ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 425 (เล่ม 47)

เราขอบอกว่าผู้ถึงที่สุดทุกข์ ถึงที่สุด
เวท จะพึงได้เครื่องบูชา ในเมื่ออาหาร
อย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ใดเข้าไปตั้งไว้ในกาล
แห่งยัญ ยัญกรรมของผู้นั้นพึงสำเร็จ.
พราหมณ์ทูลว่า
การบูชาของข้าพเจ้านั้น พึงสำเร็จ
เป็นแน่แท้ เพราะข้าพเจ้าได้พบบุคคลผู้ถึง
เวทเช่นนั้น อันที่จริง คนอื่นย่อมได้บริโภค
เครื่องบูชา เพราะไม่ได้พบบุคคลผู้เช่นท่าน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
เพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ์ ท่าน
ผู้มีความต้องการด้วยประโยชน์ จงเข้าไป
ถามเถิดท่านจะพบผู้มีปัญญาดี ผู้สงบ ไม่มี
ความโกรธ ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ใน
ศาสนานี้แน่แท้.
พราหมณ์ทูลว่า
(ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ) ข้าพเจ้า
ยินดีแล้วในยัญ ใคร่จะบูชายัญ แต่ข้าพเจ้า
ยังไม่ทราบชัด ขอท่านจงพร่ำสอนข้าพเจ้า
เถิด ขอท่านจงบอกซึ่งที่เป็นที่สำเร็จแห่ง
การบูชาแก้ข้าพเจ้าเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 426 (เล่ม 47)

ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าอย่างนั้นท่านจง
เงี่ยโสตลงเถิด เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน
ท่านอย่าถามถึงชาติ จงถามแต่ธรรมสำหรับ
ประพฤติเถิด ไฟย่อมเกิดแต่ไม้แล แม้ผู้ที่
เกิดในสกุลต่ำ เป็นมุนีมีปัญญา เป็นผู้เกียด
กันอกุศลวิตกด้วยหิริ รู้เหตุการณ์ได้โดย
ฉับพลันก็มี.
พราหมณ์ผู้มุ่งบุญ พึงบูชา พึงหลั่ง
ไทยธรรมในทักขิไณยบุคคลผู้ที่ฝึกตนด้วย
สัจจะผู้ประกอบด้วยการฝึกฝนอินทรีย์ ผู้ถึง
ที่สุดแห่งเวท ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ตามกาล.
ชนเหล่าใดละกามทั้งหลายได้แล้ว
ไม่ยึดมั่นอะไร ๆ เที่ยวไป มีตนสำรวมดีแล้ว
เหมือนกระสวยที่ไปตรง ฉะนั้น พราหมณ์
ผู้มุ่งบุญพึงบูชา พึงหลั่งไทยธรรม ในชน
เหล่านั้นตามกาล.
ชนเหล่าใดปราศจากราคะ มีอินทรีย์
ตั้งมั่นดีแล้ว หลุดพ้นแล้วจากการจับของ
กิเลส เปล่งปลั่งอยู่ เหมือนพระจันทร์ที่พ้น
แล้วจากการเบียดเบียนของราหู สว่างไสว

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 427 (เล่ม 47)

อยู่ ฉะนั้น พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรม
ในชนเหล่านั้นตามกาล.
ชนเหล่าใดไม่เกี่ยวข้อง มีสติทุกเมื่อ
ละนามรูป ที่คนพาลถือว่าเป็นของเราได้แล้ว
เที่ยวไปในโลก พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรม
ในชนเหล่านั้นตามกาล.
พระตถาคตละกามทั้งหลายได้แล้ว
ครอบงำกามทั้งหลายเที่ยวไป รู้ที่สุดแห่ง
ชาติและมรณะ ดับความเร่าร้อนได้แล้ว
เป็นผู้เยือกเย็นเหมือนห้วงน้ำ ย่อมควรเครื่อง
บูชา.
พระตถาคตผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย อยู่ห่างไกลจากบุคคลผู้ไม่เสมอ
ทั้งหลาย เป็นผู้มีปัญญาไม่มีที่สุด ผู้อัน
ตัณหาทิฏฐิไม่ฉาบทาแล้วในโลกนี้หรือใน
โลกอื่น ย่อมควรเครื่องบูชา.
พระตถาคตผู้เป็นพราหมณ์ ไม่มี
มายา ไม่มีมานะ ปราศจากความโลภ ไม่
ยึดถือในสัตว์และสังขารว่าเป็นของเรา หา
ความหวังมิได้ บรรเทาความโกรธแล้ว มี
ตนดับความเร่าร่อนได้แล้ว ละมลทิน คือ
ความโศกเสียได้ ย่อมควรเครื่องบูชา.

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 428 (เล่ม 47)

พระตถาคตละตัณหาและทิฏฐิที่อยู่
ประจำใจได้แล้ว ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอะไร ๆ
ไม่ถือมั่นในโลกนี้หรือในโลกอื่น ย่อมควร
เครื่องบูชา.
พระตถาคตมีจิตตั้งมั่นแล้ว ข้าม
โอฆะได้แล้ว และได้รู้ธรรมด้วยทิฏฐิอย่างยิ่ง
มีอาสวะสิ้นแล้ว ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีใน
ที่สุด ย่อมควรเครื่องบูชา.
ภวาสวะและวาจาหยาบคาย อันพระ-
ตถาคตกำจัดได้แล้ว ทำให้สิ้นสูญ ไม่มีอยู่
พระตถาคตผู้ถึงเวท พ้นวิเศษแล้วในธรรม.
ทั้งปวง ย่อมควรเครื่องบูชา.
พระตถาคตผู้ล่วงกิเลสเครื่องข้อง
ไม่มีธรรมเป็นเครื่องข้อง ไม่เป็นสัตว์ผู้มี
มานะในเหล่าสัตว์ผู้มีมานะ กำหนดรู้ทุกข์
พร้อมทั้งไร่นาและที่ดินย่อมควรเครื่องบูชา.
พระคถาคตไม่อาศัยตัณหา มีปกติ
เห็นนิพาน ก้าวล่วงทิฏฐิที่จะพึงให้ผู้อื่นรู้
ไม่มีอารมณ์อะไร ๆ ย่อมควรเครื่องบูชา.
ธรรมทั้งที่เป็นภายในและภายนอก
พระตถาคตแทงตลอดแล้ว กำจัดได้แล้ว

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 429 (เล่ม 47)

ถึงความสาบสูญมิได้มี พระตถาคตนั้นเป็น
ผู้สงบแล้ว น้อมไปในธรรม เป็นที่สิ้นอุปา-
ทาน ย่อมควรเครื่องบูชา.
พระตถาคตเห็นที่สุดแห่งควานสิ้นไป
แห่งชาติ บรรเทาสังโยชน์อันเป็นทางแห่ง
ราคะเสียได้ไม่มีส่วนเหลือ เป็นผู้บริสุทธิ์
ไม่มีโทษ ปราศจากมลทิน ไม่มีความใคร่
ย่อมควรเครื่องบูชา.
พระตถาคตไม่พิจารณาเห็นตนโดย
ความเป็นตน มีจิตตั้งมั่น ปฏิบัติตรง ดำรง
ตนมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่มีกิเลสดุจหลักตอ
ไม่มีความสงสัย ย่อมควรเครื่องบูชา.
พระตถาคตไม่มีปัจจัยแห่งโมหะ
อะไร ๆ เห็นด้วยญาณในธรรมทั้งปวง ทรง
ไว้ซึ่งสรีระมีในที่สุด และได้บรรลุสัมโพธิ-
ญาณที่ยอดเยี่ยม อันเกษม ความบริสุทธิ์
ของบุรุษ ย่อมมีด้วยเหตุเพียงเท่านี้ (พระ-
ตถาคตย่อมควรเครื่องบูชา).
พราหมณ์ทูลว่า
การบูชาของข้าพระองค์ จะเป็น
การบูชาจริง เพราะว่า ข้าพระองค์ได้

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 430 (เล่ม 47)

บุคคลผู้ถึงเวทเช่นนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นพรหม ผู้เห็นเองแท้ ขอได้โปรดทรงรับ
ทรงบริโภคเครื่องบูชาของข้าพระองค์เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนพราหมณ์ เราไม่พึงบริโภค
โภชนะที่ขับกล่อมได้มา ข้อนี้ไม่ใช่ธรรม-
เนียมของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ทรงเห็น
อยู่โดยชอบ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรง
ห้ามโภชนะที่ขับกล่อมได้มา.
ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อธรรมมีอยู่ การ
แสวงหาเป็นความประพฤติของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ก็ท่านจงบำรุงพระขีณาสพผู้บริบูรณ์
ด้วยคุณทั้งปวง ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้มี
ความคนองสงบแล้ว ด้วยข้าวน้ำอย่างอื่น
เถิด เพราะว่าเขตนั้นเป็นเขตของบุคคลผู้มุ่ง
บุญ.
พราหมณ์ทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอประ-
ทานวโรกาส ข้าพระองค์ถึงคำสั่งสอนของ
พระองค์แล้ว พึงรู้แจ่มแจ้งอย่างที่พระองค์

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 431 (เล่ม 47)

ตรัสบอก ขอพระองค์จงทรงแสดงทักขิไณย -
บุคคลผู้บริโภคทักขิณา ของบุคคลผู้เช่นกับ
ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์จะพึงแสวงหา
บำรุงอยู่ ในกาลแห่งยัญ แก่ข้าพระองค์เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ท่านจงกำจัดความสยิ้วหน้า จงประ-
คองอัญชลีนอบน้อมผู้ที่ปราศจากความแข่งดี
ผู้มีจิตไม่ขุ่นมัวหลุดพ้นแล้วจากกามทั้งหลาย
บรรเทาความง่วงเหงาเสียแล้ว นำกิเลสออก
เสียได้ ผู้ฉลาดในชาติและมรณะ ผู้นั้นเป็น
มุนี สมบูรณ์ด้วยปัญญาผู้มีแล้วสู่ยัญเช่นนั้น
จงบูชาด้วยข้าวและน้ำเถิด ทักขิณาย่อม
สำเร็จได้ด้วยอาการอย่างนี้.
พราหมณ์ทูลว่า
พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ที่บุคคล
ควรบูชาในโลกทั้งปวง เป็นบุญเขตอย่าง
ยอดเยี่ยม ย่อมควรเครื่องบูชา ท่านที่บุคคล
ถวายแล้วแด่พระองค์ เป็นทานมีผลมาก.
[๓๖๐] ลำดับนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มี
พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 432 (เล่ม 47)

พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรม
โดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้
หลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืดด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้ฉะนั้น
ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระองค์ กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ
ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระองค์เถิด สุนทริกภารทวาช-
พราหมณ์ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯ ก็ท่าน
สุนทริกภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย
ฉะนั้นแล.
จบสุนทริกภารทวาชสูตรที่ ๔
ปูรฬาสสูตรที่๑ ๔
ปูรฬาสสูตรมีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ดังนี้.
ถามว่า พระสูตรนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ ภาย
หลังเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ชื่อสุนทริกภาร-
ทวาชะถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัต ทรงทราบว่า เมื่อเราไป ณ ที่นั้น
จักได้สนทนากัน จากนั้นเมื่อการสนทนาสิ้นสุดลง พราหมณ์นั้นฟังธรรม
เทศนาแล้วจักบวช แล้วจักบรรลุพระอรหัต ดังนี้ จึงเสด็จไป ณ ที่นั้น
เริ่มสนทนากัน ได้ตรัสพระสูตรนี้.
๑. บาลีเป็นสุนทริกสูตร.

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 433 (เล่ม 47)

ในบทเหล่านั้น บทว่า เอวมฺเม สุตํ เป็นต้น เป็นคำของพระสังคีติ-
กาจารย์. บทว่า กึชจฺโจ ภวํ ท่านมีชาติอย่างไร ดังนี้ เป็นคำของพราหมณ์
นั้น. คำมีอาทิว่า
น พฺราหฺมโณ โนมฺหิ น ราชปุตฺโต
น เวสฺสายโน อุท โกจิ โนมฺหิ
โคตฺตํ ปริญฺญาย ปุถุชฺชนานํ
อกิญฺจโน มนฺตจรามิ โลเก.
เราไม่ไช่พราหมณ์ ไม่ใช่ราชโอรส
ไม่ใช่แพศย์หรือใคร ๆ เรากำหนดรู้โคตร
ของปุถุชนแล้ว ไม่มีความกังวลเที่ยวไปด้วย
ปัญญาในโลก ดังนี้.
เป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ประมวลเรื่องทั้งหมดนั้น
เรียกว่า ปูรฬาสสูคร. พึงทราบบทเช่นเดียวกัน กับที่กล่าวในสูตรนั้นตามนัย
ที่กล่าวแล้วนั่นแล. เราจักพรรณนาบทที่ยังไม่กล่าวไว้. และจะไม่แตะต้อง
บทที่มีความง่ายเลย. บทว่า โกสเลสุ ได้แก่ พระราชกุมารชาวชนบทชื่อว่า
โกสล. ชนบทหนึ่งเป็นที่ประทับ ของพระราชกุมารเหล่านั้น ท่านเรียกว่าโกสล
ด้วยรุฬหีศัพท์. ในแคว้นโกศลชนบทนั้น. แต่อาจารย์บางพวกพรรณนา
ไว้ว่า ครั้งก่อน พระราชาทรงสดับว่า มหาปนาทราชกุมารทอดพระเนตร
การฟ้อนรำแล้วไม่ทรงแสดงอาการแม้เพียงทรงพระสรวล จึงรับสั่งว่า ผู้ใด

433
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 434 (เล่ม 47)

ทำโอรสของเราให้หัวเราะได้ เราจะให้เครื่องสรรพาภรณ์กะผู้นั้น. แต่นั้น
หมู่มหาชนทิ้งไถประชุมกัน พวกมนุษย์แม้แสดงการเล่นต่าง ๆ เกิน ๗ ปี
ก็ไม่สามารถให้พระราชกุมารนั้นทรงพระสรวลได้ ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงส่ง
นักฟ้อนที่เป็นเทพดาไป. นักฟ้อนที่เป็นเทพดาแสดงการฟ้อนที่เป็นทิพย์แล้ว
ทำให้พระราชกุมารทรงพระสรวลได้. พวกมนุษย์เหล่านั้นจึงพากันกลับที่อยู่
ของตน ๆ. พวกมนุษย์เห็นมิตรและสหายเป็นต้นสวนทางมาได้ทำปฏิสันถารว่า
สบายดีอยู่ดอกหรือท่าน สบายดีอยู่ดอกหรือท่าน ดังนี้ . เพราะฉะนั้น ประเทศ
นั้นจึงเรียกว่า โกสละ หมายถึงเสียงว่า กุสลํ กุสลํ นั้น. บทว่า สุนฺทริกาย
นทิยา ตีเร คือ ที่ฝั่งแม่น้ำอันมีชื่อย่างนี้ว่า สุนทริกา. บทว่า เตน โข
ปน ได้แก่ โดยสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะทรงแนะนำพราหมณ์
นั้น จึงเสด็จไปประทับด้วยอิริยาบถนั่งทรงห่มคลุมพระเศียร ณ โคนต้นไม้ ที่
ฝั่งแม่น้ำนั้น.
บทว่า สุนฺทริกภารทฺวาโช ได้แก่ พราหมณ์นั้นอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำนั้น
และบูชาไฟอยู่. อนึ่ง ภารทวาชะเป็นชื่อโคตรของพราหมณ์. เพราะฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า อคฺคึ ชูหติ ได้แก่ ให้ไฟโพลงด้วยการใส่เครื่อง
บูชา. บทว่า อคฺคิหุตํ ปริจรติ บำเรอการบูชาไฟ คือ เข้าไปยังที่ก่อไฟ
ด้วยการกวาด ลูบไล้ และพลีกรรมเป็นต้น . บทว่า โก นุ โข อิมํ หพฺยเสสํ
ภุญฺเชยฺย ใครหนอควรบริโภคข้าวปายาสที่เหลือนี้ ความว่า นัยว่าพราหมณ์
นั้นบูชาไฟเห็นข้าวปายาสที่เหลือ จึงคิดว่ามหาพรหมบริโภคข้าวปายาสที่ใส่ลง
ไปในไฟ แต่ข้าวปายาสนี้ยังมีเหลืออยู่ ผิว่าเราพึงให้ข้าวปายาสนั้นแก่พราหมณ์

434