ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 535 (เล่ม 47)

อีกอย่างหนึ่ง งามในเบื้องต้น เพราะการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
งามในท่ามกลาง เพราะพระธรรมเป็นธรรมที่ดี งามในที่สุด เพราะการปฏิบัติ
ชอบของพระสงฆ์
อีกอย่างหนึ่ง งามในเบื้องต้น ด้วยการตรัสรู้ยิ่ง เพราะฟังธรรม
นั้นแล้วเห็นจริง เพราะผู้ปฏิบัติพึงบรรลุได้ งามในท่ามกลางด้วยการตรัสรู้
ของพระปัจเจกพุทธเจ้า งามในที่สุดด้วยการตรัสรู้ของพระสาวก.
อนึ่ง เมื่อฟังธรรมนั้น ย่อมนำมาซึ่งความงามด้วยการฟัง เพราะข่ม
นิวรณ์เป็นต้นได้ เพราะฉะนั้น จึงงามในเบื้องต้น เมื่อปฏิบัติย่อมนำมาซึ่ง
ความงามในการปฏิบัติ เพราะนำมาซึ่งความสุขอันเกิดแต่สมถะและวิปัสสนา
เพราะฉะนั้น จึงงามในท่ามกลาง อนึ่งครั้นปฏิบัติอย่างนั้น แล้ว เมื่อสำเร็จผล
แห่งการปฏิบัติ ย่อมนำมาซึ่งความงามด้วยผลแห่งการปฏิบัติ เพราะนำมาซึ่ง
ความเป็นผู้คงที่ เพราะฉะนั้น จึงงามในที่สุด.
อนึ่ง งามในเบื้องต้น เพราะเป็นแดนเกิดแห่งที่พึ่ง งามในท่ามกลาง
เพราะบริสุทธิ์ด้วยประโยชน์ งามในที่สุดเพราะบริสุทธิ์ด้วยกิจ เพราะฉะนั้น
พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงธรรมน้อยก็ตามมากก็ตาม
ย่อมทรงแสดงธรรมมีลักษณะอัน งามในเบื้องต้นเป็นต้น.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ ดังต่อไปนี้
เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงธรรมนี้ ย่อมประกาศ
ศาสนพรหมจรรย์และมรรคพรหมจรรย์ทรงแสดงโดยนัยต่าง ๆ ชื่อว่าพร้อมทั้ง
อรรถ เพราะสมบูรณ์ด้วยอรรถตามความเกิดอย่างไร ชื่อว่าพร้อมทั้งพยัญชนะ
เพราะความสมบูรณ์ด้วยพยัญชนะ ชื่อว่าพร้อมทั้งอรรถเพราะประกอบเสมอด้วย
ความคล้ายกัน การประกาศ การขยายความ การจำแนก การทำให้ง่าย การ
บัญญัติและบทแห่งอรรถ ชื่อว่า พร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะสมบูรณ์ด้วยอักขระ

535
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 536 (เล่ม 47)

บท พยัญชนะ อาการ ภาษาและการแนะนำ ชื่อว่า พร้อมทั้งอรรถ เพราะ
ลึกซึ้งด้วยอรรถ และลึกซึ้งด้วยปฏิเวธ ชื่อว่า พร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะ
ลึกซึ้งด้วยธรรม ลึกซึ้งด้วยการแสดง ชื่อว่า พร้อมทั้งอรรถ เพราะเป็นวิสัย
แห่งการแตกฉานด้วยอรรถและปฏิภาณ ชื่อว่าพร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะเป็น
วิสัยแห่งการแตกฉานด้วยธรรมและภาษา ชื่อว่าพร้อมทั้งอรรถ เพราะยังชน
ผู้พิจารณาให้เลื่อมใส โดยรู้สึกว่าเป็นบัณฑิต พร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะยัง
โลกิยชนให้เลื่อมใส โดยความเป็นสิ่งควรเธอได้ ชื่อว่าพร้อมทั้งอรรถ เพราะ
ประสงค์ความลึกซึ้ง ชื่อว่าพร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะเป็นบทง่าย ชื่อว่าบริบูรณ์
สิ้นเชิง เพราะบริบูรณ์ทั้งสิ้นโดยที่ไม่มีสิ่งควรนำเข้าไป ชื่อว่าบริสุทธิ์เพราะ
ไม่มีโทษโดยที่ไม่มีสิ่งควรนำออกไป ชื่อว่า พรหมจรรย์ เพราะเป็นธรรม
อันผู้เป็นพรหมคือผู้ประเสริฐควรประพฤติ และเพราะความที่ธรรมเหล่านั้น
เป็นสิ่งควรประพฤติ เพราะกำหนดเอาสิกขา ๓ ฉะนั้นเกณิยชฎิลจึงกล่าวว่า
สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ ฯเปฯ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสสิ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์
สิ้นเชิง ดังนี้.
อีกประการหนึ่ง เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงธรรม
พร้อมด้วยเหตุและพร้อมด้วยเรื่องที่เกิดขึ้น จึงทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น
เมื่อจะทรงแสดงธรรมงามในท่ามกลางโดยสมควรแก่เวไนยชนทั้งหลายและโดย
ประกอบด้วยเหตุและอุทาหรณ์ เพราะไม่ให้ความวิปริต และเมื่อจะทรงแสดง
ธรรมงามในที่สุดโดยให้ผู้ฟังได้ศรัทธาและโดยสรุป จึงทรงประกาศพรหมจรรย์.
ท่านกล่าวธรรมนั้น ชื่อว่า พร้อมทั้งอรรถ เพราะฉลาดในอธิคมตามลำดับ
ชื่อว่า พร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะฉลาดในอาคมแห่งปริยัติ ชื่อว่าบริบูรณ์
สิ้นเชิง เพราะประกอบด้วยธรรมขันธ์ ๕ มีศีลเป็นต้น ชื่อว่าบริสุทธิ์ เพราะ
ไม่มีอุปกิเลส และเพราะไม่เพ่งถึงโลกามิสอันเป็นไปเพื่อความข้ามพ้น ชื่อว่า

536
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 537 (เล่ม 47)

พรหมจรรย์ เพราะเป็นสิ่งควรประพฤติของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า
และพระสาวกทั้งหลาย ที่ชื่อว่า เป็นพรหม ด้วยอรรถว่าเป็นผู้ประเสริฐ ฉะนั้น
เกณิยชฎิลจึงกล่าวว่า โส ธมฺมํ เทเสติ ฯเปฯ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่าม
กลางงามในที่สุด ฯลฯ ทรงประกาศพรหมจรรย์ ดังนี้.
บทว่า สาธุ โข ปน คือ เป็นความดีแล. อธิบายว่า นำประโยชน์
นำความสุขมาให้.
บทว่า ธมฺมิยา กถาย ด้วยธรรมีกถา ได้แก่ อันประกอบด้วยอานิสงส์
ของน้ำปานะ. ด้วยว่าในตอนเย็นเกณิยชฎิลนี้ได้กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ
มา เป็นผู้มีแต่มือเปล่า ๆ จะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าก็ละอายคิดว่า น้ำปานะย่อม
สมควรแก่ท่านผู้เว้นการบริโภคในเวลาวิกาล ดังนี้ จึงให้หาบน้ำพุทราที่ปรุง
อย่างดีด้วยคาน ๕๐๐ หาบ แล้วใป. ดังที่ท่านกล่าวไว้ในเภสัชชขันธกะว่า
ครั้งนั้นแล เกณิยชฎิลได้เกิดปริวิตกว่า เราควรนำเข้าไปถวายแด่พระสมณโคดม
ดีหรือหนอ. ทั้งหมดพึงทราบดังต่อไปนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงเกณิยชฎิลให้เห็นจริงถึงอานิ-
สงส์ของการถวายน้ำปานะ. ด้วยกถาประกอบด้วยอานิสงส์ของการถวายน้ำปานะ
อันสมควรในขณะนั้น เหมือนทรงชี้แจงเจ้าศากยะทั้งหลายด้วยกถาประกอบด้วย
อานิสงส์ของคารถวายที่พักในเสขสูตร ทรงชี้แจงกุลบุตร ๓ คนด้วยกถาประกอบ
ด้วยรสแห่งสามัคคีในโคสิงคสาลวนสูตร ทรงชี้แจงภิกษุทั้งหลายผู้มีชาติภูมิ
เดียวกัน ด้วยกถาประกอบด้วยกถาวัตถุ ๑๐ ในรถวินีตสูตรฉะนั้น ทรงให้

537
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 538 (เล่ม 47)

เกณิยชฎิลขวนขวายสมาทานเพื่อทำบุญเห็นปานนั้นต่อไป ทรงให้เกณิยชฎิล
เกิดอุตสาหะอาจหาญยิ่งขึ้น ทรงสรรเสริญให้เกณิยชฎิลร่าเริงด้วยผลวิเศษอัน
จะมีในภพนี้และภพหน้า. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ธมฺมิยา กถาย
สมฺปหํเสสิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เกณิยชฎิลร่าเริงด้วยธรรมีกถาดังนี้.
เกณิยชฎิลเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างยิ่ง จึงกราบทูลนิมนต์
พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธเขาถึง ๓ ครั้งแล้วจึงรับ
นิมนต์. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อถ โข เกณิโย ชฏิโล ฯเปฯ
อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน ครั้งนั้นแล เกณิยชฎิลทราบว่า พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธเพื่อ
อะไร. เพราะวิงวอนบ่อย.ๆ เกณิยชฎิลจักมีความเจริญด้วยบุญและจักตระเตรียม
ให้มากยิ่งขึ้น ของที่เตรียมไว้สำหรับภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป ก็จะถึงแก่ภิกษุ ๑,๕๕๐
รูป. หากจะถามว่า ภิกษุอีก ๓๐๐ รูปมาจากไหน. ตอบว่า ก็เมื่อเกณิยชฎิล
ยังไม่ได้เตรียมอาหารนั่นแหละ เสลพราหมณ์พร้อมด้วยมาณพ ๓๐๐ คน
จักบวช พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นเหตุนั้นจึงตรัสอย่างนี้.
บทว่า มิตฺตามจฺเจ ได้แก่ มิตรและกรรมกร. บทว่า ญาติสา-
โลหิเต ได้แก่ บุตรธิดาเป็นต้นถือกำเนิดเดียวกันมีเลือดเสมอกันและเผ่าพันธุ์
ที่เหลือ. บทว่า เยน คือเพราะเหตุใด. บทว่า เม แปลว่า ของข้าพเจ้า.
บทว่า กายเวยฺยาวฏิกํ คือขวนขวายด้วยกาย. บทว่า มณฺฑลมาลํ ปฏิ-
ยาเทติ เกณิยชฎิลตกแต่งโรงปะรำเอง คือ ตกแต่งมณฑปดาดเพดานชาว.
บทว่า ติณฺณํ เวทานํ ได้แก่ อิรุพเพท ยชุพเพท สามเวท.
รวมคัมภีร์นิฆัณฑุศาสตร์ และคัมภีร์เกฏุภศาสตร์เป็นสนิฆัณฑุเกฎุภศาสตร์.
บทว่า นิฆณฺฑุ คือคัมภีร์บอกคำต่างกันแต่ความหมายเหมือนกันของต้นไม้

538
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 539 (เล่ม 47)

เป็นต้นชื่อว่านิฆัณฑุ. บทว่า เกฏุภํ คือความเหมือนและความกำหนดคำ
กิริยา เป็นคัมภีร์เพื่อช่วยกวีทั้งหลาย. พร้อมกับประเภทอักษรแห่งประเภท
เป็นไปกับอักขระ. บทว่า อกฺขรปฺปเภโท ได้แก่การศึกษาและภาษา. บทว่า
อิติหาสปญฺจมานํ ชื่อว่า อิติหาสปญฺจมา เพราะทำอาถรรพนเวทเป็นที่ ๔
แล้วมีอิติหาสอันเป็นคำเก่าประกอบด้วยคำเช่นนี้ว่า อิติห อาส อิติห อาส
เป็นที่ ๕. ประเภทอักษรเหล่านั้นมีอิติหาสเป็นที่ ๕. เสลพราหมณ์เป็นผู้เข้าใจ
บท เข้าใจไวยากรณ์เพราะเรียนและรู้บทและไวยากรณ์อันนอกเหนือจากบท
นั้น. เสลพราหมณ์ชื่อว่าเป็นผู้ชำนาญในคัมภีร์โลกายตะและตำราทำนายมหา-
ปุริสลักษณะ เพราะเป็นผู้เรียนจบครบบริบูรณ์ในคัมภีร์โลกายตะและคัมภีร์
วิตัณฑวาทศาสตร์ และคัมภีร์มหาปุริสลักษณศาสตร์ ๑๒,๐๐๐ อันเป็นคัมภีร์
หลักของคัมภีร์มหาปุริสลักษณะ ท่านอธิบายว่า ไม่มีเสื่อม. ผู้ใดไม่สามารถ
ทรงจำคัมภีร์เหล่านั้นได้โดยอรรถและโดยคันถะ ผู้นั้นชื่อว่าเสื่อม.
วิหารที่มีระเบียงเป็นทางเดินชื่อว่าชังฆาวิหาร. ท่านอธิบายว่า ทางที่
เที่ยวไปไม่ไกลเพื่อเหยียดแข้ง เพื่อบรรเทาความเมื่อยอันเกิดแต่นั่งนานเป็นต้น.
บทว่า อนุจงฺกมมาโน ได้แก่ เดินไป. บทว่า อนุวิจรมาโน ได้แก่
เดินเที่ยวไปข้างโน้นข้างนี้. บทว่า เกณิยสฺส ชฏิลสฺส อสฺสโม ได้แก่
อาศรมอันเป็นที่อยู่ของเกณิยชฎิล.
บทว่า อาวาโห ได้แก่ นำหญิงสาวมา. บทว่า วิวาโห ได้แก่
ให้หญิงสาวไป. บทว่า มหายญฺโญ ได้แก่ การบูชาใหญ่. บทว่า มาคโธ
ได้แก่ ผู้เป็นใหญ่ของชาวมคธ. ชื่อเสนิยะ เพราะประกอบด้วยเสนาหมู่ใหญ่.
บทว่า พิมฺพิ คือทองคำ. เพระฉะนั้น ชื่อว่าพิมพิสาร เพราะมีวรรณะเช่นกับ
ทองคำแท่ง. บทว่า โส เม นิมนฺติโต ความว่า ข้าพเจ้านิมนต์พระผู้มี
พระภาคเจ้ามา.

539
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 540 (เล่ม 47)

ลำดับนั้น พราหมณ์ได้ยินเสียงว่า พุทธะ เพราะความที่ตนสร้าง
สมบุญมาก่อน จึงเหมือนรดด้วยน้ำอมฤต มีความประหลาดใจกล่าวว่า เกณิยะ
ผู้เจริญ ท่านกล่าวว่า พุทฺโธ หรือ. เกณิยะบอกตามความจริง กล่าวว่า
ท่านเสละผู้เจริญ ข้าพเจ้ากล่าวว่า พุทฺโธ เพื่อให้แน่นอน เสละ ได้ถามย้ำอีก.
เกณิยะก็บอกอย่างนั้น.
ลำดับนั้น เสลพราหมณ์เมื่อจะแสดงความที่เสียงว่าพุทธะหาได้ยากแม้
ตลอดแสนกัปจึงกล่าวว่า แม้เสียงประกาศว่า พุทฺโธ นี้แลก็หาได้ยากในโลก.
ลำดับนั้น พราหมณ์ได้ยินเสียงว่าพุทธะจึงคิดใคร่จะทดลองดูว่า ท่าน
ผู้นั้นเป็นพุทธะจริง หรือเป็นพุทธะเพียงชื่อเท่านั้น จึงได้กล่าวว่า อาคตานิ
โข ปน ฯเปฯ วิวฏจฺฉโท ความว่า พระมหาบุรุษผู้ประกอบด้วยมหา-
ปุริสลักษณะ ๓๒ ประการมาในมนต์ของพวกเรา ฯลฯ ถ้าเสด็จออกบวชเป็น
บรรพชิตจะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้ว
ในโลก.
บทว่า มนฺเตสุ คือในเวททั้งหลาย. เทวดาชั้นสุทธาวาสได้ข่าวว่าพระ-
ตถาคตจักทรงอุบัติจึงรีบแปลงเพศเป็นพราหมณ์ ใส่พระลักษณะเข้าไปแล้วบอก
เวททั้งหลาย ด้วยคิดว่า บรรดาสัตว์ผู้มีศักดิ์ใหญ่จักรู้จักพระตถาคต โดยดูตาม
พระลักษณะนั้น. ด้วยเหตุนั้นมหาปุริสลักษณะจึงมาในเวททั้งหลายก่อน แต่ครั้น
พระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว เวททั้งหลายก็หายไปโดยลำดับเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว
บทว่า มหาปุริสสฺส ได้แก่ บุรุษผู้ใหญ่ด้วยคุณมีความตั้งใจ การสมาทาน
และญาณเป็นต้น. บทว่า เทฺวว คติโย ได้แก่ ความสำเร็จสองอย่างนั้นเอง.

540
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 541 (เล่ม 47)

อนึ่ง คติ ศัพท์นี้ย่อมเป็นไปในประเภทของภพในเประโยคมีอาทิว่า ปญฺจ
ปนิมา โข สารีปุตฺต คติโย ดูก่อนสารีบุตร ๆ ก็คติเหล่านี้แลมี ๕, เป็นไป
ในที่เป็นที่อยู่ในประโยคมีอาทิว่า คติ มิคานํ ปวนํ ป่าใหญ่เป็นที่อยู่ของ
เนื้อทั้งหลาย, เป็นไปในปัญญาในประโยคมีอาทิว่า เอวํ อธิมตฺตคติมนฺ โต
มีปัญญายิ่งอย่างนี้, เป็นไปในความบริสุทธิ์ในประโยคมีอาทิว่า คติคตํ ถึงความ
บริสุทธิ์. แต่ในที่นี้พึงทราบว่าเป็นไปในความสำเร็จ. ผู้ประกอบด้วยมหาปุริส-
ลักษณะถึงจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็จริง แต่ไม่เป็นพระพุทธเจ้า แต่ชน
ทั้งหลายก็เรียกกันไปว่าอย่างนั้นอย่างนี้แหละ โดยสามัญสำนึก เพราะฉะนั้น
จึงกล่าวว่า เยหิ สมนฺนาคตสฺส ผู้ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒
ประการ. บทว่า สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ คือ ถ้าอยู่ครองเรือน. บทว่า
ราชา โหติ จกฺกวตฺตี จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ความว่า ชื่อว่า
ราชา เพราะยังชาวโลกให้ยินดีด้วยอัจฉริยธรรมและด้วยสังคหวัตถุ ชื่อว่า
จักรพรรดิ เพราะยังจักรรัตนะให้หมุนไป ย่อมหมุนไปด้วยจักรอันเป็น
สมบัติ ๔ อย่าง และยังผู้อื่นให้หมุนไปด้วยจักรสมบัติเหล่านั้น มีการหมุนไป
แห่งจักรคืออิริยาบถเพื่อประโยชน์ผู้อื่น. ในสองบทนี้ บทว่า ราชา เป็นชื่อ
บทว่า จกฺกวตตี เป็นวิเสสนะ. ชื่อ ธมฺมิโก เพราะประพฤติโดยธรรม.
อธิบายว่า เป็นไปด้วยความรู้ ด้วยความเสมอ. ชื่อ ธมฺมราชา เพราะได้
ราชสมบัติโดยธรรมแล้วเป็นพระราชา. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อ ธมฺมิโก เพราะ
บำเพ็ญธรรมเพื่อประโยชน์ผู้อื่น. ชื่อ ธมฺมราชา เพราะบำเพ็ญเพื่อประโยชน์
ตน. ชื่อว่า จาตุรนฺโต เพราะเป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔ เป็น

541
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 542 (เล่ม 47)

ขอบเขต. อธิบายว่า เป็นใหญ่ในแผ่นดินมีสมุทร ๔ เป็นที่สุด และมีทวีป ๔
เป็นเครื่องประดับ. ชื่อว่า วิชิตาวี เพราะทรงชนะข้าศึกมีความโกรธเป็นต้น
ในภายในและพระราชาทั้งหมดในภายนอก. บทว่า ชนปทตฺถาวริยปฺปตฺโต
มีราชอาณาจักรมั่นคง คือถึงความเจริญ ความมั่นคงในชนบทอันใคร ๆ ไม่
สามารถทำให้หวั่นไหวได้. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ชนปทตฺถาวริยปตฺโต เพราะ
ชนบทถึงความมั่นคงในความเจริญนั้น ไม่มีการขวนขวายยินดีในการงานของ
ตน ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นสะเทือนบ้าง. บทว่า เสยฺยถีทํ เป็นนิบาต. ความว่า
รัตนะ ๗ มีอะไรบ้าง. รัตนะ ๗ เหล่านี้คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ๑ ม้าแก้ว ๑
แก้วมณี ๑ นางแก้ว ๑ คหบดีแก้ว ๑ ปริณายกแก้ว ๑ ทั้งหมดท่านกล่าวไว้แล้ว
ในอรรถกถารัตนสูตร.
ในรัตนะเหล่านั้น พระเจ้าจักรพรรดิทรงชนะแว่นแคว้นด้วยจักรแก้ว
ทรงเที่ยวไปตามสบายในแว่นแคว้นด้วยช้างแก้วและม้าแก้ว ทรงรักษาแว่น-
แคว้นด้วยปริณายกแก้ว เสวยสุขอันเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคด้วยแก้วที่เหลือ.
พระเจ้าจักรพรรดินั้นทรงใช้ความสามารถในทางเข้มแข็งด้วยจักรแก้วที่หนึ่ง
ทรงใช้ความสามารถในการปกครองด้วยช้างแก้วม้าแก้วและคหบดีแก้ว ทรงใช้
ความสามารถในทางความคิดต่อเนื่องด้วยปริณายกแก้วเป็นอันครบบริบูรณ์ด้วย
ดี. ผลของการใช้ความสามารถ ๓ อย่าง ด้วยนางแก้วและแก้วมณี. พระเจ้าจักร-
พรรดินั้นเสวยโภคสุขด้วยนางแก้วและแก้วมณี เสวยอิสริยสุขด้วยแก้วที่เหลือ.
อนึ่ง พึงทราบโดยความต่างกัน แก้ว ๓ อย่างอันต้นของพระเจ้าจักรพรรดินั้น
สำเร็จได้ด้วยอานุภาพแห่งกรรมที่ให้เกิดกุศลมูลคืออโทสะ แก้วอันกลางสำเร็จ

542
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 543 (เล่ม 47)

ด้วยอานุภาพแห่งกรรมที่ให้เกิดกุศลมูลคืออโลภะ แก้วอันสุดท้ายอันหนึ่ง
สำเร็จด้วยอานุภาพแห่งกรรมที่ให้เกิดกุศลมูลคืออโมหะ.
บทว่า ปโรสหสฺสํ คือมีมากกว่าพัน. บทว่า สูรา ล้วนกล้าหาญ
คือไม่ขลาด. บทว่า วีรงฺครูปา มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ คือ มีกายคล้าย
เทพบุตร. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวไว้อย่างนี้. แต่ความจริงในบทนี้มีดังนี้
บทว่า วีระ ท่านกล่าวว่ากล้าที่สุด องค์ของผู้กล้าชื่อว่า วีรังคะ ท่านอธิบายว่า
เหตุแห่งความกล้าชื่อว่า วีริยะ. ชื่อ วีรงฺครูปา เพราะมีรูปทรงสมเป็นผู้กล้า
อธิบายว่า ดุจมีสรีระสำเร็จด้วยความกล้า. บทว่า ปรเสนปฺปมทฺทินา
สามารถย่ำยีกองทัพของข้าศึกได้ อธิบายว่า หากข้าศึกประจัญหน้ากันสามารถ
ย่ำยีข้าศึกนั้นได้. บทว่า ธมฺเมน คือโดยธรรม ได้แก่ศีลห้า มีอาทิว่า ปาโณ
น หนฺตพฺโพ ไม่ควรฆ่าสัตว์.
พึงทราบวินิจฉัยในบทน ว่า อรหํ โหติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก
วิวฏจฺฉโท จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามีหลังคาคือกิเลสอันเปิด
แล้วในโลก. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าชื่อว่า วิวฏจฺฉโท ผู้มีหลังคาคือกิเลส
อันเปิดแล้ว เพราะเมื่อโลกมืดมนด้วยกิเลส ถูกหลังคาคือกิเลสอันได้แก่ราคะ
โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อวิชชา และทุจริต ทั้ง ๗ อย่างปกปิดไว้
เป็นผู้เปิดหลังคาคือกิเลสนั้น ทำให้มีแสงสว่างตั้งอยู่โดยรอบ. พึงทราบว่าท่าน
กล่าวว่า วิวฏจฺฉทา เพราะเป็นผู้ควรบูชาโดยนัยแรก เพราะเหตุแห่งความ
เป็นผู้ควรบูชาโดยนัยที่สอง เพราะเหตุแห่งความเป็นพระพุทธะโดยนัยที่สามว่า
สมฺมาสมฺพุทฺโธ ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่า วิวฏจฺฉโท

543
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 544 (เล่ม 47)

เพราะเปิดและไม่ปิด. ท่านอธิบายว่า เว้นจากการหมุนเวียนและเว้นจากการปิด.
ด้วยเหตุนั้น จึงทรงพระนามว่า อรหํ เพราะไม่มีการหมุนเวียน และ สมฺมา
สมฺพุทฺโธ เพราะไม่มีการปกปิด. เป็นอันท่านอธิบายเหตุทั้งสอง แห่งสองบท
ข้างต้นนั้นเอง. อนึ่ง ในบทนี้ความสำเร็จครั้งก่อนย่อมมีได้ด้วยเวสารัชชธรรม
ที่สอง ความสำเร็จครั้งที่สองย่อมมีได้ด้วยเวสารัชชธรรมที่หนึ่ง ความสำเร็จ
ครั้งที่สามย่อมมีได้ด้วยเวสารัชชธรรมที่สามและที่สี่. อนึ่ง พึงทราบว่าธรรม
จักษุสำเร็จก่อน พุทธจักษุสำเร็จครั้งที่สอง สมันตจักษุสำเร็จครั้งที่สาม. บัดนี้
เสลพราหมณ์ประสงค์จะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงกล่าวว่า กหํ ปน โภ
เกณิย ฯเปฯ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ท่านเกณิยะผู้เจริญ ก็บัดนี้พระอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เจริญพระองค์นั้นประทับอยู่ที่ไหน.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า เอวํ วุตฺเต เมื่อเสลพราหมณ์กล่าว
อย่างนี้แล้ว. บทว่า เยเนสา คือพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่โดยทิศภาคนั้น.
บทว่า นีลวนราชี ได้แก่ ทิวไม้มีสีเขียว. นัยว่าป่านั้นคล้ายแนวเมฆพระผู้มี
พระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่านั้น เกณิยชฎิลเมื่อจะชี้ป่านั้นจึงกล่าวว่า เยเนสา
โภ เสล นีลวนราชี ท่านเสละผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ
ทิวไม้สีเขียวนั้น. ในบทว่า เยเนสา นั้น มีปาฐะที่เหลือในบทนี้ว่า โส วิหรติ
พระองค์ประทับอยู่ ณ ที่นั้น. บทว่า เยน เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถแห่ง
สัตตมีวิภัตติ.
บทว่า ปเท ปทํ คือค่อย ๆ เดินตามกันมา. ห้ามการเดินเร็วด้วย
บทนั้น. บทว่า ทุราสทา หิ ให้ยินดีได้ยาก เสลพราหมณ์กล่าวถึงเหตุว่า

544