เหล่านั้นเข้าใจว่าเป็นจริงก็พากันเชื่อ. บทว่า วาทญฺจ ชาตํ วาทะเกิดขึ้นแล้ว
คือวาทะด่าเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้. บทว่า มุนิ โน อุเปติ มุนีไม่เข้าถึง คือ
พุทธมุนีไม่เข้าถึงการติเตียน เพราะไม่ได้ทำและเพราะไม่โกรธ บทว่า ตสฺมา
มุนิ นตฺถิ ขิโล กุหิญฺจิ เพราะฉะนั้นมุนีย่อมไม่มีหลักตอในที่ไหน ๆ คือ
ด้วยเหตุนั้นพึงทราบว่า มุนี้นี้ย่อมไม่มีหลักตอ ด้วยหลักตอ คือ ราคะเป็นต้น
ในโลกไหน ๆ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสคาถานี้แล้ว จึงรับสั่งถามพระอานนทเถระ
ว่า ดูก่อนอานนท์ ภิกษุทั้งหลายถูกคำว่าเย้ยหยันอย่างนี้แล้วพูดอย่างไร. กราบ-
ทูลว่า มิได้พูดอะไรเลย พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ เราเป็นผู้มีศีลมิใช่
หรือ เพราะฉะนั้นควรนิ่งในเรื่องทั้งหมด แม่รู้อยู่ก็ไม่พูด เพราะคนพาลกับ
บัณฑิตเข้ากัน ไม่ได้. เพื่อประโยชน์ในการแสดงธรรมว่า ดูก่อนอานนท์ ภิกษุ
ทั้งหลายจงโต้ตอบพวกชนเหล่านั้นอย่างนี้ ได้ตรัสคาถานี้ว่า อภูตวาที นิรยํ
อุเปติ คนพูดไม่จริงย่อมตกนรก ดังนี้. พระเถระรับพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว
จึงกล่าว กะภิกษุทั้งหลายว่า พวกท่านควรโต้ตอบชนทั้งหลายด้วยคาถานี้. ภิกษุ
ทั้งหลายได้กระทำอย่างนั้นแล้ว. ชนผู้เป็นบัณฑิตได้นิ่งเฉย. แม้พระราชาก็
ทรงส่งพวกราชบุรุษไปทุกแห่งหน จับคาดคั้นพวกนักเลงที่เดียรถีย์ให้ค่าจ้างฆ่า
นางสุนทรี ครั้นทรงทราบเรื่องราวแล้วได้ทรงบริภาษพวกเดียรถีย์. แม้ชน
ทั้งหลายเห็นพวกเดียรถีย์ต่างก็เอาก้อนดินขว้างปา เอาฝุ่นโรย ด้วยโกรธว่า
พวกเดียรถีย์ทำให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสื่อมยศ. พระอานนท์เถระเห็นดังนั้นจึง
กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
สกญฺหิ ทิฎฺฐึ กถมจฺจเยยฺย จะพึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า.