ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 485 (เล่ม 47)

ส. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าผู้ที่เคยเป็นอัญญเดียรถีย์มาก่อน หวัง
บรรพชา หวังอุปสมบทในธรรมวินัยนี้ จะต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน เมื่อล่วง
๔ เดือน ภิกษุทั้งหลายพอใจ จึงยังผู้นั้นผู้อยู่ปริวาสแล้วให้บรรพชาอุปสมบท
เพื่อความเป็นภิกษุไซร้ ข้าพระองค์จักอยู่ปริวาส ๔ ปี เมื่อล่วง ๔ ปีแล้ว
ภิกษุทั้งหลายพอใจ ขอจงยังข้าพระองค์ผู้อยู่ปริวาสแล้วให้บรรพชาอุปสมบท
เพื่อความเป็นภิกษุเถิด.
สภิยปริพาชก ได้บรรพชา อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้ว ครั้นท่านพระสภิยะอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่
ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ไม่นานนัก ก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่ง
พรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ
ต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้
มิได้มีอีก ก็ท่านพระสภิยะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์
ทั้งหลายฉะนี้แล.
จบสภิยสูตรที่ ๖

485
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 486 (เล่ม 47)

อรรถกถาสภิยสูตรที่ ๖
สภิยสูตรมีคำเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ดังนี้.
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?
การเกิดขึ้นนี้กล่าวไว้แล้วในนิทานของสูตรนั้น. อนึ่ง สูตรนี้แม้ในลำดับ
แห่งการพรรณนาความก็พึงทราบว่าเช่นกับสูตรก่อน มีนัยดังได้กล่าวไว้แล้ว
ในสูตรก่อนนั่นแล. แต่บทใดยังไม่ได้กล่าวไว้ เราจักเรียบเรียงบทที่กล่าวไว้
ไม่ชัดเจน พรรณนาบทนั้น.
บทว่า เวฬุวนํ ในบทว่า เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป เป็นชื่อ
ของสวนนั้น. ได้ยินว่า สวนนั้นได้ล้อมไว้ด้วยไม้ไผ่ ทั้งมีสีเขียวน่ารื่นรมย์
ประกอบด้วยซุ้มประตูและป้อมตามกำแพง ๑๘ ศอก. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงเรียกว่า
เวฬุวัน. ที่สวนนั้น ชนทั้งหลายได้ให้เหยื่อแก่กระแต ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า
กลันทกนิวาปะ. กระแตทั้งหลายท่านเรียกว่า กลันทกะ.
มีเรื่องเล่าว่า ครั้งก่อนพระราชาองค์หนึ่งเสด็จมาประพาสพระอุทยาน
ณ ที่นั้น ทรงเมาด้วยฤทธิ์สุราบรรทมหลับในตอนกลางวัน. พวกบริวารของ
พระองค์รู้ว่าพระราชาบรรทมหลับ จึงเลี่ยงไปเก็บดอกไม้และผลไม้จากข้างโน้น
ข้างนี้. ลำดับนั้นงูเห่าได้กลิ่นสุราจึงเลื้อยออกจากโพรงไม้ต้นหนึ่ง เลื้อยไป
ทางพระราชา. รุกขเทวดาเห็นดังนั้นจึงคิดว่าเราจักให้ชีวิตพระราชา จึงแปลง
เป็นกระแตกระซิบที่พระกรรณ. พระราชาทรงตื่นบรรทม. งูเห่าเลื้อยกลับ
พระราชาทอดพระเนตรเห็นกระแตนั้น ทรงดำริว่ากระแตนี้ให้ชีวิตเรา จึงทรง
ให้จัดหาเหยื่อไว้ให้กระแตที่พระราชอุทยานนั้น และให้ประกาศพระราชอุทยาน

486
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 487 (เล่ม 47)

นั้นเป็นเขตให้อภัยแก่กระแต. เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นั้นมาพระราชอุทยานนั้น
จึงชื่อว่า กลันทกนิวาปสถาน สถานที่ให้เหยื่อแก่กระแต.
คำว่า สภิยะ ในบทว่า สภิยสฺส ปริพฺพาชกสฺส เป็นชื่อของ
ปริพาชกนั้น. บทว่า ปริพฺพาชโก ท่านกล่าวหมายถึงนักบวชภายนอก.
บทว่า โปราณสาโลหิตาย เทวตาย เทวดาผู้เป็นสาโลหิตเก่า คือ ไม่ใช่
มารดา ไม่ใช่บิดา แต่เป็นดุจมารดาและบิดา เทพบุตรนั้นท่านกล่าวว่าเป็น
เทวดาผู้เป็นสายโลหิตเก่า เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยเกื้อกูล.
มีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะปรินิพพาน
แล้ว ได้ประดิษฐานสุวรรณเจดีย์ขึ้นแล้ว. กุลบุตร ๓ คนบวชในสำนักของสาวก
ซึ่งยังอยู่กันพร้อมหน้า เรียนกรรมฐานอันสมควรแก่ความประพฤติไปสู่ชนบท
ชายแดน บำเพ็ญสมณธรรมในราวป่า เข้าเมืองเป็นครั้งคราวเพื่อไหว้พระเจดีย์
และเพื่อฟังธรรม. ครั้นต่อมาภิกษุเหล่านั้นไม่ชอบออกไปจากป่า จึงไม่ประมาท
อยู่ในป่านั้นเอง. แม้อยู่อย่างนี้ก็ไม่สามารถบรรลุคุณวิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งได้
ลำดับนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงคิดกันว่า เราออกไปบิณฑบาตแล้ว ๆ เล่า ๆ ชื่อว่า
เป็นผู้มุ่งหวังในชีวิต อันผู้มุ่งหวังในชีวิตไม่สามารถจะบรรลุโลกุตรธรรมได้
การตายเมื่อยังเป็นปุถุชนเป็นทุกข์ เอาเถิด เราจะพาดบันไดขึ้นสู่ภูเขาไม่มุ่งหวัง
ในร่างกายและชีวิต บำเพ็ญสมณธรรณดังนี้. ภิกษุเหล่านั้นได้ทำอย่างนั้นแล้ว.
ครั้งนั้น บรรดาภิกษุเหล่านั้น พระมหาเถระเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย
ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยอภิญญา ๖ ในทันทีนั้นเอง พระมหาเถระจึงไปสู่
หิมวันตประเทศด้วยฤทธิ์ ล้างหน้าที่สระอโนดาต เที่ยวไปบิณฑบาตในอุตรกุรุ

487
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 488 (เล่ม 47)

ฉันอาหารเสร็จแล้วได้ไปยังที่อื่นต่อไป ได้ภัตตาหารเต็มบาตรแล้ว เอาน้ำที่
สระอโนดาต และแปรงสีฟันชื่ออนาคลดามาหาภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า อาวุโส
ทั้งหลาย ท่านจงดูอานุภาพยิ่งใหญ่ บิณฑบาตนี้นำมาจากแคว้นอุตรกุรุ น้ำและ
แปรงสีฟันนี้นำมาจากหิมวันตประเทศ ท่านทั้งหลายจงฉันภัตตาหารนี้บำเพ็ญ
สมณธรรมเถิด ผมจะอุปัฏฐากพวกท่านอย่างนี้ตลอดไป. ภิกษุเหล่านั้นได้ฟัง
แล้วจึงกล่าวว่า พระคุณเจ้าขอรับ พระคุณเจ้าทำกิจเสร็จแล้ว พวกกระผม
แม้เพียงสนทนากับพระคุณเจ้าก็เสียเวลาอยู่แล้ว บัดนี้ ขอพระคุณเจ้าอย่ามาหา
พวกกระผมอีกเลย. พระมหาเถระนั้นเมื่อไม่สามารถจะให้ภิกษุเหล่านั้นยินยอม
ได้โดยวิธีไร ๆ หลีกไป.
แต่นั้นบรรดาภิกษุเหล่านั้นรูปหนึ่ง โดยล่วงไป ๒ - ๓ วันได้เป็น
พระอนาคามีได้อภิญญา ๕. ภิกษุนั้นก็ได้ทำอย่างนั้นเหมือนกัน ครั้นถูกภิกษุ
อีกรูปหนึ่งห้ามก็กลับไปเช่นเดียวกัน. ภิกษุนั้นพยายามห้ามอยู่อย่างนั้น ครั้น
ถึงวันที่ ๗ จากวันที่ขึ้นไปสู่ภูเขาก็ยังไม่บรรลุคุณวิเศษไร ๆ ครั้นมรณภาพแล้ว
ก็ไปเกิดในเทวโลก. ฝ่ายพระเถระผู้เป็นขีณาสพก็ปรินิพพานในวันนั้นนั่นเอง.
ท่านที่เป็นพระอนาคามีได้บังเกิดในสุทธาวาส. เทพบุตรเสวยทิพยสมบัติใน
สวรรค์ชั้นกามาวจร ๖ ชั้นกลับไปกลับมา ครั้นถึงศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ของเราได้จุติจากเทวโลก ถือปฏิสนธิในครรภ์ของปริพาชิกาผู้หนึ่ง. นัยว่า
ปริพาชิกาผู้นั้นเป็นราชธิดาของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง. พระชนกชนนีได้ทรง
มอบราชธิดานั้นแก่ปริพาชกผู้หนึ่ง ด้วยตั้งพระทัยว่าธิดาของเราจงรู้เรื่องลัทธิ
เถิด. ปริพาชกผู้เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของปริพาชกนั้น ประพฤติเมถุนกรรมกับ

488
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 489 (เล่ม 47)

ราชธิดานั้น. พระนางได้ตั้งครรภ์ ปริพาชิกาทั้งหลายเห็นราชธิดานั้นมีครรภ์
จึงพากันไล่ออกไป. พระนางเสด็จไปในที่แห่งหนึ่ง ทรงคลอดที่หอประชุมใน
ระหว่างทาง ด้วยเหตุนั้นกุมารนั้นจึงมีชื่อว่า สภิยะ เกิดที่หอประชุม. สภิยะ
นั้นครั้นเติบโตแล้วก็บวชเป็นปริพาชก เล่าเรียนศาสตร์ต่าง ๆ เป็นผู้มีวาทะมาก
เที่ยวไปตลอดชมพูทวีป เพื่อโต้วาทะ ไม่เห็นนักพูดเช่นกับตนจึงให้สร้าง
อาศรมไว้ที่ประตูพระนคร สั่งสอนศิลปะแก่ขัตติยกุมารเป็นต้น อาศัยอยู่ ณ
ที่นั้น.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเผยแผ่พระธรรมจักรอันประเสริฐ
เสด็จมาถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับ ประทับอยู่ ณ เวพุวัน มหาวิหารกลันทกนิวาป-
สถาน. แต่สภิยปริพาชกไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้ว. ลำดับนั้น สุทธาวาส-
พรหม ครั้นออกจากสมาบัติแล้วรำพึงว่า เราได้บรรลุคุณวิเศษนี้ ด้วยอานุภาพ
ของใครรำลึกถึงผู้ร่วมบำเพ็ญสมณธรรมและสหายเหล่านั้น ในศาสนาของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ บรรดาสหายเหล่านั้นรูปหนึ่งปรินิพพาน
แล้วรำพึงต่อไปว่า บัดนี้อีกรูปหนึ่งอยู่ที่ไหน ครั้นรู้แล้วว่า ภิกษุรปนั้นจุติจาก
เทวโลกแล้วไปเกิดในชมพูทวีป และไม่รู้ว่า แม้พระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้วจึง
คิดว่า เอาเถิดเราจะชักชวนเขาเพื่อเข้าถึงพระพุทธเจ้า จึงแต่งปัญหา ๒๐ ข้อ
ตอนกลางคืน ได้มายังอาศรมของสภิยปริพาชกนั้นยืนอยู่บนอากาศ ร้องเรียกว่า
สภิยะ ดังนี้. สภิยปริพาชกกำลังหลบได้ยินเสียงร้องเรียกอยู่ ๓ ครั้งจึงออกไป
เห็นแสงสว่างจึงยืนประณมมือ. ลำดับนั้น พรหมได้กล่าวกะสภิยปริพาชกนั้น
ว่า ดูก่อนสภิยะ เรานำปัญหา ๒๐ ข้อมาเพื่อท่าน ท่านจงเรียนปัญหาเหล่านั้น

489
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 490 (เล่ม 47)

สมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดถูกท่านถามปัญหานี้แล้วพยากรณ์ได้ ท่านพึงประพฤติ
พรหมจรรย์ในสำนักของผู้นั้นเถิด.
บทว่า ปุราณสาโลหิตาย เทวตาย ปญฺหา อุทฺทิฏฺฐา โหนฺติ
เทวดาผู้เป็นสาโลหิตเก่าได้แสดงปัญหานี้ ท่านกล่าวหมายถึงเทพบุตรนี้.
บทว่า อุทฺทิฏฺฐา ท่านกล่าวเพียงหัวข้อแสดงเท่านั้นมิได้กล่าวโดย
จำแนก
เมื่อพรหมกล่าวอย่างนี้แล้ว สภิยะได้เรียนปัญหาเหล่านั้นตามลำดับบท
ด้วยการกล่าวครั้งเดียวเท่านั้น. ครั้งนั้นพรหมแม้รู้อยู่ก็ยังไม่บอกว่า พระพุทธ-
เจ้าเกิดแล้วแก่สภิยะนั้น. พรหมกล่าวอย่างนี้ว่า โย เต สภิย ฯเปฯ จเรยฺยาสิ
ดูก่อนสภิยะ สมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดถูกท่านถามปัญหาเหล่านี้แล้วพยากรณ์ได้
ท่านพึงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของผู้นั้นเถิด ด้วยความประสงค์นี้ว่า
สภิยปริพาชกเมื่อแสวงหาประโยชน์ จักรู้จักพระศาสดาด้วยตนเอง และความ
ที่ภายนอกศาสนานี้ว่างจากสมณพราหมณ์ ดังนี้. แต่เกจิอาจารย์กล่าวพรรณนา
เรื่องราวของพระสภิยเถระไว้ในเถรคาถาในจตุกกนิบาตว่า มารดาของท่านสภิย-
เถระนั้นคิดถึงการปฏิบัติผิดของตน จึงรังเกียจการปฏิบัติผิดนั้น ยังฌานให้เกิด
แล้วไปบังเกิดในพรหมโลก มารดาผู้เป็นเทพชั้นพรหมได้แสดงปัญหาเหล่านั้น
ดังนี้.
บทว่า เย เต เป็นบทยกขึ้นแสดงถึงบุคคลที่ควรกล่าวถึงในบัดนี้.
บทว่า สมณพฺราหฺมณา ได้แก่ ผู้เป็นสมณะและพราหมณ์ด้วยการเข้าไป
บรรพชาและด้วยโลกสมมติ. บทว่า สงฺฆิโน. คือเป็นเจ้าหมู่. บทว่า คณิโน
เป็นเจ้าคณะ คือผู้ปฏิญญาอย่างนี้ว่า เราเป็นศาสดา เป็นสัพพัญญู. บทว่า

490
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 491 (เล่ม 47)

คณาจริยา เป็นคณาจารย์ คือเป็นอาจารย์ของคณะบรรพชิตและคฤหัสถ์ด้วย
การเรียนการถามเป็นต้น . บทว่า ญาตา มีชื่อเสียง คือรู้จักกันมาก ท่าน
อธิบายว่า เป็นผู้ปรากฏ. บทว่า ยสสฺสิโน มีเกียรติยศ คือสมบูรณ์ด้วยลาภ
และบริวาร. บทว่า ติตฺถกรา เป็นเจ้าลัทธิ คือเป็นเจ้าทิฏฐิอันผู้ถึงทิฏฐานุคติ
คล้อยตาม. บทว่า สาธุสมฺมตา พหุชนสฺส ชนส่วนมากยกย่องว่าดี คือ
ชนส่วนมากยกย่องว่าท่านเหล่านี้เป็นคนดี คือเป็นสัตบุรุษ. บทว่า เสยฺยถีทํ
เป็นนิบาตลงในความนี้ว่า หากมีคำว่า ท่านเหล่านั้น คือใคร.
คำว่า ปูรโณ เป็นชื่อ. คำว่า กสฺสโป เป็นโคตร. นัยว่าปูรณ-
กัสสปนั้น โดยชาติเป็นทาสคือเป็นทาสมา ๙๙ ชาติ เกิดแล้วยังความเป็นทาส
๙๙ ชาติ ให้เต็ม (๑๐๐) เพราะเหตุนั้นเขาจึงได้ชื่อว่า ปูรณะ แต่หนีไปบวช
ในสำนักชีเปลือย แสดงโคตรว่า เราเป็นกัสสปโคตรและได้ประกาศความเป็น
สัพพัญญู. บทว่า มกฺขลิ เป็นชื่อ. เรียกว่าโคสาละบ้างเพราะเกิดในโรงโค.
นัยว่า มักขลิโคศาลนั้นโดยชาติเป็นทาสเหมือนกัน หนีไปบวชและได้ประกาศ
ความเป็นสัพพัญญู.
บทว่า อชิโต เป็นชื่อ. เพราะเป็นผู้มีความมักน้อยจึงนุ่งห่มผ้าเกส-
กัมพล (ผ้าทำด้วยผมคน) เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกกันว่า เกสกัมพล. อชิตะนั้น
ก็ประกาศความเป็นสัพพัญญู.
บทว่า ปกุโธ เป็นชื่อ. บทว่า กจฺจายโน เป็นโคตร. ด้วยความ
เป็นผู้มักน้อย และด้วยสำคัญว่าในน้ำมีสัตว์มีชีวิต จึงไม่อาบน้ำไม่ล้างหน้า
เป็นต้น. ปกุธะนั้นก็ประกาศความเป็นสัพพัญญู.

491
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 492 (เล่ม 47)

บทว่า สญฺชโย เป็นชื่อ. บิดาของเขาชื่อเวลัฏฐะ. เพราะฉะนั้น
จึงเรียกว่า เวลัฏฐบุตร. สัญชัยนั้นก็ประกาศความเป็นสัพพัญญู.
บทว่า นิคฺคณฺโฐ ได้แก่ เรียกชื่อเมื่อบวช. บทว่า นาฏปุตฺโต เรียก
ชื่อบิดา. นัยว่าบิดาของเขาชื่อนาฏะ. ชื่อว่า นาฏบุตร เพราะเป็นบุตรของนาฏะ.
นาฏบุตรนั้นก็ประกาศความเป็นสัพพัญญู. ทั้งหมดนั้นมีศิษย์เป็นบริวารคนละ
๕๐๐.
บทว่า เต ได้แก่ ศาสดาทั้ง ๖. บทว่า เต ปญฺเห ได้แก่ปัญหา
๒๐ ข้อเหล่านั้น . บทว่า เนว สมฺปายนฺติ คือแก้ไม่ได้. บทว่า โกปํ โกรธ
คือ ความที่จิตและเจตสิกขุ่นมัว.
บทว่า โทสํ ความเคือง คือความเป็นผู้มีจิตประทุษร้าย. แม้ทั้งสอง
บทนั้นก็เป็นชื่อของความโกรธทั้งอย่างอ่อนและรุนแรง. บทว่า อปฺปจฺจยํ
ได้แก่ ความไม่พอใจ ท่านกล่าวว่าได้แก่ความเสียใจ. บทว่า ปาตุกโรนฺติ
คือแสดงกายวิการและวจีวิการ ให้ปรากฏ. บทว่า หีนาย เพื่อความเป็นคน
เลว คือความเป็นคฤหัสถ์. จริงอยู่ คฤหัสถ์ท่านกล่าวว่าเลว เพราะเทียบกับ
บรรพชาแล้วเลวจากคุณมีศีลเป็นต้นหรือเพราะเสพกามสุขอันเลว. บรรพชา
เป็นของสูง. บทว่า อาวตฺติตฺวา เวียนมา คือถอยหลัง. บทว่า กาเม
ปริภุญฺเชยฺยํ ได้แก่ เสพกาม. ได้ยินว่าสภิยะนั้นได้เห็นพวกนักบวชแม้ปฏิญญา
ความเป็นสัพพัญญูก็เหลวเปล่าทั้งนั้น. ครั้งนั้นแล สภิยปริพาชกผู้มาด้วย. ความ
ปริวิตกที่เกิดขึ้นแล้วพิจารณาอยู่บ่อย ๆ ได้มีความดำริว่า พระสมณโคดมนี้แล
ว่า สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น และไม่ควรดูหมิ่นสมณะว่ายังเป็นหนุ่ม
ดังนี้เป็นต้น.

492
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 493 (เล่ม 47)

ในบทเหล่านั้นบทว่า ชิณฺณา เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า เถรา ได้แก่ ผู้ถึงความมั่นคงในสมณธรรมของตน. บทว่า รตฺตญฺญู
รู้ราตรีนาน คือรู้รัตนะ หรือรู้ราตรีมากที่โลกสมมติด้วยปฏิญญาณของตนอย่างนี้
ว่า เรารู้รัตนะคือนิพพาน. ชื่อว่า จิรปพฺพชิตา เพราะบวชมานาน.
บทว่า น อุญฺญาตพฺโพ คือไม่ควรดูหมิ่น. ท่านอธิบายว่าไม่ควร
ดูหมิ่นว่าเป็นคนชั้นต่ำ. บทว่า น ปริโภตพฺโพ คือไม่ควรดูแคลน. ท่าน
อธิบายว่า ไม่ควรถืออย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้จักรู้อะไร.
บทว่า กงฺขี เวจิกิจฺฉี มีความสงสัย มีความเคลือบแคลง ความว่า
สภิยปริพาชกชื่นชมอยู่กับพระผู้มีพระภาคเจ้า สรรเสริญความเป็นสัพพัญญู
อันสมบูรณ์ด้วยพระรูป มีความสงบและสะอาดของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้
เป็นผู้ปราศจากความฟุ้งซ่าน จึงกล่าวว่า กงฺขี เวจิกิจฺฉี ดังนี้.
ในสองบทนั้น ชื่อว่า กงฺขี เพราะสงสัยในการพยากรณ์ปัญหาทั้งหลาย
อย่างนี้ว่า เราจะพึงได้การพยากรณ์ปัญหาเหล่านี้หรือหนอ. ชื่อว่า เวจิกิจฺฉี
เพราะเคลือบแคลงอย่างนี้ว่า ความของปัญหานี้ ๆ จะเป็นอย่างไรหนอ. อีก
อย่างหนึ่ง ชื่อว่า กงฺขี เพราะสงสัยความของปัญหาเหล่านั้นด้วยความสงสัย
อย่างอ่อน, ชื่อว่า เวจิกิจฺฉี เพราะค้นคว้าด้วยความสงสัยอย่างแรงกล้าก็ยัง
ลำบากอยู่นั่นเอง คือ ไม่สามารถจะตกลงใจได้. บทว่า อภิกงฺขมาโน คือ
ปรารถนาอย่างยิ่ง. บทว่า เตสนฺตกโร ได้แก่ กระทำปัญหาเหล่านั้นให้ถึงที่
สุด. สภิยปริพาชกเมื่อจะแสดงว่า ภวนฺโตว เอวํ ภวาหิ พระองค์อันข้าพระ-
องค์ทูลถามปัญหาแล้ว จึงทูลว่า ปญฺเห เม ปุฏฺโฐ ฯเปฯ พฺยากโรหิ เม

493
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 494 (เล่ม 47)

ข้าพระองค์ทูลถามปัญหาแล้ว ขอจงตรัสพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ตามลำดับให้
สมควรแก่ธรรมเถิด. บทว่า อนุปุพฺพํ คือตามลำดับแห่งปัญหา. บทว่า
อนุธมฺมํ ได้แก่ อ้างบาลีให้เหมาะแก่ความ. บทว่า พฺยากโรหิ เม คือ
ขอทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิด.
บทว่า ทูรโต แต่ไกล นัยว่า สภิยปริพาชกนั้นท่องเที่ยวไปเมืองโน้น
เมืองนี้มาแต่ทาง ๗๗ โยชน์. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ท่านมา
แต่ไกล. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะสภิยปริพาชกว่า ท่านมาแต่ไกลเพราะมา
แต่ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ. บทว่า ปจฺฉ มํ จงถาม
เราเถิด คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปวารณาซึ่งสัพพัญญูปวารณาแก่สภิยะด้วย
คาถานี้. บทว่า มนสิจฺฉสิ ได้แก่ ปรารถนาด้วยใจ.
บทว่า ยํ วตาหํ ตัดบทเป็น ยํ วต อหํ. บทว่า อตฺตมโน มีใจชื่น
ชม คือมีจิตอันปีติปราโมทย์และโสมนัสถูกต้องแล้ว. บทว่า อุทคฺโค ฟูขึ้น
คือฟูขึ้นทางกายและทางจิต. แต่บทนี้ ใช่มีในปาฐะทั้งหมด. บัดนี้สภิยปริพา-
ชก เมื่อจะแสดงธรรมที่ตนชื่นชม จึงกล่าวว่า ปมุทิโต ปีติโสมนสฺสชาโต
เบิกนาน เกิดปีติโสมนัส.
บทว่า กึ ปตฺตินํ คือภิกษุถึงอะไร บรรลุอะไร. คำว่า โสรตํ คือ
ผู้สงบระงับด้วยดี. ปาฐะว่า สุรตํ บ้าง. อธิบายว่าเข้าไปยินดีด้วยดี. บทว่า
ทนฺตํ ผู้ฝึกตนเเล้ว คือทรมานตน. บทว่า พุทฺโธ คือผู้รู้แจ้ง หรือผู้ตรัสรู้
เป็นพระพุทธเจ้า.
สภิยปริพาชกกระทำคาถาหนึ่ง ๆ ให้เป็นอย่างละ ๔ ๆ แล้วทูลถาม
ปัญหา ๒๐ ข้อ ด้วย ๕ คาถา. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำปัญหาหนึ่งๆ

494