ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 495 (เล่ม 47)

ของสภิยปริพาชก ด้วยคาถาหนึ่ง ๆ แล้วทรงพยากรณ์ด้วยคาถา ๒๐ คาถา
ด้วยยอดธรรมคือพระอรหัต.
วินิจฉัยในคาถานั้นว่า เพราะภิกษุผู้ทำลายกิเลสได้แล้วเป็นภิกษุชั้น
ยอดและภิกษุนั้นเป็นผู้ถึงพระนิพพานแล้ว ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะ
ทรงพยากรณ์ปัญหานี้ของสภิยปริพาชกว่า กึ ปตฺตินมาหุ ภิกฺขูนํ บัณฑิต
กล่าวบุคคลผู้บรรลุอะไรว่าเป็นภิกษุ ดังนี้ จึงตรัสคำมีอาทิว่า ปชฺเชน ด้วย
มรรค
บทนั้นมีความว่า บุคคลใดถึงปรินิพพานด้วยมรรคที่ตนอบรมแล้ว
คือบรรลุถึงการดับกิเลส เพราะถึงปรินิพพาน จึงชื่อว่าเป็นผู้ข้ามพ้นความสงสัย
ละความไม่เป็น และความเป็น อันมีประเภทเป็นวิบัติ สมบัติ ความเสื่อม ความ
เจริญ ความสูญ ความเที่ยง บาปและบุญอยู่ด้วยมรรค เป็นผู้ควรแก่คำชมว่า
ขีณปุนพฺภโว มีภพใหม่สิ้นแล้ว ดังนี้ บุคคลนั้นชื่อว่า เป็นภิกษุ. ก็ภิกษุชื่อว่า
เป็นผู้สงบเสงี่ยม เพราะความเป็นผู้สงบเสงี่ยมด้วยดีจากการปฏิบัติผิด และ
เพราะสงบจากกิเลสมีประการต่าง ๆ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรง
แสดงความนั้น จึงตรัสพยากรณ์ปัญหาที่สอง โดยนัยมีอาทิว่า สพฺพตฺถ
อุเปกฺขโก วางเฉยในอารมณ์มีรูปเป็นต้นทั้งหมด.
บทนั้นมีความว่า ผู้ใดวางเฉยในอารมณ์มีรูปเป็นต้นทั้งหมด ด้วย
อุเบกขามีองค์ ๖ อันเป็นไปแล้วอย่างนี้ว่า เห็นรูปด้วยจักษุ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ
ชื่อว่า มีสติ เพราะสติถึงความไพบูลย์ ไม่เบียดเบียนสัตว์อันมีประเภทที่มีความ
สะดุ้งกลัวและมั่นคงเป็นต้น ไร ๆ เป็นผู้ข้ามได้แล้วเพราะข้ามโอฆะในโลกทั้ง
ปวง ชื่อว่า เป็นผู้สงบ เพราะสงบจากบาป ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ขุ่นมัว เพราะละ

495
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 496 (เล่ม 47)

ความดำริในความขุ่นมัวเสียได้ ชื่อว่า ไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น อันได้แก่ ราคะ
โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลสทุกชนิด ทั้งอย่างหยาบหรืออย่างละเอียด
ผู้นั้น ชื่อว่า เป็นผู้สงบเสงี่ยมด้วยความสงบด้วยดีจากการปฏิบัติผิด เพราะมี
ธรรมเป็นเครื่องอยู่คืออุเบกขา เพราะมีสติไพบูลย์และเพราะไม่เบียดเบียน
และด้วยการสงบกิเลสมีประการต่าง ๆ มีโอฆะเป็นต้นนี้.
ก็เพราะผู้มีอินทรีย์อบรมแล้ว ไม่มีภัย ไม่วิการ เป็นผู้ฝึกตนแล้ว
ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงทรงพยากรณ์ด้วยคาถา
ว่า ยสฺสินทฺริยานิ ผู้ใดอบรมอินทรีย์แล้วดังนี้.
บทนั้นมีความดังต่อไปนี้ ผู้ใดยกอินทรีย์ทั้ง ๖ มีจักขุนทรีย์เป็นต้น
ขึ้นสู่พระไตรลักษณ์มีอนิจจลักษณะเป็นต้น ด้วยโคจรภาวนาแล้วถือเอากลิ่นคือ
สติสัมปชัญญะด้วยวาสนาภาวนา เจริญแล้วแทงตลอด คือรู้ ตรัสรู้โลกนี้และ
โลกอื่น อันได้แก่โลกคือขันธ์อันเป็นไปในสันดานของตนและโลกคือขันธ์อัน
เป็นไปในสันดานของผู้อื่นด้วยโคจรภาวนาทั้งภายในและภายนอกในโลกทั้งปวง
ว่า ความบกพร่องของอินทรีย์ทั้งหลาย ก็ดี ความเกิดจากความบกพร่องก็ดีใน
อารมณ์ใด ๆ อบรมอินทรีย์แล้วด้วยการไม่เพ่งเป็นต้นในอารมณ์นั้น ๆ ดังนี้
แล้วประสงค์จะตายช้า ๆ หวังถึงกาลคือรอคอยเวลาสิ้นชีวิต ไม่กลัวต่อความ
ตาย. ดังที่พระเถระกล่าวไว้ว่า
มรณํ เม ภยํ นตฺถิ นิกฺกนฺติ นตฺถิ ชีวิเต
นาภิกงฺขามิ มรณํ นาภิกงฺขามิ ชีวิตํ
กาลํ จ ปฏิกงฺขามิ นิพฺพิสํ ภตโก ยถา.

496
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 497 (เล่ม 47)

เราไม่กลัวความตาย ความใคร่ใน
ชีวิตไม่มี เราไม่ปรารถนาความตาย เราไม่
ปรารถนาชีวิต แต่เรารอความตาย เหมือน
คนรับจ้างรอคอยค่าจ้าง ฉะนั้น.
บทว่า ภาวิโต ส ทนฺโต คือผู้ที่อบรมอินทรีย์แล้ว ผู้นั้น บัณฑิต
กล่าวว่า ผู้ฝึกตนแล้ว.
เพราะธรรมดาพระพุทธเจ้า เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา มีกิเลสหลับ
และทรงรู้แจ้ง ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงทรงพยากรณ์ปัญหาข้อที่ ๔
ด้วยคาถาว่า กปฺปานิ ตลอดกัป ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กปฺปานิ ได้แก่ กัปคือตัณหาและทิฏฐิ. จริงอยู่
ตัณหาและทิฏฐิท่านเรียกว่า กัป เพราะกำหนดเอาอย่างนั้น ๆ. บทว่า วิเจยฺย
คือพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า เกวลานิ คือทั้งสิ้น.
บทว่า สํสารํ ได้แก่ พิจารณาสงสารทั้งสิ้นอันได้แก่ลำดับขันธ์เป็นต้น อย่าง
นี้ว่า
ขนธานญฺจ ปฏิปาฏิ ธาตุอายตนาน จ
อพฺโพจฺฉินฺนํ วตฺตมานา สํสาโรติ ปวุจฺจติ.
ลำดับแห่งขันธ์ ธาตุและอายตนะทั้ง
หลายยังเป็นไปอยู่ ไม่ขาดสาย ท่านเรียกว่า
สงสาร.
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ท่านกล่าวถึงวิปัสสนาในวัฏฏะแม้ ๓ อย่างนี้ คือใน
กรรมวัฏและกิเลสวัฏอันเป็นมูลเหตุแห่งขันธ์ทั้งหลาย และในขันธ์ทั้งหลาย.

497
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 498 (เล่ม 47)

บทว่า ตทุภยํ จุตูปปาตํ ได้แก่พิจารณาคือรู้ทั้งจุติและอุปบัติทั้งสองนี้ของ
สัตว์ทั้งหลาย. ท่านกล่าวถึง จุตูปปาตญาณ ด้วยบทว่า จุตูปปาตํ นี้. บทว่า
วิคตรชมนงฺคณํ วิสุทฺธํ ปราศจากธุลีไม่มีกิเลสเครื่องยียวน ผู้หมดจด ความ
ว่า ชื่อว่าปราศจากธุลีไม่มีกิเลสเครื่องยียวน ผู้หมดจด เพราะปราศจากธุลีมีราคะ
เป็นต้น เพราะไม่มีกิเลสเครื่องยียวน เพราะปราศจากมลทิน. บทว่า ปตฺตํ
ชาติกฺขยํ ถึงความสิ้นไปแห่งชาติความเกิด ได้แก่ บรรลุถึงพระนิพพาน.
บทว่า ตมาหุ พุทฺธํ ผู้นั้น บัณฑิตกล่าวว่า ผู้รู้ ความว่า ผู้นั้นบัณฑิตกล่าว
ว่าผู้รู้ถึงความสิ้นชาติ เพราะถึงพร้อมด้วยความรู้ คือส่วนแห่งจุตูปปาตญาณ
ด้วยโลกุตรวิปัสสนานี้ และเพราะเป็นผู้บริสุทธิ์จากความหลับคือกิเลส
เพราะปราศจากกิเลสมีธุลีเป็นต้นนี้ด้วยปฏิปทานั้น.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กปฺปานิ วิเจยฺย เกวลานิ พิจารณาตลอด
กัปทั้งสิ้น ความว่า พิจารณาโดยนัยเป็นต้นว่า อเนเกปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป
อมุตฺราสึ ความว่า ไม่พ้นสังวัฏกัปและวิวัฏกัปไม่น้อย. ด้วยบทนี้ท่านกล่าว
ถึงวิชชาต้น (คือปุพเพนิวาสานุสสติญาณ). บทว่า สํสารํ ตทุภขํ จุตูปาตํ
พิจารณาสงสารทั้งสองอย่าง ความว่า พิจารณาสงสารทั้งสองอย่างนี้ คือ จุติและ
อุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย โดยนัยมีอาทิว่า อิเม วต โภนฺโต สตฺตา สัตว์
ทั้งหลายผู้เจริญเหล่านี้หนอดังนี้. ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงวิชชาที่สอง คือจุตูปปาต-
ญาณ ด้วยบทที่เหลือท่านกล่าวถึงวิชชาที่สาม (คืออาสวักขยญาณ) ความเป็นผู้
ปราศจากธุลีเป็นต้น และการบรรลุพระนิพพานย่อมมีได้ด้วยอาสวักขยาณ.
บทว่า ตมาหุ พุทฺธํ ผู้นั้น เรากล่าวว่าเป็นพระพุทธเจ้า ความว่า เรากล่าว
ผู้นั้น ซึ่งเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาคือวิชชาสามอย่างนี้ ว่าเป็นพระพุทธเจ้า.

498
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 499 (เล่ม 47)

แม้ในปัญหาที่พระพุทธเจ้าทรงแก้ปัญหาที่พราหมณ์ถามด้วยคาถาแรก
อย่างนี้แล้วจึงตรัสด้วยคาถาที่สอง เพราะผู้ที่ถึงความเป็นพรหม ความเป็นผู้
ประเสริฐ เป็นพราหมณ์ชั้นยอด เป็นผู้สอยบาปทั้งหมดได้แล้ว ฉะนั้น เมื่อ
จะทรงแสดงความนั้น จึงทรงพยากรณ์ปัญหาแรกด้วยคาถาว่า พาหิตฺวา ลอย
แล้ว ดังนี้.
บทนั้นมีความว่า ผู้ใดลอยบาปทั้งหมดได้แล้วด้วยมรรคที่สี่ ดำรงตน
มั่น อธิบายว่ามั่นคง เป็นผู้ปราศจากมลทินเพราะลอยบาปได้แล้ว ถึงความ
เป็นผู้ไม่มีมลทิน ความเป็นพรหม ความเป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้ตั้งมั่นแล้ว
ด้วยดี ด้วยอรหัตผลสมาธิ เพราะสงบมลทินคือกิเลสอันทำให้สมาธิซัดส่ายก้าว
ล่วงสงสารได้แล้ว ด้วยการก้าวล่วงเหตุแห่งสงสาร เป็นผู้สำเร็จกิจเพราะทำกิจ
เสร็จแล้ว ผู้นั้นท่านกล่าวว่าเป็นผู้ไม่มีสิ่งอาศัย เพราะอันตัณหาและทิฏฐิไม่
อาศัยแล้วและเป็นผู้คงที่ เพราะไม่ทำให้ผิดปรกติไปด้วยโลกธรรม ด้วยประการ
ฉะนี้ ผู้นั้น ท่านกล่าวว่าเป็นพรหม เป็นพราหมณ์ ควรแก่สรรเสริญ.
เพราะท่านกล่าวว่าเป็นสมณะ เพราะเป็นผู้ลอยบาปได้แล้ว ชื่อว่าเป็น
ผู้ล้างบาป เพราะล้างบาปได้แล้ว ชื่อว่าเป็นนาค เพราะไม่ทำความชั่วทั้งหลาย
ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความนั้นจึงทรงพยากรณ์ปัญหาที่สามด้วยคาถา ๓ คาถา
อื่นอีก.
บทว่า สมิตาวี เป็นผู้สงบกิเลส คือ สงบกิเลสด้วยอริยมรรคตั้งอยู่
ท่านกล่าวว่าเป็นสมณะเพราะเป็นอย่างนั้น ฉะนั้นผู้เป็นอย่างนั้นจึงเรียกว่าสมณะ.
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นอันทรงพยากรณ์ปัญหาแล้ว. คำที่เหลือเป็นคำสรรเสริญ

499
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 500 (เล่ม 47)

เพื่อให้สภิยปริพาชกเกิดความนับถือในสมณะนั้นให้มาก. จริงอยู่ ผู้ใดเป็นผู้
มีความสงบ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีกิเลสดุจธุลี เพราะปราศจากกิเลสดุจธุลี
เพราะละบุญและบาปได้ด้วยไม่กระทำการสืบต่อบุญและบาป เป็นผู้ก้าวล่วงชาติ
และมรณะได้ เพราะรู้โลกนี้และโลกอื่นด้วยสามารถแห่งลักษณะมีความไม่เที่ยง
เป็นต้น และเป็นผู้คงที่. อนึ่ง ในคาถานี้ว่า นินฺนฺหาย ฯเปฯ นฺหาตโก
ผู้ใดล้างบาปได้หมดในอายตนโลกทั้งปวง คือในภายในและภายนอกแล้ว ย่อม
ไม่มาสู่กัป ในเทวดาและมนุษย์ผู้สมควรกับกัปคือตัณหาและทิฏฐิ ผู้นั้นบัณฑิต
กล่าวว่าผู้ล้างบาป. พึงทราบความอย่างนี้ว่า ผู้ใดล้างคือชำระบาปทั้งหมด
อันควรจะเกิดด้วยอารมณ์ภายในและภายนอกในอายตนโลกแม้ทั้งหมด กล่าว
คือทั้งภายในและภายนอกด้วยมรรคญาณไม่มาสู่กัป ในเทวดาและมนุษย์ทั้ง
หลายผู้สมควรด้วยกัปคือตัณหาและทิฏฐิ เพราะล้างบาปได้แล้วนั้น บัณฑิต
กล่าวผู้นั้นว่า เป็นผู้ล้างบาป.
แม้ในคาถาที่สี่ก็พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้. บทว่า อาคุํ น กโรติ
กิญฺจิ โลเก ผู้ใดไม่กระทำบาปอะไร ๆ ในโลก ความว่า ผู้ใดไม่ทำบาป อัน
เป็นความชั่วแม้มีประมาณน้อยในโลก ท่านกล่าวผู้นั้นว่าเป็นนาค เพราะเหตุดัง
นั้น. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ปัญหาแล้ว.
คำที่เหลือเป็นคำสรรเสริญโดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั่นแหละ จริงอยู่ ผู้ใด
ไม่ทำความชั่วเพราะละความชั่วได้ด้วยมรรค ผู้นั้นสลัดออกคือละเครื่องผูก
ทั้งหมด อันได้แก่สังโยชน์ ๑๐ ในสังโยชน์ทั้งหมดมีกามราคะเป็นต้น ไม่ข้อง
อยู่ด้วยความข้องไร ๆ ในขันธ์เป็นต้นทั้งปวง และหลุดพ้นได้เด็ดขาดด้วย
วิมุตติทั้งสอง และเป็นผู้คงที่.

500
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 501 (เล่ม 47)

แม้ในปัญหาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหาที่พราหมณ์ถามด้วย
คาถาที่สองอย่างนี้แล้ว จึงตรัสด้วยคาถาที่สามต่อไป เพราะอายตนะทั้งหลายท่าน
กล่าวว่า เขตฺตานิ เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า จกฺขุเปตํ จกฺขฺวายตนมุ-
เปตํ ฯเปฯ เขตฺตมฺเปตํ วตฺถุมฺเปตํ นี่ก็เป็นจักษุ นี่ก็เป็นจักขวายตนะ ฯลฯ
นี่ก็เป็นเขต นี่ก็เป็นวัตถุ. ผู้ใดชนะ คิดครอบงำเขตเหล่านั้น อีกอย่างหนึ่ง
พิจารณาคือกำหนดเขตทั้งสิ้น คือไม่มีเหลือโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น
แต่โดยความต่างกัน เขตที่เป็นของทิพย์ เขตของมนุษย์และเขตของพรหม มี
การเกี่ยวข้องกันเป็นเหตุ เขตใดเป็นของทิพย์มี ๑๒ ประเภท เขตที่เป็นของ
มนุษย์ก็เหมือนอย่างนั้น อนึ่งเขตใดเป็นเขตของพรหมมีประเภทคืออายตนะ ๑๒
มีจักขวายนตะเป็นต้น ในอายตนะ ๖ พึงปราบปรามหรือพึงพิจารณาเขตทั้ง
หมดนั้น แต่นั้นเป็นผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูกอันเป็นรากเหง้าแห่งเขตทั้งหมด
มี อวิชชา ตัณหา และภพเป็นต้น เป็นเครื่องผูกอันเป็นรากเหง้าแห่งเขตทั้ง
ปวง ชื่อว่า เป็นผู้ชนะเขตทั้งปวง เพราะเขตเหล่านั้นอันคนชนะได้แล้วหรือ
พิจารณาแล้วอย่างนี้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงพยากรณ์ปัญหาแรกด้วย
คาถานี้ว่า เขตฺตานิ ดังนี้.
ในบทว่า เขตฺตานิ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า กรรมทั้งหลายชื่อว่า
เป็นเขต (เนื้อนา)เพราะบาลีว่า กมฺมํ เขตฺตํ วิญฺญาณํ พีชํ ตณฺหา สิเนโห.
กรรมเป็นเนื้อนา วิญญาณเป็นพืช ตัณหาเป็นยางเหนียว. อนึ่งในบทว่า
ทิพฺพํ มานุสกญฺจ พฺรหฺมกฺเขตฺตํ นี้ ท่านพรรณนาไว้ว่า กรรมอันเป็น
เขตของทิพย์เข้าถึงเทวโลก กรรมอันเป็นเขตของมนุษย์เข้าถึงมนุษย์ กรรมอัน
เป็นเขตของพรหมเข้าถึงพรหมดังนี้. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

501
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 502 (เล่ม 47)

ก็เพราะกรรมทั้งหลายท่านกล่าวโกสะ เพราะคล้ายกะเปาะฟองที่ตั้งใน
ตน ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดเพราะตัด คือตัดขาดกะเปาะฟองเหล่านั้นได้นั้น เมื่อ
จะทรงแสดงความนั้นจึงทรงพยากรณ์ปัญหาที่สองด้วยคาถาว่า โกสานิ กะเปาะ
ฟอง ดังนี้.
บทนั้นมีความดังนี้ ผู้ใดพิจารณากะเปาะฟอง (กรรม) ทั้งสิ้นอันได้
แก่กุศลกรรมโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น โดยอารมณ์และโดยกิจ ด้วย
โลกิยวิปัสสนาและโลกุตรวิปัสสนา แต่โดยความต่างกันออกไป พิจารณา
กะเปาะฟองที่เป็นของทิพย์ และกะเปาะฟองของมนุษย์ มีต่างด้วย กามาวจร-
กุศลเจตนา ๘ อันเป็นเหตุเกี่ยวข้องกัน และกะเปาะฟองของพรหมอันต่างด้วย
มหัตคตกุศลเจตนา ๙ แต่นั้นหลุดพ้นจากเครื่องผูกอันเป็นรากเหง้าแห่งกะเปาะ
ฟองทั้งหมดมีประเภทคือ อวิชชาและภวตัณหาเป็นต้น ด้วยมรรคภาวนา ท่าน
กล่าวว่าเป็นผู้ฉลาด เพราะกำจัดกะเปาะฟองเหล่านั้นได้ด้วยประการฉะนี้ และ
เป็นผู้คงที่เห็นปานนั้น. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบภพ ๓ และอายตนะ ๑๒ ว่าเป็น
โกสะ เพราะเป็นเช่นกับฝักดาบ ด้วยอรรถว่าเป็นที่อยู่ของสัตว์และธรรมทั้ง
หลาย. ในบทนี้พึงประกอบด้วยคาถาด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง เพราะท่านกล่าวว่าเป็นบัณฑิตด้วยบทนี้ว่า น เกวลํ ปณฺฑติ
มิใช่ฉลาดอย่างเดียว. แต่โดยที่แท้ท่านกล่าวว่าบัณฑิตเพราะถึงคือเข้าถึงอายตนะ
ทั้งหลาย ยึดอยู่ด้วยปัญญาเป็นเครื่องค้นคว้า ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความ
นั้นจึงทรงพยากรณ์ปัญหาที่สามด้วยคาถาว่า ทุภยานิ อายตนะทั้งสอง ดังนี้.
บทนั้นมีความดังนี้ ผู้ใดพิจารณาอายตนะทั้งสองอย่างนี้คือ ทั้งภายใน
และภายนอก โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า ปณฺฑรานิ ได้แก่

502
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 503 (เล่ม 47)

อายตนะทั้งหลาย. ท่านกล่าวอย่างนั้นเพราะบริสุทธิ์โดยปรกติและเพราะงอกงาม
ผู้พิจารณาอายตนะเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาบริสุทธิ์ เพราะกำจัดมลทินออก
เสียได้ด้วยการปฏิบัตินี้ ท่านกล่าวว่าเป็นบัณฑิตเพราะเหตุนั้น. เพราะเป็นผู้ถึง
แล้วซึ่งอายตนะเหล่านั้นด้วยปัญญา. บทที่เหลือเป็นคำสรรเสริญของพราหมณ์
นั้น ผู้นั้นเป็นผู้ก้าวล่วงธรรมดำและธรรมขาวอันได้แก่บาปและบุญได้แล้วและ
เป็นผู้คงที่ ฉะนั้น พราหมณ์จึงสรรเสริญอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
ก็เพราะญาณท่านเรียกว่า โมนะ ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ยา ปญฺญา-
ปชานนา ฯเปฯ สมฺมาทิฏฺฐิ เตน ญาเณน สมนฺนาคโต มุนิ มุนี
ประกอบด้วยปัญญาความรู้ ฯลฯ สัมมาทิฏฐิ ดังนี้ ฉะนั้นเมื่อจะทรงแสดงความ
นั้นจึงทรงพยากรณ์ปัญหาที่สี่ด้วยคาถาว่า อสตญฺจ ธรรมของอสัตบุรุษ ดังนี้.
บทนั้นมีความดังนี้ ผู้ใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษและสัตบุรุษทั้งที่เป็น
อกุศลและกุศลในโลกทั้งปวงนี้คือในภายในและภายนอกดำรงอยู่ ล่วงคือก้าว
ล่วง ธรรมอันเป็นเครื่องข้อง ๗ อย่างโดยประเภทมีราคะเป็นต้น และข่ายสอง
อย่างโดยประเภทคือตัณหาและทิฏฐิ เพราะผู้นั้นได้รู้แล้ว ท่านกล่าวผู้นั้นว่า
เป็นมุนี เพราะประกอบด้วยญาณเป็นเครื่องค้นคว้าอันได้แก่โมนะนั้น. บทว่า
เทวมนุสฺเสหิ ปูชิโย อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว นี้เป็นคำสรร-
เสริญของพราหมณ์นั้น. จริงอยู่ ผู้นั้นเป็นผู้ควรแก่การบูชาของเทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลายเพราะเป็นมุนีสิ้นอาสวะแล้ว ฉะนั้น พราหมณ์จึงสรรเสริญ
อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
แม้ในปัญหาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหาที่พราหมณ์ถามด้วย
คาถาที่สาม พระองค์จึงตรัสด้วยคาถาที่สี่ เพราะผู้นั้นทำความสิ้นกิเลสถึงแล้ว

503
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 504 (เล่ม 47)

ด้วยเวทคือมรรคญาณ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ถึงเวทโดยปรมัตถ์ อนึ่งผู้ใดพิจารณา
เวททั้งหลายที่รู้ว่าเป็นศาสตร์ของสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ด้วยความเป็น
ของไม่เที่ยงเป็นต้นโดยกิจด้วยมรรคภาวนานั้นเอง ก้าวล่วงเวททั้งปวงนั้น ด้วย
การละความพอใจและความกำหนัดในเวทนั้น เวทนาใดเกิดขึ้นเพราะเวทเป็น
ปัจจัย หรือโดยประการอื่น เป็นผู้ปราศจากราคะในเวทนาเหล่านั้น คือในเวท-
นาทั้งหมด ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความนั้นมิได้ตรัสว่า อิทํ ปตฺตินํ นี้ของผู้
บรรลุเวท ดังนี้ แต่ทรงพยากรณ์ปัญหาที่หนึ่งด้วยคาถาว่า เวทานิ เวททั้งหลาย
ดังนี้. เพราะผู้พิจารณาเวททั้งหลายด้วยปัญญาเป็นเครื่องค้นคว้านั้น ก้าวล่วง
เวททั้งปวง ด้วยการละความพอใจและความกำหนัดในเวทนั้น ผู้นั้นถึงรู้และ
ก้าวล่วงเวททั้งหลายที่รู้กันว่าเป็นศาสตร์ ผู้ใดปราศจากราคะในเวทนาทั้งหลาย
แม้ผู้นั้นถึงและก้าวล่วงเวททั้งหลายที่รู้อยู่ว่าเป็นเวทนา ผู้นั้นชื่อว่าเวทคู เพราะ
เป็นไปแล้วสู่เวททั้งหลาย ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความแม้นั้นมิได้ตรัสว่า
อิทํ ปตฺตินํ แล้วทรงพยากรณ์ปัญหาที่หนึ่งด้วยคาถานี้.
ก็เพราะในปัญหาที่สองท่านกล่าวว่า อนฺวิทิโต ได้แก่ผู้รู้ตาม ผู้นั้น
ใคร่ครวญนามรูป ที่ทำให้เนิ่นช้า อันเป็นภายใน อันได้แก่ธรรมอันทำให้
เนิ่นช้า อันต่างด้วยคณะหามานะและทิฏฐิในสันดานของตน และนามรูปอันมี
ธรรมที่ทำให้เนิ่นช้านั้นเป็นปัจจัย ด้วยอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น มิใช่ใคร่
ครวญธรรมที่เป็นภายในอย่างเดียว ยังใคร่ครวญธรรมที่เป็นมูลรากแห่งโรค
ในภายนอกด้วย ได้แก่ ใคร่ครวญธรรมอันเป็นมูลรากมีอวิชชาและภวตัณหา
เป็นต้น ของนามรูปและโรคนี้ ในสันดานของคนอื่น หรือเป็นผู้หลุดพ้นจาก
เครื่องผูกอันเป็นรากเหง้าแห่งโรคทั้งหลายทั้งปวงด้วยภาวนานั้น หรือจาก
เครื่องผูกอันเป็นมูลรากทั้งปวงแห่งโรคทั้งหลาย หรือจากธรรมอันทำให้เนิ่นช้า

504