ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 635 (เล่ม 47)

สิเนรุ. ลำดับนั้นท้าวสักกะขึ้นไปรบกะพวกอสูร ขว้างลงในมหาสมุทรอีก
สร้างรูปเปรียบพระอินทร์คล้ายพระองค์ตั้งไว้ที่ประตู ๔ ด้าน. พวกอสูรคิดว่า
ท้าวสักกะนี้ช่างไม่ประมาทดีจริงหนอ มายืนอยู่ได้เป็นนิจ. แล้วพากันกลับ
เข้าเมือง. ลำดับนั้นทวยเทพประกาศชัยชนะของตน ยกผืนผ้าทิพย์ขึ้นที่ถนน
ใหญ่พากันเล่นนักษัตร.
ครั้งนั้น อสิตฤษี เพราะตนสามารถระลึกชาติในอดีตและอนาคตได้
ตลอด ๔๐ กัป จึงรำพึงว่า ทวยเทพเหล่านี้เคยเล่นนักษัตรอย่างนี้เหมือนใน
กาลก่อนหรือหนอ เห็นเทพชนะสงครามระหว่างเทวดากับอสูร จึงกล่าวว่า
ยทาปิ อาสิ อสุเรหิ ฯเปฯ โลมหํโส ความว่า แม้คราวใดได้ที่สงครามกับ
พวกอสูร พวกเทวดาชนะ พวกอสูรแพ้ แม้คราวนั้นขนลุกพองเช่นนี้ก็มิได้
มี. บทว่า กิมพฺภูตํ ทฏฺฐุ มรู ปโมทิตา ความว่า วันนี้เทวดาทั้งหลาย
ได้เห็นเหตุอะไรซึ่งไม่เคยมีมา จึงพากันเบิกบานอย่างนี้.
พึงทราบวินิจฉัยใน คาถาที่ ๒ ดังนี้. บทว่า เสเฬนฺติ คือ เทวดา
ทั้งหลายเปล่งเสียงชมเชย. ขับร้องหลายอย่าง ประโคมดนตรี ๖๘,๐๐๐ ชิ้น.
บทว่า โผเฏนฺติ คือปรบมือ. บทว่า ปุจฺฉามิ โวหํ เราขอถามท่านทั้งหลาย
คือ อสิตฤษีแม้สามารถจะรู้ได้ด้วยตนเอง ก็ถามเพราะประสงค์จะฟังคำของ
พวกเทพเหล่านั้น. บทว่า เมรุมุทฺธวาสิเน คือ ผู้อยู่บนยอดเขาสิเนรุ. จริง
อยู่ ณ พื้นชั้นล่างของของเขาสิเนรุมีอสุรภพประมาณ ๑๐,๐๐๐ โยชน์. ณ พื้น
ชั้นกลางมีมหาทวีป ๔ มีทวีปน้อยประมาณ ๒,๐๐๐ เป็นบริวาร. ณ พื้นชั้นบน

635
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 636 (เล่ม 47)

มีดาวดึงส์พิภพ ๑๐,๐๐๐ โยชน์. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สิเนรุมุทฺธ-
วาสิโน ผู้อยู่บนยอดเขาสิเนรุ. บทว่า มาริสา อสิตฤษีเรียกพวกเทวดา.
ท่านอธิบายว่า เป็นผู้ไม่มีทุกข์ และไม่มีโรค.
ต่อไปพึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๓ ซึ่งเทวดาทั้งหลายบอกความนั้น
แก่อสิตฤษีได้กล่าวแล้ว. บทว่า โพธิสตฺโต ได้แก่ สัตว์ผู้จะตรัสรู้ คือ สัตว์ผู้
ควรบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ. บทว่า รตนวโร คือ ผู้เป็นรัตนะอันประเสริฐ. บท
ว่า เตนมฺหา ตุฏฺฐา คือ เพราะเหตุนั้นพวกเราจึงยินดี. เพราะว่าพระโพธิสัตว์
นั้น ครั้นบรรลุความเป็นพุทธะแล้วจักแสดงธรรมโดยประการที่พวกเราและเหล่า
เทพอื่นจักบรรลุภูมิของพระเสกขะและพระอเสกขะได้ แม้มนุษย์ทั้งหลายเหล่า
ใดฟังธรรมของท่านแล้วยังไม่สามารถจะปรินิพพานได้ มนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้น
จักทำทานเป็นต้น แล้วไปบังเกิดในเทวโลกได้ นัยว่านี้เป็นอธิบายของหมู่เทพ
เหล่านั้นด้วยประการฉะนี้. ในบทเหล่านั้นบทว่า ตุฏฺฐา กลฺยรูปา พวกเรา
พากันยินดีเบิกบาน ความว่า สองบทนี้ไม่ต่างกันก็จริงถึงดังนั้น พวกเทวดา
เห็นอะไรที่ไม่เคยมีมาแล้ว จึงพากันเบิกบาน การรบของเทวดาน่าเบิกบาน
นักหรือ พึงทราบว่าท่านกล่าวไว้เพื่อแก้สองปัญหา ดังนี้.
บัดนี้ พึงทราบความแห่งคาถาที่ ๔ ที่เทวดาทั้งหลายกล่าวชี้แจงถึง
ความประสงค์เมื่อพระโพธิสัตว์อุบัติแล้วพวกเขาพากันยินดี. พระสังคีติกาจารย์
แสดงความที่พระโพธิสัตว์เป็นผู้ประเสริฐในคติทั้ง ๕ ด้วยสองบทเหล่านี้
แสดงถึงการถือกำเนิดเป็นเทวดาและมนุษย์ด้วย สัตต ศัพท์ แสดงการถือคติ
ที่เหลือด้วย ปชา ศัพท์. จริงอยู่แม้สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายมีสีหะเป็นต้นก็ยัง

636
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 637 (เล่ม 47)

ประกอบด้วยคุณมีความไม่หวาดสะดุ้งเป็นต้น พระโพธิสัตว์นี้แหละทำให้สัตว์
แม้เหล่านั้นหวาดสะดุ้งได้ เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปชานมุตฺตโม เป็นผู้
สูงสุดกว่าหมู่สัตว์ทั้งหลาย. ก็ในบรรดาเทวาและมนุษย์ทั้งหลาย ในบุคคล ๔
จำพวก มีผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนเป็นต้นเหล่านั้น ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ทั้ง
สองนี้เป็นอัครบุคคล และเป็นผู้องอาจกว่านรชนเพราะเป็นเช่นกับโคอุสภะใน
หมู่ชน. ด้วยเหตุนั้นเทวดาทั้งหลายเมื่อจะกล่าวสรรเสริญพระโพธิสัตว์นั้น
จึงกล่าวบททั้งสองนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๕. บทว่า ตํ สทฺทํ ความว่า อสิตฤษี
ได้ฟังคำที่เทวดาทั้งหลายได้กล่าวแล้วนั้น. บทว่า อวสริ คือรีบลง. บทว่า
ตทภวนํ ตัดบทเป็น ตทา ภวนํ ได้แก่ เข้าไปยังที่ประทับของพระเจ้า-
สุทโธทนะในขณะนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๖. บทว่า ตโต ได้แก่ ต่อจากคำของ
อสิตฤษี. บทว่า อุกฺกามุเขว คือ เหมือนทองคำที่ปากเบ้า. อธิบายว่า
เหมือนทองคำบริสุทธิ์ในเบ้า. บทว่า สุกุสลสมฺปหฏฺฐํ ได้แก่ นายช่างทอง
ผู้ฉลาดหลอมดีแล้ว อธิบายว่า หล่อหลอม. บทว่า ททฺทลฺลมานํ คือ ผู้
รุ่งเรื่อง. บทว่า อสิตวฺหยสฺส คือแก่ฤษีชื่ออสิตะ. ชื่อที่สองว่ากัณหเทวิลฤษี.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๗. บทว่า ตาราสภํ วา คือ เหมือน
ความรุ่งเรื่องของดวงดาว. อธิบายว่า เหมือนพระจันทร์. บทว่า วิสุทฺธํ
คือเว้น จากอุปกิเลสมีหมอกเป็นต้น. บทว่า สรทริว คือ ดุจในสรทกาล.
บทว่า อานนฺทชาโต เกิดความยินดี คือ เกิดปีติโดยเพียงได้ยินเท่านั้น.
บทว่า อลตฺถ ปีตึ ได้ปีติ คือครั้นเห็นแล้วก็ได้ปีติยิ่งขึ้น.

637
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 638 (เล่ม 47)

ต่อจากนั้นพึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๘ ที่พวกเทวดากล่าวแก่พระ-
โพธิสัตว์ เพื่อแสดงสักการะอันประกอบขึ้นเอง. บทว่า อเนกสาขํ คือมีซี่
เป็นอันมาก. บทว่า สหสฺสมณฑลํ มีมณฑลตั้งพัน คือประกอบด้วยมณฑล
ตั้งพันสำเร็จด้วยทองคำสีแดง. บทว่า ฉตฺตํ คือ เศวตฉัตรอันเป็นทิพย์.
บทว่า วีติปตนฺติ ตกลงอยู่ คือ จามรด้ามทองทั้งหลายค้อมลงมาพัดวีสรีระ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๙, บทว่า ชฏี ได้แก่ ชฎิล. บทว่า กณฺ-
หสิริวฺหโย ฤษี ชื่อว่า กัณหสิริ คือ เรียกชื่อด้วย กัณหศัพท์และสิรีศัพท์.
ท่านอธิบายไว้ว่า ได้ยินว่า เรียกชื่อท่านว่าสิริกัณหะบ้าง. บทว่า ปณฺฑุกมฺพเล
ได้แก่บนผ้ากัมพลแดง. ก็เรื่องราวในที่นี้ควรกล่าวว่า ซึ่งพระกุมาร หรือควร
ทำปาฐะที่เหลือไว้. อนึ่งในคาถาต้นท่านกล่าวว่า ทิสฺวา เห็นเเล้ว หมายถึงเข้า
ไปถึงหัตถบาส. แต่บทว่า ทิสฺวา นี้หมายถึงนำเข้ารับถึงหัตถบาส เพราะ
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทิสฺวา ซ้ำอีก. ท่านกล่าวถึงทัศนะมีในก่อน หรือการมุ่ง
เพื่อได้ปีติ เพราะคำว่า วิปุลมลตฺถ ปีตึ ได้ปีติไพบูลในที่สุดคาถา กล่าว
การมุ่งเพื่อรับนี้ เพราะคำว่า สุมโน ปฏิคฺคเห ดีใจรับเอาในที่สุด. อนึ่ง
บทก่อนเกี่ยวกับพระกุมาร บทนี้เกี่ยวกับเศวตฉัตร ได้เห็นพระกุมารดุจแท่ง-
ทองบนผ้ากัมพลแดงของแคว้นคันธาระมีค่า ๑๐๐,๐๐๐ และเศวตฉัตรที่กั้นอยู่
บนพระเศียร ดังที่ได้กล่าวแล้วในบทนี้ว่า ฉตฺตํ มรู พวกเทวดากั้นเศวต-
ฉัตร ดังนี้. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ฉัตรนี้ท่านกล่าวหมายถึงฉัตรอันเป็น
ของมนุษย์. แม้พวกมนุษย์ ก็ถือ ฉัตรจามร ฉัตรหางนกยูง ใบตาล และพัด
วาลวีชนีเข้าไปหาพระมหาบุรุษเหมือนเทวดาทั้งหลายได้เหมือนกัน. เมื่อเป็น

638
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 639 (เล่ม 47)

เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรดียิ่งไปด้วยคำของอสิตฤษีนั้น เพราะฉะนั้นตามที่ท่านกล่าว
ไว้ก็ดีแล้ว. บทว่า ปฏิคฺคเห ได้แก่ ฤษีเอามือทั้งสองรับไว้. นัยว่า เจ้า-
ศากยะทั้งหลายนำพระกุมารเข้าไปเพื่อให้ไหว้พระฤษี. ครั้งนั้นพระบาททั้งสอง
ของพระกุมารก็กลับไปตั้งอยู่บนศีรษะของพระฤษี. พระฤษีเห็นความอัศจรรย์
ดังนั้น มีความชื่นชมยินดีรับไว้.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๐. บทว่า ชิคึสโต ได้แก่ปรารถนาค้น
คว้า แสวงหา. ท่านอธิบายว่า เข้าไปตรวจตรา. บทว่า โส ลกฺขณมนฺตปารคู
เรียนจบลักษณะมนต์ คือ พระฤาษีนั้นถึงฝั่งแห่งลักษณะและแห่งเวททั้งหลาย.
บทว่า อนุตฺตรายํ คือ พระกุมารนี้ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า. นัยว่าอสิตฤษีนั้นเห็น
จักรที่ฝ่าพระบาทของพระมหาสัตว์อยู่เฉพาะหน้าของตน จึงตรวจตราดูพระ-
ลักษณะที่เหลือโดยทำนองนั้น ครั้นเห็นความสมบูรณ์แห่งพระลักษณะทั้งหมด
ก็รู้ว่า พระกุมารนี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอนจึงกล่าวอย่างนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๑. คำว่า อถตฺตโน คมนํ ได้แก่
เข้าถึงอรูปด้วยอำนาจปฏิสนธิ. บทว่า อกลฺยรูโป คฬยติ อสฺสุกานี
เป็นผู้เสียใจถึงน้ำตาตก คือ อสิตฤษีระลึกถึงการอุบัติในอรูปภพของตนนั้น
เสียใจว่า บัดนี้เราไม่ได้เพื่อจะฟังพระธรรมเทศนาของพระกุมารนั้นเสียแล้ว
เกิดโทมนัสเพราะความโศกมีกำลังครอบงำถึงกับน้ำตาตก คือ ไหล. ปาฐะว่า
ควยติ ก็มี. ก็ผิว่า อสิตฤษีนี้ พึงน้อมจิตไปในรูปภพ ก็จะไม่เกิดเดือดร้อน
อะไรถึงกับร้องไห้อย่างนั้น . แต่เกิดเดือดร้อน เพราะความไม่ฉลาดไม่รู้จักวิธี.
หากมีคำถามว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น อสิตฤษีนั้นไม่ควรเกิดโทมนัส เพราะข่ม

639
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 640 (เล่ม 47)

เสียได้ด้วยการได้สมาบัติมิใช่หรือ. ตอบว่า เพราะยังข่มไม่ได้นั้นเอง. จริงอยู่
กิเลสทั้งหลายที่ตัดขาดด้วยมรรคภาวนาจะเกิดขึ้นไม่ได้ แต่กิเลสทั้งหลายเกิดขึ้น
ได้เพราะปัจจัยมีกำลังแห่งการได้สมาบัติ. หากมีคำถามว่า เมื่อกิเลสเกิดขึ้น
เพราะฌานเสื่อมเขาจะเข้าถึงอรูปภพได้แต่ไหน. ตอบว่า บรรลุได้อีกด้วยความ
ลำบากเล็กน้อย. เพราะผู้ได้สมาบัติทั้งหลาย เมื่อกิเลสเกิดขึ้นจะไม่ถึงกันหมด
กำลังไปทีเดียว พอเมื่อกำลังกิเลสสงบเท่านั้น ย่อมบรรลุคุณวิเศษนั้นได้อีก
ด้วยความลำบากเล็กน้อยเท่านั้น. เป็นอันรู้ได้ยากว่า ผู้ได้สมาบัติเหล่านี้เป็น
ผู้เสื่อมจากคุณวิเศษดังนี้บ้าง อสิตฤษีก็เป็นเช่นนั้น. บทว่า โน จ กุมาเร
ภวิสฺสติ อนฺตราโย ความว่า อันตรายจักไม่มีในพระกุมารนี้หรือหนอ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๒. บทว่า น โอรกายํ คือพระกุมารนี้
เป็นผู้ไม่เลว คือ ไม่เป็นผู้เล็กน้อย. อสิตฤษีกล่าวถึงพุทธานุภาพที่ควรกล่าว
ในคาถาต่อไป.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๓. บทว่า สมฺโพธิยคฺคํ คือ
สัพพัญญุตญาณ. จริงอยู่ สัพพุตญาณนั้นชื่อสัมโพธิ เพราะตรัสรู้โดยชอบ
ด้วยความไม่วิปริต. สัพพัญญุตญาณ ท่านกล่าวว่าเลิศ เพราะสูงสุดกว่าญาณ
ทั้งปวง โดยไม่มีเครื่องกีดกั้นในที่ไหน ๆ. บทว่า ผุสิสฺสติ เเปลว่า บรรลุ.
บทว่า ปรมวิสุทฺธทสฺสี ได้แก่ เห็นพระนิพพาน. จริงอยู่ พระนิพพาน
นั้นชื่อว่าบริสุทธิ์อย่างยิ่ง เพราะบริสุทธิ์โดยส่วนเดียว. บทว่า วิตฺถาริกสฺส
ตัดบทเป็น วิตฺถาริกํ อสฺส พรหมจรรย์จักแพร่หลาย. บทว่า พฺรหฺมจริยํ
คือ คำสั่งสอน.

640
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 641 (เล่ม 47)

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๔. บทว่า อถนฺตรา คือในระหว่าง.
ท่านอธิบายว่า ในระหว่างจากที่พระกุมารนั้นทรงบรรลุสัมโพธิญาณนั่นเอง
บทว่า น สุสฺสํ แปลว่า จักไม่ได้ฟัง. บทว่า อสมธุรสฺส คือมี
ความเพียรไม่มีผู้เสมอ. บทว่า อุฏฺโฏ คือ เป็นนผู้เร่าร้อน. บทว่า พฺยสนํ
คโต คือ ถึงความพินาศอย่างเป็นสุข. บทว่า อฆาวี คือ ถึงความทุกข์
อสิตฤษีกล่าวหมายถึงความเกิดโทมนัสทั้งหมด เพราะเขาเดือดร้อนเพราะ
เสียใจ. ความเสียใจนั้น ชื่อว่า พยสนะ เพราะเป็นความพินาศอย่างเป็นสุข
ของอสิตฤษีนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สุขวินาสนโต. ด้วยบทนั้นอสิตฤษีนั้น
จึงชื่อ อฆาว มีความทุกข์ เพราะมีทุกข์ทางใจ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๕. บทว่า วิปุลํ ชเนตฺวาน คือ
ยังปีติอันไพบูลย์ให้เกิด. บทว่า นิคฺคมา คือ อสิตฤษีออกไปแล้ว.
อสิตฤษีออกไปอย่างนี้เพื่ออนุเคราะห์หลานของตน. ท่านกล่าวว่า
อนุเคราะห์บุตรของน้องสาวของตน. บทว่า สมาทเปสิ ความว่า อสิตฤษี
รู้ด้วยกำลังปัญญาของตนว่าตนมีอายุน้อย และรู้ว่านาลกมาณพบุตรของน้องสาว
สะสมบุญไว้ คิดว่านาลกมาณพพอมีปัญญาแล้วจะพึงประมาท จึงไปเรือนของ
น้องสาวเพื่ออนุเคราะห์นาลกมาณพนั้น ถามว่า นาลกะไปไหน. ตอบว่า ไป
เล่นอยู่ข้างนอกเจ้าค่ะ สั่งให้ไปนำมาแล้ว ให้บวชเป็นดาบสในขณะนั้นเอง
ให้สมาทาน ให้โอวาท พร่ำสอน. อสิตฤษีให้สมาทาน ให้โอวาท พร่ำสอน
อย่างไร.
อสิตฤษีกล่าวคาถาที่ ๑๖ ว่า พุทฺโธติ โฆสํ ฯเปฯ พฺรหฺมจริยํ
ความว่า ในกาลข้างหน้าเจ้าได้ยินเสียงระบือไปว่า พุทฺโธ ดังนี้ พระผู้มี-

641
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 642 (เล่ม 47)

พระภาคเจ้าได้ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว ย่อมทรงเปิดเผยทางปรมัตถ-
ธรรม เจ้าจงไปทูลสอบถามด้วยตนเองในสำนักของพระองค์ แล้วประพฤติ
พรหมจรรย์ ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเถิด.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ยทิ ปรโต ได้แก่ ในกาลข้างหน้า บทว่า
ธมฺมมคฺคํ ได้แก่ ธรรมอันเป็นทางแห่งนิพพานคือปรมัตถธรรมหรือทางคือ
นิพพานกับข้อปฏิบัติ. บทว่า ตสฺมึ คือในสำนักนั้น. บทว่า พฺรหฺมจริยํ
คือ สมณธรรม.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๗. บทว่า ตาทินา ตั้งมั่นอยู่เช่นนั้น.
อธิบายว่า ในสมัยนั้นเมื่อมีการข่มอาสวะคือกิเลส ด้วยการข่มกิเลส และเนื้อ
มีการได้สมาธิด้วยจิตตั้งมั่น. บทว่า อนาคเต ปรมวิสุทฺธทสฺสินา อสิตฤษี
มีปรกติเห็นนิพพานอันบริสุทธิ์อย่างยิ่งในอนาคต ความว่า อสิตฤษีนั้น ท่าน
กล่าวว่าชื่อว่าเป็นผู้มีปรกติเห็นนิพพานอันบริสุทธิ์อย่างยิ่งในอนาคตโดยปริยาย
นี้ เพราะค่าที่ตนเห็นอย่างนี้ว่า นาลกะนี้จักเห็นนิพพานอันบริสุทธิ์อย่างยิ่งใน
สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าในอนาคตกาลดังนี้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
อนาคเต ปรมวิสุทฺธทสฺสินา ดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้น. บทว่า
อุปจิตปุญฺญสญฺจโย นาลกดาบสเป็นผู้สะสมบุญไว้ คือ สะสมบุญไว้ตั้งแต่
ศาสนาพระปทุมุตรสัมมาสัมพุทธเจ้า. บทว่า ปติกฺขํ คือรอคอยอยู่. บทว่า
ปริวสิ คือบวชอยู่ด้วยเพศดาบส. บทว่า รกขิตินฺทฺริโย คือรักษาโสตินทรีย์
(อินทรีย์คือหู). ได้ยินว่า นาลกดาบสนั้นคิดว่า เราจะดำน้ำให้หูแตกเสีย แต่
นั้น เราก็จะไม่ต้องฟังธรรมภายนอก จึงดำลงไปในน้ำตั้งแต่นั้นมา.

642
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 643 (เล่ม 47)

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๘. บทว่า สุตฺวาน โฆสํ ความว่า
นาลกะนั้นรอคอยอยู่อย่างนั้นได้ฟังเสียงประกาศที่พระชินสีห์ทรงประกาศธรรม-
จักกรอันประเสริฐโดยนัยมีอาทิว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุสัมโพธิญาณ
โดยลำดับแล้วทรงประกาศพระธรรมจักรในกรุงพาราณสี พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประกาศธรรมจักรนั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้วหนอดังนี้ อันพวกเทวดาผู้หวังประโยชน์แก่ตนพากัน
มาบอกแล้ว. บทว่า คนฺตฺวาน ทิสฺวา อิสินิสภํ ความว่า เมื่อทวยเทพ
ทำการโกลาหลด้วยโมเนยยปฏิปทาอยู่ตลอด ๗ วัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ดำริว่า ในวันที่ ๗ นาลกะจักไปยังที่อยู่ชองฤษีแล้วก็จักมา เราจักแสดงธรรม
แก่เขาดังนี้ นาลกะเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือวรพุทธอาสน์ ด้วย
ความมุ่งหมายนี้ จึงได้เข้าไปเฝ้าพระชินสีห์ผู้องอาจกว่าฤษี. บทว่า ปสนฺโน
คือมีจิตเลื่อมใสพร้อมกับการเห็นเท่านั้น. บทว่า โมเนยฺยเสฏฺฐํ ปฏิปทา
อันประเสริฐของมุนี คือ ญาณชั้นสูงสุด อันได้แก่มรรคญาณ. บทว่า สมาคเต
อสิตวฺหยสฺส สาสเน คือในเมื่อดำสั่งสอนของอสิตฤษีมาถึงเข้า. ก็เมื่อใด
นาลกดาบสประพฤติมรรคธรรม เมื่อนั้นก็จะถูกอสิตฤษีไปถามแล้วสอนว่า
ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเถิด. นี้แหละคือกาลนั้น.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สมาคเต อสิตวฺหยสฺส สาสเน ดังนี้.
บทที่เหลือในคาถานี้ ปรากฏชัดแล้ว. พึงทราบการพรรณนาวัตถุคาถานี้ไว้
เพียงเท่านี้.
พึงทราบวินิจฉัยในสองคาถาอันเป็นคำถาม. บท อญฺญาตเมตํ
คือข้าพระองค์ได้รู้คำนี้แล้ว. บทว่า ยถาตถํ คือไม่วิปริต. อธิบายว่ากระไร

643
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 644 (เล่ม 47)

อธิบายว่า นาลกดาบสกล่าวว่า อสิตฤษีรู้ว่าพระกุมารนี้จักบรรลุทางแห่งสัม-
โพธิญาณได้บอกกะข้าพระองค์ว่าท่านจงฟังประกาศว่า พุทฺโธ ในกาลข้างหน้า
ผู้บรรลุสัมโพธิญาณย่อมประพฤติมรรคธรรมดังนี้ วันนี้ข้าพระองค์ได้รู้ตามคำ
ของอสิตฤษีว่า คำนั้นเป็นคำจริง เพราะเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพยาน.
บทว่า ตํ ตํ คือเพราะฉะนั้น. บทว่า สพฺพธมฺมานํ ปารคุํ พระองค์
ผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ความว่า ผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมโดยอาการ ๖ ตามนัยที่
ได้กล่าวแล้วในเหมวตสูตร. บทว่า อนาคาริยุเปตสฺส ตัดบทเป็น อนาคาริยํ
อุเปตสฺส คือออกบวช. อธิบายว่า บรรพชิต. บทว่า ภิกฺขาจริยํ ชิคึสโต
แสวงหาการเที่ยวไปเพื่อภิกษา คือ แสวงหาภิกขาจารอันไม่เศร้าหมองที่พระ-
อริยเจ้าประพฤติสืบต่อกันมาแล้ว. บทว่า โมเนยฺยํ ได้แก่ เป็นของพระมุนี.
บทว่า อุตฺตมํ ปทํ คือปฏิปทาอันสูงสุด. บทที่เหลือในคาถานี้ ปรากฏชัด
อยู่แล้ว.
เมื่อนาลกดาบสได้กราบทูลถามอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ทรงพยากรณ์โมเนยยปฏิปทาแก่นาลกดาบสนั้นโดยนัยมีอาทิว่า โมเนยฺยํ เต
อุปญฺญิสฺสํ เราจักบัญญัติปฏิปทาของมุนีแก่เธอ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุปญฺญิสฺสํ คือเราพึงบัญญัติ อธิบายว่า
พึงแนะนำ พึงให้รู้ทั่วถึง. บทว่า ทุกฺกรํ ทุรภิสมฺภวํ ท่านอธิบายว่า
ทำได้ยากทำให้เกิดความยินดีได้ยาก.ในบทนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้. เราพึงบัญญัติ
ปฏิปทาของมุนีแก่ท่าน หากความสุขจะพึงมีเพื่อการทำหรือเพื่อความเกิดขึ้น
ซึ่งปฏิปทาของมุนีนั้นอันเป็นการทำได้ยาก ให้เกิดความยินดีได้ยาก ควรปฏิบัติ

644