺญโต
ภิกฺขุ สนฺติเมเสยฺย ไม่พึงแสวงหาความสงบโดยอุบายอย่างอื่น คือ ไม่พึง
แสวงหาความสงบโดยอุบายอย่างอื่น ยกเว้นสติปัฏฐานเป็นต้น. บทว่า กุโต
นิรตฺตํ วา คือ ความเห็นว่าไม่มีตัวตนจักมีแต่ไหน.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความที่พระขีณาสพผู้สงบ
แล้วในภายในเป็นผู้คงที่ จึงตรัสพระคาถาว่า มชฺเฌ ยถา ดังนี้เป็นต้น.
บทนั้นมีความดังนี้ คลื่นย่อมไม่เกิดขึ้นในท่านกลางสมุทรอันตั้งอยู่ในเบื้องบน
มหาสมุทร ในท่ามกลางสมุทรประมาณ ๔,๐๐๐ โยชน์ อันเป็นท่ามกลางของ
ส่วนล่างหรือในระหว่างภูเขา สมุทรนั้นตั้งอยู่ไม่หวั่นไหวฉันใด ภิกษุพึงเป็น
ผู้มั่นคง เป็นพระขีณาสพ ไม่หวั่นไหวในลาภเป็นต้นฉันนั้น ภิกษุเช่นนั้น
ไม่พึงทำกิเลสเครื่องฟูขึ้นมีราคะเป็นต้น ในอารมณ์ไหน ๆ.
บัดนี้ พระพุทธนิมิต เมื่อจะอนุโมทนาพระธรรมเทศนาที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงแสดงด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตนี้ และเมื่อจะทูลถามถึง
ปฏิปทาเบื้องต้นของพระอรหัตนั้นจึงตรัสพระคาถาว่า อกิตฺตยิ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อกิตฺตยิ แปลว่า ตรัสบอกแล้ว. บทว่า
วิวฏจกฺขุ ผู้มีจักษุเปิดแล้ว คือเป็นผู้ประกอบด้วยจักษุ ๕ เปิดแล้ว คือไม่
มีอะไรกั้น. บทว่า สกฺขิธมฺมํ ธรรมที่พระองค์ทรงเห็นด้วยพระองค์เอง. คือ
ธรรมที่พระองค์ทรงรู้แจ้งด้วยพระองค์เอง คือประจักษ์แก่พระองค์. บทว่า
ปริสฺสยวินยํ คือ กำจัดอันตรายออกไป. บทว่า ปฏิปทญฺจ วเทหิ คือ

834