ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 525 (เล่ม 47)

สำเร็จด้วยทองคำ สูง ๒๐๐ โยชน์ ภายในคดมีสัณฐานคล้ายปากของกาตั้ง
ปกคลุมสระนั้นอยู่ จิตรกูฏสำเร็จด้วยรัตนะทั้งปวง กาฬกูฏสำเร็จด้วยไม้อัญชัน
คันธมาทนกูฏสำเร็จด้วยแก้วตาแมว ภายในมีสีเหมือนถั่วเขียว ดาดาษไปด้วย
โอสถหลายอย่าง ในวันอุโบสถข้างแรมรุ่งเรืองเหมือนถ่านถูกไฟเผา เกลาสกูฏ
สำเร็จด้วยเงิน ทั้งหมดมีส่วนสูงเท่ากันกับสุทัสสนะ ตั้งปกคลุมสระนั้น
สระทั้งหมดฝนตกอยู่ด้วยอานุภาพของเทวดาและอานุภาพของนาค. อนึ่ง แม่น้ำ
ไหลลงไปในสระเหล่านั้น น้ำทั้งหมดนั้นไหลลงสู่สระอโนดาต. พระจันทร์และ
พระอาทิตย์โคจรผ่านไปทางทิศใต้หรือทิศเหนือทำให้สระนั้นได้แสงสว่างโดย
ระหว่างภูเขา เมื่อโคจรไปตรง ๆ ไม่ทำให้สว่าง. ด้วยเหตุนั้น สระนั้นจึง
ชื่อว่าอโนดาต. ในสระอโนดาตนั้น มีท่าลงอาบน้ำ มีน้ำใสงดงาม ไม่มีปลาและ
เต่า ใสสะอาดคล้ายแก้วผลึก มีน้ำใสสะอาด ตกแต่งไว้อย่างงดงาม. พระพุทธ-
เจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระขีณาสพและหมู่ฤาษีพากันอาบน้ำที่สระนั้น ทั้ง
พวกเทวดาและยักษ์เป็นต้นก็พากันเล่นสนุกสนานในอุทยานนั้น. ที่ขอบฝั่งทั้ง
สี่ของสระนั้นมีสี่ปาก สระ ๔ ปาก คือปากสีหะ ๑ ปากช้าง ๑ ปากม้า ๑ ปาก
โคอุสภะ ๑. แม่น้ำทั้งสี่สายไหลออกจากปากสระนั้น. ที่ฝั่งแม่น้ำอันไหลออก
จากปากสีหะมีสีหะมากกว่า จากปากช้างเป็นต้น มีช้างม้าและโคอุสภะมากกว่า.
แม่น้ำไหลออกจากทางทิศตะวันออก ไหลเวียนไปทางขวาสระอโนดาต ๓
รอบ มิได้อาศัยแม่น้ำ ๓ สายนอกนี้ ไหลไปทางของอมนุษย์ทางด้านป่า
หิมพานต์ทางทิศตะวันออกแล้วไหลลงมหาสมุทร. แม้แม่น้ำที่ไหลออกจากทิศ
ตะวันตก และจากทิศเหนือก็ไหลเวียนขวาเหมือนกัน แล้วไหลไปทางของอมนุษย์
ทางป่าหิมพานต์ด้านตะวันตกและป่าหิมพานต์ด้านเหนือแล้วไหลลงมหาสมุทร.

525
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 526 (เล่ม 47)

ส่วนแม่น้ำที่ไหลออกจากทิศด้านใต้ก็ไหลเวียนขวา ๓ รอบ แล้วไหลตรงไปทาง
ใต้ สิ้นทาง ๖๐ โยชน์บนหลังหินนั่นเอง แล้วกระทบภูเขาไหลไปเป็นสายน้ำ
ประมาณ ๓ คาวุตโดยส่วนกว้าง ไหลไป ๖. โยชน์ทางอากาศแล้วตกลงบน
แผ่นหินชื่อติยัคคฬะ. และแผ่นหินแตกด้วยกำลังสายน้ำ ณ ที่นั้นก็เกิดสระ-
โบกขรณีชื่อติยัคคฬะประมาณ ๕๐ โยชน์ ทำลายฝั่งสระโบกขรณีไหลเข้าไปยัง
แผ่นหินไปได้ ๖๐ โยชน์ จากนั้นก็ทำลายแผ่นดินหนาทึบ. ไหลลงไปประมาณ
๖๐ โยชน์ทางอุโมงค์ กระทบติรัจฉานบรรพตชื่อว่าวิชฌะ แยกออกเป็น ๕
สาย คล้ายนิ้วทั้ง ๕ บนฝ่ามือไหลไป. สายน้ำทั้ง ๕ นั้น ในที่ที่ไหลเวียนขวา
สระอโนดาต ๓ รอบ เรียกว่าอาวัฏฏคงคา ในที่ที่ไหลตรงไปตามหลังแผ่นหิน
๖๐ โยชน์ เรียกว่า อากิณณคงคา. ในที่ที่ไหลไปทางอากาศ ๖๐ โยชน์ เรียกว่า
อากาศคงคา. สายน้ำตกลงบนแผ่นหินชื่อว่า ติยัคคฬะตั้งอยู่บนที่ว่างประมาณ
๕๔ โยชน์ ท่านจึงเรียกว่าติยัคคฬโบกขรณี. สายน้ำในที่ที่ทำลายฝั่งแล้วไหล
เข้าไปยังแผ่นหิน ไหลไปประมาณ ๖๐ โยชน์ เรียกว่า พหลคงคา.
สายน้ำในที่ที่ทำลายแผ่นดินแล้วไหลไปทางอุโมงค์สิ้น ๖๐ โยชน์ เรียกว่า
อุมมังคคงคา. สายน้ำในที่ที่เป็น ๕ สาย กระทบดิรัจฉานบรรพตชื่อว่าวิชฌะ
แล้วไหลไป ท่านเรียกว่าปัญจธารา (แม่น้ำ ๕ สาย) คือ คงคา ยมุนา อจิรวดี
สรภู มหี. มหาคงคาทั้ง ๕ เหล่านี้มีหิมะตก. ในแม่น้ำ ๕ สายเหล่านั้น
แม่น้ำสายที่ ๕ ชื่อมหีนั่นแหละท่านประสงค์เอาชื่อว่า มหามหีคงคา ในที่นี้.
อาปะใดทางทิศเหนือของแม่น้ำคงคา อาปะนั้นเป็นชนบท เพราะไม่
ไกลสายน้ำเหล่านั้น พึงทราบว่าชื่อ อังคุตตราปะ.

526
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 527 (เล่ม 47)

บทว่า จาริกํ จรมาโน เสด็จจาริกไป คือ เดินทางไป. ในบทนั้น
พึงทราบการจาริกของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีสองอย่าง คือ ตุริตจาริกา (จาริก
รีบด่วน) ๑ อตุริตจาริกา (จาริกไม่รีบด่วน) ๑. ในจาริกสองอย่างนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นบุคคลที่ควรโปรดในที่ไกลก็รีบเสด็จไป ชื่อว่า
ตุริตจาริกา. ตุริตจารก้านั้นพึงเห็นในการต้อนรับพระมหากัสสปเป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปต้อนรับพระมหากัสสปนั้นได้เสด็จไปถึง ๓ คาวุต
เพียงครู่เดียวเท่านั้น, ได้เสด็จไป ๓๐ โยชน์ เพื่อทรงทรมานอาฬวกยักษ์, ได้
เสด็จไป ๓๐ โยชน์เพื่อโปรดองคุลิมาล ได้เสด็จไป ๔๕ โยชน์ เพื่อโปรดปุก-
กุสาติพราหมณ์. ได้เสด็จไป ๑๒๐ โยชน์ เพื่อโปรดพระเจ้ามหากัปปิยนะ, ได้
เสด็จไปทางไกลประมาณ ๗๐๐ โยชน์ เพื่อโปรดธนิยะ นี้ชื่อว่า ตุริตจาริกา
เสด็จโดยรีบด่วน. การเสด็จไปเพื่ออนุเคราะห์โลกด้วยการเที่ยวไปบิณฑบาต
ตามลำดับบ้าน นิคม นคร ชื่อว่า อตุริตจาริกา เสด็จโดยไม่รีบด่วน
อตุริตจาริกานี้ท่านประสงค์เอาในที่นี้ ด้วยเหตุนี้จึงกล่าว จาริกํ จรมาโน.
บทว่า มหตา ใหญ่ คือ ใหญ่โดยจำนวนและใหญ่โดยคุณ. บทว่า
ภิกฺขุ สงฺเฆน คือ หมู่สมณะ. บทว่า อฑฺฒเตรเสหิ ๑๒ ครึ่ง ท่าน
อธิบายว่ากับภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป. บทว่า เยน ฯเปฯ ตทวสริ เสด็จถึงนิคม
ของชาวอังคุตตราปะ ชื่อว่า อาปณะ นิคมนั้นได้ชื่อว่าอาปณะเพราะมีตลาดมาก.
ได้ยินว่า ที่นิคมนั้นมีตลาดใหญ่จ่ายของกันถึงสองหมื่นตลาด. ผู้คนได้เดินทาง
มารวมกันที่นิคมแห่งรัฐของชาวอังคุตตราปะทั่วทุกทิศ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้เสด็จถึงนิคมนั้น.

527
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 528 (เล่ม 47)

บทว่า เกณิโย ชฏิโล ชฎิลมีชื่อว่า เกณิยะ. คำว่า ชฏิโล ความว่า
เป็นดาบส เล่ากันมาว่า เกณิยชฎิลนั้นเป็นพราหมณ์มหาศาล แต่เพื่อรักษาทรัพย์
จึงถือบรรพชาเป็นดาบส ถวายเครื่องบรรณาการแด่พระราชา จับจองภาคพื้น
สร้างอาศรมอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น มีผู้อาศัยอยู่ด้วยหนึ่งพันตระกูล. อาจารย์บางพวก
กล่าวว่า แม้ที่อาศรมของเกณิยชฎิลนั้นมีต้นตาลอยู่ต้นหนึ่ง หล่นผลเป็นทองคำ
ผลหนึ่งทุก ๆ วัน. เกณิยชฎิลนั้น เวลากลางวันนุ่งห่มผ้ากาสาวะและสวมชฎา
เวลากลางคืน เอิบอิ่มเพียบพร้อมบำเรอด้วยกามคุณห้าตามสบาย. บทว่า
สกฺยปุตฺโต แสดงถึงตระกูลชั้นสูง. บทว่า สกฺยกุลา ปพฺพชิโต ทรงผนวช
จากศากยตระกูล แสดงถึงการบวชด้วยศรัทธา. ท่านอธิบายไว้ว่า เป็นผู้มิได้
ถูกความเสื่อมไร ๆ ครอบงำ ละตระกูลนั้นทั้งที่ไม่เสื่อมออกทรงผนวชด้วย
ศรัทธา. บทว่า ตํ โข ปน เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งอิตถัมภูตะ
(ฉัฏฐีวิภัตติ) ได้ความเป็น ตสฺส โข ปน โภโต โคตมสฺส ของ
พระโคดมผู้เจริญนั้นแล. บทว่า กลฺยาโณ งาม คือประกอบด้วยคุณอันเป็น
ความงาม. ท่านอธิบายว่า ประเสริฐที่สุด. บทว่า กิตฺติสทฺโท กิตติศัพท์
คือ ชื่อเสียงหรือประกาศยกย่อง. ก็ในบทมีอาทิว่า อิติปิ โส ภควา นี้
โยชนาแก้ไว้เพียงเท่านี้. ท่านอธิบายว่า ด้วยเหตุนี้ ๆ ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์แม้ด้วยเหตุนี้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้ด้วย
เหตุนี้ ฯลฯ เป็นผู้มีโชคแม้ด้วยเหตุนี้ ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า อรหํ ดังนี้ พึงทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์เป็นอรหันต์ด้วยเหตุเหล่านี้ก่อนคือ เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลส เพราะ

528
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 529 (เล่ม 47)

เป็นผู้กำจัดข้าศึกคือกิเลส และหักซี่กำคือกิเลส เพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น
เพราะไม่มีความลับในการทำบาป. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เป็นผู้ไกลจากกิเลสทั้งปวง เพราะกำจัดกิเลสพร้อมด้วยวาสนา ด้วยมรรค
เพราะฉะนั้น จึงเป็นพระอรหันต์ เพราะเป็นผู้ไกล. อนึ่ง พระองค์กำจัดข้าศึก
คือกิเลสเสียได้ด้วยมรรค เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า อรหํ เพราะทรงกำ
จัดข้าศึกเสียได้. อนึ่ง คุมคืออวิชชา ภวตัณหา ซี่ล้อคืออภิสังขารมีบุญเป็นต้น
กงคือชราและมรณะ เสียบด้วยเพลาอันสำเร็จด้วยสมุทัยคืออาสวะประกอบเข้า
ไปในรถคือภพ ๓ มีสงสารเป็นล้อแล่นไปในกาลอันไม่มีเบื้องต้น พระองค์
ดำรงอยู่บนปฐพีคือศีล ด้วยพระบาทคือความเพียร ณ โพธิมณฑล ทรงถือ
ขวานคือญาณอันกระทำให้สิ้นกรรม ด้วยพระหัตถ์คือศรัทธาแล้วทรงกำจัดซี่กำ
ทั้งปวงเสียได้ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า อรหํ เพราะกำจัดซี่กำ
เสียได้ อนึ่ง เพราะพระองค์เป็นทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ จึงสมควรรับปัจจัยมีจีวร
เป็นต้น และเครื่องสักการะและความเคารพเป็นต้น เพราะฉะนั้น พระองค์จึง
ทรงพระนามว่า อรหํ เพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น. อนึ่ง พระองค์ไม่ทรง
ทำความชั่วไม่ว่าในที่ไหน ๆ เหมือนคนพาลสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต บางพวก
ในโลกย่อมทำบาปในที่ลับ เพราะเกรงจะไม่มีใครสรรเสริญ เพราะฉะนั้น
พระองค์จึงทรงพระนามว่า อรหํ เพราะไม่มีความลับในการทำบาป.
อนึ่ง ในบทว่า อรหํ นี้ มีคาถาดังนี้
อารกตฺตา หตตฺตา จ กิเลสารีน โส มุนิ
หตสงฺสารจกฺกาโร ปจฺจยาทีน จารโห
น รโห กโรติ ปาปานิ อรหํ เตน ปวุจฺจติ

529
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 530 (เล่ม 47)

พระมุนีนั้น เพราะเป็นผู้ไกลจาก
กิเลสและเพราะเป็นผู้กำจัดข้าศึก คือ กิเลส
เสียได้ เป็นผู้กำจัดซี่วงล้อคือสังสารจักรเสีย
ได้และเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น ไม่ทำบาป
ในที่ลับ ด้วยเหตุนั้น บัณฑิตจึงขนานพระ-
นามว่า อรหํ.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สมฺมาสมพุทฺโธ เพราะตรัสรู้
สัจธรรมโดยชอบ และด้วยพระองค์เอง. ทรงพระนามว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน
เพราะประกอบด้วยวิชชาอันบริสุทธิ์สมบูรณ์และด้วยจรณะอันสูงสุด. ทรง
พระนามว่า สุคโต เพราะเสด็จไปดี เพราะเสด็จไปสู่ฐานะอันดี เพราะเสด็จ
ไปด้วยดี และเพราะตรัสรู้โดยชอบ. ทรงพระนามว่า โลกวิทู เพราะทรงรู้
โลกด้วยประการทั้งปวง. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงรู้สังขาร
โลกอันมีขันธ์และอายตนะเป็นต้น โดยประการทั้งปวง คือ โดยสภาวะ โดย
สมุทัย โดยนิโรธ โดยอุบายแห่งนิโรธ. ทรงรู้สังขารโลกแม้โดยประการ
ทั้งปวงอย่างนี้ คือ
โลกหนึ่ง ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ได้ด้วยอาหาร.
โลกสอง คือ นามและรูป.
โลกสาม คือ เวทนาสาม.
โลกสี่ คือ อาหารสี่.
โลกห้า คือ อุปาทานขันธ์ห้า.
โลกหก คือ อายตนะภายในหก.
โลกเจ็ด คือ วิญญาณฐิติเจ็ด.
โลกแปด คือ โลกธรรมแปด.
โลกเก้า คือ สัตตาวาสเก้า.

530
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 531 (เล่ม 47)

โลกสิบ คือ อายตนะสิบ.
โลกสิบสอง คือ อายตนะสิบสอง.
โลกสิบแปด คือ ธาตุสิบแปด.
ทรงรู้สัตว์โลกแม้โดยประการทั้งปวง คือ ทรงรู้อัธยาศัยของสัตว์
ทั้งหลาย ทรงรู้กิเลสอันนอนเนื่องอยู่ในสันดานของสัตว์ทั้งหลาย ทรงรู้จริง
ทรงรู้อารมณ์ ทรงรู้สัตว์มีธุลีคือกิเลสน้อย สัตว์มีธุลีคือกิเลสมาก สัตว์มีอินทรีย์
กล้า สัตว์มีอินทรีย์อ่อน สัตว์มีอาการดี สัตว์มีอาการชั่ว สัตว์ให้รู้ได้ง่าย
สัตว์ให้รู้ได้ยาก สัตว์เป็นภัพพะ (ควรตรัสรู้ได้) สัตว์เป็นอภัพพะ (ไม่ควร
ตรัสรู้). อนึ่ง จักรวาลหนึ่งโดยยาวและโดยกว้าง หนึ่งล้านสองแสนสามพัน
สี่ร้อยห้าสิบโยชน์ แต่โดยรอบสามล้านหกแสนหนึ่งหมื่นสามร้อยห้าสิบโยชน์.
ในบทว่า โลกวิทู นั้นพึงทราบต่อไปนี้
แผ่นดินนี้นับด้วยความหนาสองแสน
สี่หมื่นโยชน์ (ตั้งอยู่บนน้ำ) น้ำตั้งอยู่บนลม
ด้วยความหนาสี่แสนแปดหมื่นโยชน์ ลมอุ้ม
ขึ้นสู่ท้องฟ้ามีความหนาเก้าแสนหกหมื่น
นี้คือสัณฐานของโลก.
เมื่อโลกสัณฐานอย่างนี้ พึงทราบต่อไปว่า
ภูเขาสิเนรุสูงสุดในบรรดาภูเขา หยั่ง
ลึกลงไปในมหาสมุทร แปดหมื่นสี่พันโยชน์
สูงขึ้นไปก็เท่านั้นเหมือนกัน แต่นั้นภูเขา
ใหญ่อันเป็นทิพย์ อันวิจิตรด้วยแก้วนานา
ชนิด จมลงในมหาสมุทรและผุดขึ้นตาม
ลำดับโดยประมาณครึ่งหนึ่ง ๆ คือ ภูเขา

531
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 532 (เล่ม 47)

ยุคันธระ อิสินธระ กรวิกะ สุทัสสนะ
เนมินธระ วินตกะ อัสสกัณณะ
ภูเขาทั้ง ๗ นี้ ล้วนมีหินขนาดใหญ่
อยู่โดยรอบภูเขาสิเนรุ เป็นที่อยู่ของมหาราช
เทวดาและยักษ์สิงสถิตอยู่
ภูเขาหิมพานต์สูงห้าร้อยโยชน์ โดย
ยาว และโดยกว้างสามพันโยชน์ ประดับด้วย
ยอดแปดหมื่นสี่พันยอด ภูเขาย่อมด้วยต้นไม้
๓๕ โยชน์โดยรอบ ต้นไม้และกิ่งไม้ยาว ๕๐
โยชน์ กว้าง โยชน์ ต้นไม้รอบ ๆ มี
ลำต้นขนาด ๓ โยชน์บ้าง ๕ โยชน์ระหว่าง ใด
โดยรอบลำต้นตลอดปลายกิ่ง ๕๐ โยชน์
แผ่ออกไป ๑๐๐ โยชน์ สูงขึ้นไปก็เท่านั้น
เหมือนกัน ต้นไม้นั้นชื่อว่า ต้นชมพู ด้วย
อานุภาพของต้นชมพูจึงเรียก ชมพูทวีป
ต้นชมพูหยั่งลงในห้วงน้ำใหญ่ สองหมื่น
แปดพันโยชน์ สูงขึ้นก็เท่านั้นเหมือนกัน
ศีลาจักรวาลที่ผุดขึ้นตั้งล้อมภูเขาทั้งหมด
สำเร็จเป็นจักรวาล.
ในบทว่า โลกวิทู นั้นพึงทราบวินิฉัยต่อไป จันทมณฑล ๔๙ โยชน์
สุริยมณฑล ๕๐ โยชน์ ดาวดึงสพิภพหนึ่งหมื่นโยชน์ อสุรภพ อเวจีมหานรก
และชมพูทวีปก็เหมือนกัน อมรโคยาน ทวีปเจ็ดพันโยชน์ ปุพวิเทหทวีป
ก็เหมือนกัน อุตรกุรุทวีปแปดพันโยชน์ มหาทวีปหนึ่ง ๆ ในที่นี้มีทวีปน้อย

532
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 533 (เล่ม 47)

ห้าร้อย ๆ เป็นบริวาร. ทั้งหมดนั้นเป็นจักรวาล เป็นโลกธาตุหนึ่ง ในระหว่าง
จักรวาล เป็นโลกันตริยนรก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้โอกาสโลกด้วยประการทั้งปวงว่า จักรวาล
ไม่มีที่สุด โลกธาตุไม่มีที่สุด ทรงรู้ด้วยพุทธญาณไม่มีที่สุด. พึงทราบว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นโลกวิทู เพราะทรงรู้โลกด้วยประการทั้งปวง
ด้วยประการฉะนี้.
ทรงพระนามว่า อนุตฺตโร เพราะไม่มีไคร ๆ ประเสริฐกว่า ด้วย
คุณของพระองค์.
ทรงพระนามว่า ปุริสทมฺมสารถิ เพราะยังบุรุษที่พอฝึกได้ให้แล่น
ไป โดยอุบายแนะนำอันแนบเนียน.
ทรงพระนามว่า สตฺถา เพราะทรงพร่ำสอน และทรงให้ไตร่ตรองคาม
ควรด้วยทิฏฐธัมมิกประโยชน์ สัมปรายิกประโยชน์ และปรมัตถประโยชน์
การถือกำเนิดเป็นเทวดาและมนุษย์ด้วยกำหนดอย่างอุกฤษฎ์ และด้วยการกำหนด
ถึงบุคคลที่สมควร แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงพร่ำสอนคนสัตว์ทั้ง-
หลายมีนาคเป็นต้นด้วยประโยชน์เป็นโลกิยะ. ชื่อว่าผู้ที่ควรแนะนำได้ยังมีอยู่
ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะตรัสรู้ทุกอย่างด้วยชื่ออันมีในที่สุดเเห่ง
วิโมกข์. ก็เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ภาคฺยวา ภคฺควา ยุตฺโต ภเคหิ จ วิภตฺตวา
ภตฺตวา วนฺตคมโน ภเวสุ ภควา ตโต
เป็นผู้มีโชค เป็นผู้ทำลายกิเลส เป็น
ประกอบด้วยโชคทั้งหลาย เป็นผู้แจก เป็น
ผู้จำแนก เป็นผู้คายการไปในภพทั้งหลาย
ฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า ภควา.

533
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 534 (เล่ม 47)

นี้เป็นความสังเขปในบทนี้. ส่วนโดยพิสดารท่านกล่าวบทเหล่านี้ไว้ใน
วิสุทธิมรรคแล้ว.
บทว่า โส อิมํ โลกํ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงทำ
โลกนี้. บัดนี้ควรชี้แจงข้อที่ควรกล่าว. บททั้งหลายว่า สเทวกํ เป็นต้นมีนัย
ดังได้กล่าวแล้ว ในกสิภารทวาชสูตรและอาฬวกสูตรเป็นต้น. บทว่า สยํ แปลว่า
เอง คือ ควรแนะนำผู้อื่น. บทว่า อภิญฺญา ได้แก่ด้วยพระปัญญาอันยิ่ง.
บทว่า สจฺฉิกตฺวา คือทำให้ประจักษ์. บทว่า ปเวเทติ คือ ให้รู้ ให้แจ้ง
ให้ชัด.
บทว่า โส ธมฺมํ เทเสติ ฯเปฯ ปริโยสานกลฺยาณํ พระองค์
ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ความว่า พระผู้-
มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงอาศัยความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย ทรงละความสุข
เกิดแต่วิเวกแล้วทรงแสดงธรรม. เมือทรงแสดงธรรมนั้นน้อยก็ตาม มากก็ตาม
ทรงแสดงมีประการงามในเบื้องต้นเป็นอาทิ. ทรงแสดงอย่างไร เพราะแม้
คาถาหนึ่งก็ทำความเจริญได้โดยรอบ งามในเบื้องต้นด้วยบทที่หนึ่งของธรรม
งามในท่ามกลางด้วยบทที่สอง งามในที่สุดด้วยบทสุดท้าย.
พระสูตรที่มีอนุสนธิเป็นอันเดียวกัน งามในเบื้องต้น ด้วยนิทาน
งามในที่สุดด้วยบทสรุป งามในท่ามกลางด้วยบทที่เหลือ.
พระสูตรที่มีอนุสนธิต่างกัน งามในเบื้องต้นด้วยอนุสนธิต้น งามใน
ที่สุดด้วยบทสุดท้าย งามในท่ามกลางด้วยบทที่เหลือ.
ศาสนธรรมทั้งสิ้นงามในเบื้องต้นด้วยศีลอันเป็นประโยชน์ของตน งาม
ในท่ามกลางด้วยสมถะ วิปัสสนา มรรค และผล งามในที่สุดด้วยนิพพาน.
อีกอย่างหนึ่ง งามในเบื้องต้นด้วยศีลเเละสมาธิ งามในท่ามกลางด้วย
วิปัสสนาและมรรค งามในที่สุดด้วยผลและนิพพาน.

534