ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 585 (เล่ม 47)

เพราะว่า วาเสฏฐมาณพนั้นประกอบแล้วด้วยวัตรนั้น เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย
มารยาท.
บัดนี้ วาเสฏฐมาณพเมื่อจะแสดงกรรมนั้นโดยระหว่างคำ จึงกล่าวว่า
อหญฺจ กมฺมุนา พฺรูมิ ข้าพระองค์กล่าวว่าบุคคลเป็นพราหมณ์เพราะกรรม
บทว่า ขยาตีตํ คือ พระจันทร์เต็มดวง. บทว่า เปจฺจ คือ เข้าไปใกล้แล้ว
บทว่า นมสฺสนฺติ คือ ทำความนอบน้อม. บทว่า จกฺขุํ โลเก สมุปฺปนฺนํ
พระโคดมผู้มีจักษุผู้อุบัติขึ้นดีแล้วในโลก ความว่า พระโคดมผู้มีพระจักษุด้วย
การกำจัดความมืดนั้น แล้วทรงชี้ถึงประโยชน์มีประโยชน์ปัจจุบันเป็นต้น
ของโลก ทรงอุบัติขึ้นดีแล้วในโลกอันมืดด้วยอวิชชา.
พระผู้มีพระภาคเจ้า อันวาเสฏฐมาณพกราบทูลสรรเสริญอย่างนี้แล้ว
เมื่อจะทรงสงเคราะห์ชนทั้งสองนั้น จึงตรัสว่า เตสํ โวหํ พฺยกฺขิสสํ เราจัก
พยากรณ์แก่ท่านทั้งสองเป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า พฺยกฺขิสฺสํ คือ เราจักพยากรณ์ บทว่า
อนุปุพฺพํ ตามลำดับ ความว่า ความคิดของพราหมณ์ยกไว้ก่อน. ในบทนี้มี
อธิบายอย่างนี้ว่า เราจักพยากรณ์แก่พวกท่านตามลำดับเริ่มตั้งแต่ หนอน
ตั๊กแตน หญ้าและต้นไม้. จริงอยู่ควรแนะนำมาณพเหล่านั้นด้วยถ้อยคำพิสดาร
บทว่า ชาติวิภงฺคํ คือ ต่างกันโดยชาติ. บทว่า อญฺญมญฺญา หิ ชาติโย
เพราะชาติของสัตว์ทั้งหลายมีประการต่าง ๆ กันคือ เพราะชาติของสัตว์ทั้งหลาย
เหล่านั้น ๆ เป็นอย่างอื่น ๆ คือ ต่าง ๆ กัน.
ลำดับนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัสถึงความต่างแห่งชาติของ
สัตว์ทั้งหลายจึงทรงปรารภ เพื่อจะตรัสถึงสิ่งไม่มีใจครองก่อนว่า ติณรุกฺเขปิ

585
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 586 (เล่ม 47)

ชานาถ ท่านทั้งหลายย่อมรู้จักหญ้าและต้นไม้. หากมีคำถามว่าตรัสดังนั้น
เพื่ออะไร ? ตอบว่า เพื่อให้รู้ถึงความสุขในสัตว์ที่มีใจครองทั้งหลาย. เพราะ
เมื่อถือเอาประเภทแห่งชาติในสิ่งไม่มีใจครองทั้งหลาย เป็นอันปรากฏประเภท
แห่งชาติ ในสัตว์มีใจครองด้วย.
บทว่า ติณรุกฺเข นั้น ชื่อว่าหญ้า ได้แก่มีกระพี้ภายใน มีแก่นภาย
นอก. เพราะฉะนั้น แม้ตาลและมะพร้าวเป็นต้นก็สงเคราะห์เป็นหญ้าได้. ชื่อว่า
ต้นไม้ ได้แก่ มีกระพี้ภายนอกมีเเก่นภายใน. หญ้าและต้นไม้ ชื่อว่า ติณรุกฺขา.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงหญ้าและต้นไม้เหล่านั้น ด้วยทุติยาวิภัตติ
พหุวจนะจึงตรัสว่า ติณรุกฺเขปิ ชานาถ ท่านทั้งหลายย่อมรู้จักหญ้าและ
ต้นไม้. บทว่า น จาปิ ปฏิชานเร ได้แก่ หญ้าและต้นไม้ ก็ไม่ยอมรับอย่างนี้
ว่า เราเป็นหญ้า เราเป็นต้นไม้ ดังนี้. บทว่า ลิงฺคํ ชาติมยํ คือ มีสัณฐาน
สำเร็จมาแต่ชาติของหญ้าและต้นไม้เหล่านั้นแม้จะไม่รู้จักเป็นเช่นกับหญ้าเกิด
แต่รากของตนเอง. เพราะเหตุไร เพราะชาติต่าง ๆ กัน พึงเข้าใจพิสดาร
อย่างนี้ว่า ติณชาติ (หญ้า เป็นอย่างอื่น รุกขชาติ (ต้นไม้) เป็นอย่างอื่น
แม้ในหญ้าทั้งหลาย ตาลชาติ (ต้นตาล) เป็นอย่างอื่น นาฬิเกรชาติ (ต้น
มะพร้าว) เป็นอย่างอื่น. ด้วยติณชาตินั้นท่านแสดงไว้อย่างไร. ติณชาติใด
ย่อมมีด้วยสามารถแห่งชาติ ติณชาตินั้น แม้เว้นการรับรองของตนหรือข้ออ้าง
ของคนอื่นก็ยังถือเอาโดยความต่างกันจากชาติอื่น. ก็ผิว่า พราหมณ์ใด พึงเป็น
พราหมณ์โดยชาติ พราหมณ์นั้นก็เว้นการรับรองของตน หรือข้ออ้างของคนอื่น
ก็จะไม่พึงต่างกันโดยเป็นกษัตริย์ หรือโดยเป็นแพทย์หรือศูทร และไม่ควรถือ
เอา เพราะฉะนั้นมิใช่เป็นพราหมณ์โดยชาติ. จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

586
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 587 (เล่ม 47)

ทำให้แจ้งซึ่งความนี้ ด้วยวจีเภทด้วยคาถานี้ว่า ยถา เอตาสุ ชาตีสุ เหมือน
ในชาติทั้งหลายเหล่านี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงความต่างแห่งชาติในสิ่งไม่มีใจครอง
อย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงความต่างแห่งชาติในสัตว์ผู้มีใจครองจึงตรัสคำมี
อาทิอย่างนี้ว่า ตโต กีเฏ แต่นั้นจงรู้จักหนอน ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กีฏา ได้แก่หนอน. บทว่า ปฏงฺคา ได้แก่
ตั๊กแตน. บทว่า ยาว กุนฺถกิปิลฺลิเก ได้แก่ ตลอดจนมดดำและมดแดง
เป็นที่สุด. บทว่า ขุทฺทเก ตัวเล็ก ได้แก่กระแต กระรอกเป็นต้น. บทว่า
มหลฺลเก ได้แก่ กระต่ายและแมวเป็นต้น. เพราะสัตว์ทั้งหมดเหล่านั้นมีอยู่
หลายชนิด. บทว่า ปาทูทเร คือมีท้องเป็นเท้า ท่านอธิบายว่า สัตว์มีท้อง
เป็นเท้า. บทว่า ทีฆปิฏฺฐิเก คือสัตว์มีหลังยาว เพราะงูมีหลังตั้งแต่หัวถึงหาง
เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกงูเหล่านั้นว่า ทีฆปิฏฺฐิกา สัตว์มีหลังยาว. สัตว์
เหล่านั้นมีอยู่หลายชนิด โดยเฉพาะเป็นจำพวกอสรพิษเป็นต้น. บทว่า อุทเก
คือเกิดในน้ำ. แม้ปลาทั้งหลายก็มีหลายจำพวกโดยเฉพาะ เป็นจำพวกปลา
ตะเพียนเป็นต้น. บทว่า ปกฺขี ได้แก่ นกทั้งหลาย. เพราะนกเหล่านั้นท่าน
เรียก ปักษี เพราะเป็นสัตว์ปีก. ชื่อว่า ปตฺตยานา เพราะไปด้วยปีก. ชื่อว่า
วิหงฺคมา เพราะไปทางอากาศ. สัตว์เหล่านั้นมีหลายจำพวก โดยเฉพาะเป็น
ประเภท กา เป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงประเภทแห่งชาติของสัตว์ทั้งหลาย
เที่ยวไปทางบกทางน้ำและทางอากาศ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงทำให้

587
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 588 (เล่ม 47)

แจ้งถึงความประสงค์ที่จะทรงแสดง จึงตรัสคาถาว่า ยถา เอตาสุ ชาติเหล่านี้
ฉะนั้น ดังนี้.
พึงทราบความของบทนั้นโดยสังเขป ด้วยการพรรณนาถึงความประ-
สงค์ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล แต่โดยพิสดารในบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อ
จะทรงแสดง ข้อที่ควรตรัสด้วยพระองค์เอง จึงตรัสคำมีอาทิว่า น เกเสหิ
มิใช่ด้วยผมทั้งหลาย ดังนี้. ในบทนั้นโยชนาแก้ไว้ว่า คำใดที่กล่าวไว้ว่าสัณฐาน
สำเร็จมาแต่ชาติเป็นอันมากไม่มีในหมู่มนุษย์ พึงทราบว่า คำนั้นไม่มีอย่างนี้.
เช่นว่าอะไร เช่นบทว่า น เกเสหิ พึงประกอบบททั้งปวงโดยนัยนี้ว่า มี
กำหนดว่า ผมเช่นนี้ ไม่มีแก่พวกพราหมณ์ ผมเช่นนี้ มีแก่กษัตริย์ เหมือนขน
เช่นนี้ มีแก่ช้างม้าและเนื้อเป็นต้น. ก็บทนี้ว่า เหมือนสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ
ไม่มีในชาติอื่น พึงทราบว่า เป็นบทสรูปของความดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.
บทนั้นโยชนาแก้ว่า เพราะสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติเป็นอันมาก ไม่มีในมนุษย์
ทั้งหลาย ด้วยผมเป็นต้น ฉะนั้นพึงทราบข้อนี้ว่า สัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ
ไม่มีในมนุษย์ทั้งหลายมีพราหมณ์เป็นต้น เหมือนสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติใน
ชาติอื่น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงถึงความที่เกิดต่างกันนี้ว่าเป็น
พราหมณ์ เป็นกษัตริย์ แม้ในสัตว์ทั้งหลายที่ต่างกันโดยชาติอย่างนี้ จึงตรัส
คาถาว่า ปจฺจตฺตํ เฉพาะตน. บทนั้นมีความว่า ความต่างกันแห่งสัณฐาน
มีผมเป็นต้นนี้ที่สำเร็จมาแต่กำเนิด ย่อมไม่มีในสรีระของตน ๆ แห่งพราหมณ์
เป็นต้น เฉพาะในมนุษย์ทั้งหลายเลย ดุจของสัตว์ดิรัจฉาน ก็เมื่อไม่มีความ

588
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 589 (เล่ม 47)

ต่างกัน แต่ความต่างกันอันเป็นวิธีบอกให้รู้ว่าต่างกัน คือ เป็นพราหมณ์
เป็นกษัตริย์ในมนุษย์ทั้งหลาย ท่านกล่าวไว้โดยสมัญญา คือกล่าวเพียงเป็น
โวหาร.
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงข่มวาทะของภารทวาช
พราหมณ์ ผิว่า จะพึงเป็นพราหมณ์ได้เพราะชาติ แม้ผู้ที่มีอาชีววิบัติ ศีลวิบัติ
อาจารวิบัติก็พึงเป็นพราหมณ์ได้ ก็เพราะพราหมณ์ทั้งหลายเก่า ๆ ไม่ปรารถนา
คนนั้นเป็นพราหมณ์ แม้มนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตเหล่าอื่นในโลกก็ไม่ปรารถนา
ฉะนั้น เพื่อจะยกย่องวาทะของพราหมณ์ เมื่อจะทรงแสดงวาทะนั้น จึงตรัส
คาถา ๘ คาถามีอาทิว่า โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ ก็ในมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ใด
ผู้หนึ่งอาศัยโครักขกรรมเลี้ยงชีพเป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โครกฺขํ ได้แก่ ดูแลนา. อธิบายว่า ทำกสิกรรม.
อันที่จริงแผ่นดินท่านเรียกว่า โค ก็ผืนแผ่นดินนั้นท่านเรียกว่า เขต. บทว่า
ปุถุสิปฺเปน ได้แก่ ศิลปะมีการทอหูกเป็นต้น. บทว่า โวหารํ ได้แก่ การ
ค้าขาย. บทว่า ปรเปสฺเสน ได้แก่ ด้วยการรับใช้ผู้อื่น. บทว่า อิสฺสตฺถํ
ได้แก่ ใช้อาวุธเลี้ยงชีพ ท่านอธิบายว่า ลูกศร และศัสตรา. บทว่า
โปโรหิจฺเจน ด้วยความเป็นปุโรหิต คือด้วยการทำประโยชน์แก่ผู้อื่น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงประกาศความไม่เป็นพราหมณ์ของผู้มี
อาจารวิบัติ ศีลวิบัติและมารยาทวิบัติ ด้วยลัทธิของพราหมณ์และโวหารของ
ชาวโลกแล้ว จึงทรงจัดระเบียบนี้ลงโดยความดังนี้ว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น
บุคคลย่อมไม่เป็นพราหมณ์โดยชาติ แต่เป็นพราหมณ์ด้วยคุณธรรม เพราะ

589
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 590 (เล่ม 47)

ฉะนั้น ผู้มีคุณธรรมถึงจะเกิดในตระกูลใด ๆ ก็ตาม ผู้นั้นเป็นพราหมณ์ได้
นี้เป็นระเบียบในข้อนี้ ดังนี้ เมื่อจะทรงประกาศระเบียบนั้นต่อไปจึงตรัสว่า
น จาหํ พฺราหิมณํ พฺรูมิ เราไม่กล่าวผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.
บทนั้นมีความดังนี้ เราไม่กล่าวผู้เกิดในกำเนิด ๔ กำเนิดใดกำเนิด
หนึ่ง หรือผู้เกิดแต่กำเนิดในท้องมารดาซึ่งพราหมณ์สรรเสริญโดยนัยเป็นต้นว่า
เป็นผู้เกิดดีแล้วทั้งสองฝ่าย และโดยนัยนี้ว่า พวกพราหมณ์กล่าวถึงกำเนิดอัน
ได้แก่มรรคที่เกิดบริสุทธิ์ของพราหมณ์ว่าเป็นผู้มีครรภ์บริสุทธิ์ ความพร้อม
ของมารดา ท่านกล่าวว่าชื่อว่าผู้เกิดแต่กำเนิดในท้องมารดา เพราะพร้อมที่จะ
ให้เกิดจากครรภ์อันบริสุทธิ์นั้น แม้ผู้เกิดแต่กำเนิดในท้องมารดานั้นว่าเป็น
พราหมณ์ โดยสักว่าเกิดแต่กำเนิดนี้ และโดยสักว่าเกิดแต่มารดานี้. เพราะ
เหตุไร. เพราะผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่า โภวาที เพราะเป็นผู้ประเสริฐด้วยยังมีเครื่อง
กังวลอื่นโดยเพียงคำว่า โภ โภ ดังนี้ ผู้นั้นแลยังเป็นผู้มีเครื่องกังวล. ก็ผู้
ใดแม้เกิดในตระกูลใด ๆ ก็ตาม เป็นผู้ไม่มีเครื่องกังวล เพราะไม่มีเครื่องกังวล
มีราคะเป็นต้น เป็นผู้ไม่ถือมั่นเพราะสละความยึดถือทั้งปวงได้ เรากล่าว
ผู้ไม่มีเครื่องกังวล ผู้ไม่ถือมั่นนั้นว่าเป็นพราหมณ์. เพราะเหตุไร. เพราะ
เป็นผู้มีบาปอันลอยแล้ว. มีอะไรยิ่งกว่านั้น มีคาถา ๒๗ คาถา มีอาทิว่า
สพฺพสํโยชนํ เฉตฺวา ตัดสังโยชน์ได้ทั้งหมด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพสํโยชนํ ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐ อย่าง.
บทว่า น ปริตสฺสติ ไม่สะดุ้ง คือไม่กลัวเพราะตัณหา. บทว่า ตมหํ
ความว่า เรากล่าวผู้ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง เพราะล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องมี

590
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 591 (เล่ม 47)

ราคะเป็นต้น ผู้พรากเพราะไม่มีโยคะแม้ทั้ง ๔ ว่าเป็นพราหมณ์. บทว่า นทฺธึ
ชะเนาะ คือความโกรธที่มัดไว้. บทว่า วรตฺตํ เชือก คือตัณหาที่ผูกไว้. บทว่า
สนฺธานํ สหนุกฺกมํ ได้แก่ หัวเงื่อนคือทิฏฐิ ๖๒ อันอยู่ในลำดับอนุสัย (กิเลส
ที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน). อธิบายว่า เรากล่าวผู้ที่ตัดแม้ทั้งหมดนี้ได้ชื่อว่า
มีลิ่มสลักอันถอนแล้ว เพราะถอนลิ่มสลักคืออวิชชาได้ ชื่อว่าผู้ตรัสรู้แล้ว
เพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔ ว่า เป็นพราหมณ์.
บทว่า อทุฏฺโฐ ผู้ไม่ประทุษร้ายแล้ว อธิบายว่า เรากล่าวผู้ไม่โกรธ
อดกลั้นคำด่าว่าด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ การทุบตีด้วยฝ่ามือเป็นต้น และการจองจำ
ด้วยมัดด้วยเชือกเป็นต้น ผู้มีกำลังคือขันติ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยกำลังคือ
ขันติ ผู้มีหมู่พล เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยหมู่พลคือขันตินั้นเอง อันเป็นหมู่
พลแห่งการเกิดบ่อย ๆ ผู้เห็นปานนั้นว่า เป็นพราหมณ์.
บทว่า วตวนฺตํ มีวัตร อธิบายว่า เรากล่าวผู้ประกอบด้วยวัตรอัน
กำจัดกิเลส ผู้มีศีล คือจตุปาริสุทธิศีล ผู้ไม่มีกิเลสอันฟูขึ้นเพราะไม่มีกิเลสอัน
ฟูขึ้นคือตัณหา ผู้ฝึกตนแล้วด้วยการฝึกอินทรีย์ ๖ ผู้ทรงไว้ซึ่งร่างอันมีในที่
สุดด้วยอัตภาพอันดำรงอยู่ในที่สุดว่า เป็นพราหมณ์.
บทว่า โย น ลิมฺปติ ความว่า เรากล่าวผู้ไม่ติดอยู่ด้วยกามสอง
อย่าง คือไม่ตั้งอยู่ในกามนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.
บทว่า ทุกฺขสฺส ได้แก่ แห่งทุกข์คือขันธ์. บทว่า ปนฺนภารํ ผู้
ปลงภาระแล้ว อธิบายว่า เรากล่าวผู้ปลงภาระคือขันธ์ได้แล้ว พรากแล้วจาก
โยคะ ๔ หรือกิเลสทั้งหมดว่า เป็นพราหมณ์.

591
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 592 (เล่ม 47)

บทว่า คมฺภีรปญฺญํ ผู้มีปัญญาลึกซึ้ง อธิบายว่า เรากล่าวผู้ประกอบ
ด้วยปัญญาอันเป็นไปในขันธ์เป็นต้นอันลึกซึ้ง ผู้มีปัญญา ด้วยปัญญามีโอชะ
เกิดแต่ธรรม ผู้ฉลาดในทางและมิใช่ทางอย่างนี้ว่า นี้เป็นทางแห่งทุคติ นี้เป็น
ทางแห่งสุคตินี้เป็นทางแห่งนิพพาน นี้มิใช่ทางดังนี้ ผู้บรรลุประโยชน์อันสูงสุด
คือพระอรหัตว่า เป็นพราหมณ์.
บทว่า อสํสฏฺฐํ ผู้ไม่เกี่ยวข้อง อธิบายว่า เรากล่าวผู้ไม่เกี่ยวข้อง
เพราะไม่มีความเกี่ยวข้องทางกายด้วยการเห็น การฟัง การสนทนา การบริโภค
ไม่เกี่ยวข้องด้วยบุคคล ๒ จำพวก คือ คฤหัสถ์และบรรพชิต. ไม่มีความอาลัย
เที่ยวไป ผู้เห็นปานนั้นว่า เป็นพราหมณ์.
บทว่า นิธาย วาง คือ วางลง คือ ปลงลง. บทว่า ตเสสุ ถาวเรสุ
จ ทั้งผู้สะดุ้ง ทั้งผู้มั่นคง คือ ชื่อว่าผู้สะดุ้ง เพราะมีตัณหา ชื่อว่าผู้มั่นคง
เพราะเป็นผู้มั่นคงโดยไม่มีตัณหา. บทว่า โย น หนติ ผู้ใดไม่ฆ่าเอง ความ
ว่า ผู้ใดวางอาชญาแล้วเพราะปราศจากความแค้นเคืองในสัตว์ทั้งปวงอย่างนี้
ไม่ฆ่าสัตว์ไร ๆ ด้วยตนเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า เรากล่าวผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.
บทว่า อวิรุทฺธํ ไม่ปองร้าย อธิบายว่า เรากล่าวผู้ไม่ปองร้ายเพราะ
ไม่มีความอาฆาตในโลกิยมหาชน แม้เขาปองร้ายด้วยความอาฆาต ผู้ดับคือ
วางอาชญาเสียได้ในชนทั้งหลายผู้มีอาชญาในตน เพราะไม่เว้นจากการให้ประ-
หารคนอื่น เมื่อไม่มีไม้หรือศัสตราในมือ ผู้ไม่ยึดถือเพราะไม่มีความยึดถือใน
ผู้ที่ไม่ความยึดถือ เพราะยึดถือในขันธ์ ๕ ว่า เรา ของเราดังนี้ ผู้เห็นปานนั้น
ว่า เป็นพราหมณ์.

592
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 593 (เล่ม 47)

บทว่า อารคฺคา บนปลายเหล็กแหลม อธิบายว่า เรากล่าวผู้ที่ทำ
ราคะเป็นต้น และมักขะมีลักษณะลบหลู่คุณของผู้อื่นให้ตกไป เหมือนเมล็ด
พันธุ์ผักกาดตกไปจากปลายเหล็กแหลมฉะนั้น คือราคะเป็นต้นและมักขะไม่ตั้ง
อยู่ในจิต เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ตั้งอยู่บทปลายเหล็กแหลมฉะนั้น ว่า
เป็นพราหมณ์.
บทว่า อกกฺกสํ คือไม่หยาบ. บทว่า วิญฺญาปนึ คือให้รู้ความ
กันได้. บทว่า สจฺจํ คือ จริง. บทว่า นาภิสเช ไม่ให้ข้อง คือไม่ทำ
ให้ผู้อื่นข้อง ด้วยทำให้เขาโกรธด้วยคำพูด ขึ้นชื่อว่าพระขีณาสพพึงกล่าวคำ
เห็นปานนั้น เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวผู้นั้น ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวบุคคลที่ไม่ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ให้ในโลกนี้ในบรรดาอาภรณ์
คือผ้าสาฏกเป็นต้น ยาวหรือสั้น ในบรรดาแก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้นน้อย
หรือใหญ่ งามหรือไม่งามโดยมีค่ามากและค่าน้อย ว่าเป็นพราหมณ์.
บทว่า นิราสยํ คือไม่มีตัณหา. บทว่า วิสํยุตฺตํ คือ พรากจาก
กิเลสทั้งหมด เรากล่าวผู้ทีไม่มีตัณหา ผู้พรากจากกิเลสนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.
บทว่า อาลยา ได้แก่ ตัณหา. บทว่า อญฺญาย อกถํกถี รู้ทั่วถึง
คือรู้วัตถุ ๘ ตามความเป็นจริง ไม่มีความสงสัยด้วยความสงสัยในวัตถุ ๘. บท
ว่า อมโตคธํ อนุปฺปตฺตํ ความว่า ผู้หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เรากล่าวผู้
นั้น ว่าเป็นพราหมณ์.
บทว่า อุโภ ความว่าละทิ้งบุญและบาปแม้ทั้งสองอย่าง. บทว่า สงฺคํ
คือ ธรรมเป็นเครื่องข้องมีราคะเป็นต้น. บทว่า อุปจฺจคา คือก้าวล่วงแล้ว
เรากล่าวบุคคลผู้ไม่เศร้าโศก ด้วยความโศกอันมีวัฏฏะเป็นมูล ผู้ปราศจากธุลี

593
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 594 (เล่ม 47)

เพราะไม่มีธุลีคือราคะเป็นต้นในภายใน ผู้บริสุทธิ์ เพราะไม่มีอุปกิเลส ว่าเป็น
พราหมณ์.
เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีมลทิน คือเว้นจากมลทินมีหมอกเป็นต้น ผู้
บริสุทธิ์ คือไม่มีอุปกิเลส ผู้ผ่องใสคือมีจิตผ่องใส ผู้ไม่ขุ่นมัวคือเว้นจากความ
ขุ่นมัวคือกิเลส ผู้สิ้นความยินดีในภพ คือสิ้นตัณหาในภพ ๓ ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวภิกษุผู้ล่วงทางอ้อมคือราคะ หล่มคือกิเลส สังสารวัฏ โมหะ
คือความไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ เป็นผู้ข้ามโอฆะ ๔ เป็นผู้ถึงฝั่ง เป็นผู้เพ่งด้วยฌาน
สองอย่าง เป็นผู้ไม่หวั่นไหว เพราะไม่มีตัณหา เป็นผู้ไม่มีสงสัย เพราะ
หมดความสงสัย เป็นผู้ดับ เพราะดับกิเลส ไม่ยึดมั่นเพราะไม่มีอุปาทาน
ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวบุคคลผู้ละกามแม้ทั้งสองในโลกนี้ได้ ไม่มีเรือน ออกบวช
สิ้นกาม และสิ้นภพ ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ละตัณหาเป็นไปในทวาร ๖ ในโลกนี้ ไม่ต้องการครอง
เรือน ไม่มีเรือนออกบวช เพราะตัณหาและภพสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์
เรากล่าวผู้ละโยคะอันเป็นของมนุษย์ ได้แก่อายุและกามคุณ ๕ อีกนัย
หนึ่ง ได้แก่โยคะอันเป็นทิพย์ ละโยคะอันเป็นของมนุษย์ก้าวล่วงโยคะอันเป็น
ของทิพย์ได้ พรากจากโยคะ ๔ ทั้งหมด ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ละความยินดี คือยินดีในกามคุณ ๕ ผู้ไม่ยินดีคือกระสันใน
การอยู่ในป่า ผู้เยือกเย็น คือผู้ดับกิเลสผู้ไม่มีอุปธิ คือไม่มีกิเลสผู้มีความเพียร
คือมีความเพียรครอบงำขันธโลกทั้งหมดเห็นปานนี้ตั้งอยู่ ว่าเป็นพราหมณ์.

594