เพราะปรารถนาลาภ. บทว่า อวิรุทฺโธ จ ตณฺหาย รเสสุ นานุคิชฺฌติ
ไม่พิโรธไม่ยินดีในรสด้วยตัณหา คือ เป็นผู้ไม่พิโรธ เพราะไม่มีความพิโรธ
ไม่ถึงความอยากในรสอันเป็นรากเหง้าแห่งตัณหา. บทว่า อุเปกฺขโก เป็นผู้วาง
เฉย คือ เป็นผู้ประกอบด้วยฉฬังคุเบกขามีองค์ ๖. บทว่า สโต มีสติ คือ
เป็นผู้ประกอบด้วยสติมีกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นต้น. บทว่า นิสฺสยตา คือ
อันตัณหาและทิฏฐิอาศัย. บทว่า ญตฺวา ธมฺมํ รู้ธรรมแล้ว คือ รู้ธรรมด้วย
อาการมีความไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า อนิสฺสิโต คือเป็นผู้อันตัณหาและ
ทิฏฐิเหล่านั้นไม่อาศัยแล้วอย่างนี้. ท่านแสดงว่า นอกจากธรรมญาณเสียแล้ว
ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย ไม่มี. บทว่า ภวาย วิกวาย วา เพื่อความมี หรือความ
ไม่มี คือ เพื่อสัสสตทิฏฐิ หรือ เพื่ออุจเฉททิฏฐิ. บทว่า ตํ พฺรูมิ อุปสนฺโต
คือเรากล่าวผู้เห็นปานนั้น ดังที่กล่าวไว้แล้วในคาถาหนึ่ง ๆ ว่าเป็นผู้สงบ.
บทว่า อตาริ โส วิสตฺติกํ ผู้นั้นข้ามตัณหาได้แล้ว คือ ข้ามมหาตัณหา
กล่าวคือวิสัตติกาอันได้แก่ความอยากจัดโดยความเป็นของกว้างใหญ่ไพศาลเป็น
ต้นได้แล้ว.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงสรรเสริญผู้สงบนั้นจึงตรัสว่า น
ตสฺส ปุตฺตา บุตรของผู้นั้นไม่มี ดังนี้เป็นต้น.
บุตรทั้งหลายในบทว่า ปุตฺตา นั้นได้แก่บุตร ๔ จำพวก มีบุตรเกิด
แต่ตนเป็นต้น. อนึ่งในบทนี้ พึงทราบว่าบุตรที่นำมาเลี้ยงท่านก็เรียกว่าบุตร.
เพราะบุตรของเขาเองไม่มี. บทว่า เยน นํ วชฺชุํ ปุถุชฺชนา อโถ
สมณพฺราหฺมณา ปุถุชนหรือสมณพราหมณ์ จะพึงกล่าวกะผู้นั้นโดยโทษมี
ราคะเป็นต้นใด ความว่า ปุถุชน เทวดา มนุษย์และสมณพราหมณ์ภายนอก
จากนี้จะพึงกล่าวกะผู้นั้นว่า ผู้ยินดีแล้วหรือผู้ประทุษร้ายแล้วโดยโทษมีราคะ