ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 595 (เล่ม 47)

เรากล่าวผู้รู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลายทำให้ปรากฏโดยอาการทั้ง
ปวง ผู้ไม่ข้องเพราะไม่มีกิเลสติด ผู้ไปดีเพราะไปด้วยดีในทางปฏิบัติ ผู้ตรัสรู้
แล้ว เพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔ ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ที่เทวดาเป็นต้นไม่รู้คติ สิ้นอาสวะเพราะอาสวะทั้งหลายสิ้น
แล้ว ผู้เป็นอรหันต์เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลสทั้งหลาย ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ไม่มีกังวลคือการยึดตัณหาในฐานะเหล่านี้ ในกาลก่อนคือ
ในขันธ์ที่เป็นอดีต ในภายหลังคือในขันธ์เป็นอนาคต ในท่ามกลางคือใน
ขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน ผู้ไม่มีกังวลด้วยความกังวลมีราคะเป็นต้น ผู้ไม่ยึดถือ
เพราะไม่มีความยึดถือไร ๆ ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้องอาจ เพราะเช่นกับโคอุสภะ เพราะไม่มีความหวาดสะดุ้ง
ผู้ประเสริฐ เพราะสูงสุด ผู้เป็นนักปราชญ์ เพราะถึงพร้อมด้วยความเพียร
ผู้แสวงหาคุณใหญ่ เพราะแสวงหาศีลขันธ์เป็นต้นใหญ่ ผู้ชนะ เพราะชนะมาร
๓ จำพวก ผู้ล้างคือล้างกิเลสได้หมด ผู้ตรัสรู้ เพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔ ว่าเป็น
พราหมณ์.
เรากล่าวผู้ระลึกชาติก่อน ๆ ได้ ผู้เห็นสวรรค์คือเทวโลก ๒๖ และ
อบาย ๔ อย่าง ด้วยทิพยจักษุ ผู้บรรลุพระอรหัตกล่าวคือการสิ้นชาติ ว่าเป็น
พราหมณ์.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสกะพราหมณ์ โดยคุณธรรมอย่างนี้แล้ว
เมื่อจะทรงแสดงว่า คนเหล่าใดทำความยึดถือ ว่าเป็นพราหมณ์โดยกำเนิด
คนเหล่านั้นไม่รู้จักโวหารนี้ อนึ่งความเห็นของคนเหล่านั้นเป็นทิฏฐิชั่ว จึง
ตรัสสองคาถาว่า สมญฺญา เหสา ดังนี้เป็นต้น.

595
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 596 (เล่ม 47)

บทนั้นมีความดังนี้ นามและโคตรที่เขากำหนดกันเป็นบัญญัติในโลก
ว่าเป็นพราหมณ์ เป็นกษัตริย์ เป็นภารทวาชมาณพ เป็นวาเสฏฐมาณพ นี้พึง
ทราบว่าเป็นเพียงโวหารบัญญัติกันขึ้น. เพราะเหตุไร. เพราะนามและโคตร
มาแล้ว เพราะรู้ตามกันมา เพราะนามและโคตรนั้นเขากำหนดรู้กันได้ด้วยญาติ
และสาโลหิตในกาลที่เขาเกิดแล้วนั้น ๆ นั่นเอง หากไม่พึงกำหนดนามและโคตร
ไว้อย่างนี้ ใคร ๆ เห็น ใคร ๆ ก็จะไม่พึงรู้ได้ว่า ผู้นี้เป็นพราหมณ์ หรือเป็น
ภารทวาชมาณพ. นามและโคตรที่กำหนดไว้แล้วอย่างนี้ เป็นความเห็นของ
พวกไม่รู้ซึ่งสืบเนื่องกันมาสิ้นกาลนาน นามและโคตรที่กำหนดไว้สืบเนื่อง เป็น
ความเห็นกันมาในหัวใจของสัตว์ทั้งหลายผู้ไม่รู้สิ้นกาลนานว่า นี้สักว่าเป็นนาม
และโคตร กำหนดไว้เพียงสำหรับเรียกชื่อกัน ชนทั้งหลายผู้ไม่รู้ ย่อมเรียก
นามและโคตรนั้น ว่าเป็นพราหมณ์โดยชาติ เพราะนามและโคตรนั้นสืบเนื่อง
กันมา ท่านอธิบายว่า ผู้ไม่รู้เท่านั้นย่อมกล่าวอย่างนี้.
ชนเหล่าใดทำความยึดถือว่าเป็นพราหมณ์โดยชาติ ชนเหล่านั้นไม่รู้
ว่าเป็นเพียงโวหาร อนึ่งความเห็นของชนเหล่านั้นเป็นทิฏฐิชั่ว ครั้นทรงแสดง
ด้วยประการฉะนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงปฏิเสธวาทะว่าเป็นพราหมณ์โดยชาติ
โดยตรง และเมื่อจะทรงปลูกฝังวาทะว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม จึงตรัสว่า
น ชจฺจา ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติ ดังนี้เป็นต้น.
ในคาถานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำมีอาทิว่า กสฺสโล กมฺมุนา
เป็นชาวนาเพราะกรรม เพื่อความพิสดารของความด้วยคาถากึ่งหนึ่งนี้ว่า
กมุมุนา พฺราหฺมโณ โหติ กมฺมุนา โหติ อพฺราหฺมโณ บุคคลเป็น
พราหมณ์ก็เพราะกรรม ไม่เป็นพราหมณ์เพราะกรรม.

596
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 597 (เล่ม 47)

ในบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมุนา ได้แก่ด้วยเจตนากรรมอันทำให้เกิด
การงานทางกสิกรรมเป็นต้น. บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาททสฺสา ได้แก่ บัณฑิต
ทั้งหลายเห็นปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้ว่า บุคคลเป็นอย่างนี้ด้วยปัจจัยนี้ ดังนี้.
บทว่า กมฺมวิปากโกวิทา ฉลาดในกรรมและวิบาก ได้แก่ฉลาดในกรรม
และวิบากอย่างนี้ว่า เป็นผู้เกิดในตระกูลอันไม่ควรยกย่องและดูหมิ่นด้วย
อำนาจกรรม แม้เกิดเป็นอย่างอื่น ก็เป็นในเพราะกรรมเลวและประณีตให้ผล
เพราะความเลวและความประณีต. ก็ด้วยคาถาว่า กมฺมุนา วตฺตตี หมู่สัตว์
อันเป็นไปเพราะกรรม มีความเป็นอย่างเดียวกันว่า สัตวโลก หมู่สัตว์ หรือ
สัตว์นั่นเอง แต่ต่างกันเพียงคำพูดเท่านั้น. อนึ่ง ในบทว่า กมฺมุนา วตฺตตี นี้
พึงทราบการปฏิเสธด้วยทิฏฐินี้ด้วยบทก่อนว่า อตฺถิ พฺรหฺมา มหาพฺรหฺมา
ฯเปฯ เสฏฺโฐ สชฺชิตา วสี ปิตา ภูตภพฺยานํ พรหม มหาพรหมมีอยู่
ฯลฯ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้มีอำนาจ เป็นผู้ควรแก่ความเจริญ
งอกงาม. จริงอยู่ โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม คือย่อมเกิดในคติทั้งหลายนั้น ๆ
โลกนั้นไม่มีใครสร้าง. ด้วยบทที่สองท่านแสดงว่า โลกแม้เกิดขึ้นด้วยกรรม
อย่างนี้ แม้ในการเป็นไปก็ย่อมเป็นไปด้วยกรรมในอดีตและปัจจุบัน เสวยสุข
และทุกข์ถึงความเลวและประณีตเป็นต้น ย่อมเป็นไป. ด้วยบทที่สามท่านแสดง
สรุปความนั้น แม้โดยประการทั้งปวงอย่างนี้ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่อง
ผูกพัน ย่อมเป็นไปติดอยู่กับกรรมนั่นเอง มิใช่ด้วยอย่างอื่น. ด้วยบทที่สี่ท่าน
แสดงความนั้นด้วยอุปมา. บทว่า รถสฺสาณีว ยายโต เหมือนสลักรถที่แล่น
ไปอยู่ กรรมชื่อว่าเป็นเครื่องผูกพันเพราะความเกิดขึ้น และเพราะความเป็นไป
ของโลก มิใช่ไม่มีเครื่องผูกพันเกิดขึ้นคือเป็นไปไม่ได้ เหมือนสลักเป็นเครื่อง

597
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 598 (เล่ม 47)

ผูกพันรถที่แล่นไปอยู่ มิใช่ไม่มีเครื่องผูกพันนั้นฉะนั้น เพราะโลกมีกรรมเป็น
เครื่องผูกพันอย่างนี้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความเป็นผู้
ประเสริฐเพราะกรรมอันประเสริฐ จึงตรัสคาถาที่สองว่า ตเปน คือ ตปะ
ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตเปน ได้แก่ การสำรวมอินทรีย์. บทว่า
พฺรหฺมจริเยน ได้แก่ ความประพฤติอันประเสริฐที่เหลือจากที่กล่าวแล้ว
อาศัยการศึกษา. บทว่า สํยเมน คือ ด้วยศีล. บทว่า ทเมน คือ ด้วยปัญญา.
บุคคลย่อมเป็นพราหมณ์เพราะกรรมอันประเสริฐ คือเป็นพรหมนั้น เพราะ
เหตุไร เพราะกรรมนี้นำความเป็นพราหมณ์ที่สูงสุดมาให้ ท่านอธิบายว่า
ความเป็นพราหมณ์ที่สูงสุดคือกรรมนี้. ปาฐะว่า พฺรหฺมานํ ดังนี้บ้าง. บทนั้น
มีความดังนี้ ชื่อว่า พฺรหฺมานํ เพราะนำมาซึ่งความเป็นพรหม. ท่านอธิบายว่า
นำความเป็นพราหมณ์มาให้.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่สองดังนี้. บทว่า สนฺโต คือมีกิเลสสงบ
แล้ว. บทว่า พฺรหฺมา สกฺโก เป็นพรหมผู้องอาจ คือเป็นทั้งพรหมเป็น
ทั้งผู้องอาจ. ท่านอธิบายว่า ผู้ที่เป็นอย่างนั้นมิใช่เป็นพราหมณ์อย่างเดียว
ที่แท้เขาเป็นทั้งพรหมเป็นทั้งผู้องอาจของบัณฑิตทั้งหลายผู้รู้แจ้ง ดูก่อนวาเสฏฐะ
ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาวาเสฏฐสูตรที่ ๙ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

598
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 599 (เล่ม 47)

โกกาลิกสูตรที่ ๑๐
ว่าด้วยกรรมที่ให้เกิดในนรก
[๓๘๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล โกกาลิกภิกษุ
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ เป็นผู้มีความปรารถนาลามก ตกอยู่ใน
อำนาจแห่งความปรารถนาลามก พระเจ้าข้า.
[๓๘๕] เมื่อโกกาลิกภิกษุกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตรัสกะโกกาลิกภิกษุว่า โกกาลิกะ เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้ โกกาลิกะ เธอ
อย่าได้กล่าวอย่างนี้ เธอจงยังจิตให้เลื่อมใสในสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด
สารีบุตรและโมคคัลลานะมีศีลเป็นที่รัก.
แม้ครั้งที่ ๒ โกกาลิกภิกษุก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชักนำข้าพระองค์ให้จงใจเชื่อ ให้
เลื่อมใสก็จริง แต่พระสารีบุตรและโมคคัลลานะเป็นผู้มีความปรารถนาลามก
แม้ครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสกะโกกาลิกภิกษุว่า โกกาลิกะ เธอ
อย่าได้กล่าวอย่างนี้ โกกาลิกะ เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย เธอจงยังจิตให้
เลื่อมใสในสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด สารีบุตรและโมคคัลลานะมีศีลเป็น
ที่รัก.

599
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 600 (เล่ม 47)

แม้ครั้งที่ ๓. . .
ลำดับนั้นแล โกกาลิกภิกษุลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้ากระทำประทักษิณแล้วหลีกไป เมื่อโกกาลิกภิกษุหลีกไปแล้วไม่นานนัก
ได้มีต่อมประมาณเมล็ดพันธุ์ผักกาดเกิดขึ้นทั่วกาย ครั้นแล้ว เป็นย่อมประมาณ
เท่าเมล็ดถั่วเขียว เท่าเมล็ดถั่วดำ เท่าเมล็ดพุดทรา เท่าผลพุดทรา เท่าผล
มะขามป้อม เท่าผลมะตูมอ่อน เท่าผลขนุนอ่อน แตกหัวแล้ว หนองและ
เลือดไหลออก ลำดับนั้น โกกาลิกภิกษุมรณภาพเพราะอาพาธนั้นเอง ครั้น
โกกาลิกภิกษุมรณภาพแล้ว ก็ย่อมอุบัติในปทุมนรก เพราะจิตคิดอาฆาตใน
พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ. ครั้งนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหม เมื่อ
ปฐมยามล่วงไปแล้ว มีรัศมีงามยิ่ง ทำพระเชตวันสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมเเล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โกกาลิก-
ภิกษุมรณภาพแล้ว ครั้นแล้วอุบัติในปทุมนรก เพราะจิตคิดอาฆาตในพระ-
สารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ท้าวสหัมบดีพรหมครั้นกราบทูลดังนี้แล้ว
กระทำประทักษิณแล้ว ได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง.
ครั้นพอล่วงราตรีนั้น ไป พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว ท้าวสหัมบดีพรหม
มีรัศมีอันงามยิ่ง ทำวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาท
แล้วยืนอยู่ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
โกกาลิกภิกษุมรณภาพแล้วอุบัติในปทุมนรก เพราะจิตคิดอาฆาตในพระสารีบุตร

600
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 601 (เล่ม 47)

และพระโมคคัลลานะ ท้าวสหัมบดีพรหม ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว กระทำ
ประทักษิณแล้ว ได้อันตรธานหายไปในที่นั้นเอง.
[๓๘๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูล
ถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ประมาณอายุในปทุมนรก
นานเพียงใด พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ประมาณอายุในปทุมนรก
นานนัก การนับประมาณอายุในปทุมนรกนั้นว่า เท่านี้ปี เท่านี้ร้อยปี เท่านี้
พันปี หรือว่าเท่านี้แสนปี ไม่ใช่ทำได้ง่าย.
ภ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระองค์สามารถจะทรงกระทำการเปรียบ
เทียบได้หรือไม่ พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับว่า สามารถ ภิกษุ ดังนี้แล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุ เปรียบเหมือนเกวียนที่บรรทุกงาหนัก ๒๐ หาบของชาวโกศล
เมื่อล่วงไปได้ร้อยปี พันปี แสนปี บุรุษพึงหยิบเมล็ดงาขึ้นจากเกวียนนั้นออก
ทิ้งเมล็ดหนึ่ง ๆ ดูก่อนภิกษุ เกวียนที่บรรทุกงาหนัก ๒๐ หาบของชาวโกศล
นั้น จะพึงถึงความสิ้นไปโดยลำดับนี้เร็วเสียกว่า แต่อัพพุทนรกหนึ่งจะไม่พึง
ถึงความสิ้นไปได้เลย ดูก่อนภิกษุ ๒๐ อัพพุทนรกเป็นหนึ่งนิรัพพุทนรก ๒๐
นิรัพพุทนรกเป็นหนึ่งอัพพนรก ๒๐ อัพพนรกเป็นหนึ่งอหหนรก ๒๐ อหห-
นรกเป็นหนึ่งอฎฏนรก ๒๐ อฏฏนรกเป็นหนึ่งกุมุทนรก ๒๐ กุมุทนรกเป็น
หนึ่งโสคันธิกนรก ๒๐ โสคันธิกนรกเป็นหนึ่งอุปลกนรก ๒๐ อุปลกนรก
เป็นหนึ่งปุณฑรีกนรก ๒๐ ปุณฑรีกนรกเป็นหนึ่งปทุมนรก อย่างนี้ ก็โกกาลิก-
ภิกษุอุบัติในปทุมนรกเพราะจิตคิดอาฆาตในสารีบุตรและโมคคัลลานะ.

601
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 602 (เล่ม 47)

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว
จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
[๓๘๗] วาจาหยาบเช่นกับขวาน
เกิดในปากของบุรุษแล้ว เป็นเหตุตัดรอน
ตนเองของบุรุษผู้เป็นพาล ผู้กล่าวคำทุภาษิต
ผู้ใดสรรเสริญคนที่ควรนินทา หรือนินทา
คนที่ควรสรรเสริญ ผู้นั้นย่อมก่อโทษเพราะ
ปาก ย่อมไม่ได้ความสุขเพราะโทษนั้น การ
แพ้ด้วยทรัพย์เพราะเล่นการพนันเป็นโทษ
เพียงเล็กน้อย โทษของผู้ที่ยังใจให้ประทุษ-
ร้ายในท่านผู้ปฏิบัติดีนี้แล เป็นโทษมากกว่า.
บุคคลตั้งวาจาและใจอันลามกไว้แล้ว
เป็นผู้ติเตียนพระอริยเจ้า ย่อมเข้าถึงนรก
ตลอดกาลประมาณด้วยการนับปี ๑๐๐,๐๐๐
นิรัพพุทะและ ๔๐ อัพพุทะ.
ผู้กล่าวคำเท็จย่อมเข้าถึงนรก อนึ่ง
ผู้ทำกรรมอันลามกแล้ว กล่าวว่าไม่ได้ทำ
ก็ย่อมเข้าถึงนรกอย่างเดียวกัน แม้คนทั้ง
สองนั้นเป็นมนุษย์มีกรรมอันเลวทราม ละ
ไปแล้วย่อมเป็นผู้เสมอกันในโลกเบื้องหน้า.

602
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 603 (เล่ม 47)

ผู้ใดประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่ประทุษ-
ร้าย ผู้เป็นบุรุษหมดจด ไม่มีกิเลสเครื่อง
ยั่วยวน บาปย่อมกลับมาถึงผู้เป็นพาลนั้นเอง
เหมือนธุลีละเอียดที่บุคคลซัดไปทวนลม
ฉะนั้น.
ผู้ที่ประกอบเนือง ๆ ในคุณคือความ
โลภ ไม่มีศรัทธา กระด้าง ไม่รู้ความ
ประสงค์ของผู้ขอ มีความตระหนี่ ประกอบ
เนือง ๆ ในคำส่อเสียด ย่อมบริภาษผู้อื่น
ด้วยวาจา.
แน่ะคนผู้มีปากเป็นหล่ม กล่าวคำ
อันไม่จริง ผู้ไม่ประเสริฐ ผู้กำจัดความเจริญ
ลามก ผู้กระทำความชั่ว ผู้เป็นบุรุษในที่สุด
มีโทษ เป็นอวชาต ท่านอย่าได้พูดมากใน
ที่นี้ อย่าเป็นสัตว์นรก.
ท่านย่อมเกลี่ยธุลี คือ กิเลสลงในตน
เพื่อธรรมมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล ท่านผู้ทำ
กรรมหยาบ ยังติเตียนสัตบุรุษ ท่านประพฤติ
ทุจริตเป็นอันมากแล้วย่อมไปสู่มหานรกสิ้น
กาลนาน.

603
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 604 (เล่ม 47)

กรรมของใคร ๆ ย่อมฉิบหายไปไม่
ได้เลย บุคคลมาได้รับกรรมนั้นแล เป็น
เจ้าของแห่งกรรมนั้น (เพราะ) คนเขลาผู้ทำ
กรรมหยาบ ย่อมเห็นความทุกข์ในตน ใน
ปรโลก.
ผู้ทำกรรมหยาบย่อมเข้าถึงสถานที่
อันนายนิรยบาลนำขอเหล็กมา ย่อมเข้าถึง
หลาวเหล็กอันคมกริบและย่อมเข้าถึงก้อน
เหล็กแดงโชติช่วง เป็นอาหารอันสมควรแก่
กรรมที่ตนทำไว้อย่างนั้น.
นายนิรยบาลทั้งหลายเมื่อพูดก็พูดไม่
เพราะสัตว์นรกจะวิ่งหนีก็ไม่ได้ ไม่ได้ที่ต้าน-
ทานเลย นายนิรยบาลลากขึ้นภูเขาถ่านเพลิง
สัตว์นรกนั้นนอนอยู่บนถ่านเพลิงอันลาดไว้
ย่อมเข้าไปสู่กองไฟอันลุกโพลง.
พวกนายนิรยบาลเอาข่ายเหล็กพัน
ตีด้วยค้อนเหล็กในที่นั้น สัตว์นรกทั้งหลาย
ย่อมไปสู่โรรุวนรกที่มืดทึบ ความมืดทึบนั้น
แผ่ไปเหมือนกลุ่มหมอกฉะนั้น.
ก็ลำดับนั้น สัตว์นรกทั้งหลาย ย่อม
เข้าไปสู่หม้อเหล็กอัน ไฟลุกโพลง ลอยฟ่อง

604