ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 625 (เล่ม 47)

แต่อายุของอาตมภาพ จักไม่ดำรง
อยู่ได้นานในกาลนี้ อาตมภาพจักกระทำ
กาละเสียในระหว่างนี้ จักไม่ได้ฟังธรรมของ
พระกุมารผู้มีความเพียรไม่มีบุคคลผู้เสมอ
เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงเป็นผู้เร่าร้อนถึง
ความพินาศ ถึงความทุกข์.
อสิตฤษียังปีติอันไพบูลย์ให้เกิดแก่
เจ้าศากยะทั้งหลายแล้ว ออกจากพระราชวัง
ไปประพฤติพรหมจรรย์ เมื่อจะอนุเคราะห์
หลานของตน ได้ให้หลานสมาทานในธรรม
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีความเพียรไม่มี
บุคคลผู้เสมอ แล้วกล่าวว่า
ในกาลข้างหน้า เจ้าได้ยินเสียงอัน
ระบือไปว่า พุทโธ ดังนี้ไซร้ พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ได้ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ
แล้ว ย่อมทรงเปิดเผยทางปรมัตถธรรม เจ้า
จงไปทูลสอบถามด้วยตนเองในสำนักของ
องค์ แล้วประพฤติพรหมจรรย์ในสำนัก
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเถิด.
อสิตฤษีนั้นผู้มีปรกติเห็นนิพพาน
อันบริสุทธิ์อย่างยิ่งในอนาคต มีใจเกื้อกูล

625
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 626 (เล่ม 47)

เช่นนั้น ได้สั่งสอนนาลกดาบส นาลกดาบส
เป็นผู้สั่งสมบุญไว้ รักษาอินทรีย์ รอคอย
พระชินสีห์อยู่.
นาลกดาบสได้ฟังเสียงประกาศใน
กาลที่พระชินสีห์ทรงประกาศธรรมจักรอัน
ประเสริฐ ได้ไปเฝ้าพระชินสีห์ผู้องอาจกว่า
ฤษีแล้ว เป็นผู้เลื่อมใส ได้ทูลถามปฏิปทา
อันประเสริฐของมุนีกะพระชินสีห์ ผู้เป็น
มุนีผู้ประเสริฐ ในเมื่อเวลาคำสั่งสอนของ
อสิตฤษีมาถึงเข้าฉะนี้แล.
จบวัตถุกถา
[๓๘๐] ข้าพระองค์ ได้รู้ตามคำ
ของอสิตฤษีโดยแท้ เพราะเหตุนั้น ข้าแต่
พระโคดม ข้าพระองค์ทูลถามพระองค์ผู้ถึง
ฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง พระองค์อันข้าพระองค์
ทูลถามแล้ว ขอจงตรัสบอกมุนีและปฏิปทา
อันสูงสุดของมุนี แห่งบรรพชิตผู้แสวงหา
การเที่ยวไปเพื่อภิกษา แก่ข้าพระองค์เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า

626
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 627 (เล่ม 47)

เราจักบัญญัติปฏิปทาของมุนีที่บุคคล
ทำได้ยาก ให้เกิดความยินดีได้ยาก แต่ท่าน
เอาเถิด เราจักบอกปฏิปทาของมุนีนั้นแก่
ท่าน.
ท่านจงอุปถัมภ์ตน จงเป็นผู้มั่นคง
เถิด พึงกระทำการด่า และการไหว้ในบ้าน
ให้เสมอกัน พึงรักษาความประทุษร้ายแห่ง
ใจ พึงเป็นผู้สงบไม่มีความเย่อหยิ่งเป็น
อารมณ์.
อารมณ์ที่สูงต่ำมีอุปมาด้วยเปลวไฟ
ในป่า ย่อมมาสู่คลองจักษุเป็นต้น เหล่านารี
ย่อมประเล้าประโลมมุนี นารีเหล่านั้น อย่า
พึงประเล้าประโลมท่าน.
มุนีละกามทั้งหลายทั้งที่ดีแล้วงดเว้น
จากเมถุนธรรม ไม่ยินดียินร้าย ในสัตว์
ทั้งหลายผู้สะดุ้งและมั่นคง.
พึงกระทำตนให้เป็นอุปมาว่า เรา
ฉันใด สัตว์เหล่านี้ก็ฉันนั้น สัตว์เหล่านี้
ฉันใด เราก็ฉันนั้น ดังนี้แล้ว ไม่พึงฆ่าเอง
ไม่พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่า.

627
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 628 (เล่ม 47)

มุนีละความปรารถนาและความโลภ
ในปัจจัยที่ปุถุชนข้องอยู่แล้ว เป็นผู้มีจักษุ
พึงปฏิบัติปฏิปทาของมุนีนี้ พึงข้ามความ
ทะเยอทะยานในปัจจัย ซึ่งเป็นเหตุแห่ง
มิจฉาชีพที่หมายรู้กันว่านรกนี้เสีย.
พึงเป็นผู้มีท้องพร่อง (ไม่เห็นแก่
ท้อง) มีอาหารพอประมาณ มีความปรารถนา
น้อย ไม่มีความโลภ เป็นผู้หายหิว ไม่มี
ความปรารถนาด้วยความอยาก ดับความ
เร่าร้อนได้แล้วทุกเมื่อ.
มุนีนั้นเที่ยวไปรับบิณฑบาตแล้ว พึง
ไปยังชายป่า เข้าไปนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้.
พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน เป็นนัก
ปราชญ์ ยินดีแล้วในป่า พึงทำจิตให้ยินดียิ่ง
เพ่งฌานอยู่ที่โคนต้นไม้.
ครั้นเมื่อล่วงราตรีไปแล้ว พึงเข้าไป
สู่บ้าน ไม่ยินดีโภชนะที่ยังไม่ได้ และโภชนะ
ที่เขานำไปแต่บ้าน.
ไปสู่บ้านแล้ว ไม่พึงเที่ยวไปในสกุล
โดยรีบร้อน ตัดถ้อยคำเสียแล้ว ไม่พึงกล่าว
วาจาเกี่ยวด้วยการแสวงหาของกิน.

628
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 629 (เล่ม 47)

มุนีนั้นคิดว่า เราได้สิ่งใด สิ่งนี้ยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จ เราไม่ได้ก็เป็นความดี
ดังนี้แล้ว เป็นผู้คงที่ เพราะการได้และไม่ได้
ทั้งสองอย่างนั้นแล ย่อมก้าวล่วงทุกข์เสียได้.
เปรียบเหมือนบุรุษแสวงหาผลไม้
เข้าไปยังต้นไม้แล้ว แม้จะได้ แม้จะไม่ได้
ก็ไม่ยินดี ไม่เสียใจ วางจิตเป็นกลางหลับไป
ฉะนั้น.
มุนีมีบาตรในมือเที่ยวไปอยู่ ไม่เป็น
ใบ้ ก็สมมุติว่าเป็นใบ้ ไม่พึงหมิ่นทานว่า
น้อย ไม่พึงดูแคลนบุคคลผู้ให้.
ก็ปฏิปทาสูงต่ำ พระพุทธสมณะ
ประกาศแล้ว มุนีทั้งหลาย ย่อมไม่ไปสู่
นิพพานถึงสองครั้ง นิพพานนี้ควรถูกต้อง
ครั้งเดียวเท่านั้น หามิได้.
ก็ภิกษุผู้ไม่มีตัณหา ตัดกระแส
กิเลสได้แล้ว ละกิจน้อยใหญ่ได้เด็ดขาดแล้ว
ย่อมไม่ความเร่าร้อน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
เราจักบอกปฏิปทาของมุนีแก่ท่าน
ภิกษุผู้ปฏิบัติปฏิปทาของมุนี พึงเป็นผู้มีคม

629
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 630 (เล่ม 47)

มีดโกนเป็นเครื่องเปรียบ กดเพดานไว้ด้วย
ลิ้นแล้ว พึงเป็นผู้สำรวมที่ท้อง.
มีจิตไม่ย่อหย่อน และไม่พึงคิดมาก
เป็นผู้ไม่มีกลิ่นดิบ อันตัณหาและทิฏฐิไม่
อาศัยแล้ว มีพรหมจรรย์เป็นที่ไปในเบื้อง-
หน้า พึงศึกษาเพื่อการนั่งผู้เดียว และเพื่อ
ประกอบภาวนาที่สมณะพึงอบรม ท่านผู้เดียว
แล จักอภิรมย์ความเป็นมุนีที่เราบอกแล้ว
โดยส่วนเดียว ทีนั้นจงประกาศไปตลอดทั้ง
สิบทิศ.
ท่านได้ฟังเสียงสรรเสริญ ของนัก-
ปราชญ์ทั้งหลายผู้เพ่งฌาน ผู้สละกามแล้ว
แต่นั้นพึงกระทำหิริและศรัทธาให้ยิ่งขึ้นไป
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เป็นสาวกของเราได้.
ท่านจะรู้แจ่มแจ้งซึ่งคำที่กล่าวนั้นได้
ด้วยการแสดงแม่น้ำทั้งหลาย ทั้งในเหมือง
และหนอง แม่น้ำห้วยย่อมไหลดังโดยรอบ
แม่น้ำใหญ่ย่อมไหลนิ่ง สิ่งใดพร่องสิ่งนั้น
ย่อมดัง สิ่งใดเต็ม สิ่งนั้นสงบ.
คนพาลเปรียบด้วยหม้อน้ำที่มีน้ำ
ครึ่งหนึ่ง บัณฑิตเปรียบเหมือนห้วงน้ำที่เต็ม

630
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 631 (เล่ม 47)

สมณะกล่าวถ้อยคำใดมากที่เข้าถึงประโยชน์
ประกอบด้วยประโยชน์ รู้ถ้อยคำนั้นอยู่
ย่อมแสดงธรรม.
สมณะผู้นั้นรู้อยู่ ย่อมกล่าวถ้อยคำ
มาก สมณะใดรู้อยู่ สำรวมตน สมณะนั้น
รู้เหตุที่ไม่นำประโยชน์เกื้อกูล และความสุข
มาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวมาก
สมณะผู้นั้นเป็นมุนี ย่อมควรซึ่งปฏิปทา
ของมุนี สมณะนั้นได้ถึงธรรมเครื่องเป็นมุนี
แล้ว.
จบนาลกสูตรที่ ๑๑
อรรถกถานาลกสูตรที่ ๑๑
นาลกสูตร มีคำเริ่มต้นว่า อานนฺทชาเต ผู้ที่ใจชื่นชม ดังนี้.
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?
มีเรื่องเล่าว่าดาบสชื่อว่า นาลกะ เป็นหลานของ อสิตฤษี เห็น
สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ปฏิบัติโมเนยยปฏิปทา
(ปฏิบัติเพื่อความเป็นมุนี) จึงหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นอย่างนั้น จำเดิมแต่นั้น
ได้บำเพ็ญบารมีแสนกัป ได้ทูลถามโมเนยยปฏิปทากะพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย

631
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 632 (เล่ม 47)

คาถาสองคาถามีอาทิว่า อญฺญาตเมตํ ข้าพระองค์ได้รู้ตามคำของอสิตฤษี
ดังนี้. ในวันที่ ๗ จากวันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์โมเนยยปฎิปทานั้นแก่นาลกดาบสโดย
นัยมีอาทิว่า โมเนยฺยนฺเต อุปญฺญิสฺสํ เราจักบัญญัติปฏิปทาของมุนีแก่ท่าน
ดังนี้. ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ท่านพระอานนท์
อันท่านพระมหากัสสปผู้ทำสังคายนาถามโมเนยยปฏิปทานั้น ประสงค์จะแสดง
กระทำเรื่องราวทั้งหมดในขณะที่นาลกดาบสถูกชักชวนทูลถามพระผู้มีพระภาค-
เจ้าให้ปรากฏ จึงกล่าววัตถุคาถา ๒๐ คาถา มีอาทิว่า อานนฺทชาเต ดังนี้.
ท่านเรียกเรื่องแม้ทั้งหมดนั้นว่า นาลกสูตร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อานนฺทชาเต ได้แก่ เป็นผู้สำเร็จ คือถึง
ความเจริญ. บทว่า ปตีเต คือยินดี. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อานนฺทชาเต
คือชื่นชม. บทว่า ปตีเต คือ มีความโสมนัส. บทว่า สุจิวสเน คือในที่อยู่อัน
ไม่เศร้าหมอง. จริงอยู่ที่อยู่ของเทวดาทั้งหลายเกิดจากต้นกัลปพฤกษ์ จึงไม่จับ
ละอองหรือมลทิน. บทว่า ทุสฺสํ คเหตฺวา ได้แก่ ยกผ้าทิพย์ที่ได้ชื่อว่า ทุสฺสํ
เพราะเป็นเช่นผ้าในโลกนี้. บทว่า อสิโต อิสิ คืออสิตฤษี ที่ได้ชื่ออย่างนี้
เพราะมีผิวกายดำ. บทว่า ทิวาวิหาเร คือในที่พักกลางวัน. คำที่เหลือโดย
บทง่ายทั้งนั้น แต่โดยความสัมพันธ์กัน นัยว่า อสิตฤษีนี้เป็นปุโรหิตของ
พระเจ้าสีหหนุพระชนกของพระเจ้าสุทโธทนะ ได้เป็นอาจารย์บอกศิลปะแต่ครั้ง
พระเจ้าสุทโธทนะยังมิได้อภิเษก ครั้นอภิเษกแล้วได้เป็นปุโรหิต. เมื่ออสิตฤษี
มารับราชการในเวลาเย็นและเวลาเช้า พระราชามิได้ทรงทำความเคารพเหมือน
เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ทรงกระทำเพียงยกพระหัตถ์ประนมเท่านั้น. นัยว่า

632
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 633 (เล่ม 47)

นี้เป็นธรรมดาของเจ้าศากยะทั้งหลายที่ได้อภิเษกแล้ว. ปุโรหิตเบื่อหน่ายด้วย
การรับราชการ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์จะบรรพชาพระเจ้า
ข้า. พระราชาทรงทราบความตั้งใจแน่วแน่ของปุโรหิตนั้น จึงตรัสขอร้องว่า
ท่านอาจารย์ถ้าเช่นนั้น ขอให้ท่านอาจารย์อยู่ในอุทยานของข้าพเจ้าเถิด โดยที่
ข้าพเจ้าจะไปเยี่ยมท่านอาจารย์เสมอ ๆ. ปุโรหิตรับกระแสะพระดำรัสแล้ว
บรรพชาเป็นดาบส พระราชาทรงอุปถัมภ์อยู่ในสวนนั่นเอง ดาบสกระทำ
กสิณบริกรรมยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิดแล้ว. ตั้งแต่นั้นมา อสิต-
ดาบสนั้นก็ไปฉันในราชตระกูล แล้วไปพักกลางวัน ณ ป่าหิมพานต์ สวรรค์
ชั้นจาตุมมหาราชิกา และนาคพิภพเป็นต้น แห่งใดแห่งหนึ่ง.
อยู่มาวันหนึ่งอสิตดาบสได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เข้าไปยังรัตนวิมาน
นั่งบนทิพพรัตนบัลลังก์ เสวยสมาธิสุข ตอนเย็นจึงออกจากสมาธิแล้วไปยืนอยู่
ที่ประตูวิมาน เหลียวแลดูข้างโน้นข้างนี้ ได้เห็นทวยเทพมีท้าวสักกะเป็นประมุข
ยกผืนผ้าทิพย์ที่ถนนใหญ่ประมาณ ๖๐ โยชน์ แล้วกล่าวคำชมเชยคุณของพระ-
โพธิสัตว์รื่นเริงอยู่. ด้วยเหตุนั้นท่านพระอานนท์ จึงกล่าวว่า อานนฺทชาเต
ฯเปฯ ทิวาวิหาเร ความว่า อสิตฤษีอยู่ในที่พักกลางวันได้เห็นท้าวสักกะจอมเทพ
และเทวดาคณะไตรทศผู้มีใจชื่นชม มีปีติโสมนัสยกผ้าทิพย์ขึ้นเชยชมอยู่อย่าง
เหลือเกินในที่อยู่อันสะอาด ดังนี้. ครั้นอสิตฤษีเห็นอย่างนั้นแล้วจึงทำความ
เคารพ แล้วได้ถามทวยเทพผู้มีใจเบิกบานบันเทิงในที่นั้นว่า เพราะเหตุไร
ทวยเทพจึงเป็นผู้ยินดีอย่างเหลือเกิน ท่านทั้งหลายยกผ้าทิพย์ขึ้นแล้วรื่นรมย์
อยู่เพราะอาศัยอะไร.

633
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 634 (เล่ม 47)

ในบทเหล่านั้นบทว่า อุทคฺเค คือมีกายสูงยิ่ง. บทว่า จิตฺตํ กริตฺ วา
ได้แก่ ทำความเคารพ. บทว่า กลฺยาณรูโป คือยินดีมาก. บทที่เหลือมีความ
ง่ายทั้งนั้น.
บัดนี้ พึงทราบคาถามีอาทิว่า ยทาปิ อาสิ แม้คราวใดได้มีสงคราม
กับพวกอสูร ดังนี้ มีความเชื่อมกันง่ายทั้งนั้น. แต่พึงทราบความแห่งบทใน
คาถาต้นก่อน บทว่า สงฺคโม ได้แก่ สงคราม. บทว่า ชโย สุรานํ คือ
พวกเทวดาชนะ. เพื่อความแจ่มแจ้งของบทนั้น พึงทราบกถาตามลำดับต่อไปนี้.
มีเรื่องเล่ามาว่า ท้าวสักกะเป็นมาณพชื่อมาฆะเป็นใหญ่ในมนุษย์ ๓๓
คน ผู้เป็นชาวบ้านมจลคาม ในแคว้นมคธ บำเพ็ญวัตตบท ๗ บังเกิดในดาวดึงส์
พิภพพร้อมกับบริษัท. ลำดับนั้นพวกเทวดาก่อน ๆ กล่าวกันว่า พวกเทพบุตร
ผู้เป็นอาคันตุกะมาแล้ว พวกเราจักต้อนรับพวกเขาจึงน้อมนำดอกบัวทิพย์เข้าไป
ให้และเชื้อเชิญให้ครองราชสมบัติกึ่งหนึ่ง. ท้าวสักกะไม่ทรงยินดีด้วยราชสมบัติ
เพียงกึ่งหนึ่ง จึงประกาศให้บริษัทของตรู่ วันหนึ่งเมื่อเทวดาก่อน ๆ เมาจึง
จับเท้าขว้างไปที่เชิงเขา สิเนรุ. ณ พื้นชั้นล่างของภูเขาสิเนรุของทวยเทพ
เหล่านั้นเกิดอสูรภพประมาณหมื่นโยชน์ งดงามด้วยจิตตปาฎลีปกคลุมดอกไม้
สวรรค์. แต่นั้นพวกบุรพเทวดาทั้งหลายเหล่านั้นครั้นได้สติไม่เห็นดาวดึงส์พิภพ
จึงกล่าวกันว่า โอ ! ร้ายจริงพวกเราพากันฉิบหาย เพราะโทษที่ดื่มสุราจนเมา
มาย บัดนี้พวกเราจะไม่ดื่มสุราอีกแล้ว พวกเราจะดื่มที่ไม่ใช่สุรา บัดนี้พวกเรา
มิได้เป็นเทวดาแล้ว พวกเราเป็นอสูรแล้ว ตั้งแต่นั้น ก็มีชื่อเกิดขึ้นว่า อสุรา
คิดกันว่าพวกเราจะทำสงครามกับพวกเทวดาในบัดนี้ จึงพากันไปเบื้องหน้าภูเขา

634