ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 465 (เล่ม 47)

ปัญญาเจโตวิมุตติ. ไม่มีความทุกข์ เพราะไม่มีทุกข์ในวัฏฏะต่อไป ไม่มีความ
หวังเพราะไม่มีทุกข์ในปัจจุบัน. พึงทราบว่า ท่านกล่าวคาถาที่สองแห่งคาถานี้
โดยวิธีที่จะประกาศอานุภาพของภาวนา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุประกอบ
ด้วยการประกอบการภาวนาเนือง ๆ อยู่ แม้จะไม่พึงเกิดความปรารถนาอย่าง
นี้ว่า ไฉนหนอจิตของเราพึงพ้นจากอาสวะทั้งหลายไม่ยึดมั่น ดังนี้ก็จริง ถึง
ดังนั้น จิตของภิกษุนั้นก็ย่อมพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ยึดมั่น นี้เป็นสูตรตัวอย่าง
ในบทนี้.
บทว่า ราคญฺจ ฯเปฯ เยสุ น มายา ฯเปฯ น ตณฺหาสุ อุปาติปนฺ
นา ชนเหล่าใดละราคะโทสะและโมหะได้แล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหม-
จรรย์ ฯลฯ ชนเหล่าใดไม่น้อมไปในตัณหาทั้งหลาย ความว่า เป็นผู้ไม่น้อมไป
ในกามตัณหาเป็นต้น. บทว่า วิตเรยฺย แปลว่า ข้ามแล้ว. บทว่า ตณฺหา ได้แก่
ตัณหา ๖ อย่าง มีรูปตัณหาเป็นต้น. บทว่า ภวาภวาย ได้แก่ สัสสตทิฏฐิ
หรืออุจเฉททิฏฐิ. อีกอย่างหนึ่ง เพื่อความไม่มีแห่งภพชื่อว่า ภวาภวาย. ท่าน
อธิบายว่า เพื่อเกิดในภพใหม่. ก็บทว่า อิธ วา หุรํ วา ในโลกนี้หรือในโลก
อื่น นี้เป็นคำพิสดารของบทนี้ว่า กุหิญฺจิ โลเก ในโลกไหน. บทว่า เย
วีตราคา ฯเปฯ สมิตาวิโน ชนเหล่าใดปราสจากกำหนัด มีอินทรีย์ตั้งมั่นแล้ว
ฯลฯ ชนเหล่าใดมีกิเลสสงบแล้ว อธิบายว่า เป็นผู้สงบ คือมีกิเลสสงบแล้ว.
อนึ่ง ชื่อว่าเป็นผู้ปราศจากความกำหนัด เป็นผู้ไม่โกรธเพราะมีกิเลสสงบแล้ว.
บทว่า อิธ วิปฺปหาย ท่านอธิบายว่า เพราะละขันธ์อันเป็นไปในโลกนี้แล้ว
จากนั้นก็ไม่มีการไปสู่โลกใดอีก. ต่อจากนี้ไป อาจารย์บางพวกกล่าวคาถานี้ว่า

465
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 466 (เล่ม 47)

เย กาเม หิตฺวา อคหา จรนฺติ
สุสํยตตฺตา ตสรํว อุชฺชุ.
ชนเหล่าใดละกามได้แล้วไม่ยืดถือ
อะไรเที่ยวไป มีตนสำรวมดีแล้ว เหมือน
กระสวยที่พุ่งตรงไปฉะนั้น.
บทว่า ชเหตฺวา แปลว่า ละแล้ว. บาลีว่า ชหิตฺวา บ้าง. ความก็
อย่างเดียวกัน . บทว่า อตฺตทีปา ท่านกล่าวถึงพระขีณาสพทำที่พึ่งของตนเที่ยว
ไปในคุณของตน. ห อักษรในบทว่า เย เหตฺถ เป็นนิบาตในอรรถเพียงทำ
บทให้เต็ม. ข้อนี้มีอธิบายว่า ชนเหล่าใดรู้ความสืบต่อแห่งขันธ์และอายตนะ
เป็นต้นตามความเป็นจริงว่า นี้คือขันธ์และนี้คืออายตนะ เมื่อรู้สภาวะตามความ
เป็นจริงด้วยสามารถแห่งความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมรู้อย่างนี้ว่า อยมนฺ-
ติมา นตฺถิ ปุนพฺภโว ชาตินี้มีในที่สุด ภพใหม่ไม่มีดังนี้ อธิบายว่า ชาติ
ของเราทั้งหลายนี้มีในที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี. บทว่า โย เวทคู ชนใดเป็น
ผู้ถึงเวท พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถานี้หมายถึงพระองค์ในบัดนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สตีมา มีสติ คือประกอบด้วยสติอันเป็นวิหาร-
ธรรมเนืองนิตย์ ๖ อย่าง. บทว่า สนฺโพธิปตฺโต คือบรรลุสัพพัญญุตญาณ.
บทว่า สรณํ พหุนฺนํ คือเป็นที่พึ่งของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก
ให้พ้นจากความกลัวและการเบียดเบียน.
พราหมณ์ครั้นได้ฟังทักขิไณยบุคคลอย่างนี้แล้วชอบใจ กราบทูลว่า
อทฺธา อโมฆา คำถามของข้าพระองค์ไม่เปล่าประโยชน์แน่นอน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวญฺเหตฺถ ชานาสิ ยถา ตถา อิทํ พระ-
องค์ทรงทราบไญยธรรมนี้ในโลกนี้อย่างถ่องแท้ ความว่า จริงอยู่พระองค์ทรง

466
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 467 (เล่ม 47)

ทราบไญยธรรมนี้ทั้งหมดในโลกนี้อย่างถ่องแท้ คือทรงทราบตามความเป็น
จริง. อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า ทรงทราบไญยธรรมเป็นเช่นนั้นนั่นเอง.
บทว่า ตถา หิ เต วิทิโต เอส ธมฺโม จริงอย่างนั้นธรรมนี้พระองค์ทรงทราบ
อย่างแจ่มแจ้งแล้ว คือ จริงอย่างนั้นธรรมธาตุนี้พระองค์ทรงแทงตลอดแล้ว
อธิบายว่า พระองค์ทรงทราบธรรมธาตุที่พระองค์ทรงปรารถนาเพราะพระองค์
แทงตลอดแล้ว.
พราหมณ์นั้นเลื่อมใสพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นอย่างนี้แล้ว ครั้นรู้ความ
สมบูรณ์แห่งยัญ ด้วยความสมบูรณ์แห่งทักขิไณยบุคคลแล้ว ประสงค์จะฟัง
ความสมบูรณ์แห่งยัญอันบริบูรณ์ด้วยองค์ ๖ นั้น ด้วยความสมบูรณ์แห่งทายก
จึงทูลถามปัญหายิ่งขึ้นว่า ยาจโยโค ผู้ควรแก่การขอดังนี้.
ในบทนั้นโยชนาแก้ว่า ผู้ใดเป็นผู้ควรแก่การขอให้ (ข้าวน้ำ) บูชา
แก่เพื่อน. ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงตรัสบอกความสมบูรณ์แห่งยัญของผู้นั้นแก่
ข้าพระองค์เถิด. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงบอกแก่เขาด้วยคาถา
สองคาถา.
ในคาถานั้นโยชนาแก้ว่า ดูก่อนมาฆะ เมื่อท่านจะบูชาก็จงบูชาเถิด
และจงทำจิตให้ผ่องใสในกาลทั้งปวง คือจงทำให้ผ่องใส ในกาลทั้ง ๓.
ท่านกล่าวถึงความสมบูรณ์แห่งยัญไว้ว่า
ปุพฺเพว ทานา สุมโน ททํ จิตฺตํ ปสาทเย
ทตฺวา อตฺตมโน โหติ เอสา ยญฺญสฺส สมฺปทา
ก่อนให้ มีใจผ่องใส ขณะให้ จิตก็
ผ่องใส ครั้นให้แล้ว ก็ชื่นใจ นี้คือความ
สมบูรณ์แห่งยัญ.

467
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 468 (เล่ม 47)

ยัญจักสมบูรณ์ด้วยความสมบูรณ์แห่งยัญนั้น ในข้อนั้นพึงมีคำถามว่า
พึงทำจิตให้ผ่องใสได้อย่างไร ?
ตอบว่า ด้วยการละโทสะ. ละโทสะได้อย่างไร ? ด้วยการยึดยัญเป็น
อารมณ์. อธิบายว่าก็เมื่อบูชายึดยัญเป็นอารมณ์ตั้งอยู่ในยัญนั้นละโทสะเสีย เมื่อ
บูชามีจิตกำจัดความมืดคือโมหะเอาสัมมาทิฏฐิเป็นดวงประทีป มีเมตตาในสัตว์
ทั้งหลายเป็นตัวนำ ยัญคือไทยธรรมนี้เป็นอารมณ์ บุคคลนั้นตั้งมั่นในยัญนี้
ด้วยการยึดเป็นอารมณ์ ย่อมละโลภะ อันมีไทยธรรมเป็นปัจจัย ย่อมละความ
โกรธ อันมีปฏิคาหกเป็นปัจจัย ย่อมละโมหะ อันมีโลภะและโกรธทั้งสองเป็น
เหตุ ดังนั้น ชื่อว่าย่อมละโทษแม้ ๓ อย่าง ด้วยประการฉะนี้. บุคคลนั้นเป็น
ผู้ปราศจากความกำหนดในโภคทรัพย์อย่างนี้ พึงกำจัดโทษในสัตว์ทั้งหลาย
ละนิวรณ์ ๕ ได้ด้วยการกำจัดโทษนั้นนั่นเอง เจริญเมตตาจิตอันหาประมาณ
มิได้ อันมีประเภทเป็นอุปจาระและอัปปนาโดยลำดับ ด้วยการแผ่ไปยังสัตว์
ไม่มีประมาณ หรือด้วยการแผ่เมตตาไม่มีส่วนเหลือในสัตว์ตัวเดียว เป็นผู้ไม่
ประมาทในอิริยาบถทั้งหมดเนือง ๆ ทั้งกลางวันกลางคืนเพื่อความไพบูลย์แห่ง
ภาวหาต่อไป ย่อมแผ่อัปปมัญญาภาวนา อันได้แก่เมตตาฌานนั้นแลไปทั่วทิศ.
ลำดับนั้น พราหมณ์ไม่รู้เมตตานี้ว่า นี้เป็นทางแห่งพรหมโลก ครั้น
สดับเมตตาภาวนาอันเป็นวิสัยในอดีตของคนอย่างเดียว ยิ่งมีความสรรเสริญใน
พระสัพพัญญูในพระผู้มีพระภาคเจ้ายิ่งขึ้น เพราะตนเองน้อมไปในพรหมโลก
จึงสำคัญว่า การเกิดในพรหมโลกเท่านั้นเป็นความบริสุทธิ์และความพัน เมื่อ
จะทูลถามถึงทางไปพรหมโลกจึงกล่าวคาถาว่า โก สุชฺฌตี ใครย่อมบริสุทธิ์
ดังนี้เป็นต้น.

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 469 (เล่ม 47)

ก็ในคาถานั้น พราหมณ์กล่าวว่า โก สุชฺฌตี มุญฺจติ ใครย่อมบริสุทธิ์
ใครย่อมหลุดพ้น หมายถึงผู้ทำบุญเพื่อไปพรหมโลก กล่าวว่า พชฺฌตี จ
และยังติดอยู่ หมายถึงผู้ไม่กระทำบุญเพื่อไปพรหมโลก. บทว่า เกนตฺตนา
คือด้วยเหตุอะไร. บทว่า สิกฺขิ พฺรหฺมชฺช ทิฏฺโฐ ข้าพระองค์ขออ้างเป็น
พราหมณ์วันนี้ ความว่า วันนี้อ้างพรหมเป็นพยาน. บทว่า สจฺจํ ได้แก่
พราหมณ์ปรารภความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้เสมอด้วยพรหม จึงตั้งคำถาม
ด้วยความเคารพยิ่ง. บทว่า กถํ อุปฺปาชฺชติ บุคคลเข้าถึงพรหมได้อย่างไร
พราหมณ์ถามซ้ำอีกด้วยความเคารพยิ่ง. บทว่า ชุติมา ผู้มีความรุ่งเรือง
พราหมณ์เรียกพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ในคาถานั้นมีอธิบายดังนี้ เพราะภิกษุใดยังฌาน ๓ และ ๔๑ ให้เกิดด้วย
เมตตา ทำฌานนั้นให้เป็นบาท แล้วเห็นแจ้งย่อมบรรลุพระอรหัต ภิกษุนั้น
ชื่อว่าย่อมบริสุทธิ์ และย่อมหลุดพ้น ทั้งภิกษุเช่นนั้นไม่ไปพรหมโลก แก่ภิกษุ
ใดยังฌาน ๓ และ ๔ ให้เกิดด้วยเมตตา พอใจฌานนั้นโดยนัยเป็นต้นว่า สนฺตา
เอสา สมาปตฺติ สมาบัตินี้มีอยู่ดังนี้ ภิกษุนั้นชื่อว่ายังติดอยู่ อนึ่งเมื่อฌาน
ยังไม่เสื่อมย่อมไปสู่พรหมโลกด้วยฌานนั้น ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรง
เห็นด้วยกับการไปพรหมโลก จึงไม่ทรงแตะต้องถึงบุคคลผู้บริสุทธิ์ ผู้หลุดพ้น
เมื่อจะทรงแสดงถึงการไปพรหมโลกด้วยฌานนั้นแก่พราหมณ์ผู้ยังติดอยู่ จึงตรัส
คาถานี้ว่า โย ยชติ ผู้ใดย่อมบูชา ดังนี้เป็นต้น โดยนัยอันเป็นที่สบายแก่
พราหมณ์.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ติวิธํ ครบ ๓ อย่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
หมายถึงความเลื่อมใสตลอด ๓ กาล. ด้วยบทนั้น แสดงถึงองค์ ๓ ของทายก.
๑. หมายถึง ฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๓ ในจตุกกนัย และ ฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔ ในปัญจกนัย.

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 470 (เล่ม 47)

บทว่า อาราธเย ทกฺขิเณยฺเยภิ ตาทิ ผู้เช่นนั้นพึงให้ทักขิไณยบุคคลทั้ง
หลายยินดี ความว่า ผู้เช่นนั้นคือบุคคลผู้ยังความถึงพร้อมด้วยยัญ ๓ อย่างให้
สำเร็จ พึงยังความถึงพร้อมด้วย ๓ อย่างให้สำเร็จ คือ ให้สมบูรณ์ด้วยทักขิ-
ไณยบุคคลคือพระขีณาสพ. ด้วยบทนี้ท่านแสดงถึงองค์ ๓ ของปฏิคาหก. บทว่า
เอวํ ยชิตฺวา สมฺมา ยาจโยโค ครั้นบูชาอย่างนั้นโดยชอบแล้ว ผู้นั้น
เป็นผู้ควรแก่การขอ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังพราหมณ์ให้เกิดความ
อุตสาหะว่า เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้ควรแก่การขอ ครั้นบูชายัญอันถึงพร้อมด้วย
องค์ ๖ มีเมตตาฌานเป็นปทัฏฐานโดยชอบแล้วอย่างนี้ ย่อมเข้าถึงพรหมโลก
ด้วยเมตตาฌาน อันเข้าไปอาศัยยัญที่ประกอบด้วยองค์ ๖ นั้นแล้ว ทรงยัง
เทศนาให้จบบริบูรณ์. บทที่เหลือในคาถาทั้งหมด มีความง่ายทั้งนั้นแล. อนึ่ง
ต่อจากนี้ไป ก็มีนัยดังกล่าวแล้วในตอนก่อนนั่นแล.
จบอรรถกถามาฆสูตรที่ ๕ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อ ปรมัตถโชติกา

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 471 (เล่ม 47)

สภิยสูตรที่ ๖
ว่าด้วยทรงตอบปัญหาสภิยปริพาชก
[๓๖๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลัน-
ทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล เทวดาผู้เป็นสาโลหิต
เก่าของสภิยปริพาชก ได้แสดงปัญหาขึ้นว่า ดูก่อนสภิยะ สมณะหรือพราหมณ์
ผู้ใด ท่านถามปัญหาเหล่านี้แล้วย่อมพยากรณ์ได้ ท่านพึงประพฤติพรหมจรรย์
ในสำนักของสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้นเถิด. ลำดับนั้นแล สภิยปริพาชกเรียน
ปัญหาในสำนักของเทวดานั้นแล เข้าไปหาสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นเจ้าหมู่
เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีซึ่งเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมาก
ยกย่องว่าดี คือปูรณกัสสป มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล ปกุทธกัจจายนะ
สัญชัยเวลัฏฐบุตร นิครนถ์นาฏบุตร แล้วจึงถามปัญหาเหล่านั้น สมณพราหมณ์
เหล่านั้นอันสภิยปริพาชกถามปัญหาแล้ว แก้ไม่ได้ เมื่อแก้ไม่ได้ ย่อมแสดง
ความโกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจให้ปรากฏ ทั้งยังกลับถามสภิย-
ปริพาชกอีก.
ครั้งนั้นแล สภิยปริพาชกมีความดำริว่า ท่านสมณพราหมณ์ทั้งหลาย
ผู้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชน
ส่วนมากยกย่องว่าดี คือ ปูรณกัสสป ฯลฯ นิครนถ์นาฏบุตร ถูกเราถาม
ปัญหาแล้ว แก้ไม่ได้ เมื่อแก้ไม่ได้ ย่อมแสดงความโกรธ ความขัดเคือง

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 472 (เล่ม 47)

และความไม่พอใจให้ปรากฏ ทั้งยังกลับถามเราในปัญหาเหล่านี้อีก ถ้ากระไร
เราพึงละเพศกลับมาบริโภคกามอีกเถิด ครั้งนั้นแล สภิยปริพาชกมีความดำริ
ว่า พระสมณโคดมนี้แล เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มี
เกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี ถ้ากระไรเราพึงเข้าไปเฝ้า
พระสมณโคดม แล้วทูลถามปัญหาเหล่านี้เถิด.
ลำดับนั้นแล สภิยปริพาชกมีความดำริว่า ท่านสมณพราหมณ์ทั้งหลาย
เป็นผู้เก่าแก่ เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ เป็นผู้เฒ่า รู้ราตรีนาน
บวชมานาน เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็น
เจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี คือ ปูรณกัสสป ฯลฯ นิครนถ์นาฎบุตร
ท่านสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ถูกเราถามปัญหาแล้วแก้ไม่ได้ เมื่อแก้ไม่ได้
ย่อมแสดงความโกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจให้ปรากฎ ทั้งยังกลับ
ถามเราในปัญหาเหล่านี้อีก ส่วนพระสมณโคดม ถูกเราถามเแล้วจักพยากรณ์
ในปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะพระสมณโคดมยังเป็นหนุ่มโดยพระชาติ ทั้ง
ยังเป็นผู้ใหม่โดยบรรพชา.
ลำดับนั้น สภิยปริพาชกมีความดำริว่า พระสมณโคดมเราไม่ควร
ดูหมิ่นดูแคลนว่า ยังเป็นหนุ่ม ถึงหากว่าพระสมณโคดมจะยังเป็นหนุ่ม แต่
ท่านก็เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ถ้ากระไรเราพึงเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดม
แล้วทูลถามปัญหาเหล่านี้เถิด ลำดับนั้น สภิยปริพาชกได้หลีกจาริกไปทางพระ-
นครราชคฤห์ เมื่อเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายัง
พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้นแล้วปราศรัย
กับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 473 (เล่ม 47)

[๓๖๕] ข้าพระองค์ผู้มีความสงสัย
มีความเคลือบแคลง มาหวังจะทูลถามปัญหา
พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามปัญหาแล้ว
ขอจงตรัสพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ตามลำดับ
ปัญหาให้สมควรแก่ธรรมเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนสภิยะ ท่านมาแต่ไกล หวังจะ
ถามปัญหา เราอันท่านถามปัญหาแล้ว จะ
กระทำที่สุดแห่งปัญหาเหล่านั้น จะพยากรณ์
แก่ท่านตามลำดับปัญหา ให้สมควรแก่ธรรม
ดูก่อนสภิยะ ท่านปรารถนาปัญหาข้อใด
ข้อหนึ่งในใจ ก็เชิญถามเราเถิด เราจะกรt
ทำที่สุดเฉพาะปัญหานั้น ๆ แก่ท่าน.
[๓๖๖] ลำดับนั้น สภิยปริพาชกดำริว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ ไม่
เคยมีมาเลยหนอ เราไม่ได้แม้เพียงการให้โอกาสในสมณพราหมณ์เหล่าอื่นเลย
พระสมณโคดมได้ทรงให้โอกาสนี้แก่เราแล้ว สภิยปริพาชกมีใจชื่นชม เบิกบาน
เฟื่องฟูเกิดปีติโสมนัส ได้กราบทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
บัณฑิตกล่าวบุคคลผู้บรรลุอะไรว่า
เป็นภิกษุ กล่าวบุคคลว่าผู้สงบเสงี่ยมด้วย
อาการอย่างไร กล่าวบุคคลว่าผู้ฝึกตนแล้ว

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 474 (เล่ม 47)

อย่างไร และอย่างไรบัณฑิตจึงกล่าวบุคคล
ว่าผู้รู้ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์อัน
ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอจงตรัสพยากรณ์
แก่ข้าพระองค์เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า ดูก่อนสภิยะ
ผู้ใดถึงความดับกิเลสด้วยมรรคที่ตน
อบรมแล้ว ข้ามความสงสัยเสียได้ ละความ
ไม่เป็นและความเป็นได้เด็ดขาด อยู่จบ
พรหมจรรย์ มีภพใหม่สิ้นแล้ว ผู้นั้นบัณฑิต
กล่าวว่า เป็นภิกษุ.
ผู้ใดวางเฉยในอารมณ์มีรูปเป็นต้น
ทั้งหมด มีสติ ไม่เบียดเบียนสัตว์ในโลก
ทั้งปวง ข้ามโอฆะได้แล้ว เป็นผู้สงบ ไม่
ขุ่นมัว ไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น ผู้นั้นบัณฑิต
กล่าวว่า ผู้สงบเสงี่ยม.
ผู้ใดอบรมอินทรีย์แล้ว แทงตลอด
โลกนี้และโลกอื่น ทั้งภายในทั้งภายนอกใน
โลกทั้งปวง รอเวลาสิ้นชีวิตอยู่ อบรมตน
แล้ว ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่า ผู้ฝึกตนแล้ว.
ผู้พิจารณาทั้งสองอย่าง คือ จุติและ
อุบัติ ตลอดกัปทั้งสิ้นแล้ว ปราศจากธุลี

474