ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 775 (เล่ม 47)

ศัพท์เข้ากับ โนเจกิร ศัพท์เป็น โน เจ กิร อาห แล้วพึงเห็นความ
อย่างนี้ โน เจ กิร กเถสิ ได้ยินว่าถ้าพระองค์ไม่ตรัส ดังนี้. บทว่า
โมมุหํ คือ ลุ่มหลงหรืองมงาย. บทว่า ปจฺเจนฺติ คือ รู้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงปฎิเสธคำถามอาศัยการเห็นนั้นของ
มาคันทิยพราหมณ์จึงตรัสคาถาว่า ทิฏฺฐิญฺจ นิสฺสาย ก็ท่านอาศัยการเห็น
กามอยู่บ่อย ๆ ดังนี้เป็นต้น.
บทนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมาคัน-
ทิยพราหมณ์ท่านอาศัยการเห็นกามอยู่บ่อย ๆ ได้ถึงความหลงใหลไปในทิฏฐิที่
ท่านยึดมั่นแล้ว และท่านก็มิได้เห็นสัญญาแม้แต่น้อยจากความสงบภายในที่เรา
กล่าวแล้ว หรือจากการปฏิบัติ หรือจากการแสดงธรรมด้วยเหตุนั้นท่านจึง
เห็นธรรมนี้โดยความเป็นผู้งมงาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงความโต้แย้งของมาคันทิย-
พราหมณ์ผู้งมงายอยู่ในการเห็นที่ตนยึดมั่นอย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อจะทรงแสดง
ถึงความไม่โต้แย้งของพระองค์ผู้ปราศจากความงมงายในธรรมเหล่านั้นและใน
ธรรมอื่นจึงตรัสคาถาว่า สโม วิเสสี เราเป็นผู้เสมอเขา วิเศษกว่าเขา ดังนี้
เป็นต้น.
บทนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ ผู้ใดย่อมสำคัญด้วยมานะ ๓ อย่าง หรือ
ด้วยทิฏฐิอย่างนี้ ผู้นั้นพึงวิวาทด้วยมานะนั้น ด้วยทิฏฐินั้นหรือด้วยบุคคลนั้น
แต่ผู้ใดไม่หวั่นไหวใน ๓ อย่างนี้ว่าเราเสมอเขา วิเศษกว่าเขาเป็นต้นเช่นกับเรา
ผู้นั้นย่อมไม่มีการวิวาท. พึงทราบปาฐะที่เหลือว่า น จ หีโน มีอะไรอีก. มี
คาถาว่า สจฺจนฺติ โน.

775
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 776 (เล่ม 47)

บทนั้นมีอธิบายว่า บุคคลเห็นปานนี้นั้น เป็นผู้ละมานะทิฏฐิได้แล้ว
ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ นัยว่า เพราะเป็นผู้ลอยบาปได้แล้วเป็นต้น จะพึงกล่าวอะไร
กล่าวเพื่ออะไร หรือกล่าวด้วยเหตุอะไรว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง หรือจะพึงวิวาท
เพราะมานะหรือทิฏฐิอะไรว่า ของเราจริง ของท่านเท็จ อนึ่งความสำคัญว่า
เสมอเขาโดยเป็นไปว่า เราเป็นเช่นกับเขา หรือไม่เสมอเขาโดยเป็นไปด้วย
ภาวะทั้งสองอย่างพวกนี้ ย่อมไม่มีในผู้ใด ผู้เป็นขีณาสพเช่นเรา ผู้นั้นจะพึง
โต้ตอบโต้เถียงวาทะกับใครในความเสมอกันเป็นต้น. พึงทราบคาถาต่อไปว่า
บุคคลเห็นปานนี้ละอาลัยได้แล้วโดยส่วนเดียวมิใช่หรือ.
ในบทเหล่านั้นบทว่า โอกํ ปหาย ละอาลัยได้แล้วคือละทิ้งโอกาสแห่ง
วิญญาณอาศัยรูปและวัตถุเป็นต้นด้วยการละความกำหนัดเพราะความพอใจใน
สิ่งนั้น. บทว่า อนิเกตสารี ไม่ระลึกถึงอารมณ์เครื่องกำหนดหมาย คือไม่ระลึก
ถึงรูปนิมิตอันเป็นเครื่องกำหนดหมายเหล่านั้นด้วยอำนาจตัณหา. บทว่า คาเม
อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานิ มุนีไม่ทำความสนิทสนมในชาวบ้าน คือไม่ทำ
ความสนิทสนมกับคฤหัสห์ในบ้าน. บทว่า กาเมหิ ริตฺโต เป็นผู้สงัดจากกาม
ทั้งหลายคือเป็นผู้ว่างจากกามทั้งปวงเพราะไม่มีความกำหนัดเพราะความพอใจ
ในกามทั้งหลาย. บทว่า อปุเรกฺขราโน คือไม่ทำอัตภาพให้เกิดอีกต่อไป.
บทว่า กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กยิรา คือไม่พึงกล่าวแก่งแย่งกับชน.
พึงทราบคาถาต่อไปว่า บุคคลเห็นปานนั้นเป็นผู้สงัดจากทิฏฐิ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เยหิ คือจากทิฏฐิเป็นต้น. บทว่า วิวิตฺโต
วิจเรยฺย คือเป็นผู้สงัดแล้วพึงเที่ยวไป. บทว่า น ตานิ อุคฺคยฺห วเทยฺย

776
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 777 (เล่ม 47)

นาโค บุคคลผู้ประเสริฐไม่พึงถือเอาธรรมเหล่านั้นขึ้นกล่าว คือบุคคลผู้ประ-
เสริฐได้แก่ผู้ไม่ทำบาปไม่พึงถือเอาทิฏฐิเหล่านั้นขึ้นกล่าว. บทว่า เอลมฺพุชํ
เหมือนดอกปทุม ท่านอธิบายว่าดอกปทุมมีก้านเป็นหนามเกิดในน้ำโคลนตม.
บทว่า ยถา ชเลน ปงฺเกน จ นูปลิตฺตํ ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำและโคลนตม
คือเหมือนดอกปทุมนั้นไม่ติดอยู่ด้วยน้ำและโคลนตม. บทว่า เอวํ มุนิ สนฺ-
ติวาโท อคิทฺโธ มุนีผู้มีถ้อยคำสงบ ไม่กำหนัดยินดี คือมุนีผู้มีถ้อยคำใน
ภายในไม่กำหนัดยินดี เพราะไม่มีความอยาก. บทว่า กาเม จ โลเก จ
อนูปลิตฺโต ไม่ติดอยู่ในกามและในโลก คือไม่ติดอยู่ในกาม ๒ อย่างและใน
โลกมีอบายเป็นต้นด้วยกามแม้ ๒ อย่าง. มีอะไรต่อไป. มีคาถาว่า น เวทคู
เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า น เวทคู ทิฏฺฐิยา บุคคลผู้ถึงเวทเป็นผู้ไม่
ดำเนินไปด้วยทิฏฐิ ความว่า บุคคลผู้ถึงเวทคือมรรค ๔ เช่นเราไม่เป็นผู้ไป
ด้วยทิฏฐิคือเป็นผู้ไม่ดำเนินไปด้วยทิฏฐิ หรือเป็นผู้ไม่กลับไปสู่ทิฏฐินั้น ๆ
โดยความเป็นสาระ. ชื่อว่า ทิฏฺฐิยายโก เพราะเป็นผู้ไปด้วยทิฏฐิ หรือ
เพราะเป็นผู้ไปสู่ทิฏฐิ. บทว่า น มุติยาสมานเมติ บุคคลนั้นไม่กลับมา
สู่มานะด้วยการรู้คือ บุคคลนั้นไม่มาสู่มานะแม้ด้วยการรู้มีรู้รูปเป็นต้น. บทว่า
น หิ ตมฺมโย โส บุคคลนั้นใช่เป็นผู้สำเร็จด้วยตัณหาเเละทิฏฐินั้น คือบุคคล
นั้นใช่เป็นผู้เช่นกับผู้สำเร็จด้วยตัณหาและทิฏฐินั้น. บทว่า น กมฺมุนา โนปิ
สุเตน เนยฺโย บุคคลนั้นแม้กรรมและสุตะพึงนำไปไม่ได้ คือ บุคคลนั้นอัน
กรรมมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น หรือสุตะมีสุตะอันบริสุทธิ์เป็นต้นพึงนำไปไม่ได้.
บทว่า อนูปนีโต โส นิเวสเนสุ บุคคลนั้นอันสิ่งใดสิ่งหนึ่งน้อมเข้าไปไม่ได้

777
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 778 (เล่ม 47)

แล้วในนิเวศน์คือตัณหาและทิฏฐิทั้งปวง เพราะละการเข้าไปใกล้แม้ธรรมสอง
อย่างได้แล้ว. พึงทราบคาถาว่า สญฺญาวิรตฺตสฺส ต่อไป.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สญฺญาวิรตฺตสฺส แก่บุคคลผู้คลายสัญญาได้
แล้ว คือ สัญญามีกามสัญญาเป็นต้น จะได้แล้วด้วยภาวนาอันมีเนกขัมสัญญา
เป็นหัวหน้า. ด้วยบทนี้ท่านประสงค์เอาสมถยานิก (มีสมถะเป็นยาน) อันเป็น
อุภโตภาควิมุต (พ้นแล้วทั้งสองฝ่าย). บทว่า ปญฺญาวิมุตฺตสฺส แก่บุคคลผู้
หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา คือหลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวงด้วยภาวนาอันมี
วิปัสสนาเป็นหัวหน้า ด้วยบทนี้ท่านประสงค์เอาพระสุกขวิปัสสก. บทว่า
สญฺญญฺจ ทิฏฺฐิญฺจ เย อคฺคเหสุํ เต ฆฏฺฏมานา วิจรนฺติ โลเก ชน
เหล่าใดถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้นกระทบกระทั่งกันและกันเที่ยวไปใน
โลกความว่า ชนเหล่าใดถือสัญญามีกามสัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะ ชนเหล่านั้น
เป็นคฤหัสถ์กระทบกระทั่งกันมีกามเป็นเหตุเที่ยวไป อนึ่งชนเหล่าใดถือทิฏฐิ
โดยเฉพาะ ชนเหล่านั้นเป็นบรรพชิต ชนเหล่านั้นกระทบกระทั่งกันและกันมี
ธรรมเป็นเหตุเที่ยวไป. บทที่เหลือในสูตรนี้บทใดยังมิได้กล่าวไว้ บทนั้นพึง
ทราบโดยทำนองเดียวกันกับที่ท่านไว้แล้วนั่นแล.
เมื่อจบเทศนา พราหมณ์และนางพราหมณีออกบวชแล้ว ได้บรรลุ
พระอรหัต.
จบอรรถกถามาคันทิยสูตรที่ ๙ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

778
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 779 (เล่ม 47)

ปุราเภทสูตรที่ ๑๐
ว่าด้วยบุคคลผู้สงบ
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
[๔๑๗] บุคคลผู้มีความเห็นอย่างไร
มีศีลอย่างไร บัณฑิตจึงกล่าวว่าเป็นผู้สงบ
ท่านพระโคดม พระองค์ผู้อันข้าพระองค์
ถามแล้ว ขอจงตรัสบอกนระผู้สูงสุดแก่
ข้าพระองค์เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ผู้ใดปราศจากตัณหาก่อนแต่สรีระ
แตก เป็นผู้ไม่อาศัย กาลเบื้องต้น (อดีต)
และเบื้องปลาย (อนาคต) อันใคร ๆ จะพึง
นับว่า เป็นผู้ยินดีแล้ว ในกาลท่ามกลาง
(ปัจจุบัน) ไม่ได้ ความมุ่งหวังของผู้นั้นย่อม
ไม่มี เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้สงบ.
ผู้ใดไม่โกรธ ไม่สะดุ้ง ไม่โอ้อวด
ไม่คะนอง พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ผู้
นั้นแล เป็นมุนีผู้สำรวมแล้วด้วยวาจา.
ผู้ใดไม่ทะเยอทะยานในสิ่งที่ยังไม่
มาถึง ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว เป็น

779
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 780 (เล่ม 47)

ผู้มีปกติเห็นความสงัดในผัสสะ อันใคร ๆ
จะนำไปในทิฏฐิทั้งหลายไม่ได้เลย ผู้ใด
ปราศจากกิเลส ไม่หลอกลวง มีปกติไม่
ทะเยอทะยาน ไม่ตระหนี่ ไม่คะนอง ไม่
เป็นที่เกลียดชัง ไม่ประกอบในคำส่อเสียด.
เว้นจากความเชยชมในกามคุณอัน
เป็นวัตถุน่ายินดี ทั้งไม่ประกอบในการดู
หมิ่น เป็นผู้ละเอียดอ่อน มีปฏิภาณ ไม่
เชื่อต่อใคร ๆ ไม่กำหนัดยินดี ไม่ศึกษา
เพราะใคร่ลาภ ไม่โกรธเคืองในเพราะความ
ไม่มีลาภ และเป็นผู้ไม่พิโรธ ไม่ยินดีใน
รสด้วยตัณหา เป็นผู้วางเฉย มีสติทุกเมื่อ
ไม่สำคัญตัว ว่าเสมอเขา ว่าวิเศษกว่าเขา
ว่าเลวกว่าเขาในโลก กิเลสอันฟูขึ้นทั้งหลาย
ของผู้นั้น ย่อมไม่มี.
ตัณหานิสัยและทิฏฐินิสสัยของผู้
ใดไม่มี ผู้นั้นรู้ธรรมแล้ว เป็นผู้อันตัณหา
และทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว ความทะยานอยาก
เพื่อความมี หรือเพื่อความไม่มีของผู้ใดไม่มี
เรากล่าวผู้นั้น ผู้ไม่มีความห่วงใยในกามทั้ง
หลายว่า เป็นผู้สงบกิเลส เครื่องร้อยรัดทั้ง
หลายของผู้ใดไม่มี ผู้นั้นข้ามตัณหาได้แล้ว.

780
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 781 (เล่ม 47)

บุตร ธิดา สัตว์เลี้ยง ไร่นาและที่ดิน
ของผู้ใดไม่มี แม้ความเห็นว่าเป็นตัวตนก็ดี
ความเห็นว่าไม่เป็นตัวตนก็ดี อันใคร ๆ
ย่อมไม่ได้ในผู้นั้น
ปุถุชนหรือสมณพราหมณ์จะพึงกล่าว
กะผู้นั้น (ว่าผู้ยินดีแล้ว หรือผู้ประทุษร้าย
แล้ว) โดยโทษมีราคะเป็นต้นใด โทษมีราคะ
เป็นต้นนั้น ไม่ใช่เป็นความมุ่งหวังของผู้นั้น
เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นย่อมไม่หวั่นไหว ใน
เพราะถ้อยคำทั้งหลาย.
มุนีผู้ปราศจากความกำหนัดยินดีไม่
มีความตระหนี่ ย่อมไม่กล่าวยกย่องใน
บุคคลผู้ประเสริฐกว่า ผู้เสมอกัน หรือผู้เลว
กว่า ผู้ไม่มีกัปปะ (คือตัณหาแลทิฏฐิ) ย่อม
ไม่มาสู่กัปปะ ผู้ใดไม่มีความหวงแหนว่า
ของตนในโลก ไม่เศร้าโศกเพราะสิ่งที่ไม่มี
อยู่ และไม่ลำเอียงในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้น
แล เรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ.
จบปุราเภทสูตรที่ ๑๐

781
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 782 (เล่ม 47)

อรรถกถาปุราเภทสูตรที่ ๑๐
ปุราเภทสูตร มีคำเริ่มต้นว่า กถํทสฺสี ดังนี้.
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?
ท่านกล่าวถึงการเกิดแห่งพระสูตรนี้และอีก ๕ พระสูตร คือ กลหวิวาท-
สูตร จูฬวิยูหสูตร มหาวิยูหสูตร ตุวฏกสูตร และอัตตทัณฑสูตร โดยความ
เสมอกันตามนัยดังกล่าวแล้วในการเกิดแห่งสัมมาปริพาชนิยสูตรนั้นแล. แต่
โดยความต่างกัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ในมหาสมัยนั้น เพื่อทรงแสดงธรรม
ให้เป็นที่สบายแก่พวกเทวดาที่เป็นราคจริต จึงทรงให้พระพุทธนิมิตถามพระ-
องค์ แล้วได้ตรัสสัมมาปริพพาชนิยสูตรขึ้นฉันใด ในมหาสมัยนั้นก็ฉันนั้น
เหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบจิตของพวกเทวดาที่มีจิตเกิดขึ้นว่า
ก่อนตายเราควรทำอะไรหนอ เพื่อทรงอนุเคราะห์เทวดาเหล่านั้นจึงทรงนำ
พระพุทธนิมิต พร้อมด้วยภิกษุบริวาร ๑,๓๕๐ รูป มาทางอากาศ ให้พระ-
พุทธนิมิตนั้นถามปัญหาพระองค์แล้วจึงได้ตรัสพระสูตรนี้.
พึงทราบความในคำถามนั้นดังนี้ พระพุทธนิมิตตรัสถามถึงอธิปัญญา
ด้วยคำว่า บุคคลมีความเห็นอย่างไร ถามถึงอธิศีลด้วยคำว่า บุคคลมีศีล
อย่างไร ถามถึงอธิจิตด้วยคำว่า บุคคลเช่นไรเป็นผู้สงบ บทที่เหลือชัดแล้ว
ทั้งนั้น.
พึงทราบความในการตอบดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแก้อธิ-
ปัญญาเป็นต้น โดยสรูปตรัสว่าบุคคลชื่อว่าเป็นผู้สงบ เพราะกิเลสสงบโดยเป็น
ผู้มีอธิปัญญาเป็นต้น เมื่อจะทรงแสดงถึงความสงบแห่งกิเลสนั้น ๆ โดยอนุโลม
ตามอัธยาศัยของเหล่าเทวดาต่าง ๆ จึงได้ตรัสคาถามีอาทิว่า วีตตณฺโห

782
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 783 (เล่ม 47)

ผู้ปราศจากตัณหา ดังนี้เป็นต้น. ในคาถานั้นพึงทราบการเชื่อมความแห่งคาถา
๘ คาถา ตั้งแต่ต้น ด้วยคาถานี้ว่า ตํ พรูมิ อุปสนฺโต เรากล่าวผู้นั้นว่า
เป็นผู้สงบดังนี้. พึงทราบการเชื่อมความแห่งคาถาอื่นจากนั้นด้วยบทหลังแห่ง
คาถาทั้งหมดนี้ว่า ส เว สนฺโตติ วุจฺจติ ผู้นั้นแลเรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ ดังนี้.
พึงทราบความโดยนัยการพรรณนาไปตามลำดับ บทว่า วีตตณฺโห
ปุรา เภทา บุคคลปราศจากตัณหาก่อนแต่สรีระแตก คือ ละตัณหาได้ก่อนจะ
ตาย. บทว่า ปุพฺพมนฺตมนิสฺสิโต เป็นผู้ไม่อาศัยเบื้องต้นและเบื้องปลาย
อันต่างด้วยกาลมีอดีตกาลเป็นต้น. บทว่า เวมชฺเฌ นุปสงฺเขยฺโย อันใคร ๆ
จะพึงนับว่าเป็นผู้ยินดีแล้วในท่ามกลางไม่ได้ คืออันใคร ๆ จะพึงนับว่าเป็น
ผู้ยินดีแล้ว แม้ในกาลปัจจุบันไม่ได้. บทว่า ตสฺส นตฺถิ ปุเรกฺขตํ ความ
มุ่งหมายของผู้นั้นไม่มี คือ ความมุ่งหมายสองอย่าง พึงทราบการประกอบใน
คาถานี้ อย่างนี้ว่า ตํ พฺรูมิ อุปสนฺโต เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้สงบดังนี้.
ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้. เราจักไม่แสดงการประกอบนอกเหนือไปจากนี้ จัก
พรรณนาบทที่ยากเท่านั้น.
บทว่า อสนฺตาสี ไม่สะดุ้ง คือ ไม่สะดุ้งเพราะไม่มีลาภนั้น. บทว่า
อวิกตฺถี ไม่โอ้อวด คือ มีปรกติไม่โอ้อวดด้วยศีลเป็นต้น. บทว่า อกุกฺกุจฺโจ
ไม่คะนองคือเว้นจากการคะนองมือเป็นต้น. บทว่า มนฺตาภาณี พูดด้วย
ปัญญา คือ สอบแล้วสอบเล่าด้วยปัญญาแล้วจึงกล่าววาจา. บทว่า อนุทฺธโต
คือ เว้นจากความฟุ้งซ่าน, บทว่า ส เว วาจายโต ผู้นั้นเป็นมุนีสำรวมแล้ว
ด้วยวาจา คือผู้นั้นสำรวมระวังแล้วด้วยวาจา เป็นผู้กล่าววาจาเว้นจากโทษ ๔.

783
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 784 (เล่ม 47)

บทว่า นิราสตฺตี ไม่ทะเยอทะยาน คือไม่มีตัณหา. บทว่า วิเวกทสฺสี
ผสฺเสสุ เป็นผู้เห็นความสงัดในผัสสะทั้งหลาย คือเห็นความสงัดจากความเป็น
ตัวตนเป็นต้นในจักขุสัมผัสเป็นต้นอันเป็นปัจจุบัน. บทว่า ทิฏฺฐีสุ น นิยฺยติ
อันใคร ๆ จะนำไปในทิฏฐิทั้งหลายไม่ได้เลย คือจะนำไปในทิฏฐิไร ๆ ใน
ทิฏฐิ ๖๒ ไม่ได้เลย. บทว่า ปฏิลีโน ปราศจากกิเสส คือ ปราศจากกิเลส
นั้น เพราะละราคะเป็นต้นได้แล้ว. บทว่า อกุหโก ไม่หลอกลวง คือ ไม่
หลอกลวง ด้วยวัตถุหลอกลวง ๓. บทว่า อปิหาลุ คือมีปรกติไม่ทะเยอทะยาน.
ท่านอธิบายว่า เว้นจากความปรารถนาและความอยาก. บทว่า อมจฺฉรี ไม่
ตระหนี่ คือเว้นจากความตระหนี่ ๕ อย่าง. บทว่า อปฺปคพฺโภ ไม่คะนอง
คือเว้นจากความเป็นผู้คะนองกายเป็นต้น. บทว่า อเชคุจฺโฉ ไม่เป็นที่น่า
เกลียด คือ ไม่เป็นที่น่ารังเกียจ คือ ชื่นใจชอบใจ ด้วยความเป็นผู้มีศีลสม-
บูรณ์เป็นต้น. บทว่า เปสุเณยฺเย จ โน ยุโต ไม่ประกอบในคำส่อเสียด
คือ ไม่ประกอบในกรรมคือความส่อเสียดอันควรรวบรวมเข้าด้วยอาการทั้งสอง.
บทว่า สาติเยสุ อนสฺสาวี เว้นจากความชมเชยด้วยความอยากในกามคุณ
ทั้งหลายอันเป็นวัตถุน่ายินดี. บทว่า สณฺโห เป็นผู้ละเอียดอ่อน คือ เป็นผู้
ประกอบด้วยกายกรรมเป็นต้นอันละเอียดอ่อน. บทว่า ปฏิภาณวา มีปฏิภาณ
คือประกอบด้วยปฏิภาณในการเรียน การถามและการบรรลุ. บทว่า น สทฺโธ
ไม่เชื่อใคร ๆ คือไม่เชื่อใคร ๆ ถึงธรรมที่ตนบรรลุแล้วด้วยตนเอง. บทว่า
น วิรชฺชติ ไม่กำหนัด คือ ไม่กำหนัด เพราะสิ้นราคะ เพราะไม่ยินดี. บทว่า
ลาภกมฺยา น สิกฺขต ไม่ศึกษาเพราะใคร่ลาภ คือ ไม่ศึกษาพระสูตรเป็นต้น

784