พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 735 (เล่ม 47)

ประชุมคนตาบอดแล้วให้ช้างนอนข้างหน้ากล่าวว่า พวกท่านจงดูซิ. คนตาบอด
เหล่านั้นคลำอวัยวะส่วนหนึ่ง ๆ ของช้างแล้ว พระราชาตรัสถามว่า นี่แน่ะเจ้า
ช้างเหมือนอะไร ? ผู้ที่คลำงวงก็ทูลว่า เหมือนงอนไถพระเจ้าข้า. พวกที่คลำ
งาเป็นต้นต่างก็บริภาษอีกพวกหนึ่งว่า นี่แน่ะเจ้า อย่าทูลเท็จต่อพระพักตร์
พระราชานะ แล้วกราบทูลว่าเหมือนขอติดข้างฝาพระเจ้าข้า. พระราชาทรง
สดับทั้งหมดแล้ว จึงทรงส่งพวกเดียรถีย์กลับไปด้วยพระดำรัสว่า ลัทธิของพวก
ท่านก็เหมือนเช่นนี้แหละ. ภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งรู้เรื่องราวนั้น
แล้ว จึงไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาเรื่อง
นั้นเป็นเหตุจึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนตา
บอดแต่กำเนิด ไม่รู้จักช้าง ต่างก็คลำอวัยวะส่วนนั้น ๆ ของช้างแล้วก็เถียง
กัน ฉันใด พวกเดียรถีย์ก็ฉันนั้น ไม่รู้จักธรรมอันเป็นเหตุให้พ้นทุกข์ ลูบคลำ
ทิฏฐินั้น ๆ แล้วก็เถียงกัน เพื่อทรงแสดงธรรมนั้น จึงได้ตรัสพระสูตรนี้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปรมนฺติ ทิฏฺฐีสุ ปริพฺพสาโน บุคคลยึดถือ
ในทิฏฐิทั้งหลายว่าสิ่งนี้เป็นอย่างยิ่ง คือยึดอยู่ในทิฏฐิของตน ๆ ว่าสิ่งนี้เป็นอย่าง
ยิ่ง. บทว่า ยทุตฺตรึ กุรุเต ย่อมกระทำให้ยิ่งคือย่อมกระทำศาสดาเป็นต้น
ของตนให้เป็นผู้ประเสริฐ. บทว่า หีนาติ อญฺเญ ตโต สพฺพมาห กล่าว
ผู้อื่นเว้นศาสดาเป็นต้นของตนว่าพวกนี้เลวทั้งหมด. บทว่า ตสฺมา วิวาทานิ
อวีตวตฺโต คือเพราะเหตุนั้นบุคคลนั้นจึงไม่ล่วงพ้นความวิวาทไปได้เป็นแน่.
พึงทราบความแห่งคาถาที่สองต่อไปนี้ ก็ไม่ล่วงพ้นไปได้อย่างนี้แล้ว
บุคคลนั้นเห็นอานิสงส์อันใดดังกล่าวแล้วในก่อนในตน กล่าวคือทิฏฐิอันเกิด

735
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 736 (เล่ม 47)

ขึ้นในสิ่งเหล่านี้คือ ในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟัง ในศีลและพรต ในอารมณ์
ที่ได้รู้ บุคคลนั้นยืดมั่นอานิสงส์ในทิฏฐิของตนนั้นว่า สิ่งนี้ประเสริฐที่สุด เห็น
ศาสดาอื่นทั้งหมดมีศาสดาของคนอื่นเป็นต้น โดยกามเป็นคนเลว.
พึงทราบความแห่งคาถาที่สามต่อไปนี้ เมื่อเห็นอย่างนี้ บุคคลผู้อาศัย
ศาสดาเป็นต้นของตนเห็นศาสดาของคนอื่นเป็นต้น เป็นคนเลว เพราะความ
เห็นอันใด ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวความเห็นอันนั้นว่า เป็นกิเลสเครื่องร้อย
รัด อธิบายว่า เป็นเครื่องผูกมัด. ท่านอธิบายว่า เพราะฉะนั้นแลภิกษุไม่พึง
ยึดมั่นในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ หรือศีลและพรต
พึงทราบความแห่งคาถาที่สี่ต่อไป มิใช่ไม่พึงยึดถือรูปที่ได้เห็น เสียง
ที่ได้ฟังเป็นต้นอย่างเดียว อันที่จริงไม่พึงกำหนดแม้ทิฏฐิยิ่ง ๆ ขึ้นไปที่ยังไม่
เป็นในโลก. ท่านอธิบายว่า ไม่พึงให้เกิด. เช่นไร. ไม่พึงกำหนดทิฏฐิที่
กำหนดด้วยญาณหรือแม้ศีลและพรต หรือด้วยญาณมีสมาบัติญาณเป็นต้น หรือ
ด้วยศีลและพรต. อนึ่งมิใช่พึงกำหนดทิฏฐิอย่างเดียว อันที่จริงไม่พึงสำคัญว่า
เป็นผู้เลวกว่าเขา หรือเป็นผู้วิเศษกว่าเขา.
พึงทราบความแห่คาถาที่ห้าต่อไป ก็เมื่อไม่กำหนดคือไม่สำคัญทิฏฐิ
อย่างนี้ ภิกษุละความเห็นว่าเป็นตนได้แล้ว ไม่ถือมั่นอยู่ คือละสิ่งที่ตนถือมา
ก่อน แล้วไม่ถือสิ่งอื่น ย่อมไม่กระทำนิสัย ๒ อย่าง (ตัณหานิสัยและทิฏฐิ
นิสัย) ในญาณมีประการดังกล่าวแล้วแม้นั้น ก็เมื่อไม่กระทำ ภิกษุนั้นแล ไม่
เป็นผู้แล่นไปเข้าพวก ในสัตว์ทั้งหลายผู้แตกต่างกันด้วยอำนาจทิฏฐิต่าง ๆ เป็น
ผู้ไม่ไปด้วยอำนาจความพอใจเป็นต้น ย่อมไม่กลับมาสู่ทิฏฐิแม้อะไร ๆ ใน
ทิฏฐิ ๖๒.

736
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 737 (เล่ม 47)

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถา ๓ คาถา มีอาทิว่า ยสฺสูภยนฺเต
ดังนี้ เพื่อกล่าวสรรเสริญพระขีณาสพ ดังได้กล่าวแล้วในคาถานี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุภยนฺเต ในส่วนสุดท้องสอง คือผัสสะเป็น
ต้น ดังได้กล่าวไว้แล้วในก่อน. ปณิธิ ได่แก่ ตัณหา. บทว่า ภวาภวาย
คือเพื่อความเกิดบ่อย ๆ บทว่า อิธ วา หุรํ วา ในโลกนี้หรือในโลกอื่น คือ
ในโลกนี้มีอัตภาพของตนเป็นต้น หรือในโลกอื่นมีอัตภาพของผู้อื่นเป็นต้น.
บทว่า ทิฏฺเฐ วา ในรูปที่ได้เห็น คือในความบริสุทธิ์ของรูปที่ได้เห็น. ใน
เสียงที่ได้ฟังก็มีนัยนี้. บทว่า สญฺญา ได้แก่ ทิฏฐิอันเกิดแต่สัญญา. บทว่า
ธมฺมาปิ เตสํ น ปฏิจฺฉิตาเส แม้ธรรมทั้งหลายพราหมณ์เหล่านั้นก็มิได้
ปกปิดไว้ คือแม้ธรรมคือทิฏฐิ ๖๒ พราหมณ์เหล่านั้นมิได้ปกปิดไว้ อย่างนี้ว่า
นี้เท่านั้นเป็นของจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ. ดังนี้. บทว่า ปารํ คโต น
ปจฺเจติ ตาที ผู้ถึงฝั่งแล้วเป็นผู้คงที่ไม่กลับมาอีก คือ ผู้ถึงฝั่งคือนิพพาน
แล้วเป็นผู้คงที่ด้วยอาการ ๕ ย่อมไม่กลับมาสู่กิเลสที่ละได้ด้วยมรรคนั้น ๆ อีก.
บทที่เหลือชัดแล้วทั้งนั้น.
จบอรรถกถาปรมัฏฐกสูตรที่ ๕ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

737
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 738 (เล่ม 47)

ชราสูตรที่ ๖
ว่าด้วยชีวิตนี้น้อยนัก
[๔๑๓] ชีวิตนี้น้อยนัก สัตว์ย่อม
ตายแม้ภายใน ๑๐๐ ปี ถ้าแม้สัตว์เป็นอยู่
(๑๐๐ ปี) ไซร้ สัตว์นั้น ก็ย่อมตายแม้เพราะ
ชราโดยแท้แล.
ชนทั้งหลายย่อมเศร้าโศก เพราะสิ่ง
ที่ตนยึดถือว่าเป็นของเรา สิ่งที่เคยหวงแหน
เป็นของเที่ยงไม่มีเลย บุคคลเห็นว่า สิ่งนี้มี
อันต้องพลัดพรากจากกันมีอยู่ ดังนี้แล้วไม่
พึงอยู่ครองเรือน.
บุรุษย่อมสำคัญสิ่งใดว่า สิ่งนี้เป็น
ของเรา จำต้องละสิ่งนั้นไป แม้เพราะความ
ตาย บัณฑิตผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของ
เรา ทราบข้อนี้แล้ว ไม่พึงน้อมไปในความ
เป็นผู้ถือว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นของเรา.
บุคคลผู้ตื่นขึ้นแล้ว ย่อมไม่เห็น
อารมณ์อันประจวบด้วยความฝัน แม้ฉันใด
บุคคลย่อมไม่เห็นบุคคลผู้ที่ตนรัก ผู้ทำกาละ
ล่วงไปแล้ว แม้ฉันนั้น.

738
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 739 (เล่ม 47)

บุคคลย่อมกล่าวขวัญกันถึงชื่อนี้ ของ
คนทั้งหลายผู้อันตนได้เห็นแล้วบ้าง ได้ฟัง
แล้วบ้าง ชื่อเท่านั้น ที่ควรกล่าวขวัญถึง
ของบุคคลผู้ล่วงไปแล้ว จักยังคงเหลืออยู่.
ชนทั้งหลายผู้ยินดีแล้วในสิ่งที่ตน
ถือว่าเป็นของเรา ย่อมละความโศก ความ
ร่ำไรและความตระหนี่ไม่ได้ เพราะเหตุนั้น
มุนีทั้งหลายผู้เห็นนิพพานเป็นแดนเกษม ละ
อารมณ์ที่เคยหวงแหนได้เที่ยวไปแล้ว.
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้ไม่แสดงตน
ในภพ อันต่างด้วยนรกเป็นต้น ของภิกษุผู้
ประพฤติหลีกเร้น ผู้เสพที่นั่งอันสงัด ว่า
เป็นการสมควร.
มุนีไม่อาศัยแล้วในอายตนะทั้งปวง
ย่อมไม่กระทำสัตว์หรือสังขารให้เป็นที่รัก
ทั้งไม่กระทำสัตว์หรือสังขารให้เป็นที่เกลียด-
ชัง ย่อมไม่ติดความร่ำไรและความตระหนี่
ในสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รักและเป็นที่
เกลียดชังนั้น.
เปรียบเหมือนน้ำไม่ติดอยู่บนใบไม้
ฉะนั้น หยาดน้ำย่อมไม่ติดอยู่บนใบบัว น้ำ

739
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 740 (เล่ม 47)

ย่อมไม่ติดอยู่ที่ใบปทุม ฉันใด มุนีย่อมไม่
ติดในรูปที่ได้เห็น เสี่ยงที่ได้ฟัง หรืออารมณ์
ที่ได้ทราบ ฉันนั้น.
ผู้มีปัญญาย่อมไม่สำคัญด้วยรูปที่ได้
เห็น เสียงที่ได้ฟัง หรืออารมณ์ที่ได้ทราบ
ย่อมไม่ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วย (มรรค
อย่างอื่น) ทางอื่น ผู้มีปัญญานั้น ย่อมไม่
ขึ้นดี ย่อมไม่ยินร้าย ฉะนี้แล.
จบชราสูตรที่ ๖
อรรถกถาชราสูตรที่ ๖
ชราสูตร มีคำเริ่มต้นว่า อปฺปํ วต ชีวิตํ ชีวิตน้อยหนอ ดังนี้.
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำพรรษาอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ทรง
พิจารณาถึงจารีตของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในการเสด็จจาริกไปยังชนบทมีอาทิ
คือ ให้ถึงกามไม่มีโรค บัญญัติสิกขาบทที่ยังไม่ได้บัญญัติไว้ ทรมานเวไนย
สัตว์ เล่าชาดกเป็นต้น อันเป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องนั้น ๆ แล้วจึงเสด็จจาริก
ไปยังชนบท. พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ถึงเมืองสาเกต
ในตอนเย็น เสด็จเข้าไปยังป่าไม้อัญชัน. ชาวเมืองสาเกตทราบข่าวแล้วคิดว่า

740
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 741 (เล่ม 47)

บัดนี้ ยังไม่ถึงเวลาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นสว่างแล้วจึงถือดอกไม้และของ
หอมเป็นต้น ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากระทำการบูชากราบไหว้และชื่นชมเป็น
ต้นได้ยืนแวดล้อมจนถึงเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังบ้าน. ลำดับนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า.แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จเข้าไปบิณฑบาต.
พราหมณ์มหาศาลคนหนึ่งชาวเมืองสาเกตออกจากเมืองได้เห็นพระผู้มี-
พระภาคเจ้านั้นที่ประตูเมือง. ครั้นเห็นแล้วเกิดความรักดังว่าเป็นบุตร ได้เดิน
ตรงไปเฉพาะพระพักตร์ร่ำไห้ว่า ลูกรัก พ่อเห็นลูกมานานแล้ว. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงแจ้งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์นี้จงทำ
สิ่งที่ตนต้องการ อย่าห้าม. แม้พราหมณ์ก็ตรงเข้ากอดพระวรกายของพระผู้มี-
พระภาคเจ้า โดยรอบ คือข้างหน้า ข้างหลัง ข้างขวา และข้างซ้าย เหมือนแม่โค
ของการลูกโคฉะนั้น กล่าวว่า ลูกรัก พ่อเห็นลูกมานานแล้ว ลูกได้จากพ่อ
ไปนานแล้ว. ผิว่า พราหมณ์นั้นไม่ได้ทำอย่างนั้น หัวใจจะแตกตาย. เขาได้
กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์สามารถ
จะถวายทานเเก่ภิกษุทั้งหลายที่มากับพระองค์ได้ ขอพระองค์จงอนุเคราะห์แก่
ข้าพระองค์เถิดพระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษณีภาพ. พราหมณ์
รับบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าเดินออกหน้าส่งข่าวให้แก่นางพราหมณีทราบว่า
บุตรของเรามาแล้ว พึงปูอาสนะไว้. นางพราหมณีได้ทำตามนั้น ยืนดูอยู่เห็น
พระผู้มีพระภาคเจ้า ในระหว่างถนนเกิดความรักดังว่าเป็นบุตร จับที่พระบาท
ร่ำไห้ว่าลูกรัก แม่เห็นลูกมานานแล้ว แล้วนำไปเรือนอังคาสด้วยความเคารพ.

741
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 742 (เล่ม 47)

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จแล้ว พราหมณ์นำบาตรออก. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงทราบธรรมเป็นที่สบายของพราหมณ์แลนางพราหมณีนั้น จึงทรง
แสดงธรรม. เมื่อจบเทศนาทั้งสองก็ได้เป็นพระโสดาบัน.
ลำดับนั้น พราหมณ์และนางพราหมณีกราบทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาค-
เจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ทรงรับภิกษาในเรือนของข้าพระองค์
ตลอดเวลาที่พระองค์ประทับอยู่ ณ เมืองนี้เถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธ
ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายมิได้เสด็จไปยังที่แห่งเดียวเท่านั้นติดต่อกัน. พราหมณ์
และนางพราหมณีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ถ้าเช่นนั้น แม้พระองค์เสด็จ
บิณฑบาตกับภิกษุสงฆ์แล้วอนิมนต์เสวยภัตตาหาร ณ ที่นี้ แสดงธรรมเสร็จ
จึงกลับพระวิหารเถิดพระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำตามนั้นเพื่อทรง
อนุเคราะห์พราหมณ์และนางพราหมณีนั้น. ชนทั้งหลายพากันกล่าวถึงพราหมณ์
และนางพราหมณีว่า เป็นพุทธบิดา พุทธมารดา. แม้ตระกูลนั้นก็ได้ชื่ออย่างนั้น.
พระอานนท์เถระกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าพระองค์รู้จัก
พระมารดาพระบิดาของพระองค์ แต่เหตุไร พราหมณ์และนางพราหมณีนี้จึง
กล่าวว่า เราเป็นพุทธบิดา เราเป็นพุทธมารดา ดังนี้เล่า พระเจ้าข้า. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ นางพราหมณีและพราหมณ์ได้เคยเป็น
มารดาบิดาของเราเป็นลำดับมาตลอด ๕๐๐ ชาติ เป็นลุงเป็นป้าของเรามา
๕๐๐ ชาติ เป็นอาเป็นน้ามา ๕๐๐ ชาติ พราหมณ์และนางพราหมณีนั้นกล่าว
ด้วยความรักในชาติก่อนนั่นเอง และได้ตรัสคาถานี้ว่า
ความรักนั้นย่อมเกิดเพราะเคยอยู่ร่วม
กันมาก่อน หรือเพราะเกื้อกูลกันในปัจจุบัน
เหมือนดอกบัวเกิดในน้ำ ฉะนั้น.

742
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 743 (เล่ม 47)

แต่นั้นมา พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ตามความพอพระทัย ณ เมือง
สาเกต แล้วเสด็จจาริกไปอีก ได้เสด็จกลับกรุงสาวัตถี. พราหมณ์และนาง
พราหมณีเข้าไปหาภิกษุทั้งหลาย ฟังธรรมเทศนาอันเหมาะสมแล้วบรรลุมรรค
ที่เหลือ นิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. ในเมือง พวกพราหมณ์ประชุม
ปรึกษากันว่า เราจักสักการะญาติของพวกเรา. พวกอุบาสกและอุบาสิกาที่เป็น
โสดาบัน สกทาคามี และอนาคามี ต่างก็ประชุมปรึกษากันว่า พวกเราจักสักการะ
เพื่อนร่วมปฏิบัติธรรมของพวกเรา. ชนทั้งหมดเหล่านั้นจึงยกเรือนยอดดาดด้วย
ผ้ากัมพล บูชาด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น ออกจากเมืองไป.
แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ในวันนั้นตอนเช้าก็ทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธ-
จักษุ ทรงทราบว่า พราหมณ์และนางพราหมณีนิพพาน ทรงทราบต่อไปว่า
เมื่อเราไป ณ ที่นั้น ชนเป็นอันมากจักบรรลุธรรม เพราะฟังธรรมเทศนา ทรง
ถือบาตรและจีวรเสด็จมาจากกรุงสาวัตถี เสด็จเข้าไปยังป่าช้า. พวกชนเห็นแล้ว
ได้ยืนประชุมกันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะทำฌาปนกิจมารดาบิดา
จึงเสด็จมา. แม้ชาวเมืองก็พากันบูชาเรือนยอด พากันมาป่าช้า กราบทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อริยสาวกที่เป็นคฤหัสถ์จะพึงบูชาอย่างไร. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความเป็นอเสกขมุนีของอริยสาวกผู้เป็นคฤหัสถ์
เหล่านั้นโดยพระประสงค์ว่า ควรบูชาอริยสาวกผู้เป็นคฤหัสถ์เหล่านี้เหมือนบูชา
พระอเสกขะ จึงตรัสคาถานี้ว่า
มุนีเหล่าใดเป็นผู้ไม่เบียดเบียนสำรวม
กายอยู่เป็นนิจ มุนีเหล่านั้นไปในที่ที่สัตว์
ทั้งหลายไปแล้วไม่ตาย ไม่พึงเศร้าโศก.

743
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 744 (เล่ม 47)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูบริษัทนั้นเมื่อจะทรงแสดงธรรมสมควร
แก่ขณะนั้นจึงได้ตรัสพระสูตรนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปํ วต ชีวิตํ อิทํ ชีวิตนี้น้อยหนอนี้มีนัย
ดังได้กล่าวแล้วในสัลลสูตรว่า ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายนี้น้อยนิดเดียว เพราะ
ตั้งอยู่ประเดี๋ยวเดียว เพราะมีรสอยู่ประเดี๋ยวเดียวดังนี้. บทว่า โอรํ วสฺสตาปิ
มิยฺยติ สัตว์ย่อมตายแม้ภายใน ๑๐๐ ปี คือตายแม้ในเวลาที่ยังเป็นกลละ
(รูปที่เกิดเป็นครั้งแรกในขณะเริ่มตั้งครรภ์) ต่ำกว่า ๑๐๐ ปี. บทว่า อติจฺจ
อยู่เกิน คืออยู่เกิน ๑๐๐ ปี. บทว่า ชรสาปิ มิยฺยติ คือ สัตว์นั้นย่อมตาย
แม้เพราะชรา.
บทว่า มมายิเต คือ เพราะสิ่งที่ตนยึดถือว่าเป็นของเรา. บทว่า
วินาภาวสนฺตเมวิทํ คือ สิ่งนี้มีความพลัดพรากจากกันมีอยู่ ท่านอธิบายว่า
จะไม่มีการพลัดพรากจากกันไปไม่ได้. บทว่า มามโก ผู้นับถือพระพุทธเจ้า
ว่าเป็นของเรา คือนับถือว่าอุบาสกหรือภิกษุของเรา หรือนับถือพระพุทธเจ้า
เป็นต้นว่าเป็นของเรา. บทว่า สงฺคตํ อารมณ์อันประจวบคืออารมณ์ที่มาถึง
หรือที่เคยเห็น. บทว่า ปิยายิตํ บุคคลที่คนรัก คือบุคคลที่ตนทำให้เป็นที่รัก.
บทว่า นามเมวาวสิสฺสติ อกฺเขยฺยํ ชื่อเท่านั้นที่ควรกล่าวถึงยังเหลืออยู่ คือ
ธรรมชาติมีรูปเป็นต้นทั้งหมดละไป ส่วนชื่อเท่านั้นยังเหลือเพื่อเรียกกันอย่าง
นี้ว่า พุทฺธรกฺขิโต ธมฺมรกฺขิโต. บทว่า มุนโย มุนีทั้งหลาย ได้แก่พระมุนี
ผู้เป็นขีณาสพ. บทว่า เขมทสฺสิโน ได้แก่ ผู้เห็นนิพพาน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาที่ ๗ เพื่อทรงแสดงถึงการปฏิบัติอัน
สมควรในโลกที่ถูกความตายกำจัดอย่างนี้.

744