ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 665 (เล่ม 47)

ความเที่ยงอยู่สิ้นกาลนาน สัตว์ทั้งหลายผู้ไป
ด้วยวิชชาเท่านั้น ย่อมไม่ไปสู่ภพใหม่.
[๓๙๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณา
เห็นเนือง ๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะสังขารเป็น
ปัจจัย นี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนือง ๆ ว่า เพราะสังขารทั้งหลายนั่นเอง
ดับไป เพราะสำรอกโดยไม่มีเหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่าง โดยชอบ
อย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อม
เกิดขึ้นเพราะสังขารเป็นปัจจัย เพราะสังขาร
ทั้งหลายดับโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด.
ภิกษุรู้โทษนี้ว่า เพราะสังขารเป็น
ปัจจัย ทุกข์จึงเกิดขึ้น เพราะความสงบแห่ง
สังขารทั้งมวล สัญญาทั้งหลายจึงดับ ความ
สิ้นไปแห่งทุกข์ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้.
ภิกษุรู้ความสิ้นไปแห่งทุกข์นี้โดย
ถ่องแท้ บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นชอบ ผู้ถึงเวท
รู้โดยชอบแล้ว ครอบงำกิเลสเป็นเครื่อง
ประกอบของมารได้แล้ว ย่อมไม่ไปสู่ภพ
ใหม่.

665
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 666 (เล่ม 47)

[๓๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น
เนือง ๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะวิญญาณเป็น
ปัจจัย นี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนือง ๆ ว่า เพราะวิญญาณนั่นเองดับ
เพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ
จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อม
เกิดขึ้นเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย เพราะ
วิญญาณดับโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด.
ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์ย่อมเกิดขึ้น
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยดังนี้แล้ว ย่อมเป็น
ผู้หายหิว ดับรอบแล้วเพราะความเข้าไปสงบ
แต่งวิญญาณ.
[๓๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น
เนือง ๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย
นี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนือง ๆ ว่า เพราะผัสสะนั่นเองดับเพราะสำรอก
โดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณา
เห็นเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงตรัสคาถา
ประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ ของชน
ทั้งหลายผู้อันผัสสะครอบงำแล้ว ผู้แล่นไป

666
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 667 (เล่ม 47)

ตามกระแสแห่งภวตัณหา ผู้ดำเนินไปแล้ว
สู่หนทางผิด ย่อมอยู่ห่างไกล ส่วนชน
เหล่าใดกำหนดรู้ผัสสะด้วยปัญญา ยินดีแล้ว
ในธรรมเป็นที่เข้าไปสงบ ชนแม้เหล่านั้น
เป็นผู้หายหิว ดับรอบแล้ว เพราะการดับไป
แห่งผัสสะ.
[๓๙๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น
เนือง ๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะเวทนาเป็นปัจจัย
นี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนือง ๆ ว่า เพราะเวทนานั่นเองดับเพราะสำรอก
โดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณา
เห็นเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถา
ประพันธ์ต่อไปว่า
ภิกษุรู้เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
สุขเวทนา หรือทุกข์เวทนากับอทุกขมสุข-
เวทนา ที่มีอยู่ทั้งภายในและภายนอกว่า
เวทนานี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ มีความสูญสิ้น
ไปเป็นธรรมดา มีความทรุดโทรมไปเป็น
ธรรมดา ถูกต้องด้วยอุทยัพพยญาณแล้ว
เห็นความเสื่อมไปอยู่ ย่อมรู้แจ่มแจ้ง ความ
เป็นทุกข์ในเวทนานั้นอย่างนี้ เพราะเวทนา
ทั้งหลายสิ้นไปนั้นเอง ทุกข์จึงไม่เกิด.

667
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 668 (เล่ม 47)

[๓๙๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น
เนือง ๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะตัณหาเป็นปัจจัย
นี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนือง ๆ ว่า เพราะตัณหานั่นเองดับเพราะสำรอก
โดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณา
เห็นเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถา
ประพันธ์ต่อไปอีกว่า
บุรุษผู้มีตัณหาเป็นเพื่อนสอง ท่อง-
เที่ยวไปสิ้นกาลนาน ย่อมไม่ล่วงพ้นสงสาร
อันมีความเป็นอย่างนี้ และความเป็นอย่างอื่น
ไปได้ ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ตัณหาเป็นเหตุเกิด
แห่งทุกข์ เป็นผู้มีตัณหาปราศจากไปแล้ว
ไม่ถือมั่น มีสติ พึงเว้นรอบ.
[๓๙๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น
เนือง ๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย
นี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนือง ๆ ว่า เพราะอุปาทานนั่นเองดับเพราะ
สำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ผู้พิจารณาเห็นเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้
ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย
สัตว์ผู้เกิดแล้วย่อมเข้าถึงทุกข์ ต้องตาย
นี้เป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์.

668
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 669 (เล่ม 47)

เพราะเหตุนั้นบัณฑิตทั้งหลายรู้แล้ว
โดยชอบ รู้ยิ่งความสิ้นไปแห่งชาติแล้วย่อม
ไม่ไปสู่ภพใหม่ เพราะความสิ้นไปแห่ง
อุปาทาน.
[๔๐๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น
เนือง ๆ ว่าทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะความริเริ่มเป็น
ปัจจัย นี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนือง ๆ ว่า เพราะการริเริ่มนั่นเองดับ
เพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ
จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อม
เกิดขึ้นเพราะความริเริ่มเป็นปัจจัย เพราะ
ความริเริ่มดับโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด.
ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์ย่อมเกิดขึ้น
เพราะความริเริ่มเป็นปัจจัยดังนี้แล้ว สละ
คืนความริเริ่มได้ทั้งหมดแล้ว น้อมไปใน
นิพพานที่ไม่มีความริเริ่ม ถอนภวตัณหาขึ้น
ได้แล้ว มีจิตสงบ มีชาติสงสารสิ้นแล้ว
ย่อมไม่มีภพใหม่.

669
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 670 (เล่ม 47)

[๔๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น
เนือง ๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาหารเป็นปัจจัย
นี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนือง ๆ ว่า เพราะอาหารทั้งหมดนั่นเองดับ
เพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ
จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อม
เกิดขึ้นเพราะอาหารเป็นปัจจัย เพราะอาหาร
ทั้งหลายดับโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด.
ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้ถึงเวท รู้โทษ
นี้ว่า ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาหารเป็นปัจจัย
ดังนี้แล้ว กำหนดรู้อาหารทั้งปวง เป็นผู้อัน
ตัณหาไม่อาศัยในอาหารทั้งหมด รู้โดยชอบ
ซึ่งนิพพานอันไม่มีโรค พิจารณาแล้วเสพ
ปัจจัย ๔ ย่อมไม่เข้าถึงการนับว่า เป็นเทวดา
หรือมนุษย์ เพราะอาสวะทั้งหลายหมดสิ้นไป.
[๔๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น
เนือง ๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะความหวั่นไหว
เป็นปัจจัย นี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนือง ๆ ว่า เพราะความหวั่นไหว
ทั้งหลายนั่นเองดับไป เพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒

670
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 671 (เล่ม 47)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่าง
โดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อม
เกิดขึ้นเพราะความหวั่นไหวเป็นปัจจัยเพราะ
ความหวั่นไหวดับไม่มีเหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด.
ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์ย่อมเกิดขึ้น
เพราะความหวั่นไหวเป็นปัจจัย ดังนี้ เพราะ
เหตุนั้นแล ภิกษุสละตัณหาแล้วสดับสังขาร
ทั้งหลายได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีความหวั่นไหว
ไม่ถือมั่น แต่นั้นพึงเว้นรอบ.
[๔๐๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น
เนือง ๆ ว่า ความดิ้นรนย่อมมีแก่ผู้อันตัณหา ทิฏฐิ และมานะอาศัยแล้ว
นี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนือง ๆ ว่า ผู้ที่ตัณหา ทิฏฐิ และมานะไม่อาศัย
แล้ว ย่อมไม่ดิ้นรน นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็น
เนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่าง โดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถา
ประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ผู้อันตัณหา ทิฏฐิ และมานะไม่
อาศัยแล้ว ย่อมไม่ดิ้นรน ส่วนผู้อันตัณหา
ทิฏฐิ และมานะอาลัยแล้ว ถือมั่นอยู่ ย่อม
ไม่ล่วงพ้นสงสารอันมีความเป็นอย่างนี้ และ

671
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 672 (เล่ม 47)

ความเป็นอย่างอื่นไปได้ ภิกษุรู้โทษนี้ว่า
เป็นภัยใหญ่ในเพราะนิสสัย คือ ตัณหาทิฏฐิ
และมานะทั้งหลายแล้วเป็นผู้อันตัณหาทิฏฐิ
และมานะไม่อาศัยแล้ว ไม่ถือมั่น มีสติ
พึงเว้นรอบ.
บ๔๐๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น
เนือง ๆ ว่า อรูปภพละเอียดว่ารูปภพ นี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ
ว่า นิโรธละเอียดกว่าอรูปภพ นี้เป็นข้อ ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณา
เห็นเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถา
ประโยคพันธ์ต่อไปอีกว่า
สัตว์เหล่าใดผู้เข้าถึงรูปภพ และสัตว์
เหล่าใดอยู่ในอรูปภพ สัตว์เหล่านั้นเมื่อยังไม่
รู้ชัดซึ่งนิพพาน ก็ยังเป็นผู้จะต้องมาสู่ภพใหม่
ส่วนชนเหล่าใดกำหนดรู้รูปภพแล้ว ไม่ดำรง
อยู่ในอรูปภพ ชนเหล่านั้นน้อมไปในนิพ-
พานทีเดียว เป็นผู้ละมัจจุเสียได้.
[๔๐๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
นามรูปที่โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ที่หมู่สัตว์พร้อมทั้ง
สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เล็งเห็นว่า นามรูปนี้เป็นของจริง พระอริยเจ้า
ทั้งหลายเห็นด้วยดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า นามรูปนั่นเป็น

672
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 673 (เล่ม 47)

ของเท็จ นี้เป็นอนุปัสสนาข้อที่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิพพานที่โลกพร้อมทั้ง
เทวโลก มารโลก พรหมโลก ที่หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและ
มนุษย์เล็งเห็นว่า นิพพานนี้เป็นของเท็จ พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยดีแล้ว
ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า นิพพานนั้นเป็นของจริง นี้เป็น
อนุปัสสนาข้อที่ ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนือง ๆ ซึ่งธรรม
เป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ท่านผู้มีความสำคัญในนามรูป อัน
เป็นของมิใช่ตนว่าเป็นตน จงดูโลกพร้อมทั้ง
เทวโลก ผู้ยึดมั่นแล้วในนามรูป ซึ่งสำคัญ
นามรูปนี้ว่า เป็นของจริง.
ก็ชนทั้งหลายย่อมสำคัญ (นามรูป)
ด้วยอาการใด ๆ นามรูปนั้น ย่อมเป็นอย่างอื่น
ไปจากอาการที่เขาสำคัญนั้น นามรูปของผู้
นั้นแล เป็นของเท็จ เพราะนามรูปมีความ
สูญสิ้นไปเป็นธรรมดา.
นิพพานมีความไม่สูญสิ้นไปเป็น
ธรรมดา พระอริยเจ้าทั้งหลายรู้นิพพานนั้น
โดยความเป็นจริง พระอริยเจ้าเหล่านั้นแล
เป็นผู้หายหิวดับรอบแล้ว เพราะตรัสรู้ของ
จริง.
[๔๐๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าจะพึงมีผู้ถามว่า การพิจารณาเห็น
ธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างเนือง ๆ โดยชอบ จะพึงมีโดยปริยายอย่างอื่นบ้างไหม

673
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 674 (เล่ม 47)

พึงตอบเขาว่า พึงมี. ถ้าเขาถามว่าพึงมีอย่างไรเล่า. พึงตอบเขาว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย อิฏฐารมณ์ที่โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ที่หมู่สัตว์
พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เล็งเห็นว่า เป็นสุข พระอริยเจ้า
ทั้งหลายเห็นด้วยดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงว่า นั่นเป็นทุกข์
นี้เป็นอนุปัสสนาข้อที่ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิพพานที่โลกพร้อมทั้งเทวโลก
มารโลก พรหมโลก ที่หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์
เล็งเห็นว่า นี้เป็นทุกข์ พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบ
ตามความเป็นจริงว่า นั้นเป็นสุข นี้เป็นอนุปัสสนาข้อที่ ๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ไม่ประมาท
มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว พึงหวังผล ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
อรหัตผลในปัจจุบันนี้ หรือเมื่อยังมีความถือมั่นเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว
จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
รูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ และ
ธรรมารมณ์ล้วนน่าปรารถนา น่าใคร่ น่า-
พอใจ มีประมาณเท่าใด โลกกล่าวว่ามีอยู่
อารมณ์ ๖ อย่างเหล่านี้ โลกพร้อมทั้งเทวโลก
สมมติกันว่าเป็นสุข แต่ว่าธรรมเป็นที่ดับ
อารมณ์ ๖ อย่างนี้ ชนเหล่านั้นสมมติกันว่า
เป็นทุกข์.

674