ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 615 (เล่ม 47)

บทว่า โลภคุโณ นี้เป็นชื่อของตัณหา. บทว่า อวทญฺญู ไม่รู้ความประสงค์
ของผู้ขอ. คือ ชื่อว่าไม่รู้คำพูด เพราะไม่ถือโอวาทแม้ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
บทว่า มจฺฉรี มีความตระหนี่ คือด้วยความตระหนี่ห้าอย่าง. ชื่อว่าเป็นผู้
ประกอบเนือง ๆ ในคำส่อเสียด เพราะประสงค์จะให้อัครสาวกทั้งสองแตกกัน.
บทที่เหลือปรากฏชัดแล้ว บทนี้ท่านอธิบายว่า ดูก่อนโกกาลิกะผู้มีอายุ ผู้ใด
เป็นเช่นท่าน ประกอบเนือง ๆ ในคุณคือความโลภ ไม่มีศรัทธา กระด้าง ไม่รู้
ความประสงค์ของผู้ขอ ตระหนี่ ประกอบเนือง ๆ ในคำพูดส่อเสียด ผู้นั้น
ย่อมบริภาษผู้อื่นคือบุคคลที่แม้ไม่ควรพูดถึงด้วยวาจา ด้วยเหตุนั้นเราจึงกล่าว
คาถาที่สามว่า มุขทุคฺค แน่ะคนผู้มีปากเป็นหล่ม. ต่อไปนี้เป็นอธิบายบทที่
ยากของบทว่า มุขทุคฺค นั้น แน่ะคนผู้มีปากเป็นหล่ม คือมีปากไม่เรียบร้อย
กล่าวคำไม่จริง คือปราศจากความจริง พูดจาเหลาะแหละ ผู้ไม่ประเสริฐ คือ
เป็นอสัตบุรุษ ผู้กำจัดความเจริญ คือกำจัดความสมบูรณ์ ทำความสมบูรณ์
ให้พินาศ ผู้เป็นที่สุดคน คือ อาพับ ผู้มีโทษ คือ เป็นผู้เคราะห์ร้าย ผู้เป็น
อวชาต คือเป็นอวชาตบุตร (บุตรที่เลว) ของพระพุทธเจ้า ท่านเกลี่ยธุลี คือ
กิเลสลงในตน. บทว่า ปปตํ ได้แก่ มหานรก. ปาฐะว่า ปปฏํ ก็มี.
ความอย่างเดียวกัน . ปาฐะว่า ปปตฺตํ คือมหานรก. บทว่า ห ในบทว่า
เอติ ห ตํ นี้เป็นนิบาต. บทว่า ตํ ได้แก่กุศลกรรมและอกุศลกรรมนั้น. อีก
อย่างหนึ่ง บทว่า หตํ ได้แก่ไปแล้วคือถึงแล้ว. อธิบายว่า สะสมแล้ว.
บทว่า สุวามิ คือ เป็นเจ้าของกรรมนั้น เพราะได้ทำไว้. ท่านอธิบายว่า
เพราะเขาได้กรรมนั้นไว้ กรรมนั้นของเขาจึงไม่หายไป. ก็เพราะเขาได้ (กรรม)
ไว้ ฉะนั้น คนเขลาผู้ทำกรรมหยาบ ย่อมเห็นความทุกข์ของตนในปรโลก.

615
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 616 (เล่ม 47)

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงประกาศถึงทุกข์ที่คนเขลาเห็นจึง
ตรัสคำมีอาทิว่า อโย สงฺกุสมาหฏํ ฐานํ ย่อมเข้าถึงหลาวเหล็กอันคมกริบ.
ในบทนั้น พึงทราบความในกึ่งคาถาต้นก่อน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
หมายถึงฐานะอันนำมาซึ่งหลาวเหล็กอันใด ตรัสว่า ตเมนํ ภิกฺขเว นิรฺยปาลา
ปญฺจวิธพนฺธนํ นาม กมฺมกรณํ กาเรนฺติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นายนิริยบาล
ให้ลงกรรมกรณ์ เครื่องจองจำ ๕ อย่างนั้น ดังนี้ ผู้ทำกรรมหยาบย่อมเข้าถึง
ฐานะนั้น เมื่อเข้าถึง นายนิริยบาลให้นอนเหนือแผ่นดินอันร้อนจัดบนหลาว
เหล็กนั้น แล้วเข้าถึงหลาวเหล็กอันคมกริบ แข็ง ร้อน ถูกนายนิริยบาลโบย
ในที่ ๕ แห่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงหลาวเหล็ก จึงตรัสว่า ตตฺตํ
อโยขิลํ หตฺเถ คเมนฺติ นายนิริยบาลถือกอันเหล็กร้อนมา.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดาถากึ่งหนึ่งต่อจากนั้น ทรงหมายถึงคำที่พระ-
องค์ตรัสไว้ว่า นายนิริยบาลยัดก้อนเหล็กร้อนลงในปากของสัตว์นรกผู้เผาไหม้
อยู่ในนรกนั้นหลายพันปี แล้วไปยังฝั่งแม่น้ำแสบ ตามลำดับเพื่อเสวยผลกรรม
ที่เหลือจากการถูกเผาไหม้ นายนิริยบาลกรอกน้ำทองแดงร้อนลงในปาก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อโย คือ โลหะ. บทว่า คุฬสนฺนิภํ ก้อน
เหล็กแดงโชติช่วง คือมีสัณฐานเหมือน ผลมะตูม. ในบทว่า อโย นี้ พึง
ทราบโลหะทองแดงด้วย อย ศัพท์ นอกนั้น พึงทราบว่าเป็นก้อนเหล็ก.
บทว่า ปฏิรูปํ คือ สมควรแก่กรรมที่ทำไว้.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาอื่นจากนั้นดังต่อไปนี้ บทว่า น หิ วคฺคุ
ความว่า นายนิรบาลพูดว่า จงจับ จงประหาร ดังนี้เป็นต้น ไม่พูดคำไพเราะ

616
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 617 (เล่ม 47)

เลย. บทว่า นาภิชวนฺติ จะวิ่งหนีก็ไม่ได้ คือจะทำเป็นหน้าเบิกบานก็
ไม่ได้ จะทำหน้ายิ้มเข้าไปหาก็ไม่ได้. ท่านอธิบายว่า จะเข้าไปหาเพราะนำ
ความพินาศมาให้ก็ไม่ได้. บทว่า น ตาณมุเปนฺติ ไม่ได้ที่ต้านทานเลย คือ
จะเข้าไปขอความต้านทาน ที่ซ่อนเร้น ที่อาศัยก็ไม่ได้. ท่านอธิบายว่า นายนิริย-
บาลเข้าไปจับฆ่าอย่างเดียว. บทว่า องฺคาเร สนฺถเต เสนฺติ สัตว์นรกนอน
อยู่บนถ่านเพลิงอันลาดไว้ คือ สัตว์นรกถูกลากขึ้นภูเขาถ่านเพลิง นอนอยู่บน
ถ่านเพลิงที่ลาดไว้หลายพันปี. บทว่า อคฺคินิสมํ ปชฺชลิตํ คือเข้าไปสู่กองไฟ
อันลุกโพลงโดยรอบ และโชติช่วงในทิศทั้งปวง. บทว่า ปวิสนฺติ คือนาย
นิริยบาลจับยัดใส่ลงในมหานรก. มหานรกนั้นท่านกล่าวว่ามีอยู่ ๔ มุม ผู้ที่
ยืนดูอยู่ห่างประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ตาย่อมแตกได้. บทว่า ชาเลน จ
โอนหิยานา นายนิริยบาลเอาข่ายเหล็กพันคือ นายนิริยบาลเอาข่ายเหล็กพัน
แล้วประหารเหมือนพรานเนื้อฆ่าเนื้อ ฉะนั้น นี้เป็นกรรมกรณ์ซึ่งมิได้กล่าวไว้
ในเทวทูตสูตร. บทว่า อนฺธํว ติมิสมายนฺติ สัตว์นรกทั้งหลายย่อมไปสู่โรรุวนรก
ที่มืดทึบ ความว่า สัตว์นรกย่อมไปสู่โรรุวนรกอันมืดทึบที่รู้ว่ามืด เพราะทำ
ความมืด ที่รู้ว่าทึบเพราะมืดจัด. นัยว่า ที่โรรุวนรกนั้นตาแตก เพราะสูดควัน
กรดของหมอกเหล่านั้นเข้าไป. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อนฺธํว ดุจความ
มืดทึบ. บทว่า ตํ วิตตํ ยถา มหิกาโย ความว่า ความมืดทึบนั้นแผ่ไปเหมือน
กลุ่มหมอก เกิดเป็นรูปร่างขึ้นมาอีก แม้ข้อนี้ ก็เป็นกรรมกรณ์ที่ท่านมิได้กล่าว
ไว้ในเทวทูตสูตรเหมือนกัน.
บทว่า อถ โลหมยํ ความว่า ก็โลหกุมภี (หม้อเหล็ก) นี้อยู่สุด
แผ่นดิน มีความลึก ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ เต็มไปด้วยโลหะร้อนเต็มเปี่ยม. บทว่า

617
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 618 (เล่ม 47)

ปจฺจนฺติ หิ ตาสุ จิรรตฺตํ ได้แก่ ไหม้อยู่ในหม้อเหล็กนั้นสิ้นกาลนาน. บทว่า
อคฺคินิสมาสุ คืออันไฟลุกโพลง. บทว่า สมุปฺปิลวาสา ได้แก่ ลอยฟ่องอยู่
ท่านอธิบายว่า สัตว์นรกขึ้นไปข้างบนคราวหนึ่ง ลงข้างล่างคราวหนึ่ง ผุดขึ้น
แล้วจมลง เพราะแรงของฟองน้ำ. พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในเทวทูตสูตร
นั่นแล.
บทว่า ปุพฺพโลหิตมิสฺเส คือเปื้อนด้วยหนองและเลือด. บทว่า ตตฺถ
กึ คือในทิศนั้น ๆ. บทว่า ทิสตํ คือทิศ. บทว่า อธิเสติ คือ ไป ปาฐะว่า
อภิเสติ ก็มี. อธิบายว่า อาศัยอยู่ในทิศที่ติดอยู่. บทว่า กิลิสฺสติ คือ ลำบาก.
ปาฐะว่า กิเลชฺชติ บ้าง. อธิบายว่า เปื่อยเน่า. บทว่า สมฺผุสฺสมาโน
คือ หนองและเลือดแปดเปื้อน. แม้ข้อนี้ก็เป็นกรรมกรณ์ที่ท่านมิได้กล่าวไว้ใน
เทวทูตสูตร. บทว่า ปุฬวาวสเถ ได้แก่เป็นที่อยู่ของหมู่หนอน. โลหกุมภี
นี้ท่านกล่าวไว้ในเทวทูตสูตรว่า เป็นคูถนรก. ผู้ที่ตกลงไปในคูถนรกนั้น สัตว์
ปากเข็มกัดผิวหนังเป็นต้น แล้วเคี้ยวกินเยื่อในกระดูก. บทว่า คนฺตุํ น หิ
ตีรมปตฺถิ คือ ในคูถนรกนั้น แม้ฝั่งที่จะไปก็ไม่มีเลย. ปาฐะว่า ตีรวมตฺถิ
ดังนี้บ้าง. ความเหมือนกัน. ฝั่งนั่นแหละท่านกล่าวว่า ตีรวํ ในบทนี้. บทว่า
สพฺพสฺมา หิ สมนฺตกปลฺลา เพราะกะทะครอบอยู่มิดชิดในที่ทั้งปวง ความ
ว่า เพราะโลหกุมภีนั้นกะทะครอบอยู่มิดชิดแม้ในส่วนบน ฉะนั้นท่านจึงกล่าว
ว่า ไม่มีฝั่งจะข้ามไป. ป่าไม้มีใบเป็นดาบคม มีนัยดังที่ท่านกล่าวไว้แล้วใน
เทวทูตสูตรนั่นแล. ก็ป่านั้นปรากฏแต่ไกลเหมือนป่ามะม่วงน่ารื่นรมย์. เมื่อเป็น
เช่นนั้น สัตว์นรกทั้งหลายพากันเข้าไปด้วยความโลภ. แต่นั้นใบของต้นไม้
เหล่านั้นถูกลมพัดก็ตกแล้วตัดอวัยวะน้อยใหญ่. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

618
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 619 (เล่ม 47)

ตํ ปวิสนฺติ สมุจฺฉินฺนคตฺตา คือ สัตว์นรกเข้าไปสู่ป่าไม้นั้น ถูกดาบใบไม้
ตัดตัวขาด. บทว่า ชิวฺหํ พลิเสน คเหตฺวา อารจยารจยา วิหนนฺติ
พวกนายนิริยบาล เอาเบ็ดเกี่ยวลิ้นออกมาแล้วเบียดเบียนด้วยการดึงออกมา ๆ
ความว่า พวกนายนิริยบาลเอาเบ็ดดึงลิ้นของสัตว์นรกผู้พูดปดรีบวิ่งไปล้มลงใน
ป่าที่มีใบไม้เป็นดาบคมแล้วทุบ เหมือนพวกมนุษย์ลาดหนังสดไว้บนแผ่นดิน
แล้วทุบด้วยเสาเหล็กฉะนั้น แล้วเอาขวานชำแหละออกๆ เชือดปลายข้างหนึ่งๆ
ทำให้ลำบาก ปลายที่เชือดออก ๆ ก็ตั้งอยู่อย่างเดิมอีก. ปาฐะว่า อารชยารชยา
ดังนี้บ้าง. ความว่า ดึงออกมา ดึงออกมา ดังนี้. แม้ข้อนี้ก็เป็นกรรมกรณ์
ที่ท่านมิได้กล่าวไว้ในเทวทูตสูตร.
บทว่า เวตฺตรณึ ได้แก่ แม่น้ำที่ท่านกล่าวไว้ในเทวทูตสูตรว่าเป็น
แม่น้ำด่างใหญ่. ได้ยินว่า แม่น้ำนั้นปรากฎมีน้ำเต็มดุจแม่น้ำคงคา. เมื่อเป็น
เช่นนั้น สัตว์นรกทั้งหลายคิดว่า จักอาบ จักดื่ม ย่อมตกไปในแม่น้ำนี้. บทว่า
ติณฺหธารํ ขุรธารํ คมมีดโกนอันคมกริบ ท่านอธิบายว่า สัตว์นรกทั้งหลาย
ย่อมตกไปบนคมมีดโกนอันคมกริบ. ได้ยินว่า ที่ฝั่งทั้งสองทั้งข้างบนข้างล่าง
ของแม่น้ำนั้นปรากฏดุจคมมีดโกนอันคมกริบตั้งอยู่ตามลำดับ. ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า แม่น้ำนั้นมีคมมีดโกนอันคมกริบ. อธิบายว่า สัตว์นรกทั้ง-
หลายย่อมเข้าถึง คือ ติดอยู่กับคมมีดโกนอันคมกริบเพราะกระหายน้ำ. ก็เมื่อ
สัตว์นรกทั้งหลายเข้าถึงอย่างนี้ ถูกบาปกรรมเตือนแล้ว, คนโง่ คือคนพาล
ย่อมตกไปบนคมมีดโกนนั้น. พึงประกอบบทนี้ว่า สามา สวลา ด้วยบทว่า
โสณา ข้างหน้า. เป็น สามวณฺณา กมฺมาสวณฺณา จ โสณา ขาทนฺติ
ความว่า สุนัขดำและสุนัขด่าง ย่อมรุมกันกัดกิน. บทว่า กาโกลคณา ได้แก่

619
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 620 (เล่ม 47)

ฝูงกาดำ. บทว่า ปฏิคิชฺฌา ได้แก่สัตว์ที่เกิดความอยากด้วยดี อาจารย์
พวกหนึ่งกล่าวว่า มหาคิชฺฌา พญาแร้ง. บทว่า กุลลา ได้แก่ นกตะกรุม.
อาจารย์บางคนกล่าวว่า บทว่า กุลลา นี้เป็นชื่อของเหยี่ยว. คำนี้ เป็นชื่อ
ของเสนา. บทว่า วายสา ได้แก่ กาไม่ดำ. แม้ข้อนี้ก็เป็นกรรมกรที่ท่าน
มิได้กล่าวไว้ในเทวทูตสูตร. ก็แม้บทเหล่านี้จะได้กล่าวไว้ในเทวทูตสูตร ไม่ได้
กล่าวไว้ในสูตรนี้ ก็พึงทราบว่าบทเหล่านั้นเป็นอันกล่าวแล้ว เป็นส่วนเบื้องต้น
และเบื้องหลังของบทเหล่านั้นนั่นเอง.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงความเป็นไปของนรกนี้ทั้ง
หมดแล้ว เมื่อจะทรงสั่งสอนจึงตรัสคาถาว่า กิจฺฉา วตายํ ความเป็นไปยาก
หนอ ดังนี้.
บทนั้นมีความว่า ชนผู้ทำกรรมหยาบย่อมเห็นความเป็นไปอันมีกรรม
กรต่าง ๆ ในนรกนี้ยากหนอ เพราะฉะนั้นเมื่อยังมีชีวิตเหลืออยู่ ยังอยู่ในโลก
นี้ต่อไป พึงเป็นผู้ทำกิจในชีวิตที่เหลือนี้ ด้วยการตั้งใจทำกุศลธรรมมีการถึง
พระไตรสรณคมน์เป็นต้น คือ แม้เป็นผู้ทำกิจในชีวิตที่ยังเหลืออยู่นี้ ก็ไม่พึง
ประมาท คือ ไม่ถึงความประมาทแม้เพียงครู่เดียว ด้วยการทำความเพียรติดต่อ
กันไปนั่นเอง. นี้เป็นการพรรณนารวบยอดในสูตรนี้. ก็เพราะบททั้งหลาย
ที่เหลือได้กล่าวไว้แล้วทั้งเข้าใจได้ง่าย เพราะมีนัยดังได้กล่าวไว้แล้วในก่อน
และเพราะมีความง่าย ฉะนั้น จึงไม่ต้องพรรณนาไปตามลำดับบท ด้วยประการ
ฉะนี้.
จบอรรถกถาโกกาลิกสูตรที่ ๑๐ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

620
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 621 (เล่ม 47)

นาลกสูตรที่ ๑๑
ว่าด้วยอสิตฤษีพิจารณามนต์ว่าพระกุมารต้องบรรลุ
[๓๘๘] อสิตฤษีอยู่ในที่พักกลางวัน
ได้เห็นท้าวสักกะจอมเทพ และเทวดาคณะ
ไตรทศผู้มีใจชื่นชม มีปีติโสมนัส ยกผ้า
ทิพย์ขึ้นเชยชมอยู่อย่างเหลือเกิน ในที่อยู่
อันสะอาด ครั้นเห็นแล้วจึงกระทำความ
นอบน้อม แล้วได้ถามเทวดาทั้งหลายผู้มีใจ
เบิกบานบันเทิงในที่นั้นว่า เพราะเหตุไรหมู่
เทวดาจึงเป็นผู้ยินดีอย่างเหลือเกิน ท่าน
ทั้งหลายยกผ้าทิพย์ขึ้นแล้ว รื่นรมย์อยู่เพราะ
อาศัยอะไร.
แม้คราวใด ได้มีสงครามกับพวก
อสูร พวกเทวดาชนะ พวกอสูรปราชัย
แม้คราวนั้นขนลุกพองเป็นเช่นนี้ก็มิได้มี เทวดา
ทั้งหลายได้เห็นเหตุอะไร ซึ่งไม่เคยมีมา
จึงพากันเบิกบาน เปล่งเสียงชมเชย ขับร้อง
ประโคม ปรบมือ และฟ้อนรำกันอยู่.
เราขอถามท่านทั้งหลายผู้อยู่บนยอด-
เขาสิเนรุ ดูก่อนท่านผุ้นิรทุกข์ทั้งหลาย ขอ

621
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 622 (เล่ม 47)

ท่านทั้งหลายจงช่วยขจัดความสงสัยของเรา
โดยเร็วเถิด.
เทวดาทั้งหลายกล่าวว่า
พระโพธิสัตว์ผู้เป็นรัตนะอันประ-
เสริฐนั้น หาผู้เปรียบมิได้ ได้เกิดแล้วใน
มนุษย์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความ-
สุขที่ป่าลุมพินีวัน ในคามชนบทของเจ้า
ศากยะทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เราทั้งหลาย
จึงพากันยินดี เบิกบานอย่างเหลือเกิน.
พระโพธิสัตว์นั้น เป็นอัครบุคคลผู้
สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ เป็นผู้องอาจกว่านรชน
สูงสุดกว่าหมู่สัตว์ทั้งมวล เหมือนสีหะผู้มี
กำลัง ครอบงำหมู่เนื้อบันลืออยู่ จักทรง
ประกาศธรรมจักรที่ป่าอิสิปตนะ.
อสิตฤษีได้ฟังเสียงที่เทวดาทั้งหลาย
กล่าวแล้วก็รีบลง (จากชั้นดาวดึงส์) เข้าไป
ยังที่ประทับของพระเจ้าสุทโธทนะ นั่ง ณ
ที่นั้นแล้ว ได้ทูลถามเจ้าศากยะทั้งหลายว่า
พระกุมารประทับ ณ ที่ไหน แม้อาตมภาพ
ประสงค์จะเฝ้า.

622
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 623 (เล่ม 47)

ลำดับนั้น เจ้าศากยะทั้งหลายได้ทรง
แสดงพระกุมารรุ่งเรื่อง เหมือนทองคำที่
ปากเบ้าซึ่งนายช่างทองผู้เฉลียวฉลาดหลอม
ดีแล้ว ผู้รุ่งเรื่องด้วยสิริ มีวรรณะไม่ทราม
แก่อสิตฤษี.
อสิตฤษีได้เห็นพระกุมารผู้รุ่งเรื่อง
เหมือนเปลวไฟเหมือนพระจันทร์อันบริสุทธิ์
ซึ่งโคจรอยู่ในอากาศ สว่างไสวกว่าหมู่ดาว
เหมือนพระอาทิตย์พ้นแล้วจากเมฆ แผดแสง
อยู่ในสรทกาล ก็เกิดความยินดี ได้ปีติอัน
ไพบูลย์.
เทวดาทั้งหลายกั้นเศวตฉัตรที่ซี่เป็น
อันมาก และประกอบด้วยมณฑลตั้งพันไว้
ในอากาศ จามรด้ามทองทั้งหลายตกลงอยู่
บุคคลผู้ถือจามรและเศวตฉัตร ย่อมไม่
ปรากฏ.
ฤษีทรงชฎาชื่อว่ากัณหสิริ ได้เห็น
พระกุมารดุจแท่งทองบนผ้ากัมพลแดง และ
เศวตฉัตรที่กั้นอยู่ในพระเศียร เป็นผู้มีจิต
เฟื่องฟู ดีใจ ได้รับเอาด้วยมือทั้งสอง.

623
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 624 (เล่ม 47)

ครั้นแล้ว อสิตฤษีผู้เรียนจบลักษณะ
มนต์ พิจารณาพระราชกุมารผู้ประเสริฐ
มีจิตเลื่อมใส ได้เปล่งถ้อยคำว่า พระกุมาร
ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า สูงสุดกว่าสัตว์สองเท้า.
ครั้งนั้น อสิตฤษีหวนระลึกถึงการ
บรรลุรูปฌานของตน เป็นผู้เสียใจถึงน้ำตา
ตก เจ้าศากยะทั้งหลายได้ทอดพระเนตรเห็น
อสิตฤษีร้องไห้จึงตรัสถามว่า ถ้าอันตราย
จะมีในพระกุมารหรือหนอ.
อสิตฤษีได้ทูลเจ้าศากยะทั้งหลายผู้
ทอดพระเนตรเห็นแล้ว ไม่ทรงพอพระทัย
ว่า อาตมภาพระลึกถึงกรรมอันไม่เป็นประ-
โยชน์เกื้อกูลในพระกุมารหามิได้.
อนึ่ง แม้อันตรายก็จักไม่มีแก่พระ-
กุมารนี้ พระกุมารนี้เป็นผู้ไม่ทราม ขอมหา-
บพิตรทั้งหลาย จงเป็นผู้ดีพระทัยเถิด พระ-
กุมารนี้จักทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ.
พระกุมารนี้จักทรงเห็นนิพพานอัน
บริสุทธิ์อย่างยิ่ง ทรงหวังประโยชน์แก่ชน
เป็นอันมาก จักทรงประกาศธรรมจักร
พรหมจรรย์ของพระกุมารนี้จักแพร่หลาย.

624