ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 695 (เล่ม 47)

นี้จักบรรลุเมื่อไร ได้ทรงเห็นว่า เมื่อข้าวกล้าเสียหายพราหมณ์จะถูกความโศก
ครอบงำเพราะฟังพระธรรมเทศนา. ทรงดำริต่อไปว่า หากเราจักเข้าไปหา
พราหมณ์ในตอนนั้น พราหมณ์จักไม่สำคัญโอวาทของเราที่ควรจะฟัง เพราะ
พราหมณ์ทั้งหลายมีความชอบต่าง ๆ กัน เอาเถิด เราจักสงเคราะห์ตั้งแต่บัดนี้
ทีเดียว พราหมณ์มีจิตอ่อนในเราอย่างนี้ก็จักฟังโอวาทของเราในตอนนั้นแล้ว
เสด็จเข้าไปหาพราหมณ์ตรัสถามว่า พราหมณ์ท่านทำอะไร. พราหมณ์คิดว่า
พระสมณโคดมเป็นผู้มีตระกูลสูงยังทรงทำการปฏิสันถารกับเรา จึงมีจิตเลื่อมใส
ในพระผู้มีพระภาคเจ้า ทันใดนั้นเองกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
ข้าพระองค์กำลังไถนา จักหว่านข้าวเหนียวพระเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระสารีบุตร-
เถระคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำการปฏิสันถารกับพราหมณ์ พระ-
ตถาคตทั้งหลาย ไม่มีเหตุปัจจัยแล้วจะไม่ทรงทำอย่างนั้น เอาเถิดแม้เราก็จะทำ
ปฏิสันถารกับพราหมณ์นั้น จึงเข้าไปหาพราหมณ์แล้วได้ทำการปฏิสันถาร
อย่างนั้นเหมือนกัน. พระมหาโมคคัลลานเถระและพระมหาสาวก ๘๐ ก็ทำ
อย่างนั้น พราหมณ์พอใจเป็นอย่างยิ่ง.
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อข้าวกล้าสมบูรณ์วันหนึ่งเสวยภัตตา-
หารเสร็จแล้วเสด็จจากกรุงสาวัตถีไปสะพระเชตวันแวะแยกทางเข้าไปหาพราหมณ์
ตรัสว่า พราหมณ์นาข้าวเหนียวของท่านดีอยู่หรือ, พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่
พระโคดมผู้เจริญ หากนาข้าวเหนียวสมบูรณ์ดีอยู่อย่างนี้ ข้าพระพุทธเจ้าจักแบ่ง
ถวายแด่พระองค์บ้างพระเจ้าข้า. ครั้นต่อมาล่วงไปได้ ๔ เดือน ข้าวเหนียว
ของพราหมณ์ได้ผลิตผลบริบูรณ์. เมื่อพราหมณ์กำลังขวนขวายว่า เราจักเกี่ยว

695
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 696 (เล่ม 47)

วันนี้หรือพรุ่งนี้ มหาเมฆตั่งขึ้นแล้วฝนได้ตกตลอดคืน. แม่น้ำอจิรวดีเต็มเปี่ยม
ไหลพัดพาข้าวเหนียวไปหมด. พราหมณ์เสียใจตลอดคืน พอสว่างก็ไปยังฝั่ง
แม้น้ำเห็นข้าวกล้าเสียหายหมดเกิดวามโศกอย่างแรงว่า เราฉิบหายแล้ว บัดนี้
เราจักมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ตอนใกล้รุ่งของคืนนั้นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุทรงทราบว่า วันนี้ ถึงเวลาแสดงธรรมแก่
พราหมณ์แล้ว จึงเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถีประทับยืนใกล้ประตูเรือน
ของพราหมณ์. พราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วคิดว่า พระสมณโคดม
มีพระประสงค์จะปลอบใจเรา ผู้ถูกความโศกครอบงำจึงเสด็จมาแล้วปูอาสนะ
รับบาตรทูลนิมนต์ให้ประทับนั่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอยู่จึงตรัสถาม
พราหมณ์ว่า พราหมณ์ท่านเสียใจเรื่องอะไรหรือ. พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่
พระโคดมผู้เจริญ ถูกแล้วพระเจ้าข้า นาข้าวเหนียวของข้าพระองค์ถูกน้ำพัดพา
เสียหายหมดพระเจ้าข้า. ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พราหมณ์เมื่อถึง
คราววิบัติ ก็ไม่ควรเสียใจ และเมื่อถึงคราวสมบูรณ์ ก็ไม่ควรดีใจ เพราะชื่อว่า
กามทั้งหลาย ย่อมสมบูรณ์บ้าง ย่อมวิบัติบ้างดังนี้ ทรงรู้ธรรมเป็นที่สบายของ
พราหมณ์นั้นจึงได้ตรัสพระสูตรนี้ ด้วยอำนาจการแสดงธรรม. ในสูตรนั้นเรา
จักพรรณนาเพียงเธอความของบทโดยสังเขปเท่านั้น. ส่วนความพิสดารพึง
ทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในนิทเทสนั้นแล. ในสูตรทั้งหมดนอกเหนือไปจากนี้
ก็เหมือนในสูตรนี้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า กามํ ได้แก่ วัตกุกามคือธรรมเป็นไปในภูมิ ๓
มีรูปที่น่ารักเป็นต้น. บทว่า กามยมานสฺส คือปรารถนา. บทว่า ตสฺส เจ

696
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 697 (เล่ม 47)

ตํ สมิชฺฌติ ว่า หากวัตถุกามนั้นจะสำเร็จแก่สัตว์ผู้ปรารถนานั้น. ท่าน
อธิบายว่า หากเขาได้วัตถุกามนั้น. บทว่า อทฺธา ปีติมโน โหติ ได้แก่
ย่อมเป็นผู้มีใจยินดีโดยส่วนเดียว. บทว่า ลทฺธา แปลว่าได้แล้ว. บทว่า มจฺโจ
คือสัตว์. บทว่า ยทิจฺฉติ ตัดบทเป็น ยํ อิจฺฉติ ย่อมปรารถนาสิ่งใด. บทว่า
ตสฺส เจ กามยมานสฺส คือแก่บุคคลนั้นผู้ปรารถนากาม. หรือชื่นชมด้วย
กาม. บทว่า ฉนฺทชาตสฺส เกิดความพอใจคือเกิดความอยาก. บทว่า ชนฺตุโน
คือ สัตว์. บทว่า เต กามา ปริหายนฺติ คือ หากกรรมเหล่านั้นย่อมเสื่อม
ไปไซร้. บทว่า สลฺลวิทฺโธว รุปฺปติ สัตว์นั้นย่อมย่อยยับเหมือนถูกลูกศรแทง
คือต่อแต่นั้น สัตว์ย่อมย่อยยับเหมือนถูกลูกศรทำด้วยเหล็กเป็นต้นเเทง.
ในคาถาที่ ๓ มีความสังเขปดังต่อไปนี้. ผู้ใดเว้นกามเหล่านี้ด้วยการ
ข่มความกำหนัดด้วยความพอใจ หรือด้วยการตัดเด็ดขาดในกามนั้นเหมือนเว้น
ศีรษะงูด้วยเท้าของตน ผู้นั้นเป็นผู้มีสติ ย่อมก้าวล่วงตัณหานี้ คือความอยากใน
โลกได้ เพราะไม่ระลึกถึงโลกแล้ว.
ต่อแต่นี้ไปเป็นความย่อแห่งคาถาที่แสดงแล้ว. บุคคลใด ยินดีนามีนา
ข้าวเหนียวเป็นต้น ที่ดินมีที่ปลูกเรือนเป็นต้น เงิน คือกหาปณะ โค ม้า
ประเภทโคและม้า หญิงที่รู้กันว่าเป็นหญิง พวกพ้องมีพวกพ้องของญาติเป็น
ต้น หรือกามเป็นอันมากมีรูปน่ารักเป็นต้นเหล่าอื่น กิเลสทั้งหลายมีกำลังน้อย
ย่อมครอบงำย่ำยีบุคคลนั้นได้. อธิบายว่ากิเลสทั้งหลายมีกำลังน้อยย่อมครอบงำ
บุคคลนั้นผู้มีกำลังน้อย เพราะเว้นจากกำลังศรัทธาเป็นต้น หรือเพราะไม่มี
กำลัง. เมื่อเป็นเช่นนั้นอันตรายที่ปรากฏมีราชสีห์เป็นต้น และอันตรายที่ไม่

697
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 698 (เล่ม 47)

ปรากฏมีกายทุจริตเป็นต้น ย่อมย่ำยีบุคคลนั้น ผู้อยากในกาม รักษากาม และ
แสวงหากาม. แต่นั้นทุกข์มีชาติเป็นต้น ย่อมติดตามบุคคลนั้น ผู้ถูกอันตรายไม่
ปรากฏครอบงำ เหมือนน้ำไหลเข้าสู่เรือที่แตกแล้วฉะนั้น เพราะฉะนั้นสัตว์
พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อด้วยการเจริญกายคตาสติเป็นต้น เนื้อเว้นกิเลสกามแม้ทั้ง
หมดในวัตถุกามมีรูปเป็นต้น ด้วยการข่มไว้สละการตัดเด็ดขาด พึงเว้นกาม
ทั้งหลาย สัตว์ละกามเหล่านั้นได้อย่างนี้แล้ว พึงข้ามคือสามารถข้ามโอฆะแม้
๔ อย่างด้วยมรรคอันทำการละกามนั้นเสียได้. แต่นั้นพึงวิดเรือคืออัตภาพอัน
หนักด้วยน้ำคือกิเลสแล้วพึงถึงฝั่งด้วยอัตภาพอันเบา พึงถึงนิพพานอันเป็นฝั่ง
แห่งธรรมทั้งปวง และพึงถึงด้วยการบรรลุพระอรหัต ย่อมปรินิพพานด้วย
อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เหมือนอย่างบุรุษวิดเรือที่เต็มด้วยน้ำแล้วพึงถึงฝั่ง คือ
ไปถึงฝั่งด้วยเรือที่เบาด้วยความลำบากเล็กน้อยเท่านั้น ฉะนั้น. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมอันเป็นยอดคือพระอรหัต.
เมื่อจบเทศนา พราหมณ์และพราหมณีตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
จบอรรถกถากามสูตรที่ ๑ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

698
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 699 (เล่ม 47)

คุหัฏฐกสูตรที่ ๒
ว่าด้วยผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย
[๔๐๙] นรชนผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย
ถูกกิเลสเป็นอันมากปกปิดไว้แล้ว ดำรงอยู่
ด้วยอำนาจกิเลสมีราคะเป็นต้น หยั่งลงใน
กามคุณ เครื่องทำจิตให้ลุ่มหลง นรชนผู้
เห็นปานนั้นแล เป็นผู้ไกลจากวิเวก เพราะ
ว่ากามคุณทั้งหลายในโลก ไม่ใช่ละได้โดย
ง่ายเลย.
กามคุณทั้งหลายมีความปรารถนา
เป็นเหตุ เนื่องด้วยความยินดีในภพ เปลื้อง
ออกได้โดยยาก คนอื่นจะเปลื้องออกให้ไม่
ได้เลย นรชนทั้งหลายมุ่งหวังตามในอนาคต
บ้าง ในอดีตบ้าง คร่ำครวญถึงกามเหล่านี้
ที่เคยมีแล้วบ้าง อันตนเปลื้องเองได้ยาก
และคนอื่นก็เปลื้องให้ไม่ได้.
สัตว์เหล่านั้นยินดี ขวนขวาย ลุ่ม-
หลงอยู่ในกามทั้งหลาย ไม่เชื่อถือถ้อยคำ
ของบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ตั้งอยู่แล้ว

699
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 700 (เล่ม 47)

ในธรรมอันไม่สงบ ถูกทุกข์ครอบงำแล้ว
ย่อมรำพันอยู่ว่า เราจุติจากโลกนี้แล้ว จัก
เป็นอย่างไรหนอ.
เพราะเหตุนั้นแล สัตว์พึงศึกษาไตร
สิกขาในศาสนานี้แหละ พึงรู้ว่าสิ่งอะไร ๆ
ในโลกไม่เป็นความสงบ ไม่พึงประพฤติ
ความไม่สงบเพราะเหตุแห่งสิ่งนั้น นัก-
ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตนั้นว่าเป็นของ
น้อยนัก.
เราเห็นหมู่สัตว์นี้ ผู้เป็นไปในอำนาจ
ความอยากในภพทั้งหลาย กำลังดิ้นรนอยู่
ในโลก นรชนทั้งหลายผู้เลวทรามย่อมบ่น
เพ้ออยู่ในปากมัจจุราช นรชนเหล่านั้น ยัง
ไม่ปราศจากความอยากในภพและมิใช่ภพทั้ง
หลายเลย.
ท่านทั้งหลายจงดูชนทั้งหลายผู้ถือว่า
สิ่งนั้น ๆ เป็นของเรา กำลังดิ้นรนอยู่ เหมือน
ปลาในแอ่งน้ำน้อยมีกระแสขาดสิ้นแล้วดิ้น-
รนอยู่ ฉะนั้น นรชนเห็นโทษแม้นั้นแล้ว
ไม่พึงประพฤติเป็นคนถือว่าสิ่งนั้น ๆ เป็น

700
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 701 (เล่ม 47)

ของเรา ไม่กระทำความติดข้องอยู่ในภพ
ทั้งหลาย.
พึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้งสอง
(มีผัสสะและเหตุเกิดแห่งสัมผัสสะเป็นต้น)
กำหนดรู้ผัสสะแล้วไม่ยินดีในธรรมทั้งปวงมี
รูปเป็นต้น ติเตียนตนเองเพราะข้อใด อย่า
ทำข้อนั้น เป็นนักปราชญ์ไม่ติดอยู่ในรูปที่
ได้เห็นและเสียงที่ได้ฟังเป็นต้น.
กำหนดรู้สัญญาแล้ว พึงข้ามโอฆะ
เป็นมุนี ไม่ติดอยู่ในอารมณ์ที่ควรหวงแหน
ถอนลูกศรคือ กิเลสออกเสีย ไม่ประมาท
เที่ยวไปอยู่ ย่อมไม่ปรารถนาโลกนี้และโลก
หน้า ฉะนี้แล.
จบคุหัฏฐกสูตรที่ ๒

701
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 702 (เล่ม 47)

อรรถกถาคุหัฏฐกสูตรที่ ๒
คุหัฏฐกสูตร มีคำเริ่มต้นว่า สตฺโต คุหายํ นรชนผู้ข้องอยู่ใน
ถ้ำคือกาย ดังนี้.
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?
มีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ กรุงสาวัตถี ท่าน
ปิณโฑลภารทวาชะ ได้ไปยังพระราชอุทยานของพระเจ้าอุเทน ชื่ออาวัฏฏกะ
ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคาในกรุงโกสัมพี. อนึ่งท่านปิณโฑลภารทวาชะนี้แม้ในกาลอื่น
ก็เคยเข้าไปพักผ่อนที่พระราชอุทยานนั้นบ่อย ๆ เหมือนพระควัมปติเถระไปพัก
ผ่อน ณ ดาวดึงส์พิภพฉะนั้น ข้อนี้มีนัยดังกล่าวแล้วในอรรถกถาวังคีสสูตร.
ท่านปิณโฑลภารทวาชะนั้นนั่งพักกลางวัน ดื่มด่ำกับสมาบัติ ณ โคนต้นไม้
ร่มเย็นใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคานั้น.
ในวันนั้นพระเจ้าอุเทนเสด็จไปประพาสพระราชอุทยาน ทรงเพลิด-
เพลินอยู่ในพระราชอุทยาน ด้วยการฟ้อนรำขับร้องเป็นต้นตลอดวัน ทรงมึน
เมาเพราะดื่มจัด บรรทมเอาเศียรหมุนบนตักของหญิงคนหนึ่ง. บรรดาหญิง
นอกนั้นคิดว่าพระราชาบรรทมหลับแล้วจึงพากันสุกไปเก็บดอกไม้และผลไม้
เป็นต้นในพระราชอุทยาน ครั้นเห็นพระเถระแล้วจึงตั้งหิริโอตตัปปะห้ามกัน
เองว่าอย่าส่งเสียงดัง ค่อย ๆ พากันเข้าไปไหว้แล้วนั่งห้อมล้อมพระเถระ พระ
เถระออกจากสมาบัติแสดงธรรมแก่หญิงเหล่านั้น. หญิงเหล่านั้นต่างชื่นใจตั้งใจ
ฟังแล้วกล่าวว่า สาธุ สาธุ ดังนี้. หญิงคนที่นั่งเอาพระเศียรของพระราชาพาด

702
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 703 (เล่ม 47)

ตักคิดว่า แม่พวกเหล่านี้ทิ้งเราไปสนุกกัน เกิดริษยาในหญิงพวกนั้นจึงขยับขา
ให้พระราชาทรงตื่น. พระราชาครั้นทรงตื่นบรรทมไม่เห็นนางสนม รับสั่งถาม
ว่า พวกหญิงถ่อยเหล่านี้หายไปไหน. หญิงนั้นทูลว่า พวกเขาพากันไปด้วย
คิดว่า เราไม่สมอยากในพระทูลกระหม่อม จักไปรื่นรมย์กับสมณะ ดังนี้.
พระราชานั้นทรงพิโรธได้เสด็จมุ่งหน้าไปหาพระเถระ. หญิงเหล่านั้นเห็น
พระราชาบางพวกก็ลุกขึ้น บางพวกก็ไม่ลุกโดยทูลว่า ข้าเเต่มหาราช พวกหม่อม
ฉันจะฟังธรรมในสำนักขอนักบวช. เมื่อหญิงเหล่านั้นทูลอย่างนั้น พระราชา
ทรงพิโรธหนักขึ้นด้วยความเมาไม่ไหว้พระเถระเลย ตรัสถามว่า ท่านมาเพื่อ
อะไร. พระเถระถวายพระพรว่า เพื่อความวิเวก มหาบพิตร. พระราชาตรัสว่า
ท่านมาเพื่อความวิเวก นั่งให้พวกสนมแวดล้อมอยู่อย่างนี้แหละหรือ แล้วตรัส
ต่อไปว่า ท่านจงบอกวิเวกของท่านดูทีหรือ. พระเถระแม้ชำนาญในการกล่าวถึง
วิเวกก็ได้นิ่งเสียด้วยคิดว่า พระราชานี้ตรัสถามประสงค์จะรู้ก็หามิได้. พระราชา
ตรัสว่า หากท่านไม่บอก เราจะให้มดแดงกัดท่าน แล้วทรงเด็ดรังมดแดงที่
ต้นอโศกต้นหนึ่งเรี่ยรายลงบนพระกายของพระองค์ทรงเช็ดพระกายแล้วเด็ดรัง
อื่นมุ่งหน้าไปหาพระเถระ. พระเถระคิดว่า หากพระราชานี้ประทุษร้ายเราก็จะ
พึงไปอบาย จึงอนุเคราะห์พระราชา เหาะขึ้นสู่อากาศด้วยฤทธิ์ไปแล้ว. หญิง
ทั้งหลายเหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อมพระราชาเหล่าอื่นเห็นบรรพชิต
แล้วก็พากันบูชาด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น พระองค์สิกลับไม่พอพระทัย
โดยจะเอารังมดแดงไปบูชา ตระกูลวงศ์จะถึงความพินาศนะเพคะ. พระราชา
ทรงสำนึกโทษของพระองค์ จึงทรงนิ่งตรัสถามคนรักษาพระราชอุทยานว่า ใน

703
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 704 (เล่ม 47)

วันอื่นพระเถระยังจะมาในอุทยานนี้อีกไหม. คนรักษาพระราชอุทยานทูลว่า
มาพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงบอกเราในเวลาที่พระเถระมา.
วันหนึ่งเมื่อพระเถระมา คนเฝ้าพระอุทยานจึงทูลให้พระราชาทรงทราบ. พระ
ราชาก็เสด็จเข้าไปหาพระเถระตรัสถามปัญหาแล้ว ได้ถึงสรณะตลอดชีวิต.
ก็ในวันที่พระเถระถูกพระราชาไม่ทรงพอพระทัยโดยเอารังมดแดงมา
บูชา พระเถระเหาะไปทางอากาศแล้วดำลงไปในดินโผล่ขึ้น ณ พระคันธกุฎี
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระสติสัมปชัญญะสำเร็จ
สีหไสยาโดยพระปรัศว์เบื้องขวา ทอดพระเนตรเห็นพระเถระแล้วตรัสถามว่า
ดูก่อนภารทวาชะ เธอมาในเวลามิใช่กาลหรือ. พระเถระกราบทูลว่า ถูกแล้ว
พระเจ้าข้า แล้วจึงกราบทูลเรื่องราวนั้นทั้งหมดให้ทรงทราบ. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงสดับดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า การพูดถึงเรื่องวิเวกแก่พระราชาผู้ยังต้อง
การกามคุณ จักมีประโยชน์อะไรดังนี้ ทรงบรรทมด้วยพระปรัศว์เบื้องขวา
นั่นแหละ ได้ตรัสพระสูตรนี้ เพื่อทรงแสดงธรรมแก่พระเถระ.
ในบทเหล่านั้นบทว่า สตฺโต คือผู้ข้อง. บทว่า คุหายํ ในถ้ำคือ
ในกาย. จริงอยู่กายท่านเรียกว่าถ้ำ เพราะเป็นช่องให้สัตว์ร้ายมีราคะเป็นต้น
อยู่. บทว่า พหุนาภิฉนฺโน ถูกกิเลสเป็นอันมากปกปิดไว้ คือ ถูกกิเลสมี
ราคะเป็นต้นเป็นอันมากปกปิดไว้. ด้วยบทนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงเครื่อง
ผูกภายใน. บทว่า ติฏฺฐํ ตั้งอยู่คือตั้งอยู่ด้วยอำนาจกิเลสมีราคะเป็นต้น. บท
ว่า นโร คือ สัตว์. บทว่า โมหนสฺมึ ปคาฬฺโห หยั่งลงในกามคุณ
เครื่องทำจิตให้ลุ่มหลง ความว่า ท่านกล่าวกามคุณว่าเป็นเครื่องทำจิตให้ลุ่มหลง

704