ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 435 (เล่ม 47)

ผู้เกิดจากปากของพรหม แม้บุตรพร้อมด้วยบิดาของเราก็จะพึงอิ่มหนำ, ทางไป
สู่พรหมโลก พึงเป็นทางที่เราชำระไว้ดีแล้ว เอาเถิดเราจะแสวงหาพราหมณ์.
ลำดับนั้น ภารทวาชพราหมณ์ลุกจากที่นั่งเพื่อหาพราหมณ์ เหลียวดูทิศทั้งสี่ด้วย
คิดว่า ใครหนอ ควรบริโภคข้าวปายาสที่เหลือนี้. บทว่า อญฺญตรสฺมึ รุกฺข-
มูเล ได้แก่ ที่โคนไม้ต้นอันประเสริฐ ณ ไพรสณฑ์นั้น. บทว่า สสีสํ ปารุตํ คือ
คลุมกายตลอดศีรษะ. ก็เพราะเหตุไรพระผู้มีพระภาคเจ้าจงได้ทรงทำอย่างนั้น.
เหตุมีอยู่ว่า แม้ผู้มีกำลังเทียบพระนารายน์ก็ไม่สามารถจะห้ามหิมะตก หรือ
ความหนาวและสมได้ จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ทรงประคับประคอง
พระวรกายด้วยประการทั้งปวงก็จริง ถึงดังนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงดำริว่า
เมื่อพราหมณ์มาหาจักเปิดศีรษะ ครั้นพราหมณ์เห็นเราก็จักสนทนากันเมื่อเป็น
ดังนั้น เราจักแสดงธรรมโดยให้พราหมณ์คล้อยไปตามคำของเรา เพราะฉะนั้น
พระองค์จึงได้ทรงกระทำอย่างนั้นเพื่อสนทนากัน. บทว่า ทิสฺวาน วาเมน
ฯเปฯ เตนุปสงฺกมิ พราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งทรงคลุม
พระกายตลอดพระเศียรอยู่ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง จึงถือเอาข้าวปายาสที่เหลือ
ด้วยมือซ้าย ถือน้ำเต้าด้วยมือขวา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ความว่า นัยว่าพราหมณ์นั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วคิดว่า ท่านผู้นี้คลุม
ตลอดศีรษะประกอบความเพียรตลอดคืน เราจักให้ทักษิโณทกแล้วให้ข้าว
ปายาสที่เหลือนี้ สำคัญว่าเป็นพราหมณ์จึงเข้าไปหา. บทว่า มุณฺโฑ อยํ ภวํ
มุณฺฑโก อยํ ภวํ ท่านผู้นี้เป็นคนโล้น ๆ ความว่า พอพระผู้มีพระภาคเจ้า
เปิดพระเศียร พราหมณ์เห็นพระเกสาจึงกล่าวว่า มุณฺโฑ คนโล้น. พราหมณ์

435
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 436 (เล่ม 47)

มองดูอย่างถี่ถ้วนไม่เห็นปลายพระเกศา แม้แต่น้อยจึงเหยียดหยามกล่าวว่า
มุณฺฑโก คนโล้นเลี่ยนดังนี้. ด้วยว่า พราหมณ์เหล่านั้นมีทิฏฐิเห็นปานนี้.
บทว่า ตโต จ ได้แก่จากที่ที่ ยืนอยู่แล้วได้เห็น. บทว่า มุณฺฑาปิ โหนฺติ
ได้แก่ แม้พราหมณ์บางพวกก็เป็นคนโล้นด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง.
น อักษรในบทว่า น พฺราหฺมโณ โนมฺหิ นี้ ลงในความปฏิเสธ.
โน อักษรลงในอวธารณะ (ห้ามความอื่น) ดุจในประโยค น โน สมํ ทรัพย์
นั้นไม่เสมอด้วยพระตถาคต ดังนี้เป็นต้น. ด้วยบทนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
ว่า เรามิใช่พราหมณ์ดังนี้. บทว่า น ราชฺปุตโต เราไม่ใช่ราชโอรส. บทว่า
น เวสฺสายโน เราไม่ใช่แพศย์. บทว่า อุท โกจิ โนมฺหิ ศูทรหรือจัณฑาล
หรือใคร ๆ แม้อื่น ๆ เราก็ไม่เป็น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามการอ้างคำพูด
ว่าโดยชาติอย่างสิ้นเชิงอย่างนี้. เพราะเหตุไร เพราะกุลบุตรผู้ได้บรรพชาแล้ว
ย่อมสละชื่อและโคตรที่มีมาก่อน เหมือนแม่น้ำไหลลงสู่มหาสมุทรฉะนั้น. ปหา-
ราทสูตรเป็นตัวอย่างในข้อนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคัดค้านคำกล่าวถึงชาติ
อย่างนี้ ทรงเปิดเผยพระองค์ตามความเป็นจริง ตรัสว่าเรากำหนดรู้โคตรของปุถุ-
ชนแล้วไม่มีความกังวล เที่ยวไปด้วยปัญญาในโลก ดังนี้. หากมีคำถามว่า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดรู้โคตรอย่างไรเล่า. ตอบว่า เพราะพระผู้มีพระภาค
เจ้าทรงกำหนดเบญจขันธ์ทั้งหลายด้วยปริญญาสาม เมื่อทรงกำหนดรู้เบญจขันธ์
เหล่านั้นแล้ว เป็นอันทรงกำหนดรู้โคตรนั่นเอง. พระองค์ไม่มีความกังวล
เพราะไม่มีความกังวลมีราคะเป็นต้น. พระองค์ทรงรู้ด้วยปัญญา เที่ยวไปด้วย
กายกรรมเป็นต้น อันหมุนไปตามญาณทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า

436
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 437 (เล่ม 47)

จึงตรัสว่า โคตฺตํ ฯเปฯ โลเก ดังนี้. ปัญญาท่านเรียกว่า มนฺตา. พระองค์
เที่ยวไปด้วยปัญญานั้น. ด้วยเหตุนั้นแล ท่านจึงกล่าวว่า มนฺตจรามิ โลเก
ทำเป็นรัสสะด้วยอำนาจของฉันท์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้น ทรงเปิดเผยพระองค์อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อ
ทรงค้านคำของพราหมณ์ ด้วยพระดำรัสว่า ท่านเห็นบุคคลผู้มีเพศอันประ-
เสริฐอย่างนี้แล้ว ยิ่งไม่ทราบคำที่ควรถามหรือไม่ควรถาม จึงตรัสว่า สงฺฆา-
ฏิวาสี ฯเปฯ โคตฺตปญฺหํ.
เรานุ่งห่มไตรจีวร ไม่มีเรือน ปลง
ผมแล้ว มีตนดับความเร่าร้อนแล้ว ไม่คลุก
คลีกับมนุษย์ ทั้งหลายในโลกนี้ เที่ยวไปอยู่
ท่านถามถึงปัญหา เกี่ยวด้วยโคตรอันไม่
สมควรกะเรา.
ก็ในคาถานี้มีอธิบายดังนี้ จีวรแม้ ๓ ผืนท่านเรียกว่า สังฆาฏิ
เพราะตัดต่อกัน. ชื่อว่า สงฺฆาฏิวาสี เพราะนุ่งห่มจีวรเหล่านั้น . บทว่า
อคโห แปลว่า ไม่มีเรือน. อธิบายว่า ไม่มีตัณหา. ก็เรือนที่ประทับใน
พระเชตวันของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีมากมายเป็นต้นว่ามหาคันธกุฎี โรงมณฑล
ใต้ต้นกุ่มน้ำ กุฎีต้นมะกอก โรงไม้จันทร์ ไม่ควรหมายเอาถึงเรือนประทับนั้น.
บทว่า นิวุตฺตเกโส ได้แก่ ปลงผม. อธิบายว่า ปลงผมและหนวด. บทว่า
อภินิพฺพุตตฺโต ได้แก่ มีจิตสงบจากความเร่าร้อนหรือมีจิตคุ้มครองแล้ว.
บทว่า อลิมฺปมาโน อิธ มาณเวหิ ไม่คลุกคลีกับมนุษย์ คือ ไม่ติด
ไม่เกี่ยวข้องกับมนุษย์เพราะละความเยื่อใยในของใช้ได้แล้ว คือ อยู่อย่างสงัด

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 438 (เล่ม 47)

ส่วนเดียว. บทว่า อกลฺลํ มํ พฺราหฺมณ ท่านถามปัญหาเกี่ยวด้วยโคตร
อันไม่สมควรกะเรา ความว่า เรานุ่งห่มไตรจีวรอย่างนี้ ฯลฯ ไม่คลุกคลีด้วย
มนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ ดูก่อนพราหมณ์ ท่านถามปัญหาเกี่ยวด้วยโคตรอัน
ไม่สมควรกะเราผู้เป็นสมณะเพื่ออะไร.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว เมื่อจะปลดเปลื้องคำติเตียน
จึงตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์ย่อมถามกับพวกพราหมณ์
ด้วยกันว่า ท่านเป็นพราหมณ์หรือหนอ.
ในบทเหล่านั้นบทว่า พฺราหฺมโณ โน ความว่าท่านเป็นพราหมณ์
หรือหนอ. ท่านอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ผู้เจริญ
เราจะไม่ถามสิ่งไม่สมควร ในสมัยที่เราเป็นพราหมณ์ พวกพราหมณ์มาประชุม
กันกับพวกพราหมณ์ แล้วถามถึงชาติบ้าง โคตรบ้างอย่างนี้ว่า ท่านเป็น
พราหมณ์หรือหนอ ท่านเป็นพราหมณ์ภารทวาชโคตรหรือหนอ ดังนี้.
ครั้นพระองค์ตรัสอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงประกาศ
ความที่พระองค์ทรงรู้ชัดในมนต์ทั้งหลาย เพื่อจะทำให้พราหมณ์มีจิตอ่อน
จึงตรัสว่า
พฺราหฺมโณ เจ ตฺวํ พฺรูสิ ฯเปฯ จตุวีสตกฺขรํ
หากท่านกล่าวว่าเราเป็นพราหมณ์
แต่ท่านกล่าวกะเราผู้มิใช่พราหมณ์ เพราะ-
ฉะนั้น เราขอถามสาวิตรี (ชื่อฉันท์) ซึ่งมี
บท ๓ มีอักขระ ๒๔ กะท่าน.

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 439 (เล่ม 47)

บทนั้นมีความว่า หากท่านกล่าวว่าเราเป็นพราหมณ์ แต่ท่านกล่าวกะ
เราผู้มีใช่พราหมณ์ เพราะฉะนั้นเราขอถามสาวิตรีกะท่านผู้เจริญ ท่านจงบอก
สาวิตรีมีบท ๓ มีอักขระ ๒ แก่เรา. ก็ในบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
หมายถึงอริยสาวิตรีนี้ว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ อันเป็นเบื้องต้นแห่งพระไตรปิฎกซึ่งเป็นพระปรมัตถเวท
อันพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ผู้เป็นพราหมณ์ชั้นเยี่ยมประกาศแล้ว สมบูรณ์ด้วย
อรรถและพยัญชนะ. เเม้หากว่าพราหมณ์พึงกล่าวอย่างอื่น พระผู้พระภาคเจ้า
ก็จะตรัสกะพราหมณ์นั้นว่า ดูก่อนพราหมณ์ นี้มิใช่สาวิตรีในวินัยของพระอริยะ
อย่างแน่นอน เพราะเหตุนั้น ครั้นพระองค์ทรงแสดงถึงความไม่ใช่สาวิตรีแก่
พราหมณ์นั้น จึงทรงให้พราหมณ์ตั้งอยู่ในสาวิตรีนี้แล. แต่พราหมณ์ถามถึง
สาวิตรี ครั้นสดับคำนี้ว่ามี ๓ บท มีอักขระ ๒๔ อัน เข้ากันได้กับลัทธิของตน
เป็นสาวิตรีที่มีลักษณะและพยัญชนะเปล่งออกมาด้วยเสียงดุจเสียงพรหมจึงดู
แคลนว่า ท่านผู้นี้เป็นสมณะถึงความสำเร็จในลัทธิของพราหมณ์แน่นอน แต่
เรามิใช่พราหมณ์ เพราะไม่รู้ ท่านผู้นี้เป็นพราหมณ์ จึงแน่ใจว่าท่านผู้นี้เป็น
พราหมณ์ เป็นคนดีถึงฝั่งแห่งมนต์ คิดว่า เอาเถิดเราจะถาม ยัญวิธี (วิธีบูชา
ยัญ) และทักขิไณยวิธี (วิธีทำเพื่อทักษิณา) กะสมณะนั้น จึงกล่าวคาถา
ไม่เรียบร้อยนักสองบทนี้ว่า กินฺนิสฺสิตา ฯเปฯ โลเก ความว่า พวกฤๅษี
มนุษย์ กษัตริย์ และพราหมณ์เป็นอันมากในโลกนี้อาศัยอะไร ได้กำหนดยัญ
แก่เทวดาทั้งหลาย.
บทนั้นมีความว่า พวกฤๅษี กษัตริย์ พราหมณ์ มนุษย์เหล่าอื่น
อาศัยอะไร คือประสงค์อะไร ปรารถนาอะไร ได้กำหนดยัญเพื่อประโยชน์

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 440 (เล่ม 47)

แก่เทวดาทั้งหลาย. ม อักษรในบทว่า ยญฺญมกปฺปยึสุ เป็นบทสนธิ.
บทว่า อกปฺปยึสุ ได้แก่ จัดแจงแล้ว คือ ได้ทำแล้ว. บทว่า ปุถู คือ
มาก มีประการไม่น้อยอันต่างด้วยข้าวและน้ำเป็นต้น. พราหมณ์ถามด้วยความ
ประสงค์นี้ว่า ฤๅษี มนุษย์ กษัตริย์และพราหมณ์เป็นอันมากอาศัยอะไร ได้
กำหนดยัญไว้ คือกรรมนั้นจะสำเร็จแก่พวกเขาได้อย่างไร.
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงพยากรณ์ความนั้นแก่พราหมณ์
จึงตรัสสองบทที่เหลือนี้ว่า ยทนฺตคู เวทคู ยญฺญกาเล ยสฺสาหุตึ ลเภ
ตสฺสิชฺเฌติ พฺรูมิ เราขอบอกว่า ผู้ถึงที่สุดทุกข์ ถึงที่สุดเวท จะพึงได้เครื่อง
บูชาในเมื่ออาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ใดเข้าไปตั้งไว้ในกาลแห่งยัญ ยัญกรรม
ของผู้นั้นพึงสำเร็จ.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ยทนฺตคู แปลว่า ผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์. แผลง อ
อักษรแห่ง โอ อักษรเป็น ท อักษรดุจ ม อักษรในบทมีอาทิว่า อสาธารณ-
มญฺเญสํ ขุมทรัพย์ไม่ทั่วไปแก่คนอื่น. อธิบายว่า เราขอบอกว่าผู้ใดชื่อว่าถึงที่
สุดแห่งทุกข์ เพราะถึงที่สุดแห่งวัฏทุกข์ด้วยปริญญา ๓ และชื่อว่าถึงที่สุดแห่ง
เวท เพราะทำลายกิเลสด้วยเวทคือมรรคญาณ ๔ แล้วถึงที่สุด. ผู้นั้นพึงได้เครื่อง
บูชาในเมื่ออาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยที่สุด แม้ใบไม้ รากไม้และผลไม้ในป่า
เข้าไปตั้งไว้ในกาลแห่งยัญของฤาษี มนุษย์ กษัตริย์และพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง
คือ พึงได้ไทยธรรมไร ๆ จากเครื่องบูชานั้น ยัญกรรมของผู้นั้นพึงสำเร็จ พึง
สำเร็จด้วยดี คือ พึงมีผลมาก ดังนี้.
ลำดับนั้น พราหมณ์ฟังเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าสมบูรณ์ด้วย
ปรมัตถธรรมอันลึกซึ้ง เสียงอันไพเราะยิ่ง และเสียงไม่วิการ สรรเสริญความ

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 441 (เล่ม 47)

ที่พระองค์เป็นผู้มีพระสรีระสมบัติอันสะอาด และคุณสมบัติทั้งปวงเกิดปีติ
โสมนัสกล่าวคาถาว่า อทฺธา หิ ตสฺส การบูชาของข้าพเจ้านั้นพึงสำเร็จ
เป็นแน่ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า พฺราหฺมโณ เป็นคำของพระสังคีติกาจารย์.
บทที่เหลือเป็นคำของพราหมณ์. บทนั้นมีอธิบายว่า พราหมณ์ทูลว่าการบูชา
ของข้าพเจ้านั้นพึงสำเร็จแน่นอนวันนี้ ไทยธรรมนี้จักสำเร็จ จักสำเร็จด้วยดี
จักมีผลมาก เราจักได้เห็นผู้ถึงที่สุดแห่งเวทเช่นนั้น คือเราจักได้เห็นผู้ถึงที่สุด
แห่งเวท ผู้เจริญเช่นนั้น จริงอยู่ ท่านนั่นแหละเป็นผู้เลิศกว่าผู้ถึงที่สุดแห่งเวท
ทั้งหลาย อนึ่ง เมื่อก่อนจากนี้ชนอื่นย่อมบริโภคขนมสำหรับบูชา ข้าวสุกสำหรับ
บูชาและขนมที่เขาเตรียมยัญเพื่อคนเช่นเรา เพราะยังไม่เห็นผู้ถึงที่สุดแห่งเวท
และผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์เช่นท่าน. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า
พราหมณ์ย่อมเลื่อมใสในพระองค์และรับพระดำรัสแล้วมีพระประสงค์จะประกาศ
ทักขิไณยบุคคลโดยประการต่าง ๆ เหมือนอย่างที่ทักขิไณยบุคคลเป็นผู้ปรากฏ
เป็นอันดีแก่เขาจึงตรัสพระคาถาว่า ตสฺมาติห ตฺวํ ดังนี้เป็นต้น.
บทนั้นมีอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงพระองค์จึงตรัส
ว่า ดูก่อนพราหมณ์ เพราะท่านเป็นผู้เลื่อมใสในเรา ฉะนั้นแหละท่านจงเข้าไป
ถามเถิด. ก่อนจากนี้ไปควรเชื่อมบทของผู้มีความต้องการด้วยประโยชน์ ด้วย
บทอื่น. อธิบายว่า ท่านผู้มีความต้องการด้วยประโยชน์ ท่านอยู่ในที่นี้แหละ
อย่าไปไหน จะประสบพบเห็นทักขิไณยบุคคลผู้มีปัญญาดี มีปัญญาประเสริฐ
เป็นพระขีณาสพ ชื่อว่า เป็นผู้สงบ เพราะสงบด้วยไฟคือกิเลสอันสมควรแก่

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 442 (เล่ม 47)

ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยประโยชน์นั้น ชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีความโกรธ
เพราะสงบความโกรธเสียได้ ชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีความอยากเพราะไม่มีทุกข์ ชื่อว่า
เป็นผู้ไม่มีความหวัง เพราะไม่มีความหวังหลาย ๆ อย่าง ในศาสนานี้แน่แท้.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงพระองค์จึงตรัสว่า เพราะ
ท่านเลื่อมใสในเรา ดูก่อนพราหมณ์ ฉะนั้นแหละท่านเป็นผู้มีความต้องการ
ด้วยประโยชน์ จงเข้าไปถามท่านผู้สงบ ผู้ไม่มีความโกรธ ผู้ไม่มีทุกข์ ผู้ไม่มี
ความหวังเถิด. ในบทนี้พึงทราบโยชนาแก้ไว้ว่า เมื่อถามอย่างนี้ท่านจะพบ
ทักขิไณยบุคคลผู้มีปัญญาดี ผู้เป็นขีณาสพในศาสนานี้เป็นแน่แท้.
ลำดับนั้น พราหมณ์ปฏิบัติตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอน จึงทูล
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ยญฺเญ รโตหํ โภ ฯเปฯ พฺรูหิ เมตํ ความว่า
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ายินดีแล้วในยัญ ใคร่จะบูชายัญ แก่ข้าพเจ้า
ยิ่งไม่ทราบชัด ขอท่านจงพร่ำสอนข้าพเจ้าเถิด ขอท่านจงบอกที่เป็นที่สำเร็จ
แห่งการบูชาแก่ข้าพเจ้าเถิด. บทว่า ยญฺโญ (การเซ่นสรวง) ยาโค (การ
บูชายัญ) ทานํ (การให้) ในบทว่า ยญฺเญ นั้น โดยความเป็นอย่างเดียวกัน
เพราะฉะนั้น พึงทราบการประกอบความในบทนี้อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้ายินดีแล้ว
ในทาน ประสงค์จะให้ทาน เพราะความยินดีในทานนั่นเอง แต่ข้าพเจ้ายังไม่
ทราบชัด ขอท่านจงพร่ำสอนข้าพเจ้าผู้ไม่รู้อย่างนี้เถิด ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ก็เมื่อท่านจะพร่ำสอน ขอจงบอกที่เป็นที่สำเร็จแห่งการบูชาแก่ข้าพเจ้า โดยนัย
ที่ง่ายเถิด. ปาฐะว่า ยถา หุตํ ก็มี.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระประสงค์จะกล่าวแก่พราหมณ์นั้น
จึงตรัสว่า เตนหิ ฯเปฯ เทสิสฺสามิ ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าอย่างนั้นท่านจง

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 443 (เล่ม 47)

เงี่ยโสตลงเถิด เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน เพื่อทรงพร่ำสอนพราหมณ์ผู้เงี่ยโสต
ลงแล้ว จึงตรัสคาถาว่า ตาว มา ชาตึ ปุจฺฉ ท่านอย่าถามถึงชาติก่อนเลย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มา ชาตึ ปุจฺฉ อย่าถามถึงชาติ ความว่า
ผิว่า ท่านหวังความมีผลมากในการบูชา ความสำเร็จและการให้ จงอย่าถามถึง
ชาติ เพราะการถามถึงชาติไม่ใช่เหตุในการพิจารณาถึงทักขิไณยบุคคล. บทว่า
จรณํ จ ปุจฺฉ ได้แก่ จงถามแต่ธรรมสำหรับประพฤติ อันได้แก่คุณธรรม
มีศีลเป็นต้นเถิด เพราะธรรมสำหรับประพฤตินี้ เป็นเหตุในการพิจารณาถึง
ทักขิไณยบุคคล.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงชี้แจงความนั้น ให้แจ่มแจ้งแก่
พราหมณ์นั้น จึงทรงยกตัวอย่างว่า กฏฺฐา หเว ชายติ ชาตเวโท เป็น
ต้น. อธิบายความในบทนั้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ไฟย่อมเกิดแต่ไม้แล
อนึ่ง ไฟนั้นมิใช่เกิดจากไม้มีไม้สาละเป็นต้นเท่านั้น จึงทำหน้าที่ของไฟได้
ถึงเกิดจากไม้มีแผ่นหินและรางน้ำเป็นต้นก็ทำหน้าที่ไม่ได้ แต่ที่ทำได้เพราะ
ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติ มีเปลวไฟเป็นต้นฉันใด ผู้ที่เป็นทักขิไณยบุคคล
ก็ฉันนั้น มิใช่ผู้เกิดในตระกูลพราหมณ์เท่านั้น ทั้งมิใช่เกิดในตระกูลคนจัณฑาล
เป็นต้น แม้เกิดในตระกูลต่ำ เกิดในตระกูลสูง ก็เป็นมุนีขีณาสพ มีปัญญา
เกียดกันอกุศลได้ด้วยหิริ เป็นบุคคลอาชาไนยได้ เป็นผู้มีชาติ โดยคุณสมบัติ
อันมีปัญญาและหิริเป็นประธาน ก็เป็นทักขิไณยบุคคลผู้สูงสุดได้ เพราะผู้นั้น
ย่อมทรงคุณธรรมด้วยปัญญา ย่อมกีดกันโทษทั้งหลายด้วยหิริ สมดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า หิริยา หิ สนฺโต น กโรนฺติ ปาปํ จริงอยู่

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 444 (เล่ม 47)

สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่ทำความชั่ว เพราะมีหิริ. ด้วยเหตุนั้น เราขอบอกแก่
ท่านว่า ท่านถามถึงชาติ จงถามแต่ธรรมสำหรับประพฤติ ไฟย่อมเกิดแต่ไม้แล
แม้ผู้เกิดในตระกูลต่ำก็เป็นมุนี มีปัญญา เป็นบุคคลอาชาไนย เกียดกันอกุศล
ด้วยหิริได้. นี้เป็นความสังเขป. ส่วนความพิสดาร พึงทราบโดยค้นคว้าดูใน
อัสสลายนสูตร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงพร่ำสอนพราหมณ์นั้นด้วยความบริสุทธิ์
แห่งวรรณะ ๔ อย่างนี้แล้ว เพื่อทรงแสดงที่เป็นที่สำเร็จแห่งการบูชายัญจึงตรัส
คาถามีอาทิว่า สจฺเจน ทนฺโต ฝึกตนด้วยสัจจะดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สจฺเจน ได้แก่ ปรมัตถสัจจะ จริงอยู่ผู้บรรลุ
ปรมัตถสัจจะนั้นชื่อว่าเป็นผู้ฝึกตนแล้ว. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
ว่า สจฺเจน ทนฺโต ดังนี้. บทว่า ทมสา อุเปโต ได้แก่ ประกอบแล้ว
ด้วยการฝึกฝนอินทรีย์. บทว่า เวทนฺตคู ได้แก่ ถึงที่สุดแห่งกิเลสด้วยเวท
หรือถึงมรรคญาณที่ ๔ อันเป็นที่สุดแห่งเวททั้งหลาย. บทว่า วุสิตพฺรหฺม-
จริโย ได้แก่ อยู่จบมรรคพรหมจรรย์ เพราะไม่มีกิจที่จะต้องอยู่อีก. บทว่า
กาเลน ตมฺหิ หพฺยํ ปเวจฺเฉ พึงหลั่งไทยธรรมในทักขิไณยบุคคลนั้น
ตามกาล ความว่า พึงกำหนดเวลาที่ตนจะเอาไทยธรรมไปตั้งและเวลาที่ทักขิ-
ไณยบุคคลนั้นอยู่เฉพาะหน้า แล้วพึงหลั่งคือพึงมอบไทยธรรมในทักขิไณย-
บุคคลเช่นนั้นตามเวลานั้น. บทว่า กาเม ได้แก่ วัตถุกามและกิเลสกาม.
บทว่า สุสมาหิตินฺทฺริยา คือมีอินทรีย์ตั้งมั่นแล้วด้วยดี. ท่านอธิบายว่ามี
อินทรีย์ไม่ฟุ้งซ่าน. บทว่า จนฺโทว ราหุคฺคหณา ปมุตฺโต ได้แก่

444