ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 445 (เล่ม 47)

เหมือนพระจันทร์ที่พ้นจากการจับของราหู ฉันใด ผู้พ้นจากการจับของกิเลส
ย่อมเปล่งปลั่งฉันนั้น. บทว่า สตา คือเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสติ. บทว่า
มมายิตานิ ได้แก่ ละตัณหาและทิฏฐิที่คนพาลถือว่าเป็นของเราได้แล้ว. บทว่า
โย กาเม หิตฺวา ละกามทั้งหลายได้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึง
พระองค์ตั้งแต่ต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า กาเม หิตฺวา คือละกิเลสกาม
ได้แล้ว. บทว่า อภิภุยฺยจารี ได้แก่ ชื่อว่าครอบงำวัตถุกามทั้งหลายเที่ยวไป
เพราะละวัตถุกามเหล่านั้นได้แล้ว. ท่านกล่าวพระนิพพานว่าเป็นที่สุดแห่งชาติ
และมรณะ. บทว่า โย เวทิ คือรู้ที่สุดแห่งชาติและมรณะนั้นด้วยกำลังปัญญา.
บทว่า อุทกรหโทว เหมือนห้วงน้ำ ความว่า สระใหญ่ ๗ สระในป่าหิมวันตะ
คือ สระอโนดาต สระกัณณมุณฑะ สระรถการะ สระฉัททันตะ สระกุณาละ
สระมัณฑากินี สระสีหปปาตะ เหล่านี้ใด เย็นอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่ถูกความ
ร้อนคือไฟและพระอาทิตย์สัมผัส ผู้รู้ที่สุดแห่งชาติและมรณะชื่อว่าดับความ
เร่าร้อนได้ เป็นผู้เยือกเย็น เพราะดับความเร่าร้อนคือกิเลสได้เหมือนห้วงน้ำ
เหล่านั้นห้วงใดหวังหนึ่งฉะนั้น. บทว่า สโม ได้แก่ เท่ากัน. บทว่า สเมหิ
ได้แก่ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีพระวิปัสสีเป็นต้น. เพราะพระพุทธเจ้าเหล่านั้น
ท่านกล่าวว่า สมา คือ เป็นผู้เสมอกันเพราะเสมอกันด้วยการตรัสรู้. พระ-
พุทธเจ้าเหล่านั้นไม่มีความต่างกันในคุณที่ควรบรรลุในการตรัสรู้หรือในโทษ
ที่ควรละ. พระพุทธเจ้าเหล่านั้นมีความต่างกันด้วยกาล อายุ ตระกูล ประมาณ
การบรรพชา ความเพียร ที่ตรัสรู้ และพระรัศมี. เป็นความจริงดังนั้น
เจ้าทั้งหลายโดยกำหนดอย่างต่ำ ทรงบำเพ็ญบารมีมาสี่อสงไขยแสนกัป

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 446 (เล่ม 47)

โดยกำหนดอย่างสูง สิบหกอสงไขยแสนกัป นี้คือความต่างแห่งกาลของพระ-
พุทธเจ้าเหล่านั้น. อนึ่งโดยกำหนดอย่างต่ำ พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอุบัติใน
กาลที่คนมีอายุ ๑๐๐ ปี โดยกำหนดอย่างสูง ในกาลที่คนมีอายุแสนปี นี้คือ
ความต่างแห่งอายุ. พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอุบัติในตระกูลกษัตริย์ หรือใน
ตระกูลพราหมณ์ นี้คือความต่างกันแห่งตระกูล. พระพุทธเจ้าทั้งหลายสูง
ประมาณ ๘๘ ศอก หรือต่ำประมาณ ๑๕-๑๘ ศอก นี้คือความต่างแห่ง
ประมาณ. พระพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จออกบรรพชาด้วย ช้าง ม้า รถและวอ
เป็นต้น หรือโดยทางอากาศ เช่นพระวิปัสสี พระกกุสันธะเสด็จออกบรรพชา
ด้วยรถม้า พระสิขี พระโกนาคมนะเสด็จออกโดยกองช้าง พระเวสสภูเสด็จ
ออกโดยวอ พระกัสสปเสด็จออกโดยทางอากาศ พระศักยมุนีเสด็จออกโดย
หลังม้า นี้คือความต่างกันแห่งการออกบรรพชา. พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญ
เพียรเจ็ดวันบ้าง กึ่งเดือนบ้าง เดือนหนึ่งบ้าง สองเดือนบ้าง สามเดือนบ้าง
สี่เดือนบ้าง ห้าเดือนบ้าง หกเดือนบ้าง หนึ่งปีบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง
โพธิ์ปีบ้าง ห้าปีบ้าง หกปีบ้าง นี้คือความต่างกันแห่งความเพียร. ตรัสรู้ใต้ต้น
โพธิ์ใบบ้าง ต้นไทรเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง นี้คือความต่างกันแห่งที่
ตรัสรู้. พระพุทธเจ้าทั้งหลายประกอบด้วยพระรัศมีวาหนึ่ง พระรัศมี ๘๐ วา
และพระรัศมีไม่มีกำหนด ในพระรัศมีเหล่านั้น พระรัศมีวาหนึ่งและ ๘๐ วา
เหมือนกันทุกพระองค์ แต่พระรัศมีไม่มีกำหนดแผ่ไปไกลบ้างใกล้บ้างคาวุตหนึ่ง
สองคาวุต โยชน์หนึ่ง หลายโยชน์ และสุดจักรวาลบ้าง. พระรัศมีของ
พระพุทธมงคลแผ่ไปถึงหมื่นจักรวาล. เมื่อเป็นเช่นนี้พระรัศมีของพระพุทธเจ้า

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 447 (เล่ม 47)

ทั้งหลายย่อมแผ่ไปตามพระประสงค์ เพราะเกี่ยวกับใจคิด นี้คือความต่างกัน
แห่งพระรัศมี. เว้นความต่างกัน ๘ อย่างเหล่านี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี
ความต่างกันในคุณที่ควรบรรลุถึงการตรัสรู้ที่เหลือหรือในโทษที่ควรละ เพราะ
ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า สมา คือเป็นผู้เสมอกัน. พระตถาคตเป็นผู้เสมอด้วย
พระพุทธเจ้าเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้. บทว่า วิสเมหิ ทูเร ห่างไกลจากผู้
ไม่เสมอทั้งหลายคือห่างไกลจากสรรพสัตว์ที่เหลือมีพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้น
ผู้ไม่เสมอ. จริงอยู่ แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายนั่งขัดสมาธิบำเพ็ญตลอด
ชมพูทวีปก็ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวด้วยคุณ
ทั้งหลาย. จะกล่าวไปทำไมถึงพวกสาวกเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า วิสเมหิ ทูเร ดังนี้. พึงประกอบบทว่า ทูเร ด้วยบททั้งสองว่า
ตถาคโต โหติ. บทว่า อนนฺตปญฺโญ คือมีปัญญากำหนดไม่ได้. จริงอยู่
ไม่ควรกล่าวเปรียบปัญญาของพระอริยะที่ ๘ ยิ่งกว่าปัญญาของมนุษย์ชาวโลก
กล่าวเปรียบปัญญาของพระโสดาบันยิ่งกว่าปัญญาของพระอริยะที่ ๘ กล่าวเปรียบ
ปัญญาของพระปัจเจกพุทธเจ้ายิ่งกว่าปัญญาของพระอรหันต์ กล่าวเปรียบปัญญา
ของพระตถาคตยิ่งกว่าปัญญาของพระปัจเจกพุทธเจ้า. แต่ควรกล่าวว่า อนนฺตา
คือไม่มีที่สุด. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อนนฺตปญฺโญ พระตถาคตเป็น
ผู้มีปัญญาไม่มีที่สุด. บทว่า อนุปลิตฺโต ได้แก่ ผู้อันเครื่องฉาบทาคือตัณหา
และทิฏฐิไม่ฉาบทาแล้ว. บทว่า อิธ วา หุรํ วา คือในโลกนี้หรือโลกอื่น.
แต่ในบทนี้โยชนาแก้ไว้ว่า พระตถาคตเป็นผู้เสมอด้วยผู้เสมอ อยู่ห่างไกลจาก
ผู้ไม่เสมอ เพราะเหตุไร เพราะพระตถาคตเป็นผู้มีปัญญาไม่มีที่สุด เป็นผู้อัน

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 448 (เล่ม 47)

ตัณหาและทิฏฐิไม่ฉาบทาในโลกนี้หรือโลกอื่น ฉะนั้น พระตถาคตจึงย่อมควร
เครื่องบูชา.
บทว่า ยมฺหิ น มายา พระตถาคตไม่มีมายา. ก็คาถานี้และคาถาอื่น
พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้เช่นนี้ เพื่อละความสำคัญในพราหมณ์ผู้ประกอบด้วย
ความพินาศมีมายาเป็นต้นว่าเป็นทักขิไณยบุคคล. ในบทเหล่านั้นบทว่า อมโม
ได้แก่ ละความยึดถือในสัตว์และสังขารทั้งหลายว่า นี้เป็นของเรา. บทว่า
นิเวสนํ ได้แก่ ที่อยู่อาศัยคือตัณหาและทิฏฐิ. ด้วยบทนั้นใจย่อมอยู่อาศัยใน
ภพ ๓. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ละตัณหาทิฏฐิที่อยู่ประจำใจได้แล้ว.
อีกอย่างหนึ่ง ยังอยู่อาศัยในตัณหาและทิฏฐินั้น เพราะไม่สามารถจะละไปได้.
เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นิเวสนํ( คืออยู่อาศัย. บทว่า ปริคฺคหา ได้แก่
ตัณหาและทิฏฐินั่นเอง. เพราะตัณหาและทิฏฐิเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ตนยึดถือไว้.
บทว่า เกจิ คือมีประมาณน้อย. บทว่า อนุปาทิยมาโน ได้แก่ ไม่ถือมั่น
สิ่งไร ๆ เพราะไม่มีตัณหาและทิฏฐิเป็นที่อยู่อาศัย. คือตั้งมั่นด้วยมรรคสมาธิ.
บทว่า อุทตารี คือข้ามได้แล้ว. บทว่า ธมฺมมญฺญาสิ คือได้รู้ธรรมที่ควร
รู้ทั้งหมด. บทว่า ปรมาย ทิฏฐิยา คือด้วยสัพพัญญุตญาณ. บทว่า
ภวาสวา ได้แก่ ภวตัณหาคือราคะสหรคตด้วยความใคร่ในฌานและสัสสตทิฏฐิ.
บทว่า วจี ได้แก่ วาจา. บทว่า ขรา ได้แก่ วาจากระด้างหยาบคาย. บทว่า
วิธูปิตา คือเผาเสียแล้ว. บทว่า อตฺถคตา คือตั้งอยู่ไม่ได้. บทว่า น สนฺติ
ไม่มีอยู่. คือ เพราะกำจัดเสียแล้ว เพราะตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว. พึงประกอบทั้งสองบท
ด้วยบททั้งสอง. บทว่า สพฺพธิ คือในขันธ์และอายตนะทั้งปวง. บทว่า

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 449 (เล่ม 47)

มานสตฺเตสุ ได้แก่ ในเหล่าสัตว์ผู้มีมานะ. บทว่า ทุกฺขํ ปริญฺญาย ได้แก่
กำหนดรู้ทุกข์ในวัฏฏะด้วยปริญญา ๓. บทว่า สเขตฺตวตฺถุํ พร้อมทั้งไร่นา
และที่ดิน คือ พร้อมด้วยเหตุและปัจจัย. ท่านอธิบายว่า พร้อมด้วยกิเลส
ทั้งหลาย. บทว่า วาสํ อนิสฺสาย คือไม่ติดตัณหา. บทว่า วิเวกทสฺสี
คือ เห็นพระนิพพาน. บทว่า ปรเวทิยํ คือ จะพึงให้ผู้อื่นรู้. บทว่า ทิฏฺฐิ-
มุปาติวตฺโต ได้แก่ ก้าวล่วงมิจฉาทิฏฐิอันมีประเภท ๖๒. บทว่า อารมฺมณา
ได้แก่ ปัจจัย. อธิบายว่า เหตุที่ทำให้เกิดภพใหม่. บทว่า ปโรปรา ได้แก่
ธรรมอื่น ๆ ดี ๆ หรือธรรมทั้งทีเป็นภายในและภายนอก. บทว่า สเมจฺจ
ได้แก่ ตรัสรู้แล้วด้วยญาณ. บทว่า ธมฺมา ได้แก่ ธรรมีขันธ์และอายตนะ
เป็นต้น.
บทว่า อุปาทานกฺขเย วิมุตฺโต น้อมไปในความสิ้นสูญอุปาทาน
คือ น้อมไปในนิพพาน โดยมีนิพพานเป็นอารมณ์. อธิบายว่า มีปกติได้การ
น้อมไปในอารมณ์ คือ นิพพาน. บทว่า สํโยชนชาติขยนฺตทสฺสี ได้แก่ เห็น
ที่สุดความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ และเห็นที่สุดความสิ้นไปแห่งชาติ. อนึ่ง ในบทนี้
ท่านกล่าวสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ด้วยที่สุดความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ อนุปา-
ทิเสสนิพพาน ด้วยที่สุดความสิ้นไปแห่งชาติ. บทว่า ขยนฺโต นี้ เป็นชื่อ
ของการละได้เด็ดขาดอันเป็นความสิ้นไปโดยส่วนเดียว. อนึ่ง ในบทนี้ท่านไม่
ลบนิคคหิต ดุจในบทมีอาทิว่า วิเวกชมฺปีติสุขํ ปีติและสุขเกิดแต่วิเวก.
บทว่า โย ปานุทิ คือ พระตถาคตทรงบรรเทาได้แล้ว. บทว่า ราคปถํ
ได้แก่ มีราคะเป็นอารมณ์ หรือราคะเท่านั้น. จริงอยู่ แม้ราคะท่านก็เรียกว่า
ราคปโถ ทางแห่งราคะ เพราะเป็นทางแห่งทุคติดุจกรรมบถ. บทว่า สุทฺโธ

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 450 (เล่ม 47)

นิทฺโทโส วิมโล อกาโม เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีโทษ ปราศจากมลทิน
ไม่มีความใคร่ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะมีความประพฤติทางกาย
บริสุทธิ์ ชื่อว่าไม่มีโทษ เพราะไม่มีโทษที่ท่านกล่าวว่าหมู่สัตว์นี้มีราคะ โทสะ
โมหะเป็นโทษ ชื่อว่าปราศจากมลทิน เพราะไม่มีมลทิลเข้าไปกล้ำกราย ชื่อว่า
ไม่มีความใคร่ เพราะไม่มีอุปกิเลส. จริงอยู่ ผู้ที่ถูกอุปกิเลสเข้าไปทำให้ขุ่นมัว
ท่านเรียกว่า สกาโม มีความใคร่. คนไม่ทำบาปเพราะเป็นผู้ปราศจากทลทิน
ชื่อว่า ไม่มีความใคร่. จริงอยู่ การทำบาปท่านเรียกว่า กาโม เพราะทำ
ความเคียดแค้น.
บทว่า อตฺตนา อตฺตานํ นานุปสฺสติ ไม่พิจารณาเห็นตนโดย
ความเป็นตน ความว่า พระตถาคตทรงเห็นแจ้งด้วยจิตสัมปยุตด้วยญาณไม่ทรง
พิจารณาเห็นสิ่งอื่นที่ชื่อว่าตนในขันธ์ทั้งหลายของตน พิจารณาเห็นเพียงขันธ์
เท่านั้น ไม่พิจารณาเห็นตนโดยความเป็นตน เพราะไม่มีทิฏฐิเกิดขึ้นโดยความ
เป็นของจริงแท้แก่พระตถาคตนั้นว่า เรารู้ชัดตนโดยความเป็นตนทีเดียว ย่อม
พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายด้วยปัญญาโดยถ่องแท้. พระตถาคตมีจิตตั้งมั่นด้วย
มรรคสมาธิ ทรงปฏิบัติตรงเพราะไม่มีความคดทางกายเป็นต้น ทรงดำรงตนมั่น
เพราะไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมทั้งหลาย ไม่มีความอยากไม่มีกิเลสดุจไม้อ้อ
ไม่มีความสงสัย เพราะไม่มีความอยากอันได้แก่ตัณหา ไม่มีกิเลสดุจไม้อ้อ
ทางจิต ๕ และเพราะไม่มีความสงสัยในสิ่งอันไม่ใช่ฐานะ ๘ อย่าง. บทว่า
โมหนฺตรา ได้แก่ มีโมหะเป็นเหตุเป็นปัจจัย. บทนี้เป็นชื่อของกิเลสทุกชนิด.
บทว่า สพฺเพสุ ธมฺเมสุ ญาณทสฺสี เห็นด้วยญาณในธรรมทั้งปวง ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำให้แจ้งพระสัพพัญญุตญาณ ทรงเห็นญาณในธรรม

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 451 (เล่ม 47)

ทั้งปวง ทรงทำให้แจ้งว่า เราบรรลุแล้ว ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า สพฺเพสุ ธมฺเมสุ จ ญาณทสฺสี ดังนี้. บทว่า สมฺโพธึ
ได้แก่ พระอรหัต. บทว่า อนุตฺตรํ ยอดเยี่ยม คือ สัมโพธิญาณไม่ทั่วไปด้วย
พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย. บทว่า สิวํ ได้แก่ เกษม ไม่มี
อันตรายหรือมีสิริ. บทว่า ยกฺขสฺส ได้แก่ บุรุษ. บทว่า สุทธิ ได้แก่
ความผ่องแผ้ว. ก็ในบทว่า สุทฺธิ นี้ ได้แก่ ไม่มีโทษทุกชนิด เพราะไม่มี
โมหะเป็นเหตุเป็นปัจจัย ด้วยบทว่า สุทฺธิ นั้น พระตถาคตตัดเหตุได้เด็ดขาด
ทรงสรีระไว้ในชาติสุดท้าย มีคุณธรรมทั้งปวงเพราะเห็นได้ด้วยญาณ ด้วย
บทนั้นท่านจึงกล่าวว่า อนุตฺตรํ สมฺโพธึ พระตถาคตบรรลุสัมโพธิญาณ
ที่ยอดเยี่ยม ต่อจากนั้นจะไม่มีสิ่งควรละหรือสิ่งควรบรรลุ เพราะเหตุนั้นพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เอตฺตาวตา ยกฺขสฺส สุทฺธิ ความบริสุทธิ์ของ
บุรุษย่อมมีด้วยเหตุเพียงเท่านี้. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว
พราหมณ์เมื่อจะทำอาการเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ยิ่ง ๆ ในรูปจึงทูลว่า
หุตญฺจ มยฺหํ ก็การบูชาของข้าพระองค์ดังนี้เป็นต้น.
บทนั้นมีความว่า พราหมณ์ทูลขอร้องว่า เมื่อก่อนนี้ข้าพระองค์นึกถึง
พราหมณ์บูชาด้วยไฟ การบูชาของชาพระองค์นั้นจะเป็นการบูชาจริงหรือเป็น
การบูชาหลอกลวงข้าพระองค์ไม่รู้ แต่วันนี้การบูชาของข้าพระองค์เป็นการบูชา
จริง เพราะข้าพระองค์ยืนอยู่ ณ ที่นี้ ได้บุคคลผู้ถึงเวทเป็นผู้เจริญเช่นนั้น
เมื่อจะน้อมเครื่องบูชาที่เหลือเข้าไปถวายจึงทูลว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพรหม
ผู้เห็นเองแท้ ขอได้โปรดทรงรับ ครั้นรับแล้ว โปรดบริโภคเครื่องบูชาของ
ข้าพระองค์เถิด.

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 452 (เล่ม 47)

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสองคาถา โดยนัยที่กล่าวแล้วใน
กสิภารทวาชสูตร. แต่นั้นพราหมณ์ไม่เข้าใจความแห่งคาถาอย่างนี้ว่า พระ-
ตถาคตนี้ ไม่ปรารถนาด้วยตนเอง ยังกล่าวหมายถึงผู้อื่นว่า ท่านจงบำรุง
พระขีณาสพผู้บริบูรณ์ด้วยคุณทั้งปวง ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้สงบความคะนอง
แล้วด้วยข้าวน้ำเถิด ประสงค์จะรู้ความนั้นจึงทูลว่า สาธาหํ ภควา ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอประทานวโรกาส.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าวิงวอน. บทว่า
ตถา คือโดยประการที่พระองค์ตรัส. บทว่า วิชญฺญํ แปลว่า พึงรู้. บทว่า
ยํ ได้แก่ แสวงหาผู้เป็นทักขิไณยบุคคลในกาลแห่งยัญ. บทว่า ปปฺปุยฺย
แปลว่า ถึงแล้ว. บทว่า ตว สาสนํ ได้แก่ โอวาทของท่าน. ท่านอธิบาย
ไว้ว่า พราหมณ์ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอประทานวโรกาสข้าพระองค์
ถึงคำสั่งสอนของพระองค์แล้ว พึงรู้แจ่มแจ้งอย่างที่พระองค์บอกแต่ข้าพระองค์
ขอพระองค์จงทรงแสดงทักขิไณยบุคคล ผู้พึงบริโภคทักษิณาของบุคคลเช่น
ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์จะพึงแสวงหาบำรุงอยู่ในกาลแห่งยัญ แก่ข้าพระองค์
เถิด หากพระองค์จะไม่บริโภค.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงทักขิไณยบุคคลเห็น
ปานนั้นแก่พราหมณ์ตามนัยที่ปรากฏแล้ว จึงตรัสสองคาถาว่า สารมฺภา ยสฺส
นอบน้อมผู้ปราศจากความแข่งดี ดังนี้เป็นต้น
ในบทเหล่านั้น บทว่า สีมา ในบทว่า สีมนฺตานํ วิเนตารํ ได้แก่
มารยาทอันเป็นความประพฤติของคนดี กิเลสทั้งหลายท่านกล่าวว่า สีมนฺตา

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 453 (เล่ม 47)

เพราะมีส่วนอันเป็นที่สุดของมารยาทนั้น อธิบายว่า นำกิเสสนั้นออกเสียได้
อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า บทว่า สีมนฺตา คือ เสกขบุคคลและปุถุชนที่เป็น
พุทธเวไนย นำกิเลสเหล่านั้นออกเสียได้ดังนี้บ้าง. บทว่า ชาติมรณโกวิทํ
ผู้ฉลาดในชาติและมรณะ คือ ฉลาดในชาติและมรณะนี้ว่า ชาติเป็นอย่างนี้
มรณะเป็นอย่างนี้. บทว่า โมเนยฺยสมฺปนฺนํ ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยปัญญา
หรือสมบูรณ์ด้วยความฉลาดทางกายเป็นต้น. บทว่า ภกุฏึ วินยิตฺวาน พึง
กำจัดความสยิ้วหน้า คนปัญญาทรามบางคน เห็นยาจกแล้วทำหน้าสยิ้ว พึง
กำจัดความสยิ้วหน้านั้นเสีย อธิบายว่า เป็นผู้มีหน้าผ่องใส. บทว่า ปญฺชลิกา
คือเป็นผู้ประคองอัญชลี. ลำดับนั้นพราหมณ์ เมื่อจะสรรเสริญพระผู้มี-
พระภาคเจ้า จึงทูลว่า พุทฺโธ ภวํ พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อายาโค คือ ผู้ควรบูชา. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
อายาโค เพราะมาจากที่นั้น ๆ แล้วควรบูชาบ้าง. ท่านอธิบายว่า เป็นผู้สมควร
รับไทยธรรมทั้งหลาย. บทที่เหลือในสูตรนี้ บทใดที่มิได้พรรณนาไว้ในคาถา
ต้นบทนั้น แม้ไม่พรรณนาไว้ก็สามารถจะรู้ได้ เพราะมีความง่ายอยู่แล้ว
ฉะนั้น จึงไม่พรรณนา ส่วนบทต่อจากนี้มีนัยดังได้กล่าวแล้วในกสิภารทวาชสูตร
นั่นแล.
จบอรรถกถาปูรฬาสสูตร ที่ ๔ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 454 (เล่ม 47)

มาฆสูตรที่ ๕
ว่าด้วยผู้ที่บูชาประสบบุญมาก
[๓๖๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุง
ราชคฤห์ ครั้งนั้นแล มาฆมาณพเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้
ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระโคดมผู้เจริญ ก็ข้าพระองค์เป็นทายก เป็นทานบดี ผู้รู้ความประสงค์ของ
ผู้ขอ ควรแก่การขอ ย่อมแสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรม ครั้นแสวงหาได้แล้ว
ย่อมนำโภคทรัพย์ที่ตนได้มาโดยธรรมถวายแก่ปฏิคาหก ๑ องค์บ้าง ๒ องค์บ้าง
๓ องค์บ้าง ๔ องค์บ้าง ๕ องค์บ้าง ๖ องค์บ้าง ๗ องค์บ้าง ๘ องค์บ้าง
๙ องค์บ้าง ๑๐ องค์บ้าง ๒๐ องค์บ้าง ๓๐ องค์บ้าง ๔๐ องค์บ้าง ๕๐ องค์
บ้าง ๑๐๐ องค์บ้าง ยิ่งกว่านั้นบ้าง. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์
ถวายทานอย่างนี้ บูชาอย่างนี้ จะประสบบุญมากแลหรือ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมาณพ เมื่อท่านให้อยู่อย่างนั้น
บูชาอยู่อย่างนั้น ย่อมประสบบุญมากแท้ ดูก่อนมาณพ ผู้ใดแล เป็นทายก
เป็นทานบดี รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ควรแก่การขอ ย่อมแสวงหาโภคทรัพย์
โดยธรรม ครั้นแสวงหาได้แล้ว ย่อมนำโภคทรัพย์ที่ตนได้มาโดยธรรม ถวาย
แก่ปฏิคาหก ๑ องค์บ้าง ฯลฯ ๑๐๐ องค์บ้าง ยิ่งกว่านั้นบ้าง ผู้นั้นย่อม
ประสบบุญมาก.

454