ในบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิลีนจรสฺส ของภิกษุผู้ประพฤติหลีกเร้นอยู่
คือของภิกษุผู้ประพฤติทำจิตหลีกเร้นอยู่จากที่นั้น ๆ. บทว่า ภิกฺขุโน ได้แก่
กัลยาณปุถุชนหรือพระเสกขะ. บทว่า สามคฺคิยมาหุ ตสฺส ตํ โย อตฺตานํ
ภวเน น ทสฺสเย ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้ที่ปฏิบัติอย่างนี้ไม่แสดง
ตนในภพอันต่างด้วยนรกเป็นต้น ว่าเป็นการสมควร. อธิบายว่า ยิ่งไปกว่านั้น
บัณฑิตนั้นพึงพ้นจากความตาย.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระขีณาสพอย่างนี้ว่า ผู้ที่ไม่แสดงตน
ในภพ ดังนี้ จึงตรัสคาถา ๓ คาถา ต่อจากนี้เพื่อพรรณนาคุณของพระขีณาสพนั้น .
ในบทเหล่านั้นบทว่า สพฺพตฺถ ในอายตนะทั้งปวง คือในอายตนะ ๑๒.
ก็ในบทนี้ว่า ยทิทํ ทิฏฺฐํ สุตํ มุเตสุ วา พึงทราบการเชื่อมความอย่างนี้ว่า มุนี
ย่อมไม่ติดในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟัง หรือในอารมณ์ที่ได้ทราบ อย่างนี้.
บทว่า โธโน น หิ เตน มญฺญติ ยทิทํ ทิฏฺฐํ สุตํ มุเตสุ วา พึงทราบการ
เชื่อมความอย่างนี้เหมือนกันว่า ผู้มีปัญญาย่อมไม่ส่าคัญด้วยรูปที่ได้เห็น ด้วย
เสียงที่ได้ฟัง หรือย่อมไม่สำคัญ ในอารมณ์ที่ได้ทราบ. บทว่า น หิ โส รชฺชติ
โน วิรชฺชติ ผู้มีปัญญานั้น ย่อมไม่ยินดีย่อมไม่ยินร้าย ความว่า ผู้มีปัญญา
ย่อมไม่ยินดี เหมือนปุถุชนที่เป็นพาล ย่อมไม่ยินร้าย เหมือนกัลยาณปุถุชน
และพระเสกขะ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ยินดียินร้าย เพราะสิ้นราคะแล้วนั่นเอง.
บทที่เหลือในที่ทั้งปวงชัดดีแล้ว.
ในเวลาจบเทศนาสัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้บรรลุธรรมแล้ว
จบอรรถกถาชราสูตรที่ ๘๔,๐๐๐ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา