เหมือนพระจันทร์ที่พ้นจากการจับของราหู ฉันใด ผู้พ้นจากการจับของกิเลส
ย่อมเปล่งปลั่งฉันนั้น. บทว่า สตา คือเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสติ. บทว่า
มมายิตานิ ได้แก่ ละตัณหาและทิฏฐิที่คนพาลถือว่าเป็นของเราได้แล้ว. บทว่า
โย กาเม หิตฺวา ละกามทั้งหลายได้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึง
พระองค์ตั้งแต่ต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า กาเม หิตฺวา คือละกิเลสกาม
ได้แล้ว. บทว่า อภิภุยฺยจารี ได้แก่ ชื่อว่าครอบงำวัตถุกามทั้งหลายเที่ยวไป
เพราะละวัตถุกามเหล่านั้นได้แล้ว. ท่านกล่าวพระนิพพานว่าเป็นที่สุดแห่งชาติ
และมรณะ. บทว่า โย เวทิ คือรู้ที่สุดแห่งชาติและมรณะนั้นด้วยกำลังปัญญา.
บทว่า อุทกรหโทว เหมือนห้วงน้ำ ความว่า สระใหญ่ ๗ สระในป่าหิมวันตะ
คือ สระอโนดาต สระกัณณมุณฑะ สระรถการะ สระฉัททันตะ สระกุณาละ
สระมัณฑากินี สระสีหปปาตะ เหล่านี้ใด เย็นอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่ถูกความ
ร้อนคือไฟและพระอาทิตย์สัมผัส ผู้รู้ที่สุดแห่งชาติและมรณะชื่อว่าดับความ
เร่าร้อนได้ เป็นผู้เยือกเย็น เพราะดับความเร่าร้อนคือกิเลสได้เหมือนห้วงน้ำ
เหล่านั้นห้วงใดหวังหนึ่งฉะนั้น. บทว่า สโม ได้แก่ เท่ากัน. บทว่า สเมหิ
ได้แก่ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีพระวิปัสสีเป็นต้น. เพราะพระพุทธเจ้าเหล่านั้น
ท่านกล่าวว่า สมา คือ เป็นผู้เสมอกันเพราะเสมอกันด้วยการตรัสรู้. พระ-
พุทธเจ้าเหล่านั้นไม่มีความต่างกันในคุณที่ควรบรรลุในการตรัสรู้หรือในโทษ
ที่ควรละ. พระพุทธเจ้าเหล่านั้นมีความต่างกันด้วยกาล อายุ ตระกูล ประมาณ
การบรรพชา ความเพียร ที่ตรัสรู้ และพระรัศมี. เป็นความจริงดังนั้น
เจ้าทั้งหลายโดยกำหนดอย่างต่ำ ทรงบำเพ็ญบารมีมาสี่อสงไขยแสนกัป