ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 785 (เล่ม 47)

เพราะปรารถนาลาภ. บทว่า อวิรุทฺโธ จ ตณฺหาย รเสสุ นานุคิชฺฌติ
ไม่พิโรธไม่ยินดีในรสด้วยตัณหา คือ เป็นผู้ไม่พิโรธ เพราะไม่มีความพิโรธ
ไม่ถึงความอยากในรสอันเป็นรากเหง้าแห่งตัณหา. บทว่า อุเปกฺขโก เป็นผู้วาง
เฉย คือ เป็นผู้ประกอบด้วยฉฬังคุเบกขามีองค์ ๖. บทว่า สโต มีสติ คือ
เป็นผู้ประกอบด้วยสติมีกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นต้น. บทว่า นิสฺสยตา คือ
อันตัณหาและทิฏฐิอาศัย. บทว่า ญตฺวา ธมฺมํ รู้ธรรมแล้ว คือ รู้ธรรมด้วย
อาการมีความไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า อนิสฺสิโต คือเป็นผู้อันตัณหาและ
ทิฏฐิเหล่านั้นไม่อาศัยแล้วอย่างนี้. ท่านแสดงว่า นอกจากธรรมญาณเสียแล้ว
ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย ไม่มี. บทว่า ภวาย วิกวาย วา เพื่อความมี หรือความ
ไม่มี คือ เพื่อสัสสตทิฏฐิ หรือ เพื่ออุจเฉททิฏฐิ. บทว่า ตํ พฺรูมิ อุปสนฺโต
คือเรากล่าวผู้เห็นปานนั้น ดังที่กล่าวไว้แล้วในคาถาหนึ่ง ๆ ว่าเป็นผู้สงบ.
บทว่า อตาริ โส วิสตฺติกํ ผู้นั้นข้ามตัณหาได้แล้ว คือ ข้ามมหาตัณหา
กล่าวคือวิสัตติกาอันได้แก่ความอยากจัดโดยความเป็นของกว้างใหญ่ไพศาลเป็น
ต้นได้แล้ว.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงสรรเสริญผู้สงบนั้นจึงตรัสว่า น
ตสฺส ปุตฺตา บุตรของผู้นั้นไม่มี ดังนี้เป็นต้น.
บุตรทั้งหลายในบทว่า ปุตฺตา นั้นได้แก่บุตร ๔ จำพวก มีบุตรเกิด
แต่ตนเป็นต้น. อนึ่งในบทนี้ พึงทราบว่าบุตรที่นำมาเลี้ยงท่านก็เรียกว่าบุตร.
เพราะบุตรของเขาเองไม่มี. บทว่า เยน นํ วชฺชุํ ปุถุชฺชนา อโถ
สมณพฺราหฺมณา ปุถุชนหรือสมณพราหมณ์ จะพึงกล่าวกะผู้นั้นโดยโทษมี
ราคะเป็นต้นใด ความว่า ปุถุชน เทวดา มนุษย์และสมณพราหมณ์ภายนอก
จากนี้จะพึงกล่าวกะผู้นั้นว่า ผู้ยินดีแล้วหรือผู้ประทุษร้ายแล้วโดยโทษมีราคะ

785
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 786 (เล่ม 47)

เป็นต้นใด. บทว่า ตํ ตสฺส อุปรกฺขตํ คือ โทษมีราคะเป็นต้นนั้นมิใช่เป็น
ความมุ่งหมายของผู้เป็นพระอรหันต์นั้น. บทว่า ตสฺมา วาเทสุ เนชติ
เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะถ้อยคำทั้งหลาย คือ ไม่หวั่นไหว
ในคำนินทาเพราะโทษมีราคะเป็นต้นนั้นเป็นเหตุ. บทว่า น อุสฺเสสุ วทเต
มุนีย่อมไม่กล่าวยกย่องในบุคคลผู้ประเสริฐ คือ ไม่กล่าวยกย่องในบุคคลผู้ประ-
เสริฐโดยทำตนไว้ภายในแล้วยกตนว่าเราเป็นผู้ประเสริฐ. ในสองบทต่อไปก็มี
นัยนี้. บทว่า กปฺปํ เนติ อกปฺปิโย ผู้ไม่มีกัปปะ (คือตัณหาและทิฏฐิ)
ย่อมไม่มาสู่กัปปะ คือ บุคคลเห็นปานนี้นั้นย่อมไม่มาสู่กัปปะทั้งสองอย่าง.
เพราะเหตุไร. เพราะเป็นผู้ไม่มีกัปปะ คือ ตัณหาและทิฏฐิ. ท่านอธิบายว่า
เป็นผู้ละกัปปะได้แล้ว. บทว่า สกํ ของตน คือ ยึดถือว่าของเรา. บทว่า
อสตา จ น โสจติ ไม่เศร้าโศกเพราะสิ่งที่ไม่มีอยู่ คือ ไม่เศร้าโศก เพราะ
ความไม่มีเป็นต้นและเพราะความไม่มีอยู่. บทว่า ธมฺเมสุ จ น คจฺฉติ
และไม่ลำเอียงในธรรมทั้งหลาย คือ ไม่ลำเอียงในธรรมทั้งปวงด้วยความพอใจ
เป็นต้น . บทว่า ส เว สนฺโตติ วุจฺจติ บุคคลนั้นแลเรากล่าวว่าเป็น
ผู้สงบ คือ เรากล่าวบุคคลเห็นปานนั้นว่า เป็นผู้สงบ สูงสุดกว่าคน. พระผู้
มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต.
เมื่อจบเทศนา เทวดาแสนโกฏิ ได้บรรลุพระอรหัต. จำนวนผู้บรรลุ
โสดาบันเป็นต้นเหลือจะนับ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาปุราเภทสูตรที่ ๑๐ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

786
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 787 (เล่ม 47)

กลหวิวาทสูตรที่ ๑๑
ว่าด้วยเหตุเกิดจากของที่รักเป็นต้น
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
[๔๑๘] ความทะเลาะ, ความวิวาท,
ความร่ำไร, ความเศร้าโศก, กับทั้งความ
ตระหนี่, ความถือตัว, ความดูหมิ่นผู้อื่น,
และทั้งคำส่อเสียด, เกิดจากอะไร ธรรม
เครื่องเศร้าหมองเหล่านั้น เกิดจากอะไร
ขอเชิญพระองค์ จงตรัสบอกเนื้อความที่
ข้าพระองค์ถามนั้นเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ความทะเลาะ, ความวิวาท ความ
ร่ำไร, ความเศร้าโศก กับทั้งความตระหนี่,
ความถือตัว, ความดูหมิ่นผู้อื่น และทั้งคำ
ส่อเสียด, ต่างเกิดจากของที่รัก, ความทะ-
เลาะ ความวิวาท ต่างประกอบด้วยความ
ตระหนี่, เมื่อความวิวาทเกิดแล้ว คำส่อ-
เสียดย่อมเกิด.
พระพุทธนิมิตตรัสถามต่อไปว่า

787
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 788 (เล่ม 47)

ความรักในโลกเล่ามีอะไรเป็นเหตุ
แม้อนึ่ง ชนเหล่าใดมีกษัตริย์เป็นต้น มี
ความโลภ เที่ยวไปในโลก ความโลภของ
ชนมีกษัตริย์เป็นต้นเหล่านั้น มีอะไรเป็น
เหตุ ความหวังและความสำเร็จของนรชน
ซึ่งมีในสัมปรายภพ มีอะไรเป็นเหตุ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ความรักในโลกมีความพอใจเป็นเหตุ
แม้อนึ่ง ชนเหล่าใดมีกษัตริย์เป็นต้น มี
ความโลภเที่ยวไปในโลก ความโลภของชน
มีกษัตริย์เป็นต้นเหล่านั้น มีความพอใจเป็น
เหตุ ความหวังและความสำเร็จของนรชน
ซึ่งมีในสัมปรายภพ มีความพอใจนี้เป็นเหตุ.
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
ความพอใจในโลกเล่ามีอะไรเป็นเหตุ
แม้การวินิจฉัย คือตัณหาและทิฏฐิก็ดี ความ
โกรธ โทษแห่งการกล่าวมุสา และความ
สงสัยก็ดี ที่พระสมณะตรัสแล้ว เกิดจาก
อะไร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

788
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 789 (เล่ม 47)

บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวสุขเวทนาและ
ทุกขเวทนาใดว่า เป็นความยินดีและความ
ไม่ยินดีในโลก ความพอใจย่อมเกิด เพราะ
อาศัยสุขเวทนาและทุกขเวทนา สัตว์ในโลก
เห็นความเสื่อมไปและความเกิดขึ้นในรูปทั้ง
หลายแล้ว ย่อมกระทำการวินิจฉัย.
ความโกรธ โทษแห่งการกล่าวมุสา
และความสงสัยธรรมแม้เหล่านี้ เมื่อความ
ยินดีและความไม่ยินดีทั้งสองอย่างนั่นแหละ
มีอยู่ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ บุคคลผู้มีความสงสัย
พึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ ท่านผู้เป็นสมณะ
รู้แล้ว จึงกล่าวธรรมทั้งหลาย.
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
ความยินดีและความไม่ยินดี มีอะไร
เป็นเหตุ เมื่อธรรมอะไรไม่มี ธรรมเหล่านี้
จึงไม่มี ขอพระองค์จงตรัสบอกอรรถ คือ
ทั้งความเสื่อมไปและทั้งความเกิดขึ้น (แห่ง
ความยินดีและความไม่ยินดี) นี่ว่า มีสิ่งใด
เป็นเหตุ แก่ข้าพระองค์เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

789
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 790 (เล่ม 47)

ความยินดี ความไม่ยินดี มีผัสสะ
เป็นเหตุ เมื่อผัสสะไม่มี ธรรมเหล่านี้จึงไม่มี
เราขอบอกอรรถ คือ ทั้งความเสื่อมไป และ
ทั้งความเกิดขึ้นนี้ว่า มีผัสสะนี้เป็นเหตุ แก่
ท่าน.
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
ผัสสะในโลกเล่า มีอะไรเป็นเหตุ
อนึ่ง ความหวงแหนเกิดจากอะไร เมื่อธรรม
อะไรไม่มี ความถือว่าสิ่งนี้เป็นของเราจึงไม่มี
เมื่อธรรมอะไรไม่มี ผัสสะ จึงไม่ถูกต้อง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ผัสสะ อาศัยนามและรูปจึงเกิดขึ้น
ความหวงแหน มีความปรารถนาเป็นเหตุ
เมื่อความปรารถนาไม่มี ความถือว่า สิ่งนี้
เป็นของเราจึงไม่มี เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึง
ไม่ถูกต้อง.
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างไร รูปจึงไม่มี
อนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี อย่างไรจึงไม่มี ขอ
พระองค์โปรดตรัสบอกอาการที่รูปและสุข

790
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 791 (เล่ม 47)

ทุกข์นี้ไม่มีแก่พระองค์เถิด ข้าพระองค์มีใจ
ดำริว่า เราควรรู้ความข้อนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
บุคคลเป็นผู้ไม่มีสัญญาเป็นปกติ
เป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญาอันผิดปกติ
เป็นผู้ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เป็นผู้มีสัญญาว่าไม่มี
ก็มิใช่ เมื่อบุคคลปฏิบัติแล้วอย่างนี้ รูปจึง
ไม่มี เพราะว่าธรรมเป็นส่วนแห่งความเนิ่น
ช้า มีสัญญาเป็นเหตุ.
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
ข้าพระองค์ได้ถามความข้อใดกะ
พระองค์ พระองค์ก็ได้ทรงแสดงความข้อ
นั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ขอถาม
ความข้ออื่นกะพระองค์ ขอเชิญพระองค์
ตรัสบอกความข้อนั้นเถิด.
ก็สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตพวก
หนึ่งในโลกนี้ ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ของ
สัตว์ว่าเป็นยอดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ หรือว่า
ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์อย่างอื่นอันยิ่งไปกว่า
รูปสมาบัตินี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

791
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 792 (เล่ม 47)

ก็สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าเที่ยง
พวกหนึ่ง (มีความถือตัวว่า) เป็นบัณฑิต
ในโลกนี้ ย่อมกล่าวอรูปสมาบัตินี้ว่า เป็น
ความบริสุทธิ์ของสัตว์แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้
มณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าขาดสูญพวกหนึ่ง
เป็นผู้มีวาทะว่าตนเป็นคนฉลาดในอนุปาทิ-
เสสนิพพาน ย่อมโต้เถียงสมณพราหมณ์ผู้มี
วาทะว่าเที่ยงเหล่านั้น.
ส่วนท่านผู้เป็นมุนี รู้บุคคลเจ้าทิฏฐิ
เหล่านั้นว่า เป็นผู้อาศัยสัสสตทิฏฐิและอุจ-
เฉททิฏฐิ ท่านผู้เป็นมุนีนั้นเป็นนักปราชญ์
พิจารณารู้ผู้อาศัยทิฏฐิทั้งหลายแล้ว รู้ธรรม
โดยลักษณะมีความไม่เที่ยงและเป็นทุกข์เป็น
ต้น หลุดพ้นแล้ว ย่อมไม่ทะเลาะวิวาทกับ
ใคร ย่อมไม่มาเพื่อความเกิดในภพน้อยใหญ่
จบกลหวิวาทสูตรที่ ๑๑

792
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 793 (เล่ม 47)

อรรถกถากลหวิวาทสูตรที่ ๑๑
กลหวิวาทสูตร มีคำเริ่มต้นว่า กุโต ปหูตา กลหา วิวาทา
ความทะเลาะ ความวิวาท เกิดจากอะไร ดังนี้เป็นต้น.
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?
ในมหาสมัยนั้นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรแม้นี้ เพื่อทรง
ทำให้แจ้งถึงธรรมเหล่านั้นแก่เทวดาบางพวกผู้มีจิตเกิดขึ้นว่า ธรรมทั้งหลาย ๘
ประการมีการทะเลาะกันเป็นต้นเกิดแต่เหตุไรหนอ จึงให้พระพุทธนิมิตตรัส
ถามพระองค์โดยนัยก่อนนั่นแล.
ในพระสูตรนั้นคาถาทั้งหมดมีการเชื่อมความปรากฏชัดแล้ว เพราะอยู่
ตามลำดับของการถามและการตอบ. แต่พึงทราบถึงการพรรณนาบทที่ยากของ
คาถาเหล่านั้นดังต่อไปนี้. บทว่า กุโต ปหูตา กลหา วิวาทา ได้แก่ธรรม
เครื่องเศร้าหมองเหล่านี้ คือ ความทะเลาะและความวิวาทอันเป็นเบื้องต้นของ
ความทะเลาะนั้นเกิดจากอะไร. บทว่า ปริเทวโสกา สหมจฺฉรา จ คือ
ความร่ำไร ความเศร้าโศก พร้อมกับความตระหนี่เกิดจากอะไร. บทว่า
มานาติมานา สหเปสุณา จ คือความถือตัว ความดูหมิ่นพร้อมด้วยคำ
ส่อเสียดเกิดจากไหน. บทว่า เต ได้แก่ ธรรมคือกิเลส ๘ อย่าง แม้
ทั้งหมดเหล่านั้น. บทว่า ตทิงฺฆ พฺรูหิ คือ ขอพระองค์จงตรัสบอกเนื้อความ
ที่ข้าพระองค์ถามนั้นเถิด คือ ข้าพระองค์ขอวิงวอนพระองค์. บทว่า อิงฺฆ
เป็นนิบาตมีความว่า ขอร้อง. บทว่า ปิยปฺปหูตา คือ เกิดจากสิ่งที่รัก.
เป็นอันยุติดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในนิเทศนี้นั่นแล. บทว่า มจฺเฉร-
ยุตฺตา กลหา วิวาทา ความทะเลาะ ความวิวาทประกอบเข้าแล้วด้วยความ

793
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 794 (เล่ม 47)

ตระหนี่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า มิใช่วัตถุเป็นที่รักอย่างเดียวเท่านั้น
แม้ความตระหนี่ก็เป็นเหตุแห่งความทะเลาะและความวิวาทด้วยบทนี้. พึงทราบ
ว่าธรรมเหล่านั้นทั้งหมดพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยหัวข้อแห่งความทะเลาะ
ความวิวาทในบทนี้. ความวิวาทเป็นเหตุแห่งคำส่อเสียดเหมือนความตระหนี่
เป็นเหตุแห่งความทะเลาะความวิวาท ฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า วิวาทชาเตสุ จ เปสุณานิ ก็เมื่อความวิวาทเกิดขึ้นแล้วคำส่อเสียด
ย่อมเกิด. บทว่า ปิยา สุ โลกสฺมึ กุโตนิทานา เย วาปิ โลภา
วิจรนฺติ โลเก ความรักในโลกมีอะไรเป็นเหตุ แม้อนึ่งชนเหล่าใดมีความ
โลภเที่ยวไปในโลก ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในบทนี้ว่า ความ
ทะเลาะเกิดจากความรัก ความรักนั้นในโลกมีอะไรเป็นเหตุ. พระพุทธนิมิต
ตรัสถามเนื้อความทั้งสองด้วยคาถาเดียวว่า มิใช่ความรักอย่างเดียว อนึ่ง ชน
เหล่าใดมีกษัตริย์เป็นต้น มีความโลภเที่ยวไป คือเที่ยวไปเพราะความโลภเป็น
เหตุ เพราะถูกความโลภครอบงำ ความโลภของชนมีกษัตริย์เป็นต้นเหล่านั้น
มีอะไรเป็นเหตุ. บทว่า อาสา จ นิฏฺฐา จ ความหวังและความสำเร็จ
คือ ความหวังและความสำเร็จ เพราะความหวังนั้น. บทว่า เย สมฺปรายาย
นรสฺส โหนฺติ คือ ความหวังและความสำเร็จของนรชนซึ่งมีในสัมปรายภพ
ท่านอธิบายว่า ภพเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. คำถามนี้ก็อย่างเดียวกัน. บทว่า
ฉนฺทานิทานานิ ความรักมีความพอใจเป็นเหตุ คือความรักมีความพอใจ
ในกามเป็นต้นเป็นเหตุ. บทว่า เย วาปิ โลภา วิจรนฺติ ชนเหล่าใด
มีความโลภเที่ยวไป พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้เนื้อความแม้ทั้งสองโดยความ
เป็นอันเดียวกันว่า อนึ่ง ชนเหล่าใดมีกษัตริย์เป็นต้นมีความโลภเที่ยวไป แม้

794