ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 455 (เล่ม 47)

ครั้งนั้นแล มาฆมาณพได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
[๓๖๒] ข้าพระองค์ขอถามพระโคดม
ทรงรู้ถ้อยคำ ผู้ทรงผ้ากาสายะ ไม่ยึดถือ
อะไรเที่ยวไป ผู้ใดเป็นคฤหัสถ์ ควรแก่การ
ขอ เป็นทานบดี มีความต้องการบุญ มุ่งบุญ
ให้ข้าวน้ำ บูชาแก่ชนเหล่าอื่นในโลกนี้ การ
บูชาของผู้บูชาอยู่อย่างนี้ จะพึงบริสุทธิ์ได้
อย่างไร.
พ. (ดูก่อนมาฆมาณพ) ผู้ใดเป็น
คฤหัสถ์ ควรแก่การขอ เป็นทานบดี มีความ
ต้องการบุญ มุ่งบุญ ให้ข้าวน้ำบูชาแก่ชน
เหล่าอื่นในโลกนี้ ผู้เช่นนั้น พึงให้ทักขิไณย-
บุคคลขึ้นดีได้.
ม. ผู้ใดเป็นคฤหัสถ์ ควรแก่การขอ
เป็นทานบดี มีความต้องการบุญ มุ่งบุญ
ให้ข้าวน้ำบูชาแก่ตนเหล่าอื่นในโลกนี้ ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ทรงบอก
ทักขิไณยบุคคลแก่ข้าพระองค์เถิด.
พ. ชนเหล่าใดแลไม่เกี่ยวข้อง หา
เครื่องกังวลมิได้ สำเร็จกิจแล้ว มีจิตคุ้ม-

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 456 (เล่ม 47)

ครองแล้ว เที่ยวไปในโลก พราหมณ์ผู้มุ่งบุญ
พึงหลั่งไทยธรรม บูชาในชนเหล่านั้น
ตามกาล.
ชนเหล่าใดตัดกิเลสเครื่องผูกพันคือ
สังโยชน์ได้ทั้งหมด ฝึกตนแล้ว เป็นผู้พ้น
เด็ดขาด ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง พราหมณ์
ผู้มุ่งบุญ พึงหลั่งไทยธรรม บูชาในชน
เหล่านั้นตามกาล.
ชนเหล่าใดพ้นเด็ดขาดจากสังโยชน์
ทั้งหมด ฝึกตนแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว
ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง พราหมณ์พึงหลั่ง
ไทยธรรม บูชาในชนเหล่านั้นตามกาล.
ชนเหล่าใดละราคะ โทสะ และ
โมหะได้แล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบ
พรหมจรรย์ พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรม
บูชาในชนเหล่านั้นตามกาล.
ชนเหล่าใดไม่มีมายา ไม่มีความ
ถือตัว มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์
พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมในชนเหล่านั้น
ตามกาล.

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 457 (เล่ม 47)

ชนเหล่าใดปราศจากความโลก ไม่
ยึดถืออะไร ๆ ว่าเป็นของเรา ไม่มีความหวัง
มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์ พราหมณ์
พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาล.
ชนเหล่าใดแล ไม่น้อมไปในตัณหา
ทั้งหลาย ข้ามโอฆะได้แล้ว ไม่ยึดถืออะไร ๆ
ว่าเป็นของเรา เที่ยวไปอยู่ พราหมณ์พึงหลั่ง
ไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาล.
ชนเหล่าใดไม่มีตัณหาเพื่อเกิดในภพ
ใหม่ ในโลกไหน ๆ คือ ในโลกนี้หรือใน
โลกอื่น พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาใน
ชนเหล่านั้นตามกาล.
ชนเหล่าใดละกามทั้งหลายได้แล้ว
ไม่ยึดถืออะไรเที่ยวไป มีตนสำรวมดีแล้ว
เหมือนกระสวยที่ตรงไป ฉะนั้น พราหมณ์
พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาล.
ชนเหล่าใดปราศจากความกำหนัด
มีอินทรีย์ตั้งมั่นดีแล้ว พ้นจาการจับแห่ง
กิเลส เปล่งปลั่งอยู่ เหมือนพระจันทร์
พ้นแล้วจากราหูจับ สว่างไสวอยู่ฉะนั้น
พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่า-
นั้นตามกาล.

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 458 (เล่ม 47)

ชนเหล่าใดมีกิเลสสงบแล้ว ปราศ-
จากความกำหนัด เป็นผู้ไม่โกรธ ไม่มีคติ
เพราะละขันธ์อันเป็นไปในโลกนี้ได้เด็ดขาด
พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชน
เหล่านั้นตามกาล.
ชนเหล่าใดละชาติและมรณะไม่มี
ส่วนเหลือ ล่วงพ้นความสงสัยได้ทั้งปวง
พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่า
นั้นตามกาล.
ชนเหล่าใดมีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีเครื่อง
กังวล หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง เที่ยวไป
อยู่ในโลก พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชา
ในชนเหล่านั้นตามกาล.
ชนเหล่าใดแล ย่อมรู้ในขันธ์และ
อายตนะเป็นต้นตามความเป็นจริงว่า ชาตินี้
มีในที่สุด ภพใหม่ไม่มี ดังนี้ พราหมณ์พึง
หลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาล.
ชนเหล่าใดเป็นผู้ถึงเวท ยินดีใน
ฌาน มีสติ บรรลุธรรมเครื่องตรัสรู้ดี
เป็นที่พึ่งของเทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก
พราหมณ์ผู้มุ่งบุญพึงหลั่งไทยธรรมบูชาใน
ชนเหล่านั้นตามกาล.

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 459 (เล่ม 47)

ม. คำถามของข้าพระองค์ไม่เปล่า
ประโยชน์แน่นอน ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์ตรัสบอกทักขิไณยบุคคลแก่ข้า-
พระองค์แล้ว ก็พระองค์ย่อมทรงทราบ
ไญยธรรมนี้ ในโลกนี้โดยถ่องแท้ จริงอย่าง
นั้น ธรรมนี้พระองค์ทรงทราบแจ่มแจ้งแล้ว
ผู้ใดเป็นคฤหัสถ์ เป็นผู้ควรแก่การขอ เป็น
ทานบดี มีความต้องการบุญ มุ่งบุญ ให้
ข้าวน้ำบูชาแก่ชนเหล่าอื่นในโลกนี้ ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ตรัสบอก
ความถึงพร้อมแห่งยัญแก่ข้าพระองค์.
พ. ดูก่อนมาฆะ เมื่อท่านจะบูชาก็
จงบูชาเถิด และจงทำจิตให้ผ่องใสในกาล
ทั้งปวง เพราะยัญย่อมเป็นอารมณ์ของบุคคล
ผู้บูชายัญ บุคคลตั้งมั่นในยัญนี้แล้ว ย่อม
ละโทสะเสียได้.
อนึ่ง บุคคลผู้นั้น ปราศจากความ
กำหนัดแล้ว พึงกำจัดโทสะ เจริญเมตตาจิต
อันประมาณมิได้ ไม่ประมาทแล้วเนือง ๆ
ทั้งกลางคืนกลางวัน ย่อมแผ่อัปปมัญญา
ภาวนาไปทั่วทิศ.

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 460 (เล่ม 47)

ม. ใครย่อมบริสุทธิ์ ใครย่อมหลุดพ้น
และใครยังติดอยู่ บุคคลจะไปพรหมโลกได้
ด้วยอะไร ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมุนี ข้า-
พระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์โปรด
ตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ผู้ไม่รู้ ก็พระผู้มี
พระภาคเจ้าผู้เป็นพรหม ข้าพระองค์ขออ้าง
เป็นพยานในวันนี้ เพราะพระองค์เป็นผู้
เสมอด้วยพรหมของข้าพระองค์จริง ๆ(ข้าแต่
พระองค์ผู้มีความรุ่งเรื่อง) บุคคลจะเข้าถึง
พรหมโลกได้อย่างไร.
พ. (ดูก่อนมาฆะ) ผู้ใดย่อมบูชายัญ
ครบทั้ง ๓ อย่าง ผู้เช่นนั้นพึงให้ทักขิไณย-
บุคคลทั้งหลายยินดีได้ เราย่อมกล่าวผู้นั้นว่า
เป็นผู้ควรแก่การขอ ครั้นบูชาโดยชอบอย่าง
นั้นแล้ว ย่อมเข้าถึงพรหมโลก.
[๓๖๓] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว มาฆมาณพได้กราบ
ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง
นัก ฯลฯ ขอพระองค์ทรงจำข้าพระองค์ ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
จบมาฆสูตรที่ ๕

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 461 (เล่ม 47)

อรรถกถามาฆสูตรที่ ๕
มาฆสูตร มีคำเริ่มต้นว่า อวมฺเม สุตํ ดังนี้.
ถามว่า พระสูตรนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
ตอบว่า เหตุที่เกิดนี้ท่านกล่าวไว้แล้วในนิทานแห่งมาฆสูตรนั้น.
มีเรื่องย่อว่า มาฆมาณพนี้เป็นทายก เป็นทานบดี. เขาได้มีความวิตก
ว่าทานที่ให้แก่คนกำพร้าและคนเดินทางที่มาถึงจะเป็นทานมีผลมากหรือไม่หนอ
เราจักทูลถามความนี้กะพระสมณโคดม ข่าวว่าพระสมณโคดมทรงทราบ อดีต
อนาคต และปัจจุบัน เขาจึงเข้าไปถามพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาค-
เจ้าทรงพยากรณ์สมควรแก่คำถามของเขา พระสูตรนี้รวบรวมคำของสามท่าน
คือ ของพระสังคีติกาจารย์ ของพราหมณ์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเรียกว่า
มาฆสูตร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ราชคเห คือในนครมีชื่ออย่างนั้น. นครนั้น
เรียกว่าราชคฤห์เพราะถูกพระเจ้ามันธาตุ และหาโควินทะยึดครองไว้ แม้
อาจารย์พวกอื่นก็พรรณนาไว้ในทำนองนี้. พรรณนาไว้อย่างไร. นี้เป็นชื่อของ
นครนั้น. ก็นครนี้นั้นเป็นนครครั้งพุทธกาล และครั้งจักรพรรดิกาล. ในกาล
ที่เหลือเป็นนครว่างเปล่าถูกยักษ์ครอง เป็นป่าอันเป็นที่อยู่ของยักษ์เหล่านั้น.
พระอานนท์แสดงถึงโคจรคามอย่างนี้แล้วจึงกล่าวถึงที่ประทับว่า คิชฺฌกูเกฏ
ปพฺพเต ณ ภูเขาคิชฌกูฎ. พึงทราบว่าแร้งอาศัยอยู่บนยอดภูเขานั้น หรือ
ยอดภูเขานั้นคล้ายแร้ง ฉะนั้น จึงเรียกภูเขานั้นว่า คิชฌกูฎ ดังนี้,

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 462 (เล่ม 47)

บทว่า มาโฆ ในบทนี้ว่า อถ โข ฯเปฯ อโวจ นี้ เป็นชื่อของพรา-
หมณ์นั้น ท่านเรียกว่ามาณพ เพราะเป็นผู้อาศัยอยู่ภายในสำนัก. แต่โดยชาติเป็น
ผู้ใหญ่. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่าเป็นผู้ใหญ่ด้วยการประพฤติชอบมาก่อน.
เหมือนปิงคิยมาณพ ด้วยว่าปิงคิยะนั้นแม้มีอายุ ๑๒๐ ปี ด้วยการประพฤติชอบ
มาก่อนก็ยังเรียกว่ามาณพอยู่นั่นเอง. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว.
บทว่า ทายโก ทานปติ ในบทว่า อหํ หิ โภ ฯเปฯ ปสวามิ
นี้ ได้แก่ เป็นทั้งทายกและเป็นทั้งทานบดี. ก็ผู้ใดถูกเขาชักชวนให้ให้ของ
ของผู้อื่น ผู้นั้นก็เป็นทายกแต่ไม่เป็นทานบดี เพราะไม่เป็นใหญ่ในทานนั้น.
แต่มาฆมาณพนี้ให้ของของตนเท่านั้น ด้วยเหตุนั้นมาฆมาณพจึงกล่าวว่า ข้า
พระองค์เป็นทั้งทายก เป็นทั้งทานบดี. นี้เป็นอธิบายในบทนั้น. ควรจะกล่าว
โดยนัยมีอาทิว่า ผู้ที่ถูกความตระหนี่ครอบงำ ในระหว่าง ๆ เป็นทายก ผู้ไม่
ถูกครองงำเป็นทานบดี. บทว่า วทญฺญู คือข้าพระองค์รู้คำของผู้ขอ เพียงเขา
พูดเท่านั้นก็รู้ว่าผู้นี้ควรแก่สิ่งนี้ ผู้นี้ควรให้สิ่งนี้ด้วยการรับรองความเป็นบุรุษ
วิเศษ หรือด้วยการรับว่าเป็นผู้มีอุปการะมาก. บทว่า ยาจโยโค คือควร
เพื่อจะขอ. มาฆมาณพกล่าวว่าผู้ใดเห็นยาจกแล้วทำหน้าสยิ้วย่อมกล่าวคำหยาบ
เป็นต้น ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นผู้ควรเพื่อขอ แต่ข้าพระองค์นี้ได้เป็นเช่นนั้น. บทว่า
ธมฺเมน ความว่า เว้นการลัก การฉ้อโกง และการลวงเป็นต้น เพื่อภิกษาจาร
เพื่อขอ. ก็การขอของพราหมณ์และธรรมของพราหมณ์ผู้ขอด้วยการแสวงหา
โภคทรัพย์ โภคทรัพย์ทีผู้ประสงค์จะอนุเคราะห์ให้แก่พราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า
ได้มาแล้วโดยธรรมและบรรลุแล้วโดยธรรม ก็มาฆมาณพนั้นแสวงหาอย่างนั้น

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 463 (เล่ม 47)

ได้แล้ว. ด้วยเหตุนั้นมาฆมาณพจึงกล่าวว่า ธมฺเมน โภเค ปริเยสามิ ฯเปฯ
ธมฺมาธิคเตหิ ข้าพระองค์แสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรม ครั้นแสวงหาได้แล้ว
ย่อมนำโภคทรัพย์ที่ตนได้มาโดยธรรมถวายแก่ปฏิคาหก ดังนี้. บทว่า ภิยฺโยปิ
ททามิ ความว่า มาฆมาณพชี้แจงว่า ข้าพระองค์ถวายยิ่งกว่านั้นบ้าง ไม่มี
จำกัด ข้าพระองค์จะถวายตามจำนวนโภคทรัพย์ที่ได้มา. บทว่า ตคฺฆ เป็น
นิบาตลงในคำส่วนเดียว. จริงอยู่ทานอันพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจก-
พุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายสรรเสริญแล้วโดยส่วนเดียวเท่านั้น แม้โดยที่สุดให้
แก่ดิรัจฉาน. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า สพฺพตฺถ วณฺณิตํ ทานํ น ทานํ
ครหิตํ กวฺจิ ความว่า ทานท่านสรรเสริญในที่ทั้งปวง ทานท่านไม่ติเตียนใน
ที่ไหน ๆ. เพราะฉะนั้นแม้พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงสรรเสริญทานนั้นโดย
ส่วนเดียวจึงตรัสว่า ตคฺฆ ตฺวํ มาณว ฯเปฯ ปสวสิ ความว่า ดูก่อนมาณพ
ผู้ใดแลเป็นทายก เป็นทานบดี รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ควรแก่การขอ ย่อม
แสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรม ครั้นได้โภคทรัพย์โดยธรรมแล้วย่อมนำโภค-
ทรัพย์ที่ตนได้มาโดยธรรมถวายแก่ปฏิคาหก ๑ องค์บ้าง ฯลฯ ๑๐๐ องค์บ้าง
ยิ่งกว่านั้นบ้าง ผู้นั้นย่อมประสบบุญมาก. บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พหุํ โส ปุญฺญํ ปวสติ ผู้นั้นย่อม
ประสบบุญมาก ดังนี้ พราหมณ์ประสงค์จะฟังทักษิณาวิสุทธิ (ความหมดจด
แห่งทักษิณา) จากทักขิไณยบุคคล จึงทูลพระผู้มีพระภาคเจ้ายิ่งขึ้นไป ด้วย
เหตุนั้นพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า อถโข มาโฆ มาณโว ภควนฺตํ
คาถาย อชฺฌภาสิ ครั้งนั้นแล มาฆมาณพได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยคาถา. บทนั้นมีนัยดังกล่าวแล้วโดยความนั้นแล.

463
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 464 (เล่ม 47)

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาต้นว่า ปุจฺฉามหํ ข้าพระองค์ขอทูลถาม.
บทว่า วทญฺญุํ ได้แก่ผู้รู้ถ้อยคำ. ท่านอธิบายว่า รู้ความประสงค์ของคำที่สัตว์
ทั้งหลายพูดทุกอย่าง. บทว่า สุชฺเฌ ได้แก่ พึงบริสุทธิ์ คือพึงมีผลมากด้วยอำนาจ
ทักขิไณยบุคคล. แต่ในบทนี้โยชนาแก้ว่า มาฆมาณพกราบทูลว่า ผู้ใดเป็น
คฤหัสถ์ควรแก่การขอ เป็นทานบดี มีความต้องการบุญให้ข้าวน้ำบูชาแก่ชนเหล่า
อื่น ไม่ใส่เพียงเครื่องบูชาในไฟ แต่มุ่งบุญเท่านั้น ไม่มุ่งการตอบแทนกิตติศัพท์
อันงามเป็นต้น การบูชาของผู้นั้นผู้บูชาอย่างเห็นปานนี้จะพึงบริสุทธิ์ได้อย่างไร.
บทว่า อาราธเย ทกฺขิเณยฺเยหิ ตาทิ ผู้เช่นนั้นพึงให้ทักขิไณยบุคคลยินดีได้
ความว่า ผู้ควรแก่การขอเช่นนั้นพึงให้ทักขิไณยบุคคลยินดีพอใจบริสุทธิ์ใจ พึง
ทำการบูชาให้มีผลมากไม่ใช่อย่างอื่น. ด้วยบทนี้เป็นอันพยากรณ์ บทว่า การ
บูชาของผู้บูชานี้พึงบริสุทธิ์ได้อย่างไร. ในบทว่า อกฺขาหิ เม ภควา ทกฺขิ-
เณยฺเย นี้ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงบอกทักขิไณยบุคคลแก่ข้าพระองค์
เถิดนี้ พึงทราบโยชนาอย่างนี้ว่า ผู้ใดควรแก่การขอให้อยู่ย่อมบูชาแก่คนอื่น
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงบอกทักขิไณยบุคคลของผู้นั้นแก่ข้าพระองค์
เถิด.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงประกาศทักขิไณยบุคคลแก่
มาฆมาณพนั้นโดยนัยหลายประการ ได้ตรัสพระคาถามีอาทิว่า เย เว อลคฺคา
ชนเหล่าใดแลไม่เกี่ยวข้อง ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อลคฺคา คือไม่เกี่ยวข้องด้วยเครื่องเกียวข้องมี
ราคะเป็นต้น. บทว่า เกวลิโน คือมีกิจที่ต้องทำเสร็จแล้ว. บทว่า ยตตฺตา คือ
มีจิตคุ้มครองแล้ว ฝึกฝนแล้วด้วยการฝึกอย่างยอดเยี่ยม พ้นเด็ดขาดแล้วด้วย

464