พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 765 (เล่ม 47)

มาคันทิยสูตรที่ ๙
ว่าด้วยเรื่องทิฏฐิ ๖๒
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
[๔๑๖] ความพอใจในเมถุนธรรม
ไม่ได้มีแก่เราเพราะได้เห็นนางตัณหา นาง
อรดี และนางราคาเลย ความพอใจในเมถุน-
ธรรมอย่างไร จักมี เพราะได้เห็นสรีระแห่ง
ธิดาของท่านอันเต็มไปด้วยมูตรและคูถเล่า
เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระแห่งธิดาของ
ท่านนั้นแม้ด้วยเท้า.
มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า
ถ้าพระองค์ไม่ทรงปรารถนานางแก้ว
ที่พระราชาผู้เป็นจอมนระเป็นอันมากทรง
ปรารถนากันแล้วเช่นนี้ไซร้ พระองค์ตรัส
ทิฏฐิ ศีล พรต ชีวิต และการเข้าถึงภพของ
พระองค์เช่นไรหนอ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมาคันทิยะ
กิจที่เราวินิจฉัยในธรรม คือ ทิฏฐิ
๖๒ แล้วจึงยึดถือเอาว่า เรากล่าวทิฏฐินี้ว่า

765
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 766 (เล่ม 47)

ข้อนี้เท่านั้นจริง ข้ออื่นเปล่า ดังนี้ ย่อม
ไม่มีแก่เราและเราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย
อยู่ ไม่ได้ยึดถือทิฏฐิอะไร ๆ เมื่อค้นคว้า
สัจจะทั้งหลาย ก็ได้เห็นนิพพานกล่าวคือ
ความสงบ ณ ภายใน.
มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า
ทิฏฐิเหล่าใด ที่สัตว์ทั้งหลายได้วินิจ-
ฉัยกำหนดไว้แล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมุนี
พระองค์ไม่ได้ยึดถือทิฏฐิเหล่านั้นเลย ตรัส
เนื้อความนี้ใดว่า ความสงบ ณ ภายใน เนื้อ
ความนั้นอันนักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้
อย่างไรหนอ ขอพระองค์จงตรัสบอกแก่ข้า
พระองค์เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมาคันทิยะ
เราไม่ได้กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการ
เห็น การฟัง การรู้ ทั้งด้วยศีลและพรต
เราไม่กล่าวความบริสุทธิ์เว้นจากการเห็นจาก
การฟัง จากการรู้ จากศีลและพรต ก็
บุคคลสละธรรม เป็นไปในฝ่ายดำมีทิฏฐิ
เป็นต้นเหล่านี้แล้ว ไม่ถือมั่น เป็นผู้สงบ

766
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 767 (เล่ม 47)

ไม่อาศัยธรรมอะไรแล้วไม่พึงปรารถนาภพ.
มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า
ได้ยินว่า ถ้าพระองค์ไม่ตรัสความ
บริสุทธิ์ด้วยการเห็น การฟัง การรู้ ทั้งศีล
และพรต พระองค์ไม่ตรัสความบริสุทธิ์เว้น
จากการเห็น จากการฟัง จากการรู้ จากศีล
และพรต ข้าพระองค์ย่อมสำคัญธรรมเป็นที่
งงงวยทีเดียว ด้วยว่า ชนบางพวกยังเชื่อ
ความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมาคันทิยะ
ก็ท่านอาศัยการเห็น ถามอยู่บ่อย ๆ
ได้ถึงความหลงใหลไปในทิฏฐิที่ท่านยึดมั่น
แล้ว และท่านก็ไม่ได้เห็นสัญญาแม้แต่น้อย
แต่ความสงบ ณ ภายในที่เรากล่าวแล้วนี้
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงตั้งอยู่โดยความเป็นผู้
หลง.
ผู้ใดย่อมสำคัญด้วยมานะ หรือด้วย
ทิฏฐิว่า เราเป็นผู้เสมอเขา วิเศษกว่าเขา
หรือเลวกว่าเขา ผู้นั้นพึงวิวาท เพราะมานะ
หรือทิฏฐินั้น.

767
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 768 (เล่ม 47)

ผู้ใดไม่หวั่นไหว ในการถือตัวว่า
เสมอเขา วิเศษกว่าเขา ดังนี้เป็นต้น ผู้นั้น
ย่อมไม่มีการวิวาท บุคคลผู้มีมานะและทิฏฐิ
อันละได้แล้วนั้น ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ จะ
พึงกล่าวอะไร สิ่งนี้เท่านั้นจริงหรือจะพึง
วิวาทเพราะมานะหรือทิฏฐิอะไรว่า ของเรา
จริง ของท่านเท็จ อนึ่ง ความสำคัญว่า
เสมอเขาหรือว่าไม่เสมอเขา ย่อมไม่มีในที่
ใด ผู้นั้นจะพึงโต้ตอบวาทะกับใคร ๆ.
มุนีละอายได้แล้ว ไม่ระลึกถึง
อารมณ์เครื่องกำหนดหมาย ไม่กระทำความ
สนิทสนมในชาวบ้าน เป็นผู้สงัดจากกามทั้ง
หลาย ไม่ทำอัตภาพให้เกิดต่อไป ไม่พึง
กล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกับคน.
บุคคลผู้ประเสริฐ สงัดแล้วจาก
ธรรมมีทิฏฐิเป็นต้นเหล่าใด พึงเที่ยวไปใน
โลก ไม่พึงถือเอาธรรมมีทิฏฐิเป็นต้นเหล่า
นั้นขึ้นกล่าว มุนีผู้มีถ้อยคำสงบ ไม่กำหนัด
ยินดี ไม่ติดอยู่ในกามและในโลก เหมือน
ดอกปทุม มีก้านเป็นหนาม เกิดในน้ำโคลน
ตม ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำและโคลนตม ฉะนั้น.

768
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 769 (เล่ม 47)

บุคคลผู้ไม่กลับมาสู่มานะด้วยการ
ทราบ อันต่างด้วยอารมณ์ มีรูปที่ได้ทราบ
แล้วเป็นต้น บุคคลนั้นไม่เป็นผู้สำเร็จแล้ว
ด้วยตัณหา มานะ และทิฏฐินั้น บุคคลนั้น
แม้กรรมและสุตะพึงนำไปไม่ได้ บุคคลนั้น
อันสิ่งใดสิ่งหนึ่งน้อมนำเข้าไปไม่ได้แล้วใน
นิเวศน์ คือ ตัณหาและทิฏฐิ.
กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายย่อมไม่มี
แก่บุคคลผู้คลายสัญญาได้แล้ว ความหลงทั้ง
หลายย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้หลุดพ้นแล้วด้วย
ปัญญา ชนเหล่าใดยึดถือกามสัญญาและ
ทิฏฐิ ชนเหล่านั้นกระทบกระทั่งกันและกัน
เที่ยวไปอยู่ในโลก.
จบมาคันทิยสูตรที่ ๙
อรรถกถามาคันทิยสูตรที่ ๙
มาคันทิยสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ทิสฺวาน ตณฺหํ เพราะเห็นางตัณหา
ดังนี้.
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ในเวลา
ใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูโลกด้วยทิพยจักษุ ทรงเห็นอุปนิสัยพระอรหัตของมาคันทิย-

769
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 770 (เล่ม 47)

พราหมณ์พร้อมกับภรรยาชาวกัมมาสธัมมนิคม แคว้นกุรุ ทันใดนั้นเองได้
เสด็จไป ณ ที่นั้น ทรงเปล่งพระรัศมีสีทองประทับนั่ง ณ ไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง
ไม่ไกลกัมมาสธัมมนิคม.
ขณะนั้นแม้มาคันทิยพราหมณ์ก็ได้ไป ณ นิคมนั้นเพื่อล้างหน้า เห็น
รัศมีสีทองคิดว่า นี่อะไร มองดูข้างโน้นข้างนี้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ดีใจ.
นัยว่า ธิดาของพราหมณ์นั้นก็มีผิวเหมือนทองด้วย. บรรดาขัตติยกุมารเป็นต้น
เป็นอันมากพากันขอนางนั้นก็ไม่ได้. พราหมณ์ตั้งความมุ่งหมายไว้ว่าจักยกธิดา
ให้แก่สมณะผู้มีผิวคล้ายทองเท่านั้น. พราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเกิด
ความคิดขึ้นว่า สมณะนี้มีผิวเหมือนธิดาของเรา เราจะยกธิดาของเราให้สมณะ
นี้ เพราะฉะนั้น เมื่อพราหมณ์เห็นจึงดีใจ รีบไปเรือนบอกกะนางพราหมณีว่า
แม่มหาจำเริญ แม่มหาจำเริญ ฉันเห็นชายผิวทองเหมือนลูกสาวแล้ว แม่นาง
จงแต่งตัวลูกสาวเถิด เราจะยกให้สมณะนั้น. เมื่อนางพราหมณีเอาน้ำหอมอาบ
ลูกสาวแล้วตกแต่งด้วยผ้าดอกไม้และเครื่องประดับเป็นต้นอยู่นั้นเองจนถึงเวลา
ภิกขาจารของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไป
บิณฑบาตยังกัมมาสธัมมนิคม. พราหมณ์และพราหมณีก็พาธิดาไปถึงโอกาสที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ที่นั้น นางพราหมณีไม่เห็นพระผู้มีพระภาค-
เจ้า เหลียวดูข้างโน้นข้างนี้ได้เห็นแต่เครื่องลาดหญ้าที่ปูไว้เป็นที่ประทับทั้งของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย โอกาสที่
ประทับนั่งและรอยพระบาทไม่อากูล. นางพราหมณีจึงกล่าวกะพราหมณ์ว่า
พ่อพราหมณ์ นี่เครื่องลาดหญ้าปูไว้สำหรับสมณะนั้นหรือ. พราหมณ์ตอบว่า
ถูกแล้วแม่นาง. นางพราหมณีกล่าวว่า พ่อพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้นการมาของเรา

770
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 771 (เล่ม 47)

ไม่สำเร็จสมประสงค์เสียแล้ว. พราหมณ์ถามว่า เพราะอะไรเล่า แม่นาง.
นางพราหมณีตอบว่า พ่อพราหมณ์จงดูซิ ปูหญ้ายังเรียบร้อย นี่ไม่ใช่สิ่งที่
ผู้บริโภคกามจะใช้สอย. พราหมณ์กล่าวว่า แม่นางเมื่อเราแสวงหาสิ่งเป็นมงคล
แม่นางอย่าได้พูดถึงสิ่งไม่เป็นมงคลเลย. นางพราหมณีเที่ยวเดินไปข้างโน้น
ข้างนี้อีก เห็นรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวกะพราหมณ์ว่า
พ่อพราหมณ์จงดูรอยเท้านั้นซิ ผู้นี้ไม่ใช่ผู้หมกมุ่นในกามเลย. พราหมณ์ถามว่า
แม่นางรู้ได้อย่างไรกล่าว นางเมื่อจะแสดงความรู้ของตนจึงกล่าวว่า
เป็นความจริงเท้าของคนกำหนัดเป็น
เท้ากระโหย่ง เท้าของคนโทสะ เป็นเท้าขย่ม
เท้าของคนโมหะลงส้น เท้าเช่นนี้เป็นเท้า
ของผู้มีกิเลสเพียงดังหลังคาเปิดแล้ว.
กถานี้ยังไม่ชัดเจนแก่พราหมณ์และนางพราหมณีนั้น. ครั้นพระผู้มี-
พระภาคเจ้าเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว ได้เสด็จมายังไพรสณฑ์นั้น. นาง
พราหมณีเห็นพระรูปของพระผู้มีพระภาคเจ้างดงามด้วยพระลักษณะอันเลิศ
แวดวงด้วยพระรัศมีวาหนึ่ง จึงกล่าวกะพราหมณ์ว่า พ่อพราหมณ์ เห็นสมณะ
นั้นหรือยัง. พราหมณ์ตอบว่า เห็นแล้วแม่นาง. นางพราหมณีกล่าวว่า สมณะนี้
จักไม่บริโภคกามเป็นแน่ เรามาเสียเวลาเสียแล้ว ผู้มีลักษณะอย่างนี้จักบริโภค
กามข้อนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้. เมื่อพราหมณ์และนางพราหมณีสนทนากันอยู่
อย่างนี้นั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนเครื่องลาดที่เป็นหญ้า.
ลำดับนั้น พราหมณ์จูงธิดามาด้วยมือซ้าย ถือคนโทน้ำด้วยมือขวา
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวว่า บรรพชิตผู้เจริญ ท่านก็มีผิวคล้ายทอง

771
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 772 (เล่ม 47)

ทาริกานี้ก็มีผิวทอง ทาริกานี้จึงสมควรแก่ท่าน ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอ
ยกพาริกานี้ให้เป็นภรรยา เพื่อจะได้เลี้ยงดูกัน แล้วเดินตรงไปหาพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าประสงค์จะยกธิดาให้ ได้ยืนอยู่. พระผู้มีพระภาคเจ้าทำเป็นดุจมิได้
สนทนากะพราหมณ์ แต่สนทนากับคนอื่นได้ตรัสคาถานี้ว่า ทิสฺวาน ตณฺหํ
เพราะเห็นนางตัณหา ดังนี้เป็นต้น.
บทนี้มีความดังต่อไปนี้ แม้เพียงความพอใจในเมถุนมิได้มีแก่เรา
เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคาผู้เป็นธิดาพญามารซึ่งเนรมิตรูป
ต่าง ๆ มาสู่ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ ณ ควงไม้อชปาลนิโครธ ความพอใจ
อะไรจักมี เพราะเห็นรูปอันเต็มไปด้วยมูตรและกรีสของหญิงสาวนี้ เราไม่
ปรารถนาจะถูกต้องสรีระเเห่งธิดาของท่านนั้นโดยประการทั้งปวง แม้เพราะเท้า
อย่าว่าแต่จะอยู่ร่วมกันเลย.
ลำดับนั้น มาคันทิยพราหมณ์ เพื่อจะทูลถามว่า ธรรมดาบรรพชิต
ละกามอันเป็นของมนุษย์แล้วบวชเพื่อกามอันเป็นของทิพย์ แต่สมณะนี้ไม่
ปรารถนากามแม้เป็นของทิพย์ แม้อิตถีรัตนะนี้ก็ไม่ปรารถนา อะไรหนอเป็น
ทิฏฐิของสมณะนี้ จึงกล่าวคาถาที่สอง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอตาทิสํ เจ รตนํ นางแก้วเช่นนี้ มาคัน-
ทิยพราพมณ์กล่าวหมายถึง นางแก้วอันเป็นทิพย์. บทว่า นารึ มาคันทิยพราหมณ์
กล่าวหมายถึงธิดาของตน. การเห็นนั่นแหละคือทิฏฐิคตะ. บทว่า สีลวตํ นุ
ชีวิตํ ได้แก่ ทิฏฐิ ศีล พรต และชีวิต. บท่วา ภวูปปตฺติญฺจ วเทสิ
กีทิสํ คือ พระองค์ตรัสการเข้าถึงภพของพระองค์เช่นไร. สองคาถานอกจาก
นี้มีความเชื่อมกันชัดแล้ว เพราะเป็นไปโดยนัยการตอบและการถาม.

772
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 773 (เล่ม 47)

ในคาถาเหล่านั้น พึงทราบความสังเขปในคาถาต้นต่อไป. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมาคันทิยะ กิจที่เราวินิจฉัยในธรรมคือทิฏฐิ ๖๒
แล้วจึงยึดถือเอาว่า เรากล่าวอย่างนี้ว่า ข้อนี้เท่านั้นจริง ข้ออื่นเป็นโมฆะดังนี้
ย่อมไม่มีแก่เรา. เพราะเหตุไร เพราะเราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายอยู่ไม่
ยึดถือทิฏฐิไร ๆ เมื่อค้นคว้าสัจจะทั้งหลายก็ได้เห็นนิพพานอันเป็นความสงบ
ภายใน เพราะราคะเป็นต้นในภายในสงบ.
ในคาถาที่สองท่านกล่าวความสังเขปไว้ว่า ทิฏฐิเหล่าใดที่สัตว์ทั้งหลาย
เหล่านั้นได้วินิจฉัยเพราะวินิจฉัยยึดถือเอาแล้วและกำหนดไว้แล้วโดยนัยมีความ
ที่อันปัจจัยของตนปรุงแต่งแล้วเป็นต้น. มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า ข้าแต่พระมุนี
พระองค์มิได้ทรงยึดถือทิฏฐิเหล่านั้นเลย ตรัสเนื้อความนี้ใดว่า ความสงบ ณ
ภายใน เนื้อความนั้นอันนักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ ขอพระองค์
จงตรัสบอกแก่ข้าพระองค์เถิด.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงอุบายที่นักปราชญ์
ทั้งหลายประกาศบทนั้นอันตรงกันข้ามแก่มาคันทิยพราหมณ์นั้นจึงตรัสคาถาว่า
น ทิฏฺฐิยา เป็นต้น.
ในคาถานั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธศีลและพรตนอกเหนือไปจาก
สมาบัติ ๘ และญาณ ด้วยบทมีอาทิว่า น ทิฏฺฐิยา ไม่ได้กล่าวความบริสุทธิ์
ด้วยการเห็น ดังนี้. ท่านประกอบ อาห ศัพท์ที่กล่าวไว้ในบทนี้ว่า สุทฺธิมาห
เข้ากับ น อักษรในทุกบทแล้วพึงทราบความอย่างนี้ว่า เราไม่กล่าวความ
บริสุทธิ์ด้วยความเห็นดังนี้. แม้ในบทนอกนั้นก็ยังเดียวกับในบทนี้. ในบท

773
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 774 (เล่ม 47)

เหล่านั้น บทว่า อทิฏฺฐิยา นาห พึงทราบความอย่างนี้ เราไม่กล่าวความ
บริสุทธิ์เว้นสัมมาทิฏฐิ มีวัตถุ ๑๐ อนึ่ง จากการไม่ฟัง คือ เว้นการฟังมีองค์ ๙
เว้นจากการไม่รู้ คือ เว้นกัมมัสสกตาญาณ (ความรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน)
และสัจจานุโลมิกญาณ (ปรีชาเป็นไปโดยสมควรแก่การกำหนดอริยสัจ) เว้น
จากศีล คือ เว้นการสำรวมในปาติโมกข์ เว้นจากพรต คือ เว้นธุดงควัตร.
บทว่า โนปิ เตน คือเราไม่กล่าวแม้เพียงความเห็นเป็นต้นอย่างหนึ่ง ๆ ใน
ความบริสุทธิ์เหล่านั้น. บทว่า เอเต จ นิสชฺช อนุคฺคหาย ก็บุคคล
สละธรรมเหล่านี้แล้วไม่ถือมั่น ความว่า สละธรรมอันเป็นฝ่ายดำมีการเห็น
เป็นต้นอันมีในก่อนเหล่านี้ด้วยการถอนเสียแล้ว ไม่ถือมั่นธรรมอันเป็นฝ่ายขาว
มีการเห็นเป็นต้นอันมีในภายหลังด้วยการกวาดล้างธรรมที่อาศัยเสีย. บทว่า
สนฺโต อนิสฺสาย ภวํ น ชปฺเป เป็นผู้สงบไม่อาศัยธรรมอะไรแล้ว
ไม่พึงปรารถนาภพ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้สงบ เพราะสงบกิเลสด้วยการปฏิบัตินี้
ไม่อาศัยธรรมไร ๆ ในจักขุทวารเป็นต้นไม่พึงปรารถนาภพแม้ภพเดียว พึงเป็น
ผู้สามารถเพื่อความไม่ยาก เพื่อความไม่ปรารถนา อธิบายว่า นี้เป็นความสงบ
ณ ภายในของผู้นั้น.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว มาคันทิยพราหมณ์ไม่เข้าใจ
ข้อความ จึงกล่าวคาถาว่า โน เจ กิร ได้ยินว่าถ้าพระองค์ไม่ตรัสความ-
บริสุทธิ์ด้วยการเห็นดังนี้เป็นต้น.
ในคาถานั้น การเห็นเป็นต้นมีนัยดังกล่าวแล้ว มาคันทิยพราหมณ์
กล่าวแม้ในทั้งสองแห่งหมายถึงธรรมอันเป็นฝ่ายดำนั่นเอง. ท่านประกอบ อาห

774