ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 745 (เล่ม 47)

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิลีนจรสฺส ของภิกษุผู้ประพฤติหลีกเร้นอยู่
คือของภิกษุผู้ประพฤติทำจิตหลีกเร้นอยู่จากที่นั้น ๆ. บทว่า ภิกฺขุโน ได้แก่
กัลยาณปุถุชนหรือพระเสกขะ. บทว่า สามคฺคิยมาหุ ตสฺส ตํ โย อตฺตานํ
ภวเน น ทสฺสเย ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้ที่ปฏิบัติอย่างนี้ไม่แสดง
ตนในภพอันต่างด้วยนรกเป็นต้น ว่าเป็นการสมควร. อธิบายว่า ยิ่งไปกว่านั้น
บัณฑิตนั้นพึงพ้นจากความตาย.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระขีณาสพอย่างนี้ว่า ผู้ที่ไม่แสดงตน
ในภพ ดังนี้ จึงตรัสคาถา ๓ คาถา ต่อจากนี้เพื่อพรรณนาคุณของพระขีณาสพนั้น .
ในบทเหล่านั้นบทว่า สพฺพตฺถ ในอายตนะทั้งปวง คือในอายตนะ ๑๒.
ก็ในบทนี้ว่า ยทิทํ ทิฏฺฐํ สุตํ มุเตสุ วา พึงทราบการเชื่อมความอย่างนี้ว่า มุนี
ย่อมไม่ติดในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟัง หรือในอารมณ์ที่ได้ทราบ อย่างนี้.
บทว่า โธโน น หิ เตน มญฺญติ ยทิทํ ทิฏฺฐํ สุตํ มุเตสุ วา พึงทราบการ
เชื่อมความอย่างนี้เหมือนกันว่า ผู้มีปัญญาย่อมไม่ส่าคัญด้วยรูปที่ได้เห็น ด้วย
เสียงที่ได้ฟัง หรือย่อมไม่สำคัญ ในอารมณ์ที่ได้ทราบ. บทว่า น หิ โส รชฺชติ
โน วิรชฺชติ ผู้มีปัญญานั้น ย่อมไม่ยินดีย่อมไม่ยินร้าย ความว่า ผู้มีปัญญา
ย่อมไม่ยินดี เหมือนปุถุชนที่เป็นพาล ย่อมไม่ยินร้าย เหมือนกัลยาณปุถุชน
และพระเสกขะ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ยินดียินร้าย เพราะสิ้นราคะแล้วนั่นเอง.
บทที่เหลือในที่ทั้งปวงชัดดีแล้ว.
ในเวลาจบเทศนาสัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้บรรลุธรรมแล้ว
จบอรรถกถาชราสูตรที่ ๘๔,๐๐๐ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

745
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 746 (เล่ม 47)

ติสสเมตเตยยสูตรที่ ๗
ว่าด้วยความคับแค้นด้วยประกอบเมถุนธรรมเนือง ๆ
ท่านพระติสสเมตเตยยะทูลถามปัญหาว่า
[๔๑๔] ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอ
พระองค์ตรัสบอกความคับแค้นแห่งบุคคลผู้
ประกอบเมถุนธรรมเนือง ๆ เถิด ข้าพระองค์
ทั้งหลายได้สดับคำสั่งสอนของพระองค์แล้ว
จักศึกษาในวิเวก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า
ดูก่อนเมตเตยยะ ความคับแค้นของ
บุคคลผู้ประกอบเมถุนธรรมมีอยู่ บุคคล
ผู้ประกอบเมถุนธรรม ย่อมลืมแม้คำสั่งสอน
และย่อมปฏิบัติผิด นี้เป็นกิจไม่ประเสริฐใน
บุคคลนั้น.
บุคคลใดประพฤติอยู่ผู้เดียวในกาล-
ก่อนแล้ว เสพเมถุนธรรม (ในภายหลัง)
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่า เป็นคนมี
กิเลสมากในโลก เหมือนยวดยานที่แล่นไป
ใกล้เหว ฉะนั้น.

746
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 747 (เล่ม 47)

ยศและเกียรติคุณในกาลก่อนของ
บุคคลนั้น ย่อมเสื่อม บุคคลเห็นโทษแม้นี้
แล้ว ควรศึกษาไตรสิกขาเพื่อละเมถุนธรรม.
ผู้ใดไม่ละเมถุนธรรม ผู้นั้นถูกความ
ดำริครอบงำแล้ว ซบเซาอยู่เหมือนคนกำพร้า
ฉะนั้น ผู้นั้นฟังเสียงอันระบือไปของชน
เหล่าอื่นแล้ว เป็นผู้เก้อเขินเช่นนั้น.
อนึ่ง ผู้ใดอันวาทะของบุคคลอื่น
ตักเตือนแล้ว ยังกระทำกายทุจริตเป็นต้น
ผู้นี้แหละพึงเป็นผู้มีเครื่องผูกใหญ่ ย่อมถือ
เอาโทษแห่งมุสาวาท.
บุคคลอันผู้อื่นรู้กันดีแล้วว่าเป็นบัณ-
ฑิต อธิษฐานการเที่ยวไปผู้เดียว แม้ใน
ภายหลังประกอบในเมถุนธรรม ย่อมมัว-
หมองเหมือนคนงมงาย ฉะนั้น.
มุนีในศาสนานี้รู้โทษในเบื้องต้น
และเบื้องปลายนี้แล้ว ควรกระทำการเที่ยว
ไปผู้เดียวให้มั่นคง ไม่ควรเสพเมถุนธรรม.
ควรศึกษาวิเวกเท่านั้น การประพฤติ
วิเวกนี้ เป็นกิจอันสูงสุดของพระอริยเจ้า

747
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 748 (เล่ม 47)

ทั้งหลาย มุนีไม่ควรสำคัญตนว่าเป็นผู้ประ-
เสริฐด้วยวิเวกนั้น มุนีนั้นแลย่อมอยู่ใกล้
นิพพาน.
หมู่สัตว์ผู้ยินดีแล้วในกามทั้งหลาย
ย่อมรักใคร่ต่อมุนีผู้สงัดแล้วเที่ยวไปอยู่ ผู้
ไม่มีความห่วงใยในกามทั้งหลายผู้ข้ามโอฆะ
ได้แล้ว ฉะนี้แล.
จบติสสเมตเตยยสูตรที่ ๓
อรรถกถาติสสเมตเตยยสูตรที่ ๗
ติสสเมตเตยยสูตร มีคำเริ่มต้นว่า เมถุนมนุยุตฺตสฺส บุคคลผู้
ประกอบเมถุนธรรมเนื่อง ๆ ดังนี้.
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?
มีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี
มีสหายสองคนชื่อติสสะและเมตเตยยะได้พากันไปกรุงสาวัตถี. สหายทั้งสอง
นั้นในตอนเย็นเห็นมหาชนเดินมุ่งหน้าไปยังพระเชตวัน จึงถามว่า พวกท่าน
ไปไหนกัน. เมื่อชนเหล่านั้น บอกว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก
ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก พวกเราจะไปยังพระเชตวัน
เพื่อฟังธรรมนั้น. สหายทั้งสองก็พูดว่า แม้เราทั้งสองก็จะฟัง จึงพากัน ไป.
สหายทั้งสองนั่งฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงแสดงธรรมในระหว่าง

748
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 749 (เล่ม 47)

บริษัทจึงคิดกันว่า เมื่อเรายังครองเรือนอยู่คงไม่สามารถบำเพ็ญธรรมนี้ได้
สะดวกนัก. ครั้นมหาชนกลับกันไปแล้วทั้งสองจึงขอบรรพชากะพระผู้มี-
พระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระพุทธดำรัสให้ภิกษุรูปหนึ่งบวชให้สหาย
ทั้งสองนั้น. ภิกษุนั้นครั้นให้สหายทั้งสองบวชแล้วก็ให้ตจปัญจกกรรมฐานแล้ว
เตรียมจะไปอยู่ป่า. พระเมตเตยยะกล่าวกะพระติสสะว่า ดูก่อนอาวุโส พระ-
อุปัชฌาย์จะไปป่า แม้เราทั้งสองก็จะไปด้วย. พระติสสะกล่าวว่า อย่าเลยคุณ
ผมต้องการเห็นและฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านไปเถิด แล้วไม่ไป.
พระเมตเตยยะไปกับพระอุปัชฌาย์บำพ็ญสมณธรรมในป่า ไม่ช้านักก็ได้บรรลุ
พระอรหัตพร้อมกับพระอุปัชฌาย์ผู้เป็นอาจารย์. พี่ชายของพระติสสะถึงแก่กรรม
โดยพยาธิ. พระติสสะได้ข่าวแล้วก็ไปบ้านของตน ที่บ้านนั้นพวกญาติพากัน
ปลุกปลอบพระติสสะให้สึก. ฝ่ายพระเมตเตยยะก็มาถึงกรุงสาวัตถีพร้อมกับ
พระอุปัชฌาย์ผู้เป็นอาจารย์.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นออกพรรษาแล้ว เสด็จจาริกไปยัง
ชนบท เสด็จถึงบ้านนั้นโดยลำดับ. ครั้งนั้นพระเมตเตยยะถวายบังคมพระผู้มี-
พระภาคเจ้าแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่บ้านนี้มีสหายที่เป็นคฤหัสถ์
ของข้าพระองค์อยู่คนหนึ่ง ขอพระองค์โปรดอนุเคราะห์รออยู่สักครู่ก่อนเถิด
แล้วเข้าบ้านพาสหายนั้นมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ตนเองยืนอยู่ข้างหนึ่งทูลถาม
ปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาต้น เพื่อประโยชน์แก่สหายนั้น. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าเมื่อทรงพยากรณ์ปัญหาของเมตเตยยะภิกษุนั้นได้ตรัสคาถาที่เหลือ. นี้
เป็นการเกิดขึ้นของพระสูตรนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เมถุนมนุยุตฺตสฺส ได้แก่ แห่งบุคคลผู้ประ-
กอบเมถุนธรรมเสมอ ๆ. บทว่า อิติ คือพระเมตเตยยะกล่าวอย่างนี้. บทว่า

749
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 750 (เล่ม 47)

อายสฺมา นี้เป็นคำกล่าวน่ารัก. บทว่า ติสฺโส เป็นชื่อของพระเถระนั้น
เพราะพระเถระนั้นมีชื่อว่าติสสะ. บทว่า เมตฺเตยฺโย เป็นโคตร. อนึ่ง
พระเมตเตยยะนั้นได้ปรากฏโดยโคตร. เพราะฉะนั้น ในการเกิดของเรื่องนั้น
พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวว่า สหายสองคนชื่อติสสะและเมตเตยยะ. บทว่า
วิฆาตํ คือความคับแค้น. บทว่า พฺรูหิ คือจงตรัสบอก. บทว่า มาริส นี้
เป็นคำกล่าวแสดงความน่ารัก แปลว่า ผู้นิรทุกข์. ท่านอธิบายว่า ไม่มีทุกข์.
บทว่า สุตฺวาน คือฟังคำของพระองค์. บทว่า วิเวเก สิกฺขิสฺสามเส
จักศึกษาในวิเวก พระเมตเตยยะทูลวิงวอนขอให้แสดงธรรม กล่าวปรารภถึง
สหาย. แต่สหายนั้นได้รับการศึกษาดีแล้ว. บทว่า มุสฺสเต วาปิ สาสนํ
ลืมแม้คำสั่งสอน คือลืม ทำลาย คำสั่งสอนแม้สองอย่างจากปริยัติและปฏิบัติ.
บทว่า วาปิ เป็นคำเพียงทำให้เต็มบท. บทว่า เอตํ ตสฺมึ อนาริยํ นี้
เป็นกิจไม่ประเสริฐในบุคคลนั้น คือ นี้เป็นมิจฉาปฏิปทาในบุคคลนั้น.
บทว่า เอโก ปุพฺเพ จริตฺวาน ประพฤติอยู่ผู้เดียวในกาลก่อน
คืออยู่คนเดียวในกาลก่อนด้วยการบรรพชา หรือด้วยการไม่เกี่ยวข้องกับคณะ.
บทว่า ยานํ ภนฺตํว ตํ โลเก หีนมาหุ ปุถุชฺชนํ บัณฑิตทั้งหลาย
กล่าวบุคคลนั้นว่าเป็นคนมีกิเลสมากในโลกเหมือนยานที่แล่นไปฉะนั้น ความว่า
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นผู้แล่นไปผิดว่าเป็นคนเลวและเป็นคนมีกิเลสมาก
ท่านกล่าวว่าเหลือนยานที่แล่นไปด้วยการขึ้นไปในที่ไม่เรียบมีกายทุจริตเป็นต้น
ด้วยการทำลายตนในนรกเป็นต้น และด้วยการตกลงไปในเหวคือชาติเป็นต้น
เหมือนยานมียานคือช้างเป็นต้นที่ไม่ได้ฝึก ขึ้นไปยังที่ไม่เรียบ ย่อมทำลาย
คนขี่ ย่อมตกลงไปแม้ในเหวฉะนั้น.
บทว่า ยโส กิตฺติ จ ยศและเกียรติ ได้แก่ ลาภสักการะและ
ความสรรเสริญ. บทว่า ปุพฺเพ ในกาลก่อน คือ ในความเป็นบรรพชิต.

750
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 751 (เล่ม 47)

บทว่า หายเต วาปิ ตสฺส สา ได้แก่ ยศและเกียรติคุณของบุคคลผู้แล่นไป
ผิดนั้น ย่อมเสื่อม. บทว่า เอตมฺปิ ทิสฺวา บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว คือ
เห็นความเจริญแห่งยศและเกียรติในกาลก่อน และความเสื่อมในภายหลัง.
บทว่า สิกฺเขถ เมถุนํ วิปฺปหาตเว พึงศึกษาเพื่อละเมถุน คือ พึงศึกษา
ไตรสิกขา. เพราะเหตุไร ? เพราะเพื่อละเมถุน. ท่านอธิบายว่า เพื่อประ-
โยชน์แก่การละเมถุน. จริงอยู่ ผู้ใดละเมถุนไม่ได้ ผู้นั้นถูกความดำริครอบงำ
แล้วชบเซาอยู่เหมือนคนกำพร้า ฉะนั้น ผู้นั้นฟังเสียงอันระบือไปของชนเหล่า
อื่นแล้วเป็นผู้เกื้อเขินเช่นนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปเรโต ไปข้างหน้า คือประกอบแล้ว. บทว่า
ปเรสํ นิคฺโฆสํ เสียงอันระบือไปของคนอื่น คือ คำนินทาของอุปัชฌาย์
เป็นต้น. บทว่า มงฺกุ โหติ เป็นผู้เก้อเขิน คือ เป็นผู้หน้าเสีย.
คาถานอกจากนี้ มีความเชื่อมกันชัดเจนแล้ว. ในคาถาเหล่านั้น บทว่า
สตฺถานิ ได้แก่ กายทุจริตเป็นต้น. ก็กายทุจริตเป็นต้นนั้นท่านกล่าวว่า
สตฺถานิ เพราะเชือดเฉือนตนเองและผู้อื่น. อนึ่ง ในบุคคลเหล่านั้น ผู้นี้ได้ถูก
ตักเตือนมาก่อนเป็นพิเศษยังการทำทุจริตด้วยการพูดเท็จ ด้วยเหตุนี้ เราจึง
กล่าวว่า เป็นผู้แล่นไปผิด เพราะฉะนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ผู้นี้แหละเป็นผู้มีเครื่องผูกใหญ่ ย่อมถือเอาโทษแห่งมุสาวาท. บทว่า มหาเคโธ
คือเครื่องผูกใหญ่. หากถามว่า คืออะไร. ตอบว่า คือ ถือเอาโทษแห่งมุสาวาท
พึงทราบว่า ผู้นี้แลเป็นผู้มีเครื่องผูกใหญ่หยั่งลงสู่มุสาวาท.
บทว่า มนฺโทว ปริกิสฺสติ ย่อมมัวหมองเหมือนคนงมงาย คือ
กระทำการฆ่าสัตว์เป็นต้น เสวยทุกข์ เพราะฆ่าสัตว์นั้นเป็นเหตุ และกระทำการ
แสวงหาการรักษาสมบัติ ย่อมมัวหมองเหมือนคนงมงาย ฉะนั้น. บทว่า

751
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 752 (เล่ม 47)

เอตมาทีนวํ ญตฺวา มุนิ ปุพฺพาปเร อิธ มุนีในศาสนานี้รู้โทษใน
เบื้องต้นและเบื้องปลายนี้แล้ว ความว่า มุนีในศาสนานี้รู้โทษในเบื้องต้นและ
เบื้องปลายนี้ คือในความเป็นผู้แล่นไปผิดจากความเป็นสมณะในเบื้องปลายจาก
เบื้องต้นดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่คำว่ายศและเกียรติในกาลก่อนของบุคคลนั้นย่อม
เสื่อมไปดังนี้.
บทว่า เอตทริยานมุตฺตมํ การประพฤติวิเวกนี้เป็นกิจอันสูงสุดของ
พระอริยเจ้าทั้งหลาย คือ วิเวกจริยา (การประพฤติวิเวก) นี้เป็นกิจสูงสุด
ของพระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เพราะฉะนั้น พึงศึกษาวิเวก
เท่านั้น. บทว่า เตน เสฏฺโฐ น มญฺเญถ ความว่า มุนีไม่ควรสำคัญ
ตนว่า เราเป็นผู้ประเสริฐด้วยวิเวกนั้น. ท่านอธิบายว่า ไม่ควรผูกพันอยู่กับ
วิเวกนั้น.
บทว่า ริตฺตสฺส คือ ผู้สงัด เว้นจากกายทุจริตเป็นต้น. บทว่า
โอฆติณฺณสฺส ปิหยนฺติ กาเม คธิตา ปชา ความว่า หมู่สัตว์ผู้ข้องอยู่
ในวัตถุกามทั้งหลาย ย่อมรักใคร่ต่อมุนีผู้ข้ามโอฆะ ๔ ได้แล้ว ดุจเจ้าหนี้รักใคร่
ต่อผู้ไม่เป็นหนี้ (ใช้หนี้หมด) ฉะนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วย
ธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต.
เมื่อจบเทศนาติสสะบรรลุโสดาปัตติผล ภายหลังบวชได้ทำให้แจ้งซึ่ง
พระอรหัต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาติสสเมตเตยยสูตรที่ ๗ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

752
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 753 (เล่ม 47)

ปสูรสูตรที่ ๘
ว่าด้วยความเห็น
[๔๑๕] สมณพราหมณ์ผู้ประกอบ
ด้วยทิฏฐิ ย่อมถล่าวว่า ความบริสุทธิ์มีอยู่ใน
ธรรมนี้เท่านั้น ไม่กล่าวความบริสุทธิ์ใน
ธรรมเหล่าอื่น สมณพราหมณ์เป็นอันมาก
กล่าวความดีงามในศาสดาของตนเป็นต้นที่
ตนอาศัยแล้ว ถือมั่นอยู่ในสัจจะเฉพาะอย่าง
(มีคำว่าโลกเที่ยงเป็นต้น)
สมณพราหมณ์ เจ้าทิฏฐิ ๒ พวกนั้น
ประสงค์จะกล่าวโต้ตอบกัน เข้าไปสู่บริษัท
แล้วย่อมโต้เถียงกันและกันว่าเป็นคนเขลา
สมณพราหมณ์เหล่านั้นต้องการแต่ความสรร-
เสริญ เป็นผู้มีความสำคัญว่า เราทั้งหลาย
เป็นคนฉลาด อาศัยศาสดาของกันและกัน
เป็นต้นแล้ว ย่อมกล่าวคำทะเลาะกัน.
บุคคลปรารถนาแต่ความสรรเสริญ
ขวนขวายหาถ้อยคำวิวาท กระทบกระเทียบ
กันในท่ามกลางบริษัท แต่กลับเป็นผู้เก้อ
เขินในเพราะวาทะอันผู้ตัดสินปัญหาไม่ทำ

753
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 754 (เล่ม 47)

ให้เลื่อมใส บุคคลนั้นเป็นผู้แสวงหาโทษ
ย่อมโกรธเพราะความนินทา.
ผู้พิจารณาปัญหาทั้งหลายกล่าววาทะ
ใดของบุคคลนั้นอันตนไม่ทำให้เลื่อมใสแล้ว
ว่าเป็นวาทะเสื่อมสิ้น บุคคลผู้มีวาทะเสื่อม
แล้วนั้น ย่อมคร่ำครวญเศร้าโศก ทอดถอน
ใจว่า ท่านผู้นี้กล่าวสูงเกินเราไป.
ความวิวาทเหล่านี้เกิดแล้วในพวก
สมณะ ความกระทบกระทั่งกัน ย่อมมีใน
เพราะวาทะเหล่านี้ บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว
พึงเว้นความทะเลาะกันเสีย ความสรรเสริญ
และลาภ ย่อมไม่มีเป็นอย่างอื่นไปเลย.
ก็หรือบุคคลนั้นกล่าววาทะในท่าม
กลางบริษัท เป็นผู้อันบุคคลสรรเสริญแล้ว
ในเพราะทิฏฐินั้น ย่อมรื่นเริง ใจสูงขึ้น
เพราะต้องการชัยชนะและมานะนั้น ได้ถึง
ความต้องการชัยชนะนั้นสมใจนึก.
การยกตนของบุคคลนั้น เป็นพื้น
ฐานะแห่งความกระทบกัน และบุคคลนั้น
ย่อมกล่าวถึงการถือตัวและการดูหมิ่นผู้อื่น
บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว พึงเว้นความทะ-

754