ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 715 (เล่ม 47)

เหล่านั้นเข้าใจว่าเป็นจริงก็พากันเชื่อ. บทว่า วาทญฺจ ชาตํ วาทะเกิดขึ้นแล้ว
คือวาทะด่าเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้. บทว่า มุนิ โน อุเปติ มุนีไม่เข้าถึง คือ
พุทธมุนีไม่เข้าถึงการติเตียน เพราะไม่ได้ทำและเพราะไม่โกรธ บทว่า ตสฺมา
มุนิ นตฺถิ ขิโล กุหิญฺจิ เพราะฉะนั้นมุนีย่อมไม่มีหลักตอในที่ไหน ๆ คือ
ด้วยเหตุนั้นพึงทราบว่า มุนี้นี้ย่อมไม่มีหลักตอ ด้วยหลักตอ คือ ราคะเป็นต้น
ในโลกไหน ๆ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสคาถานี้แล้ว จึงรับสั่งถามพระอานนทเถระ
ว่า ดูก่อนอานนท์ ภิกษุทั้งหลายถูกคำว่าเย้ยหยันอย่างนี้แล้วพูดอย่างไร. กราบ-
ทูลว่า มิได้พูดอะไรเลย พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ เราเป็นผู้มีศีลมิใช่
หรือ เพราะฉะนั้นควรนิ่งในเรื่องทั้งหมด แม่รู้อยู่ก็ไม่พูด เพราะคนพาลกับ
บัณฑิตเข้ากัน ไม่ได้. เพื่อประโยชน์ในการแสดงธรรมว่า ดูก่อนอานนท์ ภิกษุ
ทั้งหลายจงโต้ตอบพวกชนเหล่านั้นอย่างนี้ ได้ตรัสคาถานี้ว่า อภูตวาที นิรยํ
อุเปติ คนพูดไม่จริงย่อมตกนรก ดังนี้. พระเถระรับพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว
จึงกล่าว กะภิกษุทั้งหลายว่า พวกท่านควรโต้ตอบชนทั้งหลายด้วยคาถานี้. ภิกษุ
ทั้งหลายได้กระทำอย่างนั้นแล้ว. ชนผู้เป็นบัณฑิตได้นิ่งเฉย. แม้พระราชาก็
ทรงส่งพวกราชบุรุษไปทุกแห่งหน จับคาดคั้นพวกนักเลงที่เดียรถีย์ให้ค่าจ้างฆ่า
นางสุนทรี ครั้นทรงทราบเรื่องราวแล้วได้ทรงบริภาษพวกเดียรถีย์. แม้ชน
ทั้งหลายเห็นพวกเดียรถีย์ต่างก็เอาก้อนดินขว้างปา เอาฝุ่นโรย ด้วยโกรธว่า
พวกเดียรถีย์ทำให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสื่อมยศ. พระอานนท์เถระเห็นดังนั้นจึง
กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
สกญฺหิ ทิฎฺฐึ กถมจฺจเยยฺย จะพึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า.

715
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 716 (เล่ม 47)

บทนั้นมีความดังต่อไปนี้. ทิฏฐิของชนเดียรถีย์ว่า เราจักฆ่านางสุนทรี
ปริพาชิกา แล้วประกาศโทษของสมณศากยบุตร ก็จักได้รับสักกะได้โดยอุบายนี้
บุคคลจะพึงล่วงทิฏฐินั้นได้อย่างไร ที่แท้โทษนันจะกลับมาถึงชนเดียรถีย์นั้น
ผู้ไม่สามารถจะล่วงทิฏฐินั้นได้ อีกอย่างหนึ่งชนเดียรถีย์ผู้มีวาทะว่าเที่ยงเป็นต้น
ถูกความพอใจในทิฏฐินั้นครอบงำแล้ว และตั้งมั่นอยู่ในความชอบใจในทิฏฐิ
จะพึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า ที่แท้บุคคลนั้นกระทำทิฏฐิเหล่านั้นให้บริ-
บูรณ์ด้วยตนเอง รู้อย่างใด พึงกล่าวลย่างนั้น.
ลำดับนั้น พระราชาเมื่อล่วงไป ๗ วัน รับสั่งให้เอาศพของนางสุนทรี
นั้นไปทิ้งเสีย ตอนเย็นเสด็จไปยังพระวิหารถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อความเสื่อมยศเช่นนี้เกิดขึ้น ควรจะบอก
ข้าพระองค์บ้าง. เมื่อพระราชากราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าถวาย
พระพรว่า มหาบพิตร อาตมภาพเป็นผู้มีศีล มีคุณสมบัติมิใช่หรือ แล้วตรัส
ต่อไปว่า การบอกแก่ผู้อื่นเป็นการสมควรแก่พระอริยเจ้าละหรือดังนี้ เพื่อให้
เกิดเรื่องนั้นขึ้น จึงได้ตรัสคาถาที่เหลือว่า โย อตฺตโน สีลวตานิ เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สีลวตานิ ผู้มีศีล คือ ศีลมีปาติโมกข์เป็นต้น
และธุดงค์มีอารัญญิกธุดงค์เป็นต้น. บทว่า อนานุปุฏฺโฐ คือไม่ถูกถามเลย
บทว่า ปาถา คือ กล่าวอวดอ้าง. บทว่า อนริยธมฺมํ กุสลา ตมาหุ โย
อาตุมานํ สยเมว ปาถา คือ ผู้ใดกล่าวอวดอ้างตนด้วยตนเอง ผู้ฉลาด
ทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้ไม่มีอริยธรรม. บทว่า สนฺโต ผู้สงบ คือ ชื่อว่า
เป็นผู้สงบเพราะสงบกิเลสมีราคะเป็นต้น เสมือนเป็นผู้มีตนผ่องแผ้วแล้วฉะนั้น.

716
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 717 (เล่ม 47)

บทว่า อิติหนฺติ สีเลสุ อกตฺถมาโน คือ ไม่กล่าวอวดอ้างในศีลทั้งหลายว่า
เราเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล. ท่านอธิบายว่า ไม่กล่าววาจาแนะนำตนว่ามีศีล.
บทว่า ตมริยธมฺมํ กุสลา วทนฺติ ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวภิกษุนั้นว่าเป็นผู้มี
อริยธรรม คือผู้ฉลาดในขันธ์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมกล่าวภิกษุผู้
ไม่อวดอ้างนั้นว่า ภิกษุนี้เป็นผู้มีอริยธรรม. บทว่า ยสฺสุสฺสทา นตฺถิ กุหิญฺจิ
โลเก ภิกษุใดไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้นในโลกไหน ๆ พึงทราบการเชื่อมความว่า
ภิกษุผู้เป็นขีณาสพใดไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น ๗ อย่าง มีราคะเป็นต้นในโลก
ไหน ๆ ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวภิกษุผู้ไม่โอ้อวดนั้นว่า ภิกษุนี้เป็นผู้มีอริย-
ธรรม ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงถึงการปฏิบัติของพระขีณาสพอย่างนี้
แล้ว บัดนี้เมื่อจะทรงแสดงถึงการปฏิบัติของพวกเดียรถีย์เจ้าทิฏฐิแด่พระราชา
จึงตรัสว่า ปกปฺปิตา สงฺขตา ธรรมอันปัจจัยกำหนด ปรุงแต่งแล้ว ดังนี้
เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปกปฺปิตา คืออันปัจจัยกำหนดแล้ว. บทว่า
สงฺขตา คืออันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว. บทว่า ยสฺส แก่ผู้ใด. คือแก่เจ้าทิฏฐิ
ใด ๆ. บทว่า ธมฺมา คือทิฏฐิ. บทว่า ปุรกฺขตา แวดล้อมแล้ว คือทำ
แล้วแต่ก่อน. บทว่า สนฺติ แปลว่า มีอยู่. บทว่า อวีวทาตา แปลว่า
ไม่ผ่องแผ้ว. บทว่า ยทฺตฺตนิ ปสฺสติ อานิสํสํ ตนฺนิสฺสิโต กุปฺปปฏิ-
จฺจสนฺตึ เพราะเหตุที่ผู้นั้นเห็นอานิสงส์ในตน ฉะนั้น จึงเป็นผู้อาศัยทิฏฐิ
อาศัยความกำเริบที่มีอยู่นั้น ความว่า ธรรมคือทิฏฐิอันปัจจัยแวดล้อมไม่ผ่อง

717
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 718 (เล่ม 47)

แผ้ว ย่อมมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นเป็นอย่างนี้. เพราะเหตุที่เขาเห็นสักการะเป็นต้นอัน
เป็นไปในปัจจุบัน และอานิสงส์มีคติวิเศษเป็นต้น อันเป็นไปในสัมปรายภพ
แห่งทิฏฐินั้นในตน ฉะนั้น จึงเป็นผู้อาศัยอานิสงส์นั้นและทิฏฐินั้นอันมีอยู่
อาศัยความกำเริบ เพราะความกำเริบ เพราะอาศัยกันเกิดขึ้นและเพราะมีอยู่โดย
สมมติ ผู้นั้นพึงยกตนหรือพึงข่มผู้อื่น เพราะอาศัยทิฏฐินั้นด้วยคุณและโทษแม้
ไม่เป็นจริง และด้วยการอาศัยอย่างนี้ นรชนตัดสินธรรมที่ตนยึดมั่นแล้วใน
ธรรมทั้งหลาย ไม่พึงล่วงการยึดมั่นด้วยทิฏฐิได้โดยง่ายเลย เพราะเหตุนั้น
นรชนย่อมยึดถือและถือมั่นธรรม ในเพราะความยึดมั่นด้วยทิฏฐิเหล่านั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺฐินิเวสา ยึดมั่นด้วยทิฏฐิ คือยึดมั่นด้วย
ทิฏฐิ อันได้แก่ ยึดมั่นว่านี้เป็นของจริง. บทว่า น หิ สฺวาติวตฺตา ได้แก่
ไม่พึงล่วงไปโดยง่ายนัก. บทว่า ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหิตํ นรชน
ตัดสินธรรมที่คนยึดมั่นแล้วในธรรมทั้งหลาย ความว่า นรชนตัดสินธรรม
นั้น ๆ ที่ตนถือ คือยึดมั่นแล้วในธรรมคือทิฏฐิ ๖๒ ท่านอธิบายว่าไม่พึงล่วง
การยึดมั่นด้วยทิฏฐิได้โดยง่ายเลย เพราะเป็นไปแล้ว. เพราะฉะนั้น นรชน
ย่อมยึดถือและถือมั่นธรรม ในเพราะความยึดมั่นเหล่านั้น อธิบายว่า เพราะ
ไม่ล่วงการยึดมั่นด้วยทิฏฐิได้โดยง่าย ฉะนั้น นรชนย่อมยึดถือ ถือมั่น เสพ
และนับถือ ศาสดาจำพวกถือศีลแพะ ศีลโค ศีลสุนัข ตบะห้า เทวดาบอก
เหตุ ทำความเพียรด้วยการนั่งกระโหย่งและนอนบนหนามเป็นต้นและธรรม
นั้น ๆ ประเภทคณะบอกธรรมเป็นต้น ท่านอธิบายว่า เหมือนลิงป่าจับกิ่งไม้
นั้น ๆ ฉะนั้น. เมื่อยึดถือและถือมั่นอยู่อย่างนี้ เพราะค่าที่มีจิตไม่มั่นคง
จึงทำให้ยศเเละมิใช่ยศเกิดแก่ตนหรือแก่ผู้อื่น ด้วยคุณและโทษแม้ไม่มีอยู่.

718
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 719 (เล่ม 47)

ก็บุคคลใดชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญา เพราะประกอบด้วยปัญญากำจัดโทษมีถือทิฏฐิ
ทั้งปวงเป็นต้น บุคคลผู้มีปัญญานั้น ไม่มีทิฏฐิอันปัจจัยกำหนดแล้วในภพ
น้อยภพใหญ่ในโลกไหน ๆ บุคคลผู้มีปัญญานั้นละมายาและมานะได้แล้ว
จะพึงถึงการนับเข้าในคติพิเศษในนรกเป็นต้น ด้วยคติพิเศษอะไร. ท่าน
อธิบายไว้อย่างไร. ท่านอธิบายไว้ดังนี้ บุคคลผู้มีปัญญาเพราะประกอบด้วย
โธนธรรม (ธรรมทำให้ฉลาด) เป็นผู้ไกลจากกิเลสกำจัดบาปทั้งปวงได้ ไม่มี
ทิฏฐิอันปัจจัยกำหนดแล้วในภพทั้งหลายนั้น ๆ ในโลกไหน ๆ บุคคลผู้มีปัญญา
นั้น เพราะไม่มีทิฏฐินั้น จึงละมายาและมานะ ที่พวกเดียรถีย์ปกปิดกรรมชั่วที่ตน
ทำไว้ด้วยอคติใด เข้าถึงอคตินั้นด้วยมายาหรือมานะ จะพึงเข้าถึงการนับในคติ
พิเศษมีนรกเป็นต้น ในทิฏฐธรรมหรือสัมปรายภพด้วยคติพิเศษอะไร จริงอยู่
บุคคลผู้มีปัญญานั้น ๆ ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิ เพราะไม่มีตัณหาและ
ทิฏฐิสองอย่างอาศัย. ก็อีกอย่างหนึ่ง บุคคลใดชื่อว่าเป็นผู้มีตัณหาและทิฏฐิ
เพราะมีทั้งสองอย่างเหล่านั้น บุคคลนั้นเป็นผู้มีตัณหาและทิฏฐิ ย่อมเข้าถึงวาทะ
ในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นจะพึงกล่าวกะผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิว่า ผู้กำหนัดหรือ
ผู้ไม่ประทุษร้ายได้อย่างไร ด้วยความกำหนัดหรือความประทุษร้ายอะไร ความ
เห็นว่าเป็นตน หรือความเห็นว่าขาดสูญ ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น
เลย เพราะผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น ละทิฏฐิได้ทั้งหมดในอัตภาพนี้ฉะนี้แล.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุปโย คืออันตัณหาและทิฏฐิอาศัยแล้ว. บทว่า
ธมฺเมสุ อุเปติ วาทํ เข้าถึงวาทะในธรรมทั้งหลาย คือเข้าถึงวาทะในธรรม
ทั้งหลายนั้น ๆ อย่างนี้ว่า กำหนัดแล้วดังนี้ หรือประทุษร้ายแล้ว ดังนี้.

719
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 720 (เล่ม 47)

บทว่า อนูปยํ เกน กถํ วเทยฺย ความว่า จะพึงกล่าวกะพระขีณาสพ
ผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิ เพราะละตัณหาและทิฏฐิได้แล้วว่าผู้กำหนัด หรือผู้ประ-
ทุษร้ายได้อย่างไร ด้วยความกำหนัดหรือความประทุษร้ายอะไร. อธิบายว่า
จะว่ากล่าวว่าผู้มีปัญญานั้น จักเป็นผู้ปกปิดสิ่งที่กระทำแล้ว เหมือนพวกเดียรถีย์
ได้อย่างไร. บทว่า อตฺตํ นิรตฺตํ น หิ ตสฺส อตฺถิ ความเห็นว่าเป็นตน
หรือความเห็นว่าขาดสูญย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้นเลย ความว่า
ความเห็นว่าเป็นตน หรือความเห็นว่าขาดสูญย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิ
นั้น หรือแม้การถือและการปล่อยที่รู้กันว่าเป็นความกำหนัดในตนก็ไม่มี. หาก
ถามว่า เพราะเหตุไรจึงไม่มี. ตอบว่า เพราะผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้นละทิฏฐิ
ได้ทั้งหมดในอัตภาพนี้. อธิบายว่า เพราะผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น เลิกละ
ปล่อยทิฏฐิได้ทั้งหมดด้วยลมคือญาณในอัตภาพนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอด คือพระอรหัต
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว พอพระทัยกราบถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วเสด็จกลับ.
จบอรรถกถาทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๑ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

720
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 721 (เล่ม 47)

สุทธัฏฐกสูตรที่ ๔
ว่าด้วยเรื่องเห็นผู้บริสุทธิ์
[๔๑๑] คนพาลผู้ประกอบด้วยทิฏฐิ
สำคัญเอาเองว่าเราได้เห็นบุคคลผู้บริสุทธิ์
เป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่หาโรคมิได้ ความหมด-
จดด้วยดี ย่อมมีได้แก่นรชนด้วยการเห็น
เมื่อคนพาลนั้นสำคัญเอาเองอย่างนี้ รู้ว่า
ความเห็นนั้นเป็นความเห็นยิ่ง.
แม้เป็นผู้เห็นบุคคลผู้บริสุทธิ์เนือง ๆ
ก็ย่อมเชื่อว่า ความเห็นนั้นเป็นมรรคญาณ
ถ้าว่าความบริสุทธิ์ย่อมมีได้แก่นรชนด้วยการ
เห็น หรือนรชนนั้นย่อมละทุกข์ได้ด้วยมรรค
อันไม่บริสุทธิ์อย่างอื่นจากอริยมรรค นรชน
ผู้เป็นอย่างนี้ย่อมบริสุทธิ์ไม่ได้เลย ก็คนมี
ทิฏฐิ ย่อมกล่าวยกย่องความเห็นนั้นของคน
ผู้กล่าวอย่างนั้น.
พราหมณ์ไม่กล่าวความบริสุทธิ์โดย
มิจฉาทิฏฐิญาณอย่างอื่นจากอริยมรรคญาณ
ที่เกิดขึ้นในเพราะรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง

721
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 722 (เล่ม 47)

ศีล พรต และในเพราะอารมณ์ที่ได้ทราบ
พราหมณ์นั้นไม่ติดอยู่ในภพและบาป ละ
ความเห็นว่าเป็นตนเสียได้ ไม่กระทำในบุญ
และบาปนี้.
ชนผู้ประกอบด้วยทิฏฐิ เป็นผู้กล่าว
ความบริสุทธิ์โดยทางมรรคอย่างอื่นเหล่านั้น
ละศาสดาเบื้องต้นเสีย อาศัยศาสดาอื่น อัน
ตัณหาครอบงำย่อมข้ามธรรมเป็นเครื่องข้อง
ไม่ได้ ชื่อว่าถือเอาธรรมนั้นด้วย ละธรรม
นั้นด้วย เปรียบเหมือนวานรจับและปล่อย
กิ่งไม้ที่ตรงหน้าเสียเพื่อจับกิ่งอื่น ฉะนั้น.
สัตว์ผู้ข้องอยู่ในกามสัญญา สมา-
ทานวัตรเองแล้วไปเลือกหาศาสดาดีและเลว
ส่วนพระขีณาสพผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน
ผู้มีความรู้แจ้ง ตรัสรู้ธรรมด้วยเวทคือมรรค
ญาณ ย่อมไม่ไปเลือกหาศาสดาดีและเลว.
พระขีณาสพนั้นครอบงำมาร และ
เสนาในธรรมทั้งปวง คืออารมณ์อย่างใด
อย่างหนึ่งที่ได้เห็น ได้ฟัง หรือได้ทราบ
ใคร ๆ จะพึงกำหนดพระขีณาสพผู้บริสุทธิ์
ผู้เห็นความบริสุทธิ์ เป็นผู้มีหลังคาคือกิเลส

722
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 723 (เล่ม 47)

อันเปิดแล้ว ผู้เที่ยวไปอยู่ ด้วยการกำหนด
ด้วยตัณหาและทิฏฐิอะไรในโลกนี้.
พระขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนด
ด้วยตัณหาหรือด้วยทิฏฐิ ย่อมไม่กระทำ
ตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า พระขีณาสพ
เหล่านั้นย่อมไม่กล่าวว่า ความบริสุทธิ์มีที่สุด
ด้วยอกิริยทิฏฐิและสัสสตทิฏฐิ ท่านสละ
คันถะกิเลสเครื่องร้อยรัดอันเนื่องอยู่ในจิต
สันดานได้แล้ว ย่อมไม่กระทำความหวังใน
โลกไหนๆ
พราหมณ์ผู้ล่วงแดนกิเลสได้ ไม่มี
ความยึดถือวัตถุหรืออารมณ์อะไร เพราะ
ได้รู้หรือเพราะได้เป็นเป็นผู้ไม่มีความยินดี
ด้วยราคะ เป็นผู้ปราศจากราคะไม่กำหนัด
แล้ว พราหมณ์นั้น ไม่มีความยึดถือวัตถุและ
อารมณ์อะไร ๆ ว่า สิ่งนี้เป็นของยิ่งในโลกนี้
ฉะนี้แล.
จบสุทธัฏฐกสูตรที่ ๔

723
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 724 (เล่ม 47)

อรรถกถาสุทธัฏฐกสูตรที่ ๔
สุทธัฏฐกสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ปสฺสามิ สุทฺธํ เราเห็นบุคคลผู้
บริสุทธิ์ดังนี้.
พระสูตนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?
มีเรื่องเล่าว่า ในอดีตกาลครั้งศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่ากัลสปะ กุฎุมพีคนหนึ่ง ชาวกรุงพาราณสีได้ไปยังปัจจันตชนบทพร้อมด้วย
เกวียน ๕๐๐ เล่มเพื่อหาสินค้า ณ ที่นั้น กุฎุมพีได้ทำความสนิทสนมกับพราน
ป่าให้ของใช้แก่เขาแล้วถามว่า สหาย ท่านเคยเห็นแก่นจันทน์บ้างไหม เมื่อ
พรานป่าตอบว่าเคยเห็น จึงเข้าไปป่าไม้จันทน์กับเขาทันทีบรรทุกแก่นจันทน์
แดงจนเต็มเกวียนทุกเล่มแล้วกล่าวกะพรานป่านั้นว่า สหาย เมื่อใดท่านมากรุง
พราณสี เมื่อนั้นท่านพึงเอาแก่นจันทน์แดงมาด้วย แล้วก็กลับไปกรุงพาราณสี.
ครั้นต่อมาพรานป่านั้นก็เอาแก่นจันทน์ไปเรือนกุฎุมพีนั้น กุฎุมพีเห็นพรานป่า
จึงต้อนรับเป็นอย่างดี ตอนเย็นให้บดแก่นจันทน์ใส่สมุดจนเต็มแล้วกล่าวว่า
สหายจงไปอาบน้ำแล้วกลับมาเถิด แล้วส่งเขาไปท่าน้ำกับคนของตน. ตอนนั้น
ที่กรุงพาราณสีกำลังมีมหรสพ. ชาวกรุงพาราณสีตอนเช้าตรู่ถวายทาน ตอน
เย็นนุ่งผ้าเนื้อดีถือดอกไม้และของหอมเป็นต้น ไปไหว้พระมหาเจดีย์ของพระ-
พระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ พรานป่านั้น เห็นคนทั้งหลายเหล่านั้นจึงถาม
ว่า เขาไปไหนกัน พรานป่าได้ฟังว่าเขาไปวิหารเพื่อไหว้พระเจดีย์จึงได้ไป
ด้วยตนเอง ณ ที่นั้นพรานป่าเห็นผู้คนทำการบูชาพระเจดีย์โดยวิธีต่าง ๆ ด้วย

724