เพราะท่านผู้เจริญเหล่านั้นให้ยินดีได้ยาก ฉะนั้น ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงมา
อย่างนี้. หากจะถามว่า เพราะเหตุไร จึงให้ยินดีได้ยาก. เพราะเที่ยวไปผู้เดียว
เหมือนราชสีห์. จริงอยู่ ท่านผู้เจริญทั้งหลายเหล่านั้นเที่ยวไปผู้เดียว เพราะ
ใคร่ความสงัด เหมือนราชสีห์เที่ยวไปผู้เดียว เพราะไม่ต้องการเพื่อน. เสล-
พราหมณ์ให้มาณพเหล่านั้นศึกษามารยาทด้วยบทมีอาทิว่า ยทา จาหํ. ในบท
เหล่านั้น บทว่า มา โอปาเตถ คืออย่าสอด อธิบายว่า อย่าพูดสอด. บทว่า
อาคเมตุ คือ จงรอ อธิบายว่า จงนิ่งอยู่ก่อนจนกว่าจะพูดจบ.
บทว่า สมนฺเวสิ คือแสวงหา. บทว่า เยภุยฺเยน คือได้เห็น
ส่วนมาก มิได้เห็นเป็นส่วนน้อย. แต่นั้นเสลพราหมณ์เมื่อจะแสดงมหาปุริส-
ลักษณะที่ไม่เห็น จึงกล่าวว่า ฐเปตฺวา เทฺว เว้นอยู่ ๒ ประการ. บทว่า
กงฺขติ คือ เกิดสงสัยว่าจะพึงเห็นได้อย่างไรหนอ. บทว่า วิจิกิจฺฉติ
เคลือบแคลง คือ ยากที่จะค้นหา จึงไม่สามารถจะเห็นได้. บทว่า นาธิมุจฺจติ
ไม่เชื่อ คือ เพราะความเคลือบแคลงนั้นจึงไม่เชื่อ. บทว่า น สมฺปสีทติ
ไม่เลื่อมใส คือ ไม่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระองค์มีลักษณะบริบูรณ์
แล้ว. ความสงสัยอย่างอ่อนท่านกล่าวด้วยบทว่า กงฺขา ความสงสัย สงสัย
อย่างกลางท่านใช้บทว่า วิจิกิจฺฉา ความเคลือบแคลง สงสัยอย่างแรงท่านใช้
บทว่า อนธิมุจฺจนตา ความไม่น้อมใจเธอ คือความที่จิตมืดมนด้วยธรรม
๓ อย่างนั้นเพราะไม่เลื่อมใส. บทว่า โกโสหิเต ได้แก่ เร้นอยู่ในฝัก. บทว่า
วตฺถคุยฺเห ได้แก่ องคชาต. จริงอยู่ พระองคชาตของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เร้นอยู่ในฝักเหมือนของช้าง มีสีเหมือนทองคำ เหมือนเม็ดในปทุม.