พระศาสดาตั้งแต่ออกบวชและรับคำสอนได้ตลอด ชื่อว่าเป็นผู้ใกล้ชิด เพราะ
เมื่อภิกษุเหล่านั้นนั่งในที่นั้นก็นั่งใกล้พระศาสดา ชื่อว่าเตรียมพร้อมทุกเมื่อ
เพราะเป็นผู้อยู่ในสำนักของพระศาสดา ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะ
ทรงแสดงธรรมทั่วไปแก่บริษัททั้งหมด จึงตรัสเรียกภิกษุเท่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง
ท่านจำแนกไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้นด้วยพระดำรัสนี้ว่า
ภิกษุ เพราะเป็นผู้ปฏิบัติตามที่สอน. บทว่า ภทนฺเต นี้ เป็นชื่อของความ
เคารพ. บทว่า เต ภิกฺขู ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุเหล่าใด
ภิกษุเหล่านั้นแลทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่พระองค์ตรัสเรียก.
บทว่า จตูหิ องฺเคหิ คือแต่เหตุ ๔ หรือด้วยส่วน ๔. เหตุแห่ง
วาจาสุภาษิต ๔ มีเว้นจากพูดเท็จเป็นต้น ส่วน ๔ มีพูดจริงเป็นต้น. อนึ่ง
อังคศัพท์ใช้ในอรรถว่า เหตุ. บทว่า สมนฺนาคตา คือมาตามเสมอ เป็นไป
แล้วและประกอบแล้ว. บทว่า วาจา ได้แก่วาจาที่สนทนากันมาในบทมีอาทิว่า
การเปล่งวาจาไพเราะ และการเปล่งวาจาไม่มีโทษ ไพเราะหู, วิญญัตติวาจา
(พูดขอร้อง) อย่างนี้ว่า หากท่านทำกรรมด้วยวาจาเป็นต้น. วิรติวาจา (พูดเว้น )
อย่างนี้ว่า การงดเว้นจากวจีทุจริต ๔ นี้เรียกว่าสัมมาวาจา๑เป็นต้น และเจตนา-
วาจา (พูดด้วยเจตนา) อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายวาจาหยาบที่เสพมาก
อบรมแล้วทำให้มากจะยังสัตว์ให้ไปนรก ดังนี้เป็นต้น ย่อมมาด้วยบทว่า วาจา
วาจานั้นท่านไม่ประสงค์เอาในสูตรนี้. เพราะเหตุไร เพราะไม่ควรพูด.
บทว่า สุภาสิตา โหติ ได้แก่ กล่าวคำชอบ ด้วยเหตุนั้นท่านแสดง
ความที่วาจานั้นนำประโยชน์มาให้. บทว่า น ทุพฺภาสิตา ได้แก่ กล่าว
๑. อภิ. วิ. ๓๕/ ข้อ ๑๗๘.