ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 705 (เล่ม 47)

เพราะเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมลุ่มหลงในกามคุณนี้ เป็นผู้หยั่งลงใน
กามคุณเหล่านั้น ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงเครื่องผูกภายนอก.
บทว่า ทูเร วิเวกา หิ ตถาวิโธ โส ความว่า นรชนเห็นปานนั้น
เป็นผู้ไกลจากวิเวก ๓ มีกายวิเวกเป็นต้น. เพราะเหตุไร. เพราะกามทั้งหลาย
ในโลกไม่ใช่ละได้โดยง่ายเลย. ท่านอธิบายว่า เพราะกามทั้งหลายในโลกเป็น
สิ่งที่จะพึงละได้โดยง่ายมิได้มี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงยกตัวอย่างให้เห็นว่า นรชนเห็นปานนั้นแล
เป็นผู้ห่างไกลจากวิเวก ในคาถาต้นอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงทำให้แจ้งถึงธรรมดา
ของสัตว์ทั้งหลายเห็นปานนั้นอีก จึงตรัสคาถาว่า อิจฺฉานิทานา กามคุณทั้ง
หลายมีความปรารถนาเป็นเหตุ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อิจฺฉานิทานา คือมีตัณหาเป็นเหตุ. บทว่า
ภวสาตพนฺธา เนื่องด้วยความยินดีในภพ คือเนื่องด้วยความยินดีในภพมีสุข
เวทนาเป็นต้น. บทว่า เต ทุปฺปมุญฺจา สัตว์เหล่านั้นอันคนอื่นเปลื้องออก
ให้ไม่ได้เลย คือธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีในภพเหล่านั้น หรือสัตว์
ทั้งหลายมีความปรารถนาเป็นเหตุเนื่องด้วยความยินดีในภพนั้นเหล่านั้นเปลื้อง
ออกได้โดยยาก. บทว่า น หิ อญฺญโมกฺขา คือคนอื่นไม่สามารถจะเปลื้อง
ออกให้ได้. อีกอย่างหนึ่ง คำนี้เป็นคำแสดงการณะว่า สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้
เปลื้องออกได้ยาก. เพราะเหตุไร. เพราะคนอื่นไม่พึงเปลื้องออกได้ ผิว่าคน
อื่นพึงเปลื้องออกได้ ก็พึงเปลื้องได้ด้วยกำลังของตนเอง นี้เป็นอธิบายของ
บทว่า น หิ อญฺญโมกฺขา นั้น . บทว่า ปจฺฉา ปุเร วาปิ อเปกฺข-
มานา คือนรชนทั้งหลายหวังกามทั้งหลาย ในอนาคตบ้าง ในอดีตบ้าง.
บทว่า อิเมว กาเม ปุริเมว ชปฺปํ คร่ำครวญถึงกามเหล่านี้ที่เคยมีมาแล้ว

705
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 706 (เล่ม 47)

ความว่า ปรารถนากามเหล่านี้ที่เป็นปัจจุบัน หรือที่เคยมีมาแล้วแม้ทั้งสองอย่าง
คืออดีตและอนาคต ด้วยตัณหาอันแรงกล้า. พึงทราบการเชื่อมบททั้งสอง
เหล่านี้กับด้วยบทนี้ว่า เต ทุปฺปมุญฺจา น หิ อญฺญโมกฺขา ความว่า กาม
คุณทั้งหลายเปลื้องออกได้โดยยาก คนอื่นจะเปลื้องออกให้ไม่ได้เลย. นรชน
ทั้งหลายมุ่งหวังคร่ำครวญนอกเหนือไปจากนี้ไม่พึงประกาศว่า กำลังทำอะไร
หรือทำอะไรแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงยกตัวอย่างว่า ทูเร วิเวกา หิ ตถา-
วิโธ ในคาถาต้นอย่างนี้ และทรงทำให้แจ้งถึงธรรมดาของสัตว์ทั้งหลาย
เห็นปานนั้น ด้วยคาถาที่สองแล้ว บัดนี้ทรงทำให้แจ้งถึงการกระทำบาปกรรม
ของสัตว์เหล่านั้น จึงตรัสคาถาว่า กาเมสุ คิทฺธา ยินดีในกามทั้งหลาย.
บทนั้นมีความดังต่อไปนี้. สัตว์เหล่านั้นยินดีในกามทั้งหลายด้วยอยาก
บริโภค ขวนขวายในกามทั้งหลาย เพราะขวนขวายในการแสวงหาเป็นต้น ลุ่ม
หลงอยู่ในกามทั้งหลาย เพราะถึงความลุ่มหลงพร้อม ไม่เชื่อถือถ้อยคำ เพราะ
ไม่เชื่อถือถ้อยคำของบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เพราะความดูหมิ่น เพราะ
ความตระหนี่ ตั้งอยู่ในธรรมอันไม่สงบ มีความไม่สงบทางกายเป็นต้น ถูก
ทุกข์คือความตายครอบงำในกาลสุดท้าย ย่อมรำพันอยู่ว่า เราจุติจากโลกนี้แล้ว
จักเป็นอย่างไรหนอ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
เพราะเหตุนั้นแล สัตว์พึงศึกษา
ไตรสิกขาในศาสนานี้ พึงรู้ว่าสิ่งอะไร ๆ ใน
โลกไม่เป็นความสงบ ไม่พึงประพฤติความ
ไม่สงบเพราะเหตุแห่งสิ่งนั้น นักปราชญ์ทั้ง
หลาย กล่าวชีวิตนั้นว่า เป็นของน้อยนัก.

706
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 707 (เล่ม 47)

ในบทเหล่านั้น บทว่า สิกฺเขถ พึงศึกษา คือพึงศึกษาไตรสิกขา.
บทว่า อิเธว คือในศาสนานี้แหละ. บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงความเสื่อมของสัตว์ ผู้
ไม่ทำอย่างนั้น จึงตรัสคาถาว่า ปสฺสามิ เราเห็น ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺสามิ คือเราเห็นด้วยตาเนื้อเป็นต้น . บท
ว่า โลเก ในโลก ได้แก่ อบายเป็นต้น. บทว่า ปริปฺผนฺทมานํ คือกำลัง
ดิ้นรนไปข้างโน้นข้างนี้. บทว่า ปชํ อิมํ คือหมู่สัตว์นี้. บทว่า ตณฺหาคตํ
คือถูกตัณหาครอบงำ อธิบายว่า ตกลงไป. บทว่า ภเวสุ ในภพทั้งหลาย คือ
ในกามภพเป็นต้น. บทว่า หีนา นรา คนเลว คือคนผู้มีการงานเลว. บทว่า
มจฺจุมุเข ลปนฺต บ่นเพ้ออยู่ในปากมัจจุราช คือบ่นเพ้ออยู่ในปากของความ
ตายที่มาถึงแล้วในที่สุด. บทว่า อวีตตณฺหาเส คือยังไม่ปราศจากตัณหา.
บทว่า ภวาภเวสุ ในภพน้อยภพใหญ่ได้แก่ในกามภพเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง
บทว่า ภวาภเวสุ ได้แก่ในภพและภพ. ท่านอธิบายว่าในภพทั้งหลายบ่อย ๆ.
บัดนี้ เพราะสัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากตัณหาจึงดิ้นรนและพร่ำเพ้อ
อยู่อย่างนี้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงชักจูงให้สัตว์ทั้งหลายกำจัด
ตัณหา จึงตรัสคาถาว่า มมายิเต ถือว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นของเรา ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มมายิเต คือถือสิ่งนั้น ๆ ว่าเป็นของเรา
ด้วยตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า ปสฺสถ ท่านทั้งหลายจงดู พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเรียกผู้ฟังทั้งหลาย. บทว่า เอตมฺปิ คือโทษแม้นั้น. บทที่เหลือปรากฏ
ชัดแล้ว.

707
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 708 (เล่ม 47)

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงความยินดีในคาถาที่หนึ่งนี้และโทษ
ด้วย ๔ คาถานอกนั้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงการสลัดออกและอานิ-
สงส์ของการสลัดออก พร้อมด้วยอุบาย จึงทรงแสดงโทษ ความต่ำทรามและ
ความเศร้าหมองของกามทั้งหลายด้วยคาถาเหล่านี้ทั้งหมด เพื่อทรงแสดงถึง
อานิสงส์ในเนกขัมมะในบัดนี้ จึงตรัสสองคาถาว่า อุโภสุ อนฺเตสุ ในที่สุด
ทั้งสอง ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุโภสุ อนฺเตสุ คือในการกำหนด ๒ อย่าง
มีผัสสะและเหตุเกิดแห่งผัสสะเป็นต้น. บทว่า วิเนยฺย ฉนฺทํ ได้แก่ พึงกำจัด
ความกำหนัดด้วยความพอใจเสีย. บทว่า ผสฺสํ ปริญฺญาย กำหนดรู้ผัสสะ
ความว่า กำหนดรู้นามรูปทั้งสิ้น ด้วยปริญญา ๓ คือ กำหนดรู้ผัสสะมีจักขุสัม-
ผัสสะเป็นต้น กำหนดรู้อรูปธรรมทั้งปวงอันประกอบด้วยผัสสะนั้นโดยทำนอง
เดียวกับผัสสะนั้นเอง และกำหนดรู้รูปธรรมด้วยสามารถเป็นวัตถุ ทวาร และ
อารมณ์ของอรูปธรรมเหล่านั้น. บทว่า อนานุคิทฺโธ คือไม่ยินดีในธรรม
ทั้งปวงมีรูปเป็นต้น. บทว่า ยทตฺตครหี ตทกุพฺพมาโน คือติเตียนตนเอง
เพราะข้อใด ไม่ควรทำข้อนั้น. บทว่า น ลิมฺปตี ทิฏฺฐสุเตสุ นักปราชญ์
ไม่ติดอยู่ในรูปที่ได้เห็นและเสียงที่ได้ฟัง ความว่า นักปราชญ์ถึงพร้อมด้วย
ปัญญาเห็นปานนั้น ไม่ติดด้วยการติด ๒ อย่างแม้อย่างเดียว ในธรรมคือรูป
ที่ได้เห็นและเสียงที่ได้ฟัง ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ติด ถึงความผ่องแผ้วในที่สุดเหมือน
อากาศฉะนั้น.
คาถาว่า สญฺญํ ปริญฺญา กำหนดรู้สัญญามีความสังเขปดังต่อไปนี้.
กำหนดรู้มิใช่เพียงคำพูดอันไร้ประโยชน์อย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้กำหนดรู้แม้

708
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 709 (เล่ม 47)

สัญญามีกามสัญญาเป็นต้นด้วย กำหนดรู้นามรูปโดยทำนองเดียวกับสัญญาหรือ
โดยนัยที่กล่าวแล้วในตอนก่อนด้วยปริญญา ๓ อย่าง พึงข้ามโอฆะแม ๔ อย่าง
ได้ด้วยปฏิปทานี้ แต่นั้นนรชนนั้นข้ามโอฆะได้แล้ว เป็นมุนีขีณาสพ ไม่ติด
ในตัณหาและทิฏฐิ เพราะละกิเลสคือตัณหาและทิฏฐิแล้ว ถอนลูกศรออกเสีย
ได้ เพราะได้ถอนลูกศรคือกิเลสมีราคะเป็นต้นออกได้ ไม่ประมาทเที่ยวไป
เพราะมีสติไพบูลย์ หรือไม่ประมาทเที่ยวไปในส่วนเบื้องหน้า เป็นผู้ถอนลูกศร
ได้แล้ว เพราะเที่ยวไปด้วยความไม่ประมาทนั้น ไม่หวังโลกนี้และโลกหน้าอัน
ต่างด้วยอัตภาพของตนและของผู้อื่นเป็นต้น เป็นผู้ไม่ถือมั่นเพราะดับจิตดวง
สุดท้าย (จริมจิต) โดยแท้ ย่อมดับไปเหมือนไฟหมดเชื้อฉะนั้น. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงจบเทศนาลงด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต ทรงบัญญัติไว้
เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติธรรมเท่านั้น มิใช่ให้เกิดมรรคหรือผลด้วยเทศนานี้
เพราะทรงแสดงแก่พระขีณาสพ.
จบอรรถกถาคุหัฏฐกสูตรที่ ๒ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

709
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 710 (เล่ม 47)

ทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓
ว่าด้วยเดียรถีย์และมุนี
[๔๑๐] เดียรถีย์บางพวก มีใจประ-
ทุษร้าย ย่อมติเตียนโดยแท้ แม้อนึ่ง พวก
ชนที่ฟังคำของเดียรถีย์เหล่านั้นแล้ว ปลงใจ
เชื่อจริง ก็ติเตียน แต่มุนีย่อมไม่เข้าถึงการ
ติเตียนที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะเหตุนั้น มุนีย่อม
ไม่มีหลักตอ คือ ราคะ โทสะ และโมหะ
ในโลกไหน ๆ.
บุคคลผู้ถูกความพอใจครอบงำแล้ว
ตั้งมั่นอยู่ในความชอบใจ จะพึงล่วงทิฏฐิของ
ตนได้อย่างไรเล่า บุคคลกระทำทิฏฐิเหล่านั้น
ให้บริบูรณ์ด้วยตนเอง รู้อย่างใด ก็พึงกล่าว
อย่างนั้น.
ผู้ใดไม่ถูกเขาถามเลย กล่าวอวดอ้าง
ศีลและวัตรของตนแก่ผู้อื่น ผู้ฉลาดทั้งหลาย
กล่าวผู้นั้นว่า ผู้ไม่มีอริยธรรม, ผู้ได้กล่าว
อวดตนด้วยตนเอง ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าว
การอวดของผู้นั้นว่า ผู้นี้ไม่มีอริยธรรม.

710
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 711 (เล่ม 47)

ส่วนภิกษุผู้สงบ มีตนดับแล้ว ไม่
กล่าวอวดในศีลทั้งหลายว่า เราเป็นผู้ถึง
พร้อมแล้วด้วยศีล ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าว
ภิกษุนั้นว่า มีอริยธรรม.
ภิกษุใดไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้นในโลก
ไหน ๆ ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวการไม่กล่าว
อวดของภิกษุนั้นว่า ภิกษุนี้มีอริยธรรม.
ธรรม คือ ทิฏฐิ อันปัจจัยกำหนด
ปรุงแต่งแวดล้อม ไม่ผ่องแผ้ว ย่อมมีแก่
ผู้ใด ผู้นั้นเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุที่ผู้นั้นเห็น
อานิสงส์ มีคติวิเศษเป็นต้นในตน ฉะนั้น
จึงเป็นผู้อาศัยทิฏฐิ อาศัยความกำเริบที่มี
อยู่นั้น.
นรชนตัดสินธรรมที่ตนยึดมั่นแล้ว
ในธรรมทั้งหลาย ไม่พึงล่วงการยึดมั่นด้วย
ทิฏฐิได้โดยง่ายเลย เพราะเหตุนั้น นรชน
ย่อมยึดถือและถือมั่นธรรม ในเพราะความ
ยึดมั่นด้วยทิฏฐิเหล่านั้น.
บุคคลผู้มีปัญญา ไม่มีทิฏฐิอัน
ปัจจัยกำหนดแล้วในภพน้อยภพใหญ่ ในโลก

711
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 712 (เล่ม 47)

ไหน ๆ บุคคลผู้มีปัญญานั้นละมายาและ
มานะได้แล้ว จะพึงถึงการนับเข้าในคติ
พิเศษในนรกเป็นต้น ด้วยคติพิเศษอะไร
บุคคลผู้มีปัญญานั้น ไม่มีตัณหาและทิฏฐิ.
ก็บุคคลผู้มีตัณหาและทิฏฐิ ย่อมเข้า
ถึงวาทะในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นจะพึงกล่าว
กะพระขีณาสพผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิ ผู้กำ-
หนัดหรือว่าผู้ประทุษร้ายได้อย่างไร ด้วย
ความกำหนัดหรือความประทุษร้ายอะไร
ความเห็นว่าเป็นตน หรือความเห็นว่าขาด
สูญ ย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพนั้นเลย เพราะ
พระขีณาสพนั้น ละทิฏฐิได้ทั้งหมดในอัต-
ภาพนี้ ฉะนี้แล.
จบทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓

712
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 713 (เล่ม 47)

อรรถกถาทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓
ทุฏฐัฏฐกสูตร มีคำเริ่มต้นว่า วทนฺติ เว ทุฏฺฐมนาปิ เดียรถีย์
บางพวกมีใจประทุษร้ายย่อมติเตียนโดยแท้ ดังนี้.
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการเกิดแห่งคาถาต้นไว้ในพระสูตรแล้ว. พวก
เดียรถีย์ทนไม่ได้ที่เห็นลาภสักการะเกิดขึ้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์
จึงส่งนางสุนทรีปริพาชิกาไป. นัยว่านางสุนทรีปริพาชิกานั้นเป็นนางงามประจำ
ชนบท ได้เป็นปริพาชิกาเพราะนุ่งห่มผ้าขาว. นางอาบน้ำชำระร่างกายแล้วตก
แต่งด้วยผ้าสะอาดและทัดทรงดอกไม้ ประพรมด้วยของหอมเครื่องลูบไล้ ใน
เวลาที่ชาวกรุงสาวัตถีฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วออกจากพระเชตวัน
นางก็ออกจากกรุงสาวัตถีมุ่งหน้าไปพระเชตวัน เมื่อชนทั้งหลายถามว่า จะไป
ไหน นางก็ตอบว่าไปเพื่อให้พระสมณโคดมและสาวกของพระองค์อภิรมย์ แล้ว
เดินผ่านไปทางซุ้มประตูพระเชตวัน เมื่อซุ้มประตูพระเชตวันปิด จึงเข้าไปยัง
เมือง พอสว่างนางก็ไปพระเชตวันอีกเดินเตร่ทำเป็นเหมือนจะเก็บดอกไม้ใกล้
พระคันธกุฎี. ก็เมื่อนางถูกชนทั้งหลายที่มาอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าถามว่า มาทำ
ไม ก็ตอมเลี่ยงไปเลี่ยงมาอยู่อย่างนั้นแหละ. พอล่วงไปครึ่งเดือนพวกเดียรถีย์
จึงฆ่านางสุนทรีปริพาชิกาเสียแล้วเอาไปฝังไว้ที่คูเมือง พอสว่าง ก็ทำเป็นเอะอะ
ว่า พวกเราไม่เห็นนางสุนทรี จึงไปทูลพระราชา พระราชาทรงอนุญาตแล้วจึง
เข้าไปยังพระเชตวัน ทำเป็นเหมือนค้นหาอยู่ แล้วยกนางสุนทรีขึ้นจากที่ที่ฝั่งไว้

713
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 714 (เล่ม 47)

เอาใส่เตียงนำเข้าไปยังพระนคร พากันด่าว่าติเตียน. พึงทราบเรื่องทั้งหมดโดย
นัยที่มาแล้วในบาลีนั่นแล. วันนั้นตอนใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดู
โลกด้วยพุทธจักษุ ทรงทราบว่า วันนี้พวกเดียรถีย์จักทำให้เกิดความเสื่อมยศ
ทรงดำริว่า มหาชนเชื่อเดียรถีย์เหล่านั้นแล้วจะพากันโกรธเคืองเรา อย่าไป
อบายกันเสียเลย จึงทรงปิดประตูพระคันธกุฎีประทับอยู่ภายในพระคันธกุฎี
นั่นเอง ไม่เสด็จเข้าพระนครเพื่อบิณฑบาต. ฝ่ายภิกษุทั้งหลายเห็นประตูปิดจึง
เข้าไปเช่นคราวก่อน ๆ. ชนทั้งหลายเห็นพวกภิกษุจึงพากันด่าว่าอย่างเสียหาย.
ลำดับนั้นท่านพระอานนท์กราบทูลเรื่องราวนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ พวกเดียรถีย์ทำความเสื่อมยศใหญ่ให้เกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถ
จะอยู่ในที่นี้ได้ ชมพูทวีปกว้างขวาง โปรดเสด็จไปที่อื่นเถิดพระเจ้าข้า. พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนอานนท์ ก็เมื่อโทษเกิดในที่นั้นอีกเธอจะไป
ไหนเล่า. กราบทูลว่า ไปเมืองอื่นอีก พระพุทธเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ รอดูไปก่อน เสียงนี้จักมีอยู่ได้ ๗ วัน
เท่านั้น ครั้นเลย ๗ วันไปแล้ว ผู้ใดทำความเสื่อมยศไว้ ความเสื่อมยศนั้นก็
จักตกไปบนผู้นั้นนั่นแหละ เพื่อจะทรงแสดงธรรมแก่พระอานนทเถระจึงได้
ตรัสคาถานี้ว่า วทนฺติ เว ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วทนฺติ คือ พวกเดียรถีย์พากันติเตียนพระผู้มี-
พระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์. บทว่า ทุฏฺฐมนาปิ เอเก เอโถปิ เว สจฺจมนาปิ
อนึ่งพวกชนที่ฟังคำของเดียรถีย์เหล่านั้นแล้วปลงใจเชื่อว่าจริงก็ติเตียน ความว่า
พวกชนบางพวกมีใจประทุษร้าย บางพวกสำคัญว่าเป็นจริง พวกเดียรถีย์มีใจ
ประทุษร้ายแล้ว. อธิบายว่า ชนเหล่าใดฟังคำของเดียรถีย์เหล่านั้นแล้ว ชน

714