ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 575 (เล่ม 47)

ดูก่อนวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า
ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่ง อาศัยการค้าขาย
เลี้ยงชีพ ผู้นั้นเป็นพ่อค้า มิใช่พราหมณ์.
ดูก่อนวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า
ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งเลี้ยงชีพด้วยการ
รับใช้ผู้อื่น ผู้นั้นเป็นผู้รับใช้ มิใช่พราหมณ์.
ดูก่อนวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า
ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งอาศัยการลักทรัพย์
เลี้ยงชีพ ผู้นั้นเป็นโจร มิใช่พราหมณ์.
ดูก่อนวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า
ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งอาศัยลูกศรและ
ศัสตราเลี้ยงชีพ ผู้นั้นเป็นนักรบอาชีพ
มิใช่พราหมณ์.
ก่อนวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า
ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดหนึ่งเลี้ยงชีพด้วยความ
เป็นปุโรหิต ผู้นั้นเป็นผู้ยังบุคคลให้บูชา
มิใช่เป็นพราหมณ์.
ดูก่อนวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า
ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งปกครองบ้านและ
แว่นแคว้น ผู้นั้นเป็นพระราชา มิใช่
พราหมณ์.

575
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 576 (เล่ม 47)

ก็เราหากล่าวผู้เกิดแต่กำเนิดในท้อง
มารดาว่าเป็นพราหมณ์ไม่ ผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่า
โกวาที ผู้นั้นแลยังเป็นผู้มีเครื่องกังวล เรา
กล่าวบุคคลผู้ไม่มีเครื่องกังวล ผู้ไม่ถือมั่น
ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ตัดสังโยชน์ได้ทั้งหมด
ไม่สะดุ้งเลย ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องแล้ว
พรากโยคะทั้ง ๔ ได้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ที่ตัดชะเนาะคือความโกรธ
เชือก คือ ตัณหา หัวเงื่อน คือ ทิฏฐิ ๖๒
พร้อมทั้งสายโยง คือ อนุสัยเสียได้ ผู้มีลิ่มสลัก
อันถอดแล้ว ผู้ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้น
ได้ซึ่งคำด่าว่า การทุบตีและการจองจำ ผู้มี
กำลังคือขันติ ผู้มีหมู่พลคือขันติ ว่าเป็น
พราหมณ์.
เรากล่าวผู้ไม่โกรธ มีวัตร มีศีล
ไม่มีกิเลสอันฟูขึ้น ฝึกตนแล้ว ทรงไว้ซึ่ง
ร่างกายมีในที่สุด ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย
ดุจน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว ดุจเมล็ดพันธุ์

576
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 577 (เล่ม 47)

ผักกาดไม่ติดอยู่บนปลายเหล็กแหลม ว่าเป็น
พราหมณ์.
เรากล่าวผู้รู้ชัดความสิ้นไปแห่งทุกข์
ของตน ในศาสนานี้แล ผู้ปลงภาระแล้ว
พรากกิเลสได้หมดแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้มีปัญญาลึกซึ้ง มีเมธา
ผู้ฉลาดในทางและมิใช่ทาง ผู้บรรลุถึง
ประโยชน์อันสูงสุด ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยคน ๒
พวก คือ คฤหัสถ์และบรรพชิต ไม่มีความ
อาลัยเที่ยวไป มีความปรารถนาน้อย ว่าเป็น
พราหมณ์.
เรากล่าวผู้วางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย
ทั้งผู้ที่สะดุ้งและมั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้
ผู้อื่นให้ฆ่า ว่าเป็นพราหมณ์
เรากล่าวผู้ไม่ปองร้าย ผู้ดับเสียได้
ในผู้ที่มีอาชญาในตน ผู้ไม่ยึดถือในผู้ที่มี
ความยึดถือ ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ที่ทำราคะ โทสะ มานะ
และมักขะ ให้ตกไปแล้ว ดุจเมล็ดพันธุ์

577
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 578 (เล่ม 47)

ผักกาดตกไปจากปลายเหล็กแหลม ว่าเป็น
พราหมณ์.
เรากล่าวผู้เปล่งถ้อยคำไม่หยาบ ให้
รู้ความกันได้ เป็นคำจริง ซึ่งไม่เป็นเหตุทำ
ใคร ๆ ให้ข้องอยู่ ว่าเป็นพราหมณ์.
ก็เรากล่าวผู้ไม่ถือเอาสิ่งของยาวหรือ
สั้น น้อยหรือใหญ่ งามและไม่งาม ซึ่ง
เจ้าของมิได้ให้แล้วในโลก ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ไม่มีความหวังทั้งในโลกนี้
และในโลกหน้า ผู้สิ้นหวัง พรากกิเลสได้
หมดแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ไม่มีความอาลัย รู้ทั่วถึง
แล้ว ไม่มีความสงสัย หยั่งลงสู่นิพพาน ได้
บรรลุแล้วโดยลำดับ ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ละทิ้งบุญและบาปทั้ง ๒
ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องได้แล้ว ไม่มีความ
เศร้าโศก ปราศจากธุลี บริสุทธิ์แล้ว ว่า
เป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้มีความยินดีในภพหมดสิ้น
แล้ว ผู้บริสุทธิ์ มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว

578
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 579 (เล่ม 47)

ดุจพระจันทร์ที่ปราศจากมลทิน ว่าเป็น
พราหมณ์.
เรากล่าวผู้ล่วงทางอ้อม หล่มสงสาร
โมหะเสียได้ เป็นผู้ข้ามถึงฝั่ง เพ่งฌาน
ไม่หวั่นไหว ไม่มีความสงสัย ดับกิเลสได้
แล้วเพราะไม่ถือมั่น ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ละกามในโลกนี้ได้เด็ดขาด
เป็นผู้ไม่มีเรือน บวชเสียได้ มีกามราคะ
หมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ละตัณหาในโลกนี้ได้เด็ด-
ขาด เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้น มีตัณหาและ
ภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ละโยคะที่เป็นของมนุษย์
แล้วล่วงโยคะที่เป็นของทิพย์เสียได้ ผู้พราก
แล้วจากโยคะทั้งปวง ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ละความยินดีและความไม่
ยินดี เป็นผู้เยือกเย็น หาอุปธิมิได้ ผู้ครอบงำ
โลกทั้งปวง มีความเพียร ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้รู้จุติและอุบัติของสัตว์
ทั้งทลาย โดยอาการทั้งปวง ผู้ไม่ข้อง ไปดี
ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

579
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 580 (เล่ม 47)

เรากล่าวผู้ที่เทวดา คนธรรพ์ และ
มนุษย์ รู้คติไม่ได้ ผู้สิ้นอาสวะแล้ว เป็น
พระอรหันต์ ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ไม่มีเครื่องกังวลในขันธ์
ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่มี
เครื่องกังวล ไม่ยึดถือ ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้องอาจ ประเสริฐ เป็น
นักปราชญ์ แสวงหาคุณใหญ่ ชนะมาร
ไม่มีความหวั่นไหว ล้างกิเลสหมด ตรัสรู้
แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.
เรากล่าวผู้ระลึกชาติก่อน ๆ ได้ เห็น
สวรรค์และอบาย และถึงความสิ้นไปแห่ง
ชาติแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.
นามและโคตรที่เขากำหนดกัน เป็น
บัญญัติในโลก นามและโคตรมาแล้วเพราะ
การรู้ตามกันมา ญาติสายโลหิตทั้งหลาย
กำหนดไว้ ในกาลที่บุคคลเกิดแล้วนั้น ๆ.
นามและโคตรที่กำหนดกันแล้วนี้
เป็นความเห็นของพวกคนผู้ไม่รู้ ซึ่งสืบเนื่อง
กันมาสิ้นกาลนาน พวกคนผู้ไม่รู้ ย่อมกล่าว
ว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติ.

580
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 581 (เล่ม 47)

แต่บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติ
ก็หามิได้ แต่เป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรม
ไม่เป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรม.
เป็นชาวนาก็เพราะกรรม เป็นศิลปิน
เป็นพ่อค้า เป็นผู้รับใช้ เป็นโจร เป็นนักรบ
อาชีพ เป็นปุโรหิต และแม้เป็นพระราชา
ก็เพราะกรรม.
บัณฑิตทั้งหลายผู้มีปกติเห็นปฏิจจ-
สมุปบาท ฉลาดในกรรมและวิบาก ย่อม
เห็นกรรมตามความเป็นจริงอย่างนี้.
โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม หมู่สัตว์
ย่อมเป็นไปเพราะกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรม
เป็นเครื่องผูกพัน เปรียบเหมือนหมุดแห่ง
รถที่แล่นไปอยู่ ฉะนั้น.
บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะกรรมอัน
ประเสริฐนี้ คือ ตบะ สัญญมะ พรหมจรรย์
และทมะ กรรมนี้ นำความเป็นพราหมณ์ที่
สูงสุดมาให้.
บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยไตรวิชชา เป็น
คนสงบ มีภพใหม่สิ้นไปแล้ว เป็นพราหมณ์

581
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 582 (เล่ม 47)

ผู้องอาจของบัณฑิตทั้งหลาย ผู้รู้แจ้งอยู่
ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด วาเสฏฐะ.
[๓๘๓] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว วาเสฏฐมาณพ และ
ภารทวาชมาณพ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ทั้งสอง
ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
จบวาเสฏฐสูตรที่ ๙
อรรถกถาวาเสฏฐสูตรที่ ๙
วาเสฏสูตร มีคำเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ดังนี้.
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?
การเกิดขึ้นนี้ท่านกล่าวไว้แล้วในนิทานแห่งสูตรนั้น. แต่ข้าพเจ้าจะ
พรรณนาความเรียบเรียงนัยแห่งสูตรนั้นมากล่าว และบทที่มีความง่าย.
บทว่า อิจฺฉานงฺคโล เป็นชื่อของบ้าน. พราหมณ์มหาศาลมีชื่อ
เรียกดังนี้ คือ จังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์ โตเทยยพราหมณ์ ผู้ทำนาย
โชคชะตาคือ โปกขรสาติพราหมณ์ ชาณุสโสณีพราหมณ์. นัยว่า พราหมณ์
สองคนนั้น คนหนึ่งเกิดในดอกบัวในสระโบกขรณีข้างหิมวันตประเทศ. ดาบส
คนหนึ่งเก็บดอกบัวนั้นเห็นทารกนอนอยู่ในดอกบัวเลี้ยงให้โตแล้วจึงนำไปถวาย
พระราชา. เพราะทารกนั้นนอนอยู่ในดอกบัวจึงชื่อว่า โปกขรสาติ. อีกคนหนึ่ง

582
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 583 (เล่ม 47)

มีตำแหน่งเป็นผู้ทำนายโชคชะตา. ได้ยินว่าเพราะเป็นผู้ทำนายโชคชะตานั้น
จึงได้ตำแหน่งปุโรหิตชื่อชาณุสโสณี. เขามีชื่อเสียง เพราะเหตุนั้นเอง. หากมี
คำว่า พราหมณ์ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นพราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียง เหตุไรจึง
อาศัยอยู่ ณ อิจฉานังคลคาม. ตอบว่าเพื่อทดสอบการเรียนเวท. นัยว่า สมัยนั้น
ในโกศลชนบท พราหมณ์ ผู้เรียนเวทประชุมกันในบ้านนั้น เพื่อสาธยายเวทและ
เพื่อตรวจสอบข้อความของเวท. ด้วยเหตุนั้นพราหมณ์บางพวกจึงออกจากบ้าน
เกิดเมืองนอนของตน ๆ เป็นลำดับ ๆ มาอาศัยอยู่ ณ อิจฉานังคลคามนั้น. บท
ว่า วาเสฏฺฐภารทฺวาชานํ ได้แก่ วาเสฏฐพราหมณ์และภารทวาชพราหมณ์.
บทว่า อยมนฺตรากถา สนทนากันในระหว่าง คือ พราหมณ์ทั้งสองได้เที่ยว
สนทนากับผู้ที่เป็นสหายของตน ท่านอธิบายว่าในท่ามกลางระหว่างการสนทนา
นั้น ได้เกิดสนทนาเรื่องอื่นขึ้น.
บทว่า สํสุทฺธคหณิโก มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดี คือมี
ครรภ์บริสุทธิ์ อธิบายว่า เกิดในครรภ์ของพราหมณีผู้บริสุทธิ์นั่นเอง. ไฟธาตุ
ท่านเรียกว่า คหณี ในบทมีอาทิว่า สมเวปากินิยา คหณิยา ไฟธาตุย่อย
อาหาร แต่ในที่นี้หมายถึงครรภ์มารดา. บทว่า ยาว สตฺตมา ตลอด ๗
ชั่วบรรพบุรุษ คือ ๗ ชั่วบรรพบุรุษโดยย้อนหลังไปอย่างนี้ คือ มารดาของ
มารดา บิคาของบิดา. ในบทนั้นมีอธิบายว่า ปู่และย่า ชื่อว่า ปิตามหา อนึ่ง
ตาและยาย ชื่อว่า มตามหา ปู่ย่า ตายายนั้นแหละ ชื่อ ปิตามหา อย่างเดียว
คู่ของปู่ย่าตายาย ชื่อว่า ปิตามหยุคะ. บทว่า ยุคํ ได้แก่ประมาณของอายุ.
อนึ่งบทนี้เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น. บทว่า อกฺขิตฺโต ไม่มีใครคัดค้าน คือ

583
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 584 (เล่ม 47)

ไม่มีใครคัดค้านปรารภถึงชาติว่า คนนั้นเป็นชาติอะไร. บทว่า อนุปกุฏฺโฐ
ไม่มีใครติเตียน คือ ไม่เคยมีใครติเตียนโดยอ้างถึงความชั่วของชาติ. บทว่า
วตฺตสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยวัตร คือสมบูรณ์ด้วยมารยาท. บทว่า
สญฺญาเปตุํ เพื่อให้ยินยอม คือเพื่อให้รู้ เพื่อให้เข้าใจ. อธิบายว่า เพื่อรู้
ตลอดไป. บทว่า อายาม คือ จงไป. บทว่า อนุญฺญาตปฏิญฺญาตา
ความว่า ข้าพระองค์ทั้งสองอันอาจารย์ยกย่องและรับรองด้วยตนเองว่า ท่าน
ทั้งสองเป็นผู้มีไตรวิชชา. บทว่า อสฺมา แปลว่า ย่อมเป็น. บทว่า อุโภ
คือชนทั้งสอง.
บทว่า อหํ โปกฺขรสาติสฺส ตารุกฺขสฺสาย มาณโว ความว่า
ว่าเสฏฐมาณพ เมื่อจะแสดงถึงคุณสมบัติของตน จึงกล่าวถึงคุณสมบัติของ
อาจารย์โดยอธิบายว่า ข้าพระองค์เป็นอันเตวาสิกผู้ใหญ่ ของโปกขรสาติ-
พราหมณ์ ภารทวาชมาณพนี้เป็นศิษย์ผู้เลิศของตารุกขพราหมณ์. บทว่า
เตวิชฺชานํ ได้แก่ ไตรเพท. บทว่า เกวลิโน คือถึงความสำเร็จ. บัดนี้
วาเสฏรมาณพ เมื่อจะยังความเป็นผู้สำเร็จนั้นให้กว้างขวางต่อไป จึงกราบทูล
ว่า ปทกสฺมา ฯเปฯ สาทิสา ข้าพระองค์เป็นผู้เข้าใจในตัวบท และเป็นผู้
ชำนาญในไวยากรณ์ในเวท เช่นกับอาจารย์. ในบทเหล่านั้น บทว่า ชปฺเป
ได้แก่ ในเวท. บทว่า กมฺมุนา ได้แก่ กรรมคือ กุศสกรรมบถ ๑๐
อย่าง. วาเสฏฐมาณพนี้ กล่าวว่า ยโต โข โภ สีลวา จ โหติ ท่านผู้เจริญ
บุคคลผู้มีศีล ดังนี้ หมายถึงกายกรรมและวจีกรรม ๗ อย่าง ในกาลก่อน
กล่าวว่า วตฺตสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยวัตรหมายถึง มโนกรรม ๓ อย่าง.

584