ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 795 (เล่ม 47)

ความโลภของชนมีกษัตริย์เป็นต้นเหล่านั้นก็มีความพอใจเป็นเหตุ. บทว่า
อิโตนิทานา ท่านอธิบายว่า มีความพอใจเป็นเหตุเหมือนกัน. พึงทราบ
ความสำเร็จแห่งศัพท์ ในบททั้งสองว่า กุโตนิทานา มีอะไรเป็นเหตุ และ
อิโตนิทานา มีความพอใจนี้เป็นเหตุ โดยนัยดังกล่าวแล้วในสูจิโลมสูตรนั้นแล.
บทว่า วินิจฺฉยา ได้แก่ การวินิจฉัยคือการตัดสินด้วยตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า
เย วาปิ ธมฺมา สมเณน วุตฺตา อนึ่ง ธรรมเหล่าใดอันพระสมณะตรัสแล้ว
ความว่า ธรรมแม้อื่นเหล่าใดเป็นอกุศล สัมปยุตด้วยความโกรธเป็นต้นอัน
พระพุทธสมณะตรัสแล้ว ธรรมเหล่านั้นเกิดจากไหน.
บทว่า ตมูปนิสฺสาย ปโหติ ฉนฺโท ความพอใจย่อมเกิดเพราะ
อาศัยความยินดีและความไม่ยินดี อันได้แก่วัตถุสองอย่าง คือ สุขเวทนาและ
ทุกขเวทนานั้น ด้วยปรารถนาความอยู่ร่วมกัน และความพลัดพรากกัน ด้วยเหตุ
เพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหาว่า ความพอใจในโลก
มีอะไรเป็นเหตุ ดังนี้.
บทว่า รูเปสุ ทิสฺวา วิภวํ ภวํ จ คือ สัตว์เห็นความเสื่อมไป
และความเกิดขึ้นในรูปทั้งหลาย. บทว่า วินิจฺฉยํ กุรุเต ชนฺตุ โลเก
สัตว์ในโลกย่อมกระทำการวินิจฉัย คือ กระทำการตัดสินด้วยตัณหาเพื่อให้ได้
โภคสมบัติ และตัดสินด้วยทิฏฐิโดยนัยมีอาทิว่า ตัวตนของเราเกิดแล้ว
ดังนี้. เป็นอันยุติดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในนิเทศนี้. ด้วยเหตุเพียง
เท่านี้เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหานี้ว่า อนึ่ง ความวินิจฉัยเกิด
จากอะไร ดังนี้. บทว่า เอเตปิ ธมฺมา ทฺวยเมว สนฺเต เมื่อความ

795
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 796 (เล่ม 47)

ยินดีและความไม่ยินดีทั้งสองอย่างนั้นแหละมีอยู่ ธรรมแม้เหล่านี้ก็ย่อมเกิดได้
คือ ธรรมมีความโกรธเป็นต้น แม้เหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นได้. อนึ่ง พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสวิธีเกิดของสุขเวทนาและทุกขเวทนานั้นไว้แล้ว ในนิเทศนั่นแล.
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก้แม้ปัญหาที่สามแล้ว.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงอุบายละความสงสัยของ
พระพุทธนิมิตที่สงสัยในปัญหาเหล่านี้ที่พระองค์แก้อย่างนี้แล้วจึงตรัสว่า กถํกถี
ญาณปถาย สิกฺเข ผู้มีความสงสัยพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณดังนี้. ท่าน
อธิบายไว้ว่า พึงศึกษาสิกขา ๓ เพื่อบรรลุญาณคือญาณทัสสนะ เพราะเหตุไร
เพราะท่านผู้เป็นสมณะรู้แล้ว จึงกล่าวธรรมทั้งหลาย คือ พระพุทธสมณะรู้แล้ว
จึงกล่าวธรรม ความไม่รู้ในธรรมทั้งหลายย่อมไม่มีแก่พระพุทธสมณะนั้น
เมื่อไม่รู้ธรรมเหล่านั้น ไม่พึงรู้เพราะไม่มีญาณของตน ไม่พึงรู้เพราะโทษแห่ง
การแสดง ฉะนั้น ผู้สงสัยพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ ท่านผู้เป็นสมณะรู้แล้ว
จึงทรงกล่าวธรรมทั้งหลาย.
บทว่า สาตาสาตํ ในบทนี้ว่า สาตํ อสาตญฺจ กุโตนิทานา
ความยินดีและความไม่ยินดีมีอะไรเป็นเหตุ ทรงประสงค์เอาสุขเวทนาและทุกข-
เวทนานั่นเอง. บทว่า น ภวนฺติ เหเต คือธรรมเหล่านั้นจักไม่มี. บทว่า
วิภวํ ภวญฺจาปิ ยเมตมตฺถํ เอตํ เม ปพฺรูหิ ยโตนิทานํ คือ ขอ
พระองค์ตรัสบอกอรรถคือทั้งความเสื่อมไปและทั้งความเกิดขึ้นแห่งความยินดี
และความไม่ยินดีว่ามีอะไรเป็นเหตุแก่ข้าพระองค์. ในบทนี้ท่านเปลี่ยนลิงค์.
บทนี้มีอธิบายว่า สาตาสาตานํ วิภโว ภโว จ ความเสื่อมและความเกิดของ

796
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 797 (เล่ม 47)

ความยินดีและความไม่ยินดีทั้งหลาย พึงทราบความในบทนี้ว่า ขอพระองค์
จงตรัสบอกทั้งความเสื่อมและความเกิดนั้นว่า มีอะไรเป็นเหตุ คือ ความเสื่อม
และความเกิดอันเป็นวิภวทิฏฐิ ความเห็นว่าเสื่อมและภวทิฏฐิความเห็นว่าเกิด
อันเป็นวัตถุแห่งความเสื่อมและความเกิด. จริงอย่างนั้นในฝ่ายแก้ปัญหานี้ ท่าน
กล่าวไว้ในนิเทศว่า ภวทิฏฐิก็ดี วิภวทิฏฐิก็ดี ล้วนมีผัสสะเป็นเหตุ.
บทว่า อิโตนิทานํ คือมีผัสสะเป็นเหตุ. บทว่า กิสฺมึ วิภูเต น
ผุสนฺติ ผสฺสา เมื่อธรรมอะไรไม่มีผัสสะจึงไม่ถูกต้อง คือ เมื่อธรรมอะไร
ล่วงไปแล้ว ผัสสะ ๕ มีจักษุสัมผัสเป็นต้นจึงไม่มี. บทว่า นามญฺจ รูปญฺจ
ปฏิจฺจ อาศัยนามและรูป คือ อาศัยนามอันสัมปยุตตกันเข้า และอาศัยวัตถุกับ
รูปที่เป็นอารมณ์. บทว่า รูเป วิภูเต น ผุสนฺติ ผสฺสา คือ เมื่อรูปล่วงไป
ผัสสะ ๕ จึงไม่ถูกต้อง.
บทว่า กถํสเมตสฺส คือ เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างไร. บทว่า วิโภติ
รูปํ คือ รูปจึงไม่มีหรือไม่พึงมี. บทว่า สุขํ ทุกฺขํ วา พระพุทธนิมิต
ตรัสถามถึงรูปทั้งที่น่าปรารถนาและทั้งที่ไม่น่าปรารถนานั่นเอง. บทว่า น
สญฺญสญฺญี บุคคลเป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญา คือ เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างไร
รูปจึงไม่มี บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญาเป็นปกติ.
บทว่า น วิสญฺญสญฺญี เป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญาอันผิดปกติ
คือ เป็นบ้าหรือจิตฟุ้งซ่าน. บทว่า โนปิ อสญฺญี เป็นผู้ไม่มีสัญญาก็มิใช่
คือ เป็นผู้เว้นจากสัญญาเข้านิโรธสมาบัติ หรือเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา ก็ไม่ใช่.
บทว่า น วิกูตสญฺญี เป็นผู้มีสัญญาว่าไม่มีก็ไม่ใช่ คือเป็นผู้ก้าวล่วงมีสัญญา

797
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 798 (เล่ม 47)

ล่วงแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า ก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เป็นผู้ได้อรูป-
ฌานก็ไม่ใช่. บทว่า เอวํสเมตสฺส วิโภติ รูปํ บุคคลเมื่อปฏิบัติอย่างนี้
รูปจึงไม่มี คือ บุคคลผู้ได้อรูปสมาบัติเมื่อไม่ตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีสัญญา และ
ไม่มีสัญญาเป็นต้นนี้แล้วปฏิบัติดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วอย่างนี้
ฯลฯ บุคคลนั้นย่อมนำจิตไปเพื่อได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ รูปจึงไม่มี.
บทว่า สญฺญานิทานา หิ ปปญฺจสงฺขา เพราะว่าธรรมเป็นส่วน
แห่งความเนิ่นช้ามีสัญญาเป็นเหตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า แม้เมื่อ
ปฏิบัติอย่างนี้แล้วธรรมเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้าคือตัณหาและทิฏฐิอันมีสัญญา
นั้นเป็นเหตุ ยังละไม่ได้ทีเดียว. หลายบทว่า เอตฺตาวตคฺคํ ฯเปฯ วทนฺติ
เอตฺโต ก็สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตในโลกนี้ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ของสัตว์
ว่าเป็นยอดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ หรือว่าย่อมกล่าวความบริสุทธิ์อย่างอื่นอันยิ่งไป
กว่านี้. พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตย่อมกล่าวความ
บริสุทธิ์ของสัตว์ว่าเป็นยอดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ หรือว่าย่อมกล่าวความบริสุทธิ์
อย่างอื่นอันยิ่งไปกว่าอรูปสมาบัตินี้.
บทว่า เอตฺตาวตคฺคมฺปิ วทนฺติ เหเก สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ว่าเป็นยอดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ คือ สมณพราหมณ์ผู้มี
วาทะว่าเที่ยงพวกหนึ่ง ถือตัวว่าเป็นบัณฑิตย่อมกล่าวอรูปสมาบัตินี้ว่าเป็นความ
บริสุทธิ์อย่างยอด แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้. บทว่า เตสํ ปุเนเก สมยํ วทนฺติ
สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งย่อมกล่าวถึงลัทธิของสมณพราหมณ์เหล่านั้น คือ
สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าขาดสูญพวกหนึ่งย่อมกล่าวถึงลัทธิ คือ ความขาดสูญ

798
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 799 (เล่ม 47)

ของสมณพราหมณ์เหล่านั้น. บทว่า อนุปาทิเสเส กุสลาวทานา คือ ผู้มี
วาทะว่าตนเป็นคนฉลาดในอนุปาทิเสสนิพพาน. บทว่า เอเต จ ญตฺวา
อุปนิสฺสิตา คือ ส่วนท่านผู้เป็นมุนีรู้บุคคลผู้เป็นเจ้าทิฏฐิเหล่านั้นว่า เป็นผู้
อาศัยสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ. บทว่า ญตฺวา มุนี นิสฺสเย โส วิมํสี
ท่านผู้เป็นมุนีนั้นพิจารณารู้ผู้อาศัยทิฏฐิทั้งหลาย คือ พระพุทธทุนีผู้เป็นบัณฑิต
พิจารณารู้ผู้อาศัยนั่นแล. บทว่า ญตฺวา วิมุตฺโต รู้แล้วหลุดพ้นคือรู้ธรรม
โดยความเป็นทุกข์และไม่เที่ยงเป็นต้น หลุดพ้นแล้ว. บทว่า ภวาภวาย น
สเมติ คือ ย่อมไม่มาเพื่อเกิดบ่อย ๆ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วย
ธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต.
เมื่อจบเทศนาได้มีผู้บรรลุเช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วในปุราเภทสูตร
นั่นแล.
จบอรรถกถากลหวิวาทสูตรที่ ๑๑ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

799
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 800 (เล่ม 47)

จูฬวิยูหสูตร ๑๒
ว่าด้วยผู้ยินดีในทิฏฐิของตน
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
[๔๑๘] สมณพราหมณ์ทั้งหลายยึด-
มั่นอยู่ในทิฏฐิของตน ๆ ถือมั่นทิฏฐิแล้ว
ปฏิญาณว่าพวกเราเป็นผู้ฉลาด ย่อมกล่าว
ต่างๆ กันว่า ผู้ใดรู้อย่างนี้ ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม
คือทิฏฐิ ผู้นั้นคัดค้านธรรมคือทิฏฐินี้อยู่
ชื่อว่าเป็นผู้เลวทราม.
สมณพราหมณ์ทั้งหลายถือมั่นทิฏฐิ
แม้ด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมโต้เถียงกัน และ
กล่าวว่า ผู้อื่นเป็นคนเขลา ไม่ฉลาด วาทะ
ของสมณพราหมณ์สองพวกนี้ วาทะไหน
เป็นวาทะจริงหนอ เพราะว่าสมณพราหมณ์
ทั้งหมดนี้ ต่างก็กล่าวกันว่าเป็นคนฉลาด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
หากว่าผู้ใดไม่ยินยอมตามธรรม คือ
ความเห็นของผู้อื่น ผู้นั้นเป็นคนพาล คนเขลา
เป็นคนมีปัญญาทราม ชนเหล่านี้ทั้งหมด

800
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 801 (เล่ม 47)

ก็เป็นคนพาล เป็นคนมีปัญญาต่ำทราม
เพราะว่าชนเหล่านี้ทั้งหมดถือมั่นอยู่ในทิฏฐิ.
ก็หากว่าชนเหล่านั้นเป็นคนผ่องใส
อยู่ในทิฏฐิของตน ๆ จัดว่าเป็นคนมีปัญญา
บริสุทธิ์ เป็นคนฉลาด มีความคิดไซร้
บรรดาคนเจ้าทิฏฐิเหล่านั้น ก็จะไม่มีใคร ๆ
เป็นผู้มีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าทิฏฐิของชน
แม้เหล่านั้น ล้วนเป็นทิฏฐิเสมอกัน เหมือน
ทิฏฐิของพวกชนนอกนี้.
อนึ่ง ชนทั้งสองพวกได้กล่าวกัน
และกันว่าเป็นผู้เขลา เพราะความเห็นใด
เราไม่กล่าวความเห็นนั้นว่าแท้ เพราะเหตุที่
ชนเหล่านั้น ได้กระทำความเห็นของตน ๆ
ว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง (สิ่งอื่นเปล่า) ฉะนั้นแล
ชนเหล่านั้น จึงตั้งคนอื่นว่าเป็นผู้เขลา.
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
สมณพราหมณ์แต่ละพวก กล่าวทิฏฐิ
ใดว่า เป็นความจริงแท้ แม้สมณพราหมณ์
พวกอื่นก็กล่าวทิฏฐินั้นว่า เป็นความเท็จ
ไม่จริง สมณพราหมณ์ทั้งหลายมาถือมั่น

801
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 802 (เล่ม 47)

(ความจริงต่าง ๆ กัน) แม้ด้วยอาการอย่างนี้
แล้วก็วิวาทกัน เพราะเหตุไร สมณพราหมณ์
ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลง
ไปได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่สอง
ไม่มี ผู้ที่ทราบชัดมาทราบชัดอยู่ จะต้อง
วิวาทกันเพราะสัจจะอะไรเล่า สมณพราหมณ์
เหล่านั้น ย่อมกล่าวสัจจะทั้งหลายให้ต่างกัน
ออกไปด้วยตนเอง เพราะเหตุนั้น สมณ-
พราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็น
หนึ่งลงไปได้.
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
เพราะเหตุไรหนอ สมณพราหมณ์
ผู้เป็นเจ้าลัทธิทั้งหลาย กล่าวยกตนว่าเป็น
คนฉลาด จึงกล่าวสัจจะให้ต่างกันไป สัจจะ
มากหลายต่าง ๆ กัน จะเป็นอันใคร ๆ ได้
สดับมา หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น
ระลึกตามความคาดคะเนของตน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

802
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 803 (เล่ม 47)

สัจจะมากหลายต่าง ๆ กัน เว้นจาก
สัญญาว่าเที่ยงเสีย ไม่มีในโลกเลย ก็สมณ-
พราหมณ์ทั้งหลายมากำหนดความคาดคะเน
ทิฏฐิทั้งหลาย (ของตน) แล้ว จึงกล่าวทิฏฐิ
ธรรมอันเป็นคู่กันไป จริง ๆ เท็จ.
บุคคลเจ้าทิฏฐิ อาศัยทิฏฐิธรรม
เหล่านี้ คือ รูปที่ได้เห็นบ้าง เสียงที่ได้ฟัง
บ้าง อารมณ์ที่ได้ทราบบ้าง ศีลและพรตบ้าง
จึงเป็นผู้เห็นความบริสุทธิ์ และตั้งอยู่ในการ
วินิจฉัยทิฏฐิแล้วร่าเริงอยู่ กล่าวว่า ผู้อื่นเป็น
คนเขลาไม่ฉลาด.
บุคคลเจ้าทิฏฐิย่อมติเตียนบุคคลอื่น
ว่าเป็นผู้เขลา ด้วยทิฏฐิใด กล่าวยกตนว่าเป็น
ผู้ฉลาดด้วยลำพังตน ย่อมติเตียนผู้อื่นกล่าว
ทิฏฐินั้นเอง บุคคลยกตนว่าเป็นคนฉลาด
ด้วยทิฏฐินั้น.
ชื่อว่าเจ้าทิฏฐินั้นเต็มไปด้วยความ
เห็นว่าเป็นสาระยิ่ง และมัวเมาเพราะมานะ
มีมานะบริบูรณ์ อภิเษกตนเองด้วยใจว่า เรา
เป็นบัณฑิต เพราะว่าทิฏฐินั้น ของเขา
บริบูรณ์แล้วอย่างนั้น.

803
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 804 (เล่ม 47)

ก็ถ้าว่าบุคคลนั้นถูกเขาว่าอยู่ จะเป็น
คนเลวทรามด้วยถ้อยคำของบุคคลอื่นไซร้
ตนก็จะเป็นผู้มีปัญญาต่ำทรามไปด้วยกัน อนึ่ง
หากว่าบุคคลจะเป็นผู้ถึงเวท เป็นนักปราชญ์
ด้วยลำพังตนเองไซร้สมณพราหมณ์ทั้งหลาย.
ก็ไม่มีใครเป็นผู้เขลา.
ชนเหล่าใดกล่าวยกย่องธรรม คือ
ทิฏฐิอื่นจากนี้ไป ชนเหล่านั้นผิดพลาด และ
ไม่บริบูรณ์ด้วยความหมดจด เดียรถีย์ทั้งหลาย
ย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยมากเพราะว่าเดียรถีย์
เหล่านั้นยินดีนัก ด้วยความยินดีในทิฏฐิของ
ตน.
เดียรถีย์ทั้งหลาย กล่าวความบริสุทธิ์
ในธรรม คือทิฏฐินี้เท่านั้น หากกล่าวความ
บริสุทธิ์ในธรรมเหล่าอื่นไม่ เดียรถีย์ทั้งหลาย
โดยมากเชื่อมั่นแม้ด้วยอาการอย่างนี้เดียรถีย์
ทั้งหลาย รับรองอย่างหนักแน่นในลัทธิของ
ตนนั้น.
อนึ่ง เดียรถีย์รับรองอย่างหนักแน่น
ในลัทธิของตนจะพึงตั้งใครอื่นว่าเป็นผู้เขลา
ในลัทธินี้เล่า เดียรถีย์นั้น เมื่อกล่าวผู้อื่นว่า

804