ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 505 (เล่ม 47)

ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความนั้นจึงทรงพยากรณ์ปัญหาที่สองด้วยคาถาว่า
อนุวิจฺจ ใคร่ครวญแล้วดังนี้.
ก็ในบทว่า กถญฺจ วิริยวา บุคคลผู้มีความเพียรด้วยอาการอย่างไร
นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. เพราะผู้ใดเว้นจากบาปทั้งปวงด้วยอริยมรรค อนึ่ง
เพราะเป็นผู้เว้นอย่างนั้นได้ จึงก้าวล่วงทุกข์ในนรกเพราะไม่มีปฏิสนธิต่อไป
ดำรงอยู่ อยู่ด้วยความเพียร มีความเพียรเป็นที่อาศัย ผู้นั้นเป็นขีณาสพ ย่อม
ควรที่จะกล่าวได้ว่าเป็นผู้มีความเพียรดังนี้ ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความนั้น
จึงทรงพยากรณ์ปัญหาที่สามด้วยคาถาว่า วิรโต เป็นผู้งดเว้นดังนี้. บทว่า
ปธานวา ธีโร ตาทิ บุคคลนั้นมีความเพียร มีปัญญา ผู้คงที่ นี้เป็นคำสรรเสริญ
ของพราหมณ์นั้น เพราะผู้นั้นชื่อว่า ผู้มีความเพียรเพราะความเพียรพยายามใน
มรรคและฌาน ชื่อว่าผู้มีปัญญา เพราะสามารถกำจัดกิเลสเป็นต้นได้ ชื่อว่า
ผู้คงที่ เพราะไม่ทำให้แปลกออกไป ฉะนั้น พราหมณ์จึงสรรเสริญด้วยประการ
ฉะนี้. บทที่เหลือควรกล่าวประกอบกัน.
ในบทว่า อาชานิโย กินฺติ นาม โหติ บุคคลเป็นอาชาไนยด้วย
อาการอย่างไร นี้ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงว่า ม้าก็ดี ช้างก็ดี รู้เหตุอันควร
และไม่ควร ท่านกล่าวว่า เป็นอาชาไนยในโลก แต่อาชาไนยนั้นยังละโทษไม่
หมดสิ้นเชิงทีเดียว แต่พระขีณาสพละโทษเหล่านั้นได้หมด ฉะนั้น จึงควรที่จะ
กล่าวว่า เป็นอาชาไนยโดยปรมัตถ์ดังนี้.
ทรงพยากรณ์ปัญหาที่สี่ด้วยคาถาว่า ยสฺส ดังนี้.
บทนั้นมีความดังนี้ บทว่า อชฺฌตฺตํ พหิทฺธา จ ทั้งภายในภายนอก
ความว่า ผู้ใดตัดเครื่องผูกอันได้แก่สังโยชน์ทั้งภายในภายนอกได้แล้ว คือตัดทำ

505
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 506 (เล่ม 47)

ลายด้วยศัสตราคือปัญญา. บทว่า สงฺคมูลํ รากเหง้าแห่งธรรมเป็นเครื่องข้อง
ความว่า เครื่องผูกอันเป็นรากเหง้าด้วยการเกี่ยวข้อง ไม่ก้าวล่วงธรรมอันเป็น
เครื่องข้องในวัตถุเหล่านั้น ๆ อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดตัดเครื่องผูกมีราคะเป็นต้น
อันเป็นรากเหง้าแห่งธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งภายในและภายนอกได้แล้ว ผู้นั้น
หลุดพ้นจากเครื่องผูกทั้งปวง อันเป็นรากเหง้าแห่งธรรมเป็นเครื่องข้อง หรืออัน
เป็นรากเหง้าแห่งธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งปวง ท่านกล่าวผู้นั้นว่าเป็นอาชาไนย
และเป็นผู้คงที่เห็นปานนั้น.
แม้ในปัญหาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหาที่ตรัสไว้แล้ว ในคาถา
ที่สี่แล้วตรัสด้วยคาถาที่ห้า เพราะจินตกวีทั้งหลายพรรณนาความเป็นผู้สมบูรณ์
ด้วยสุตะ ด้วยเหตุเพียงการเชี่ยวชาญในฉันท์ ผู้นั้นเป็นผู้สมบูรณ์เพียงโวหาร
สุตะแต่พระอริยะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยปรมัตถสุตะ เพราะเป็นพหูสูตและเพราะ
ไม่มีสุตะอันลามกฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความนั้นจึงไม่ตรัสว่า อิทํ ปตฺตินํ
ทรงพยากรณ์ปัญหาแรกด้วยคาถาว่า สุตฺวา ผู้ฟังแล้ว ดังนี้.
บทนั้นมีความดังนี้ ผู้ใดฟังด้วยกิจคือสุตมยปัญญาในโลกนี้ หรือฟัง
ด้วยกิจที่ควรทำ รู้ยิ่งธรรมทั้งปวง อันเข้าถึงวิปัสสนาด้วยความไม่เที่ยงเป็นต้น
ครอบงำธรรมอันมีโทษและไม่มีโทษอะไร ๆ และธรรมเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสด้วย
ปฏิปทานี้นับได้ว่า อภิภู ผู้ครอบงำฟังดังนั้นแล้วรู้ยิ่งธรรมทั้งปวง ครอบงำ
ธรรมที่มีโทษและธรรมที่ไม่มีโทษอะไร ๆ ท่านเรียกผู้นั้นว่าผู้สมบูรณ์ด้วยสุตะ
เพราะเป็นผู้สดับแล้ว อนึ่ง เพราะผู้ใดไม่มีความสงสัย พ้นแล้วจากเครื่องผูก
คือกิเลส และเป็นผู้ไม่มีทุกข์ด้วยทุกข์ทั้งหลายมีราคะเป็นต้นในที่ทั้งปวง คือ
ในธรรมทั้งปวงมีขันธ์และอายตนะเป็นต้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวผู้นั้นผู้
ไม่มีความสงสัย ผู้หลุดพ้นแล้ว ผู้ไม่มีทุกข์ในธรรมทั้งปวงว่าเป็น โสตติยะ
ผู้สมบูรณ์ด้วยสุตะ ดังนี้แล.

506
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 507 (เล่ม 47)

ก็ เพราะผู้ชื่อว่า เป็นอริยะ เพราะอันชนผู้ใคร่ประโยชน์เกื้อกูลพึง
บูชา อธิบายว่า ควรเข้าถึงฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงคุณที่เป็นอริยะ จึงพยากรณ์
ปัญหาที่สองด้วยคาถาว่า เฉตฺวา ตัดแล้ว.
บทนั้นมีความว่า บุคคลนั้นเป็นผู้รู้ เป็นผู้มีรัศมี เป็นผู้รู้มรรค ๔ ตัด
แล้วคือ ทำลายอาสวะ ๔ อาลัย ๒ ด้วยศัสตราคือปัญญา ย่อมไม่เข้าถึงการนอน
ในครรภ์ด้วยอำนาจภพใหม่ คือไม่เข้าถึงกำเนิดไร ๆ บรรเทาสัญญา ๓ อย่าง
มีกามเป็นต้น และเปือกตม คือ กามคุณ ย่อมไม่มาสู่กัปอย่างใดอย่างหนึ่งแห่ง
ตัณหากัปและทิฏฐิกัป ท่านกล่าวผู้นั้นผู้ประกอบด้วยคุณมีการตัดอาสวะเป็นต้น
อย่างนี้ว่าเป็นอริยะ หรือว่า ชื่อว่าอริยะ เพราะไกลจากบาปทั้งหลาย และชื่อว่า
อนริยะ เพราะไม่มีการเคลื่อนไหวด้วยความทุกข์ ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความ
แม้นั้น จึงทรงพยากรณ์ด้วยปัญหาที่สองแห่งคาถานี้. จริงอยู่ ธรรมลามกมี
อาสวะเป็นต้น สมมติว่าเป็นทุกข์ ธรรมลามกเหล่านั้นอันเขาตัดแล้วบรรเทาแล้ว
ทั้งไม่หวั่นไหวด้วยธรรมลามกเหล่านั้น จึงชื่อว่าเขาเป็นผู้ไกลธรรมเหล่านั้น
และไม่เคลื่อนไปในธรรมเหล่านั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวผู้นั้นว่าเป็นอริยะด้วย
แนวนี้ว่า เขาเป็นผู้ไกลจากธรรมอันลามก ด้วยแนวนี้ว่า เขาไม่เคลื่อนไหวไป
ในความทุกข์. ในบทนี้พึงทราบว่าโยชนาแก้ไว้อย่างนี้. บทว่า วิทวา โส
น อุเปติ คพฺภเสยฺยํ เขารู้แล้วย่อมไม่เข้าถึงการนอนในครรภ์นี้ เป็นคำ
สรรเสริญในการกำหนดความนี้.
ก็และในบทนี้ว่า จรณวา ผู้มีจรณะ เป็นอย่างไร. เพราะผู้บรรลุ
ธรรมที่ควรบรรลุด้วยจรณะทั้งหลาย ย่อมควรที่จะพึงกล่าวว่า จรณวา ผู้มี
จรณะ. ดังนี้ ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงบทว่า จรณวา นั้น จึงทรงพยากรณ์
ปัญหาที่สามด้วยคาถาว่า โย อิธ ผู้ใดในศาสนานี้ ดังนี้.

507
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 508 (เล่ม 47)

ในบทเหล่านั้น บทว่า โย อิธ คือ ผู้ใดในศาสนานี้. บทว่า จรเณสุ
เพราะธรรม ๑๕ อย่าง ที่ท่านกล่าวไว้แล้วในเหมวตสูตรมีศีลเป็นต้น. บทว่า
จรเณสุ เป็นสัตตมิวิภัตติลงในอรรถตติยาวิภัตติ. บทว่า ปตฺติปตฺโต คือ
บรรลุธรรมที่ควรบรรลุ. ท่านอธิบายว่า ผู้ใดบรรลุพระอรหัตที่ควรบรรลุ
เพราะมีจรณะเป็นนิมิต มีจรณะเป็นเหตุ มีจรณะเป็นปัจจัย. บทว่า จรณวา โส
ผู้นั้นท่านกล่าวว่า มีจรณะ เพราะบรรลุธรรมที่ควรบรรลุนี้ด้วยจรณะทั้งหลาย.
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันพยากรณ์ปัญหา. บทที่เหลือเป็นคำสรรเสริญของ
พราหมณ์นั้น อธิบายว่า ผู้ใดในศาสนาเป็นผู้บรรลุธรรมที่ควรบรรลุเพราะมี
จรณะผู้นั้นเป็นผู้ฉลาด ย่อมรู้ทั่วถึงธรรมคือนิพพานในกาลทุกเมื่อ เพราะมีจิต
น้อมไปในนิพพาน ไม่ข้องอยู่ในธรรมมีขันธ์เป็นต้นทั้งปวง มีจิตพ้นแล้วด้วย
วิมุตติทั้งสอง และไม่มีปฏิฆะ ดังนี้.
ก็เพราะผู้ชื่อว่า เป็นปริพาชก เพราะขับไล่กรรมเป็นต้นออกไปได้.
ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงทรงพยากรณ์ปัญหาที่สี่แห่งคาถาว่า
ทุกฺขเวปกฺกํ กรรมมีทุกข์เป็นผล ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในบทนั้นดังนี้ วิบากนั่นแหละชื่อว่า เวปกฺกํ. ที่
ชื่อว่า ทุกฺขเวปกฺกํ เพราะมีทุกข์เป็นผล. ทุกข์แม้ทั้งหมดพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า กรรมอันประกอบด้วยธาตุ ๓ เพราะเหตุเกิดแห่งทุกข์ในปวัตติ. บทว่า
อุทฺธํ คือ อดีต. บทว่า อโธ คือ อนาคต. บทว่า ติริยํ วาปิ มชฺเฌ
คือ ปัจจุบัน. ก็บทว่า ติริยํ วาปิ มชฺเฌ ได้แก่ ไม่ใช่เบื้องบน ไม่ใช่
เบื้องต่ำ ท่านกล่าวว่าขวาง ในระหว่างเบื้องบนเบื้องต่ำทั้งสองนั้น ท่านกล่าวว่า
ในท่ามกลาง. บทว่า ปริพฺพาชยิตฺวา ขับไล่ คือให้ออกไป กำจัดเสีย. บทว่า
ปริญฺญาจารี ได้แก่ กำหนดด้วยปัญญาเที่ยวไป. นี้เป็นเพียงพรรณนาบทที่

508
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 509 (เล่ม 47)

ยังไม่เคยมีมา แต่โยชนาอธิบายบทนี้ดังนี้ ผู้ใด ยังความเยื่อใยคือตัณหาและ
อวิชชาให้เหี่ยวแห้งไป ด้วยอริยมรรค ขับไล่กรรมอะไร ๆ ทั้งหมดที่ทำให้
เกิดทุกข์ แม้เนื่องด้วยกาล ๓ โดยกระทำไม่ให้ปฏิสนธิ อนึ่ง ครั้นขับไล่ไป
แล้วชื่อว่ามีปกติกำหนดด้วยปัญญาเที่ยวไป เพราะกำหนดกรรมนั้นเที่ยวไป
ไม่ใช่กรรมอย่างเดียว กำหนดการละธรรมแม้เหล่านั้น คือ มายา มานะ โลภ
โกรธ ก็ชื่อว่าเป็นผู้กำหนดด้วยปัญญาเที่ยวไป ได้กระทำนามรูปให้ถึงที่สุด
และกระทำที่สุดแห่งนามรูป คือ ขับไล่ไป มีความด้วยประการฉะนี้แล ท่าน
กล่าวผู้นั้นว่าเป็นปริพาชก เพราะขับไล่กรรมเป็นต้นเหล่านี้เสียได้. บทว่า
ปตฺติปตฺตํ บรรลุธรรมที่ควรบรรลุนี้ เป็นคำสรรเสริญของสภิยปริพาชกนั้น.
ในคาถาสรรเสริญมีอาทิว่า ยานิ จ ตีณิ ทิฏฐิ ๓ ของสภิยปริพาชก
ผู้ยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหาอย่างนี้. บทว่า โอสรณานิ ได้แก่ หยั่งลงสู่
ลัทธิ อธิบายว่า ทิฏฐิทั้งหลาย. เพราะทิฏฐิเหล่านั้นรวมกันเป็น ๖๓ เพราะ
ถือเอาทิฏฐิ ๖๓ ที่กล่าวแล้วในพรหมชาลสูตรกับสักกายทิฏฐิ และเพราะทิฏฐิ
เหล่านั้นเป็นวาทะของสมณะผู้เป็นเดียรถีย์อื่น อาศัยคัมภีร์ด้วยการอ้าง มิใช่
ด้วยการเกิด แต่อาศัยอักขระคือความหมายรู้กัน คือมีชื่อเรียกว่า หญิง ชาย
โดยการเกิด. สัญญาวิปริตย่อมเกิดแก่คนพาลทั้งหลายว่า ตนควรเป็นเช่นนี้
ดังนี้ ด้วยมิจฉาปริวิตกและได้ยินว่า ทิฏฐิที่อาศัยทั้งสองอย่างนั้น ย่อมเกิด
ขึ้นด้วยอำนาจของสมณะผู้เป็นเดียรถีย์อื่นเหล่านั้น ไม่ใช่เห็นด้วยตนเอง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำจัดคือนำออกซึ่งทิฏฐิเหล่านั้น ทรงก้าวล่วงความมืด
คือโอฆะได้แล้ว. พระองค์ทรงก้าวล่วงที่สุดแห่งโอฆะได้แล้ว ฉะนั้น จึงตรัสว่า
ยานิ จ ตีณิ ฯเปฯ ตมคา ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระปัญญาเสมอ
ด้วยแผ่นดิน พระองค์ทรงกำจัดทิฏฐิ ๓ และ ๖๐ ที่อาศัยคัมภีร์อันเป็นวาทะ

509
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 510 (เล่ม 47)

เป็นประธานของสมณะผู้ถือลัทธิอื่น ที่อาศัยอักขระคือความหมายรู้กัน (ว่าหญิง
ว่าชาย) และสัญญาอันวิปริต ทรงก้าวล่วงความมืด. ต่อจากนั้นสภิยปริพาชก
กล่าวว่า อนฺตคูสิ ปารคู ทุกฺขสฺส พระองค์เป็นผู้ถึงที่สุด ถึงฝั่งแห่งทุกข์
ดังนี้ หมายถึงที่สุดและฝั่งแห่งทุกข์ในวัฏฏะคือนิพพาน เพราะไม่เกิด เพราะ
ไม่มีทุกข์และเพราะตรงกันข้ามกับทุกข์ในวัฏฏะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ควรทราบ
การผูกในประโยคนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า เป็นผู้ถึงฝั่ง เพราะ
ถึงพระนิพพานแล้ว สภิยปริพาชกเมื่อจะกราบทูลกะพระองค์ จึงกราบทูลว่า
ปารคู อนฺตคูสิ ทุกฺขสฺส พระองค์ถึงฝั่งคือถึงที่สุดแห่งทุกข์ ดังนี้.
ชื่อว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ เพราะตรัสรู้โดยชอบ และตรัสรู้เอง.
บทว่า ตํ ตํ มญฺเญ สำคัญพระองค์ว่ามีอาสวะสิ้นแล้ว ความว่า อาจารย์
บางพวกกล่าว ด้วยความเคารพยิ่งว่า ตเมว มญฺญามิ น อญฺญํ ข้าพเจ้า
สำคัญพระองค์เท่านั้น ไม่สำคัญผู้อื่น. บทว่า ชุติมา มีความรุ่งเรือง คือ
ถึงพร้อมด้วยความสว่างโดยกำจัดความมืดของผู้อื่น. บทว่า มติมา มีความรู้
คือถึงพร้อมด้วยความรู้คือปัญญาสามารถรู้สิ่งที่ควรรู้ อันเป็นปัจจัยแห่ง
ความรู้อื่น ๆ. บทว่า ปหูตปญฺโญ มีพระปัญญามาก คือมีพระปัญญาหาก
ที่สุดมิได้. ในบทนี้ท่านประสงค์เอาสัพพัญญุตญาณ. บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตกรา
ทรงช่วยข้าพระองค์ผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ สภิยปริพาชกกราบทูลเรียกจึง
กล่าวดังนั้น. บทว่า อตาเรสิ มํ พระองค์ยังข้าพระองค์ให้ข้ามได้แล้ว คือ
ยังข้าพระองค์ให้ข้ามพ้นจากความสงสัย.
สภิยปริพาชกกล่าวถึงการกระทำความนอบน้อมด้วยกึ่งคาถาว่า ยมฺเม
ดังนี้. ในบทเหล่านั้นบทว่า กงฺขิตํ พ้นความสงสัย สภิยปริพาชกกล่าว
หมายถึงความอันอาศัยปัญหา ๒๐ ข้อ เพราะสภิยปริพาชกนั้น ได้มีความ

510
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 511 (เล่ม 47)

สงสัยด้วยความนั้น. บทว่า โมนปเถสุ ในทางแห่งมุนี คือในทางแห่งญาณ.
บทว่า วินฬีกตา ผู้ไม่มีกิเลสดุจหลักตอ. คือปราศจากกิเลสเพียงดังหลักตอ
ท่านอธิบายว่า ตัดขาดแล้ว. บทว่า นาคนาคสฺส พระองค์ผู้เป็นพระนาคผู้
ประเสริฐยิ่ง นี้เป็นคำร้องเรียกอย่างหนึ่ง สัมพันธ์ด้วยคำนี้ว่า เมื่อพระผู้มี-
พระภาคเจ้าผู้ประเสริฐตรัสอยู่พวกปริพาชกย่อมชื่นชม. บาลีว่า ธมฺมเทสนํ
เป็นบาลีเกิน. บทว่า สพฺเพ เทวา เทวดาทั้งปวง ได้แก่ อากาสัฏฐเทวดา
และภุมมัฏฐเทวดา. บทว่า นารทปพฺพตา นัยว่า หมู่เทวดาทั้งสองนั้นแม้
นั้นเป็นผู้มีปัญญา ก็ยังอนุโมทนา เพราะเหตุนั้น สภิยปริพาชกจึงกล่าวทำ
ความนอบน้อมด้วยความเลื่อมใสทั้งหมด สภิยปริพาชกสดับความสมบูรณ์แห่ง
พยากรณ์ อันสมควรแก่การอนุโมทนา จึงประคองอัญชลีกล่าวว่า นโม เต
ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระองค์ดังนี้. บทว่า ปุริสาชญฺญา ข้าแต่พระองค์ผู้
เป็นบุรุษอาชาไนย คือ ข้าแต่พระองค์ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติในบรรดาบุรุษทั้งหลาย.
บทว่า ปฏิปุคฺคโล ได้แก่ บุคคลผู้มีส่วนเปรียบเสมอพระองค์. พระองค์ชื่อ
ว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะแทงตลอดอริยสัจ ๔ พระองค์ชื่อว่าเป็นพระศาสดา
เพราะทรงพร่ำสอน และเพราะนำคำสอนมาให้ พระองค์ชื่อว่าเป็นผู้ครอบงำ
มาร เพราะครอบงำมาร ๔ พระองค์ชื่อว่าเป็นมุนี คือเป็นมุนีผู้ตรัสรู้แล้ว.
บทว่า อุปธิ ได้แก่ อุปธิ ๔ อย่าง คือ ขันธ์ กิเลส กาม และอภิสังขาร.
บทว่า วคฺคุ คือมีรูปงาม. บทว่า ปญฺเญ จ ได้แก่ โลกิยปัญญา พระองค์
ไม่ทรงติดอยู่ในบุญและบาป เพราะไม่ทำบุญและบาปเหล่านั้นบ้าง เพราะไม่มี
การเสวยผลของบุญและบาปที่ทำในกาลก่อนต่อไปบ้าง เพราะฉาบทาด้วยตัณหา
และทิฏฐิอันมีบุญและบาปนั้นเป็นนิมิตบ้าง. สภิยปริพาชกกล่าวอย่างนี้ว่า
วนฺท ติ สตฺถุโน สภิยะขอถวายบังคมพระบาทของพระศาสดาแล้วหมอบลง
ณ ข้อพระบาทถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์.

511
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 512 (เล่ม 47)

บทว่า อญฺญติตฺถิยปุพฺโพ คืออัญญเดียรถีย์นั่นเอง. บทว่า
อากงฺขติ แปลว่า ย่อมปรารถนา. บทว่า อารทฺธจิตฺตา พอใจ คือยินดี
แล้ว. บทว่า อปิจ เมตฺถ ปุคฺคลเวมตฺตตา วิทิตา ก็แต่ว่าเรารู้ความ
ต่างแห่งบุคคลในข้อนี้ ความว่า เรารู้ความต่างแห่งบุคคลในการอยู่ปริวาสนี้
ของอัญญเดียรถีย์ทั้งหลาย ไม่ไช่ควรอยู่ปริวาสทั้งหมด. ก็เพราะเหตุไรจึงไม่
ควรอยู่ปริวาสทั้งหมด. อันชฎิลผู้บูชาไฟ และอันเจ้าศากยะโดยชาติ ละเพศมา
แล้ว อนึ่ง ผู้ใดแม้ยังไม่ละเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเหตุเพื่อได้มรรคและผล แม้มา
แล้ว เช่นสภิยปริพาชกนั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อน
สภิยะ ท่านไม่มีเหตุจะต้องอยู่ปริวาสเพื่อบำเพ็ญวัตรของเดียรถีย์ ท่านต้องการ
ประโยชน์ สมบูรณ์ด้วยเหตุเพื่อได้มรรคผล ข้อนั้นเรารู้แล้ว เมื่อจะทรง
อนุญาตให้สภิยปริพาชกบรรพชา จึงตรัสว่า อปิจ เมตฺถ ปุคฺคลเวมตฺตา
วิทิตา ก็แต่ว่าเรารู้ความต่างแห่งบุคคลในข้อนี้ ดังนี้. ฝ่ายสภิยะเมื่อจะแสดง
ความเคารพของตน จึงกราบทูลว่า สเจ ภนฺเต ดังนี้. บททั้งหมดและบท
อื่นจะไม่พรรณนาในที่นี้ เพราะมีความง่าย และเพราะมีนัยดังได้กล่าวเเล้ว
ในหนก่อน พึงทราบอย่างเดียวกับที่กล่าวแล้วในหนก่อนนั่นแล.
จบอรรถกถาสภิยสูตรที่ ๖ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

512
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 513 (เล่ม 47)

เลสสูตรที่ ๗
ว่าด้วยความเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
[๓๗๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในชนบทชื่ออังคุตตราปะ
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จำนวนมากประมาณ ๑,๒๕๐ รูป เสด็จถึงอาปณนิคมของ
ชาวอังคุตตราปะ.
เกณิยชฎิลได้สดับข่าวมาว่า พระสมณโคดมศากยบุตร ทรงผนวชจาก
ศากยสกุส เสด็จจาริกไปในชนบทชื่ออังคุคคราปะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่
ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป เสด็จถึงอาปณหิคมตามลำดับ ก็กิตติศัพท์อันงามของ
ท่านพระโคดมพระองค์นั้นแล ขจรไปแท้อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ฯลฯ ทรงเบิกบานแล้ว
เป็นผู้จำแนกธรรม พระองค์ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งเองแล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์
เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามใน
ท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้ง
พยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ปานนั้น ย่อมเป็น
ความดีแล.
ครั้งนั้นแล เกณิยชฎิลเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้
สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน
ไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงให้เกณิยชฏิล
เห็นแจ้ง ให้สมาทานอาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา.

513
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 514 (เล่ม 47)

ลำดับนั้น เกณิยชฎิล อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง
ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า
ว่า ขอพระโคดมผู้เจริญ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงรับภัตของข้าพระองค์
เสวยในวันพรุ่งนี้ พระเจ้าข้า.
[๓๗๔] เมื่อเกณิยชฎิลกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตรัสกะเกณิยชฎิลว่า ดูก่อนเกณิยะ ภิกษุสงฆ์มีมากถึง ๑,๒๕๐ รูป อนึ่ง
ท่านก็เลื่อมใสในพวกพราหมณ์ยิ่งนัก.
แม้ครั้งที่ ๒ เกณิยชฎิลก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระโคดมผู้เจริญ ภิกษุสงฆ์มีมากถึง ๑,๒๕๐ รูป ทั้งข้าพระองค์เป็นผู้เลื่อมใส
ในพวกพราหมณ์ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ขอพระโคดมผู้เจริญพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์
ทรงรับภัตของข้าพระองค์เพื่อเสวยในพรุ่งนี้ .. .แม้ครั้งที่ ๓ เกณิยชฎิล...
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ.
ลำดับนั้นแล เกณิยชฎิลทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว
ลุกจากอาสนะ เข้าไปสู่อาศรมของตนแล้ว เรียกมิตรอำมาตย์และญาติสายโลหิต
ทั้งหลายมากล่าวว่า มิตรอำมาตย์ และญาติสาโลหิตผู้เจริญทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า
ข้าพเจ้านิมนต์พระสมณโคดมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เพื่อเสวยภัตในวันพรุ่งนี้
ขอท่านทั้งหลายช่วยข้าพเจ้าขวนขวายด้วยกาย พวกมิตร อำมาตย์และญาติ
สาโลหิตทั้งหลายของเกณิยชฎิลรับคำแล้ว บางพวกขุดเตา บางพวกผ่าฟืน
บางพวกล้างภาชนะ บางพวกช่วยตั้งหม้อน้ำ บางพวกปูอาสนะ ส่วนเกณิยชฎิล
ตกแต่งโรงปะรำเอง.
[๓๗๕] ก็สมัยนั้นแล เสลพราหมณ์อาศัยอยู่ในอาปณนิคม เป็นผู้รู้
จบไตรเพทพร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุและคัมภีร์เกตุภะ พร้อมทั้งประเภทอักษร

514