ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 815 (เล่ม 47)

เลวทราม วาทะของสมณะพราหมณ์ทั้งสอง
พวกนี้ วาทะอย่างไหนจริงหนอ เพราะ
สมณพราหมณ์ทั้งหมดนี้แล เป็นผู้กล่าวอวด
อ้างว่าตนเป็นผู้ฉลาด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
สมณพราหมณ์ทั้งหลายกล่าวธรรม
ของตนนั่นแหละ ว่าเป็นธรรมบริบูรณ์ แต่
กลับกล่าวธรรมของผู้อื่น ว่าเป็นธรรมเลว
ทราม สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ต่างยึดถือ
ทิฏฐิด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน
สมณพราหมณ์ทั้งหลายกล่าวทิฏฐิของตน ๆ
ว่า เป็นของจริง.
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
ถ้าว่าบุคคลพึงเป็นผู้เลวทราม เพราะ
การติเตียนของบุคคลอื่นไซร้ ใคร ๆ จะพึง
เป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลาย เพราะว่าสมณ-
พราหมณ์เป็นอันมาก ย่อมกล่าวธรรมของ
บุคคลอื่น โดยความเป็นธรรมเลวทราม ใน
ธรรมของตน กล่าวว่าเป็นธรรมมั่นคง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมสรร-
เสริญหนทางเครื่องดำเนินของตนอย่างใด

815
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 816 (เล่ม 47)

การบูชาธรรมของตนของสมณพราหมณ์
เหล่านั้น ดียังเป็นไปอยู่อย่างนั้น หากว่า
วาทะทั้งปวงจะพึงเป็นของแท้ไซร้ ความ
บริสุทธิ์ของสมณพราหมณ์ผู้มีถ้อยคำต่าง ๆ
กันเหล่านั้น ก็จะเป็นผลเฉพาะตน ๆ เท่านั้น.
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
ญาณที่ผู้อื่นจะพึงนำไปไม่มีแก่
พราหมณ์ การวินิจฉัยในธรรม คือ ทิฏฐิ
ทั้งหลายว่าข้อนี้แหละจริง ดังนี้แล้ว ยึดถือ
ไว้ ไม่มีแก่พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น
พราหมณ์จึงล่วงความวิวาทเสียได้ พราหมณ์
นั้นย่อมไม่เห็นธรรมอื่น โดยความเป็นธรรม
ประเสริฐเลย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
เดียรถีย์บางพวกกล่าวอยู่ว่า เรารู้
เราเห็น สิ่งที่เรารู้ เราเห็นนี้ เป็นอย่างนั้นแล
ดังนี้ จึงเชื่อความบริสุทธิ์ด้วยทิฏฐิ ถ้าว่า
เดียรถีย์ได้เห็นแล้วไซร้ ประโยชน์อะไรเล่า
ด้วยความเห็นนั้นแก่ตน เพราะว่าเดียรถีย์
ทั้งหลาย ก้าวล่วงอริยมรรคเสียแล้วย่อม
กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยธรรมอย่างอื่น.
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

816
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 817 (เล่ม 47)

นรชนเมื่อเห็นย่อมเห็นนามรูป และ
ครั้นเห็นแล้ว จักรู้ทั่วถึงนามรูปเหล่านั้นที
เดียวโดยความเป็นของเที่ยง หรือโดยความ
เป็นสุข นรชนนั้น จะเห็นนามรูปมากหรือ
น้อยโดยความเป็นของเที่ยงและเป็นสุข ก็
จริง ถึงกระนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมไม่
กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยความเห็นนั้นเลย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ชนผู้ทำทิฏฐิที่ตนกำหนดไว้ในเบื้อง
หน้า มีปกติกล่าวตามความมั่นใจ ไม่ใช่
เป็นผู้อันบุคคลอื่นพึงจะแนะนำได้ง่ายเลย ผู้
นั้นอาศัยครูคนใดแล้ว ก็เป็นผู้กล่าวความ
ดีงามในครูคนนั้น ผู้นั้นเป็นผู้กล่าวความ
บริสุทธิ์ ได้เห็นความถ่องแท้ในทิฏฐิของตน.
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
พราหมณ์รู้แล้ว ย่อมไม่เข้าถึงเครื่อง
กำหนด ด้วยตัณหาและทิฏฐิ ไม่แล่นไปด้วย
ทิฏฐิ และไม่มีตัณหาทิฏฐิเครื่องผูกพันด้วย
ญาณ อนึ่ง พราหมณ์นั้น ได้รู้สมมติ คือ
ทิฏฐิทั้งหลายเป็นอันมากแล้ววางเฉย ชน
เหล่าอื่นย่อมยึดถือทิฏฐิเหล่านั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

817
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 818 (เล่ม 47)

มุนีในโลกนี้ สละกิเลสเครื่องร้อยรัด
เสียแล้ว เมื่อผู้อื่นเกิดวิวาทกัน ก็ไม่แล่นไป
เข้าพวกเขา มุนีนั้นเป็นผู้สงบ เมื่อผู้อื่นไม่
สงบ ก็เป็นผู้มีอุเบกขาอยู่ ท่านไม่มีการยึด
ถือ ชนเหล่าอื่นย่อมยึดถือ.
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
มุนีละอาสวะเบื้องต้น (คือส่วนที่ล่วง
แล้ว) เสีย ไม่ทำอาสวะไหน (คือส่วนที่เป็น
ปัจจุบัน) ไม่เป็นผู้ลำเอียงเพราะความพอใจ
อนึ่ง มุนีนั้นจะเป็นผู้ยึดมั่นกล่าวก็หาไม่ มุนี
นั้นเป็นนักปราชญ์ หลุดพ้นแล้วจากทิฏฐิ
ทั้งหลาย ไม่ติเตียนตน ไม่ติดอยู่ในโลก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตอบว่า
มุนีนั้น เป็นผู้ไม่มีมารและเสนามาร
ในธรรมทั้งปวง คือ อารมณ์อย่างใดอย่าง
หนึ่งที่ได้เห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว หรือได้ทราบ
แล้ว ปลงภาระลงแล้ว หลุดพ้นแล้ว เป็น
ผู้ไม่มีเครื่องกำหนด ไม่เข้าไปยินดี
ความปรารถนา ฉะนี้แล.

818
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 819 (เล่ม 47)

อรรถกถามหาพยูหสูตร๑ที่ ๑๓
มหาพยูหสูตร มีคำเริ่มต้นว่า เย เกจิเม บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ดังนี้เป็นต้น.
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?
ในมหาสมัยนั้นเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้เพื่อทำ
ให้แจ้งความนั้น แก่เหล่าเทวดาบางพวกผู้มิจิตเกิดขึ้นว่า บุคคลเหล่านี้ถือมั่น
ในทิฏฐิย่อมได้รับการนินทาอย่างเดียวหรือหนอ หรือได้รับแม้การสรรเสริญ
ด้วย จากสำนึกของวิญญูชนทั้งหลาย ทรงให้พระพุทธนิมิตถามพระองค์
โดยนัยก่อนนั่นแล.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนฺวานยนฺติ ได้แก่ นำมาเนือง ๆ คือนำมา
บ่อย ๆ. เพราะบุคคลผู้มีวาทะเป็นเจ้าทิฎฐิเหล่านั้นแม้กล่าวอยู่ว่าสิ่งนี้เท่านั้น
จริง บางคราวได้ความสรรเสริญบ้าง ผลแห่งวาทะอันได้แก่ความสรรเสริญนั้น
น้อยนักไม่สามารถเพื่อสงบราคะเป็นต้นได้ จะกล่าวไปไยถึงผลแห่งการนินทา
ที่สอง ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความนี้จึงตรัสคาถาแก้นี้ก่อน
มีอาทิว่า เรากล่าวผลแห่งการวิวาท ๒ ประการนี้น้อยนัก ไม่พอแก่ความสงบ
ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ ผลแห่งการวิวาท
๒ ประการ ได้แก่ ความนินทาและความสรรเสริญ หรือได้แก่ ความชนะ
และความแพ้เป็นต้นอันเป็นส่วนพวกเดียวกันกับความสรรเสริญและความนินทา
นั้น. บทว่า เอตมฺปิ ทิสฺวา เห็นโทษแห่งการวิวาทกัน คือเห็นโทษในผล
๑. บาลีว่า มหาวิยูหสูตร.

819
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 820 (เล่ม 47)

แห่งการวิวาทอย่างนี้ว่า การนินทาอันเป็นสิ่งไม่น่าปรารถนา การสรรเสริญ
ไม่พอแก่ความสงบดังนี้ บัณฑิตเห็นนิพพานมิใช่ภูมิแห่งการวิวาทว่าเป็นธรรม
เกษม. เมื่อไม่วิวาทกันอย่างนี้ พึงทราบคาถาต่อไปว่า ยา กาจิมา ทิฏฐิ
เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมติโย ได้แก่ ทิฏฐิ. บทว่า ปุถุชฺชา คือ
เป็นอันมาก. บทว่า โส อุปยํ กิเมยฺย บัณฑิตผู้รู้แจ้งนั้นจะพึงถึงธรรมที่ควร
เข้าไปใกล้อะไร คือบัณฑิตนั้นพึงถึงธรรมเครื่องเข้าใกล้ ด้วยอรรถว่า พึงเข้า
ถึง คือจะพึงถึงธรรมแม้อย่างหนึ่งในรูปเป็นต้นที่ควรเข้าไปใกล้อะไร หรือพึง
เข้าถึงด้วยเหตุอะไร. บทว่า ทิฏฺเฐ สุเต ขนฺติมกุพฺพมาโน ได้แก่ ไม่
ทำความชอบใจในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟังและในความบริสุทธิ์. นอก
เหนือไปจากนี้ควรทราบคาถาว่า สีลุตฺตมา ผู้มีศีลอุดมเป็นต้นต่อไป.
บทนั้นมีความดังนี้ ชนบางพวกมีศีลอุดมสำคัญว่าศีลเท่านั้นเป็นธรรม
อุดม จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ความบริสุทธิ์ย่อมมีด้วยการเพียงสำรวม
เท่านั้น อนึ่งชนเหล่านั้นสมาทานวัตรมีหัตถีวัตรเป็นต้น ตั้งมั่นด้วยคิดว่า
ความบริสุทธิ์ของศาสดาจะพึงมีในทิฏฐิเท่านั้น เขาถูกภพนำเข้าไปแล้วถูกภพ
ท่วมทับ ยังพูดอยู่เสมอ ๆ ว่าเราเป็นผู้ฉลาด. บรรดาผู้มีศีลอุดมคนใดคนหนึ่ง
ปฏิบัติได้อย่างนั้น พึงทราบคาถา สเจ จุโต หากบุคคลเคลื่อนจากศีลและ
พรตดังนี้ต่อไป.
บทนั้นมีความดังนี้ หากว่าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรตนั้น
ด้วยการตัดผู้อื่น หรือไม่บริโภคร่วม บุคคลนั้นยังกรรมมีศีลและพรตเป็นต้น
หรือกรรมคือปุญญาภิสังขารให้ผิดแล้วก็หวั่นไหว มิใช่หวั่นไหวอย่างเดียว ยัง

820
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 821 (เล่ม 47)

กระหายคร่ำครวญปรารถนาความบริสุทธิ์คือศีลและพรตนั้นอยู่. เหมือนอะไร.
เหมือนบุคคลอยู่ปราศจากเรือน เสื่อมแล้วจากพวก พึงปรารถนาเรือนหรือพวก
ฉะนั้น อนึ่งอริยสาวกละศีลและพรตทั้งหมดอันเป็นเหตุทำให้ผู้มีศีลและพรต
อันสูงสุดหวั่นไหว. พึงทราบคาถาต่อไป.
ในบทเหล่านั้นบทว่า สาวชฺชานวชฺชํ ธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษ
ได้แก่อกุศลทั้งปวงและโลกิยกุศล. บทว่า สุทฺธี อสุทฺธีติ อปฏฺฐยมาโน
ไม่ปรารถนาว่าธรรมชาตินี้บริสุทธิ์ ธรรมชาตินี้ไม่บริสุทธิ์ คือไม่ปรารถนา
ธรรมชาติบริสุทธิ์ มีกามคุณ ๕ เป็นต้น และธรรมชาตินี้ไม่บริสุทธิ์ มีอกุศล
เป็นต้น. บทว่า วิรโต จเร เว้นแล้วเที่ยวไป คือเว้นแล้วจากความบริสุทธิ์
และความไม่บริสุทธิ์เที่ยวไป. บทว่า สนฺติมนุคฺคหาย คือไม่ถือมั่นทิฏฐิ.
พระพุทธนิมิตครั้นทรงแสดงสมณพราหมณ์ภายนอกจากศาสนานี้อย่างนี้ ผู้มี
วาทะบริสุทธิ์ด้วยการสำรวมในศีลอันสูงสุด การกำจัดสมณพราหมณ์ภายนอก
เหล่านั้น และการปฏิบัติของพระอรหันต์ผู้ละศีลและพรตแล้ว บัดนี้เมื่อจะทรง
แสดงถึงสมณพราหมณ์ภายนอกผู้มีวาทะบริสุทธิ์ แม้โดยประการอื่น จึงตรัส
คาถาว่า ตมูปนิสฺสาย อาศัยทิฏฐินั้น ดังนี้เป็นต้น.
บทนั้นมีความดังต่อไปนี้ สมณพราหมณ์ทั้งหลายแม้เหล่าอื่น อาศัยทิฏฐิ
นั้นหรือความเกลียดบาปอย่างใดอย่างหนึ่งในทิฏฐิอันบริสุทธิ์เป็นต้น เป็นผู้ระ-
ลึกแล่นพ้นไปจากอกิริยทิฏฐิ ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยและภพใหญ่ แล้ว
ย่อมทอดถอน คือพูดถึงความบริสุทธิ์. อธิบายว่า เมื่อสมณพราหมณ์เหล่านั้น
ยังไม่ปราศจากตัณหา ทอดถอนถึงความบริสุทธิ์ แม้ผู้ใดพึงสำคัญตนว่าเป็นผู้

821
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 822 (เล่ม 47)

ถึงความบริสุทธิ์ ผู้นั้นเพราะยังไม่ปราศจากตัณหายังปรารถนาวัตถุนั้น ๆ ใน
ภพน้อยและภพใหญ่ ก็ยังมีความดิ้นรนอยู่บ่อย ๆ นั่นเอง. เพราะตัณหาที่บุคคล
เสพเป็นอาจิณแล้ว ก็ทำให้ตัณหาเจริญมากขึ้นนั่นเอง และมิใช่ความดิ้นรน
อย่างเดียว ความหวั่นไหวังมีในวัตถุที่ตนกำหนดอีกด้วย. ท่านอธิบายว่า
ตัณหาและทิฏฐิของบุคคลนั้น เป็นความหวั่นไหวในวัตถุที่ตนกำหนดแล้ว. ก็
เพราะเป็นผู้ปราศจากตัณหาในภพและมิใช่ภพแล้ว การจุติและการอุบัติต่อไป
ในภพนี้ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นจะพึงหวั่นไหว จะพึงดิ้นรนในอารมณ์ไหน ๆ
เพราะเหตุอะไร. นี้เป็นการเชื่อมความของคาถานี้. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าว
แล้วในนิเทศนั่นแล.
บทว่า ยมาหุ เป็นคาถาถาม คือ มณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวธรรมใด.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะไม่มีวาทะที่เป็นจริงแม้วาทะเดียวใน
สมณพราหมณ์นี้ ด้วยว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวเพียงความเห็นอย่างเดียว
ฉะนั้นเมื่อจะทรงแสดงความเห็นจึงตรัสคาถาแก้นี้ก่อนว่า สกญฺหิ ธรรมของตน
นั่นแหละ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้นบทว่า สกํ คือทิฏฐิของตน. เมื่อสมณพราหมณ์เหล่านี้
กล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์ กล่าวธรรมของคนอื่นว่าเลว พึงทราบคาถาว่า
ยสฺส กสฺสจิ ปรสฺส เจ วมฺภยิเตน หีโน หากบุคคลพึงเป็นผู้เลวทราม
เพราะการติเตียนของบุคคลอื่น คนใดคนหนึ่ง ดังนี้ต่อไป.
บทนั้นมีความดังนี้ ผิว่าบุคคลนั้นพึงเป็นผู้เลวทรามเพราะเหตุที่คนอื่น
ติเตียน ใคร ๆ ก็จะไม่พึงเป็นผู้วิเศษคือเลิศในธรรมทั้งหลาย. เพราะอะไร.

822
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 823 (เล่ม 47)

เพราะสมณพราหมณ์เป็นอันมาก กล่าวธรรมของผู้อื่นโดยความเป็นธรรมเลว
สมณพราหมณ์ทั้งหมดเหล่านั้น ในธรรมของตนกล่าวว่ามั่นคง. มีอะไร
ยิ่งไปกว่านั้น. พึงทราบคาถาว่า สธมฺมปูชา การบูชาธรรมของตน ดังนี้
เป็นต้น ต่อไป.
บทนั้นมีความดังนี้ พวกเดียรถีย์เหล่านั้นย่อมสรรเสริญหนทางเครื่อง
ดำเนินของตนอย่างใด แม้การบูชาธรรมของตนของเดียรถีย์เหล่านั้น ก็ยัง
เป็นไปอยู่อย่างนั่น เพราะว่าพวกเดียรถีย์เหล่านั้นย่อมเคารพศาสดาเป็นต้น
เหลือเกิน. ในข้อนั้น ผิว่าการบูชาธรรมของทนจะพึงเป็นประมาณแก่พวก
เดียรถีย์เหล่านั้น เมื่อเป็นอย่างนั้น วาทะทั้งหมดก็จะพึงเป็นของแท้. เพราะ
อะไร. เพราะว่าความบริสุทธิ์ของเดียรถีย์เหล่านั้น เป็นผลเฉพาะตน ๆ เท่านั้น
ความบริสุทธิ์นั้นย่อมไม่สำเร็จในที่อื่น แม้โดยปรมัตถ์ก็ไม่สำเร็จ เพราะคำนั้น
เป็นเพียงยึดถือความเห็นในตนเท่านั้นของผู้รู้ที่ปัจจัยอื่นจะพึงนำไปเหล่านั้น
แต่ตรงกันข้ามผู้ใดชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะลอยบาปได้แล้ว พึงทรวบคาถาว่า
โย ปน วิปรีโต ฯเปฯ ปรเนยฺยมตฺถิ ญาณที่ผู้อื่นพึงนำไปไม่มีแก่
พราหมณ์นั้น ดังนี้ต่อไป.
บทนั้นมีความดังนี้ ญาณที่ผู้อื่นจะพึงนำไป ย่อมไม่มีแก่พราหมณ์
เพราะเห็นชอบแล้วโดยนัยมีอาทิว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้. การ
วินิจฉัยในธรรมคือทิฏฐิทั้งหลายว่าข้อนี้เท่านั้นจริง ดังนี้แล้วยึดถือไว้ ไม่มีแก่
พราหมณ์. เพราะอะไร. เพราะว่าพราหมณ์นั้นล่วงความวิวาทเพราะทิฏฐิเสียได้
อนึ่งพราหมณ์นั้นไม่เห็นธรรมอื่นโดยความเป็นธรรมประเสริฐเลยนอกจาก
สติปัฏฐานเป็นต้น.

823
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 824 (เล่ม 47)

พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า ชานามิ เรารู้. พึงทราบ
อย่างนี้ก่อน จริงอยู่พราหมณ์ชั้นยอดย่อมไม่เห็นธรรมอื่น โดยความเป็นธรรม
ประเสริฐเลย. แต่พวกเดียรถีย์เหล่าอื่นรู้อยู่เห็นอยู่ด้วยปรจิตตญาณ (รู้ใจผู้อื่น)
เป็นต้น แม้กล่าวว่า เรารู้ เราเห็น สิ่งที่เรารู้เราเห็นเป็นอย่างนั้นแล ดังนี้จึง
เธอความบริสุทธิ์ด้วยทิฏฐิ. เพราะเหตุไร. เพราะหากว่าบรรดาเดียรถีย์เหล่านั้น
แม้คนหนึ่งได้เห็น ก็จะได้เห็นความตามเป็นจริง ด้วยปรจิตตญาณเป็นต้นนั้น
ประโยชน์อะไรเล่าด้วยการเห็นนั้นแก่ตน คือทำอะไรได้ การกำหนดรู้ทุกข์
สำเร็จแล้วหรือ หรือการละเหตุให้เกิดทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งสำเร็จแล้ว เพราะ
เดียรถีย์ทั้งหลายเหล่านั้นก้าวล่วงอริยมรรค แม้โดยประการทั้งปวงได้แล้วย่อม
กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยธรรมอย่างอื่น หรือพระพุทธเจ้าเป็นต้นก้าวล่วงเดียรถีย์
เหล่านั้นได้แล้วย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยธรรมอย่างอื่น.
พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า ปสฺสํ นโร นรชนเมื่อเห็น
ย่อมเห็นนามรูป ดังนี้เป็นต้น. มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น มีดังต่อไปนี้. นรชนใด
ได้เห็นด้วยปรจิตตญาณ (รู้ใจผู้อื่น) แล้ว นรชนนั้นเมื่อเห็นย่อมเห็นนามรูป
แต่นั้นครั้นเห็นแล้วจักรู้ทั่วถึงนามรูปเหล่านั้นทีเดียว โดยความเป็นของเที่ยง
หรือโดยความเป็นสุข จักไม่รู้โดยประการอื่น. นรชนนั้นเมื่อเห็นอยู่อย่างนี้
จะเห็นนามรูปมากหรือน้อยโดยความเป็นของเที่ยง และโดยเป็นสุขก็จริง ถึง
กระนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมไม่กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น เห็นปานนั้น
ของเขาเลย.
พึงทราบการเชื่อมและความของคาถาว่า นิวิสฺสวาที มีปกติกล่าว
ตามความมั่นใจ ดังนี้เป็นต้น. แม้เมื่อไม่มีความบริสุทธิ์ด้วยความเห็นนั้น ผู้ใด

824