ปัญญาเจโตวิมุตติ. ไม่มีความทุกข์ เพราะไม่มีทุกข์ในวัฏฏะต่อไป ไม่มีความ
หวังเพราะไม่มีทุกข์ในปัจจุบัน. พึงทราบว่า ท่านกล่าวคาถาที่สองแห่งคาถานี้
โดยวิธีที่จะประกาศอานุภาพของภาวนา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุประกอบ
ด้วยการประกอบการภาวนาเนือง ๆ อยู่ แม้จะไม่พึงเกิดความปรารถนาอย่าง
นี้ว่า ไฉนหนอจิตของเราพึงพ้นจากอาสวะทั้งหลายไม่ยึดมั่น ดังนี้ก็จริง ถึง
ดังนั้น จิตของภิกษุนั้นก็ย่อมพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ยึดมั่น นี้เป็นสูตรตัวอย่าง
ในบทนี้.
บทว่า ราคญฺจ ฯเปฯ เยสุ น มายา ฯเปฯ น ตณฺหาสุ อุปาติปนฺ
นา ชนเหล่าใดละราคะโทสะและโมหะได้แล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหม-
จรรย์ ฯลฯ ชนเหล่าใดไม่น้อมไปในตัณหาทั้งหลาย ความว่า เป็นผู้ไม่น้อมไป
ในกามตัณหาเป็นต้น. บทว่า วิตเรยฺย แปลว่า ข้ามแล้ว. บทว่า ตณฺหา ได้แก่
ตัณหา ๖ อย่าง มีรูปตัณหาเป็นต้น. บทว่า ภวาภวาย ได้แก่ สัสสตทิฏฐิ
หรืออุจเฉททิฏฐิ. อีกอย่างหนึ่ง เพื่อความไม่มีแห่งภพชื่อว่า ภวาภวาย. ท่าน
อธิบายว่า เพื่อเกิดในภพใหม่. ก็บทว่า อิธ วา หุรํ วา ในโลกนี้หรือในโลก
อื่น นี้เป็นคำพิสดารของบทนี้ว่า กุหิญฺจิ โลเก ในโลกไหน. บทว่า เย
วีตราคา ฯเปฯ สมิตาวิโน ชนเหล่าใดปราสจากกำหนัด มีอินทรีย์ตั้งมั่นแล้ว
ฯลฯ ชนเหล่าใดมีกิเลสสงบแล้ว อธิบายว่า เป็นผู้สงบ คือมีกิเลสสงบแล้ว.
อนึ่ง ชื่อว่าเป็นผู้ปราศจากความกำหนัด เป็นผู้ไม่โกรธเพราะมีกิเลสสงบแล้ว.
บทว่า อิธ วิปฺปหาย ท่านอธิบายว่า เพราะละขันธ์อันเป็นไปในโลกนี้แล้ว
จากนั้นก็ไม่มีการไปสู่โลกใดอีก. ต่อจากนี้ไป อาจารย์บางพวกกล่าวคาถานี้ว่า