ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 405 (เล่ม 47)

บรรลุมรรคสุข และผลสุข. ก็เพราะได้ความสุข ฉะนั้นแม้เราปรารถนาความสุข
นั้นก็พึงรักษาหญ้ามุงกระต่ายไว้ บุรุษผู้เข้าสงความไม่ยอมถอย เพื่อจะให้รู้
ว่าตนไม่ถอย จึงผูกหญ้ามุงกระต่ายไว้บนศีรษะที่ธงหรือที่อาวุธ ท่านจงจำเรา
ว่ามารนี้ยังนำไปอยู่ น่าติเตียน ชีวิตของเราผู้แพ้ เสนาของท่าน เพราะฉะนั้น
ท่านจงจำไว้อย่างนี้ว่า สงฺคาเม เม มตํ เสยฺโย ยญฺเจ ชีเว ปราชิโต
เราตายเสียในสงความยังดีกว่า แพ้แล้วเป็นอยู่จะดีได้อย่างไร อธิบายว่า เรา
ตายเสียในสงครามกับท่านผู้ทำอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติชอบ ดีกว่าแพ้แล้วมีชีวิตอยู่.
หากมีคำถามว่า เพราะเหตุไร จึงว่าตายดีกว่า. ตอบว่า เพราะ
สมณพราหมณ์บางพวกหยั่งลงไปแล้วในเสนาของท่านย่อมไม่ปรากฏ ส่วนผู้มี
วัตรงามย่อมไปโดยหนทางที่ชนทั้งหลายไม่รู้. อธิบายว่า สมณพราหมณ์
บางพวกหยั่งลงไปแล้ว คือ จมลงไปแล้ว เข้าไปแล้วในเสนาของท่านอันมี
วัตถุกามเป็นเบื้องต้น มีการยกตนข่มผู้อื่นเป็นที่สุดย่อมไม่ปรากฏ คือย่อมไม่
ประกาศด้วยคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น ดุจเข้าไปสู่ที่มืด สมณพราหมณ์เหล่านี้
หยั่งลงไปแล้วอย่างนี้ บางครั้งก็โผล่ขึ้นโดยนัยมีอาทิว่า สาหุ สทฺธา ดุจบุรุษ
โผล่ขึ้นในบางครั้งแล้วจมลงฉะนั้น. อนึ่ง ผู้มีวัตรงามมีพระพุทธเจ้า พระปัจ-
เจกพุทธเจ้าเป็นต้นแม้ทั้งปวง ย่อมไปโดยหนทางที่ชนทั้งหลายไม่รู้ เพราะถูก
เสนานั้นครอบงำไว้ อันได้แก่ไปสู่พระนิพพานอันเป็นแดนเกษม.
ฝ่ายมารฟังคาถานี้แล้ว ไม่พูดอะไร ๆ แล้วก็หลีกไป. ก็เมื่อมารนั้น
หลีกไปแล้ว พระมหาสัตว์ยังไม่บรรลุธรรมวิเศษอย่างใด เพราะบำเพ็ญทุกร-
กิริยานั้น ทรงดำริต่อไปว่า จะพึงมีทางอื่นเพื่อการตรัสรู้หรือหนอ ทรงให้นำ

405
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 406 (เล่ม 47)

อาหารหยาบมาเพิ่มกำลัง ในวันเพ็ญเดือน ๖ เสวยข้าวปุายาสของนางสุชาดา
เป็นครั้งแรก ประทับนั่งพักกลางวัน ณ ไพรสณฑ์อันเจริญ ยังสมาบัติ ๘
ให้เกิด ณ ที่นั้น กลางวันผ่าน ไป ในตอนเย็นเสด็จบ่ายพระพักตร์ไปยังควง
มหาโพธิ ทรงเกลี่ยกำหญ้า ๘ กำที่โสตถิยพราหมณ์ถวาย ณ โคนโพธิ เป็นผู้
ที่เทวดาในหมื่นโลกธาตุกระทำการบูชาสักการะมาก ทรงอธิษฐานความเพียรมี
องค์ ว่า แม้เลือดเนื้อในร่างกายของเราจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนังเอ็น
กระดูกก็ตาม แล้วทรงทำปฏิญญาว่า บัดนี้เรายังไม่บรรลุความเป็นพุทธะแล้ว
จักไม่ทำลายบัลลังก์ ดังนี้. เสด็จประทับนั่ง ณ อปราชิตบัลลังก์ (บัลลังก์ที่ไม่มี
ผู้ทำให้แพ้ได้).
มารผู้ใจบาปรู้ดังนั้นแล้ว จึงคิดว่า วันนี้สิทธัตถะนั่งทำปฏิญญา วันนี้
เดี๋ยวนี้ เราจะต้องห้ามปฎิญญาของสิทธัตถะนั้น จึงประชุมมารเสนาตั้งแต่
โพธิมณฑลถึงสุดจักรวาล กว้างยาว ๑๒ โยชน์ เบื้องบน ๙ โยชน์ ขี่พญาช้าง
ศิริเมขล์ประมาณ ๑๕๐ โยชน์ เนรมิตแขนพันหนึ่ง ถืออาวุธนานาชนิด
ประกาศว่า จงจับ จงฆ่า จงประหาร บันดาลฝนดังที่กล่าวแล้วในอาฬวก-
สูตรให้ตกลง ฝนตกถึงพระมหาบุรุษมีประการดังได้กล่าวแล้วในอาฬวกสูตร
นั้น. แต่นั้นมารเอาขอวชิระสับที่กระพองช้าง ไสเข้าไปใกล้พระมหาบุรุษแล้ว
กล่าวว่า ดูก่อนสิทธัตถะผู้เจริญ จงลุกขึ้นจากบัลลังก์. พระมหาบุรุษตรัสว่า
ดูก่อนมาร เราไม่ลุก ทรงตรวจดูเสนานั้นโดยรอบ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้
ว่า สมนฺตา ธชินึ เสนาโดยรอบ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ธชินึ คือเสนา. บทว่า ยุตฺตํ ได้แก่
ขวนขวายแล้ว. บทว่า สวาหนํ คือ ร่วมกับพญาช้างคิรีเมขล์. บทว่า

406
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 407 (เล่ม 47)

ปจฺจุคจฺฉามิ คือ มุ่งหน้าไปเบื้องบน. มารนั้นไปด้วยเดชไม่ใช่ด้วยกาย
เพราะเหตุไร เพราะมารไม่ทำให้เราเคลื่อนจากที่ได้. ท่านอธิบายว่า มารอย่า
ทำ ให้เราเคลื่อนจากที่อปราชิตบัลลังก์นั้น. บทว่า นปฺปสหติ คือไม่สามารถ
อดกลั้นหรือครอบงำได้. บทว่า อามปกฺกํ ได้แก่ ภาชนะดินทั้งดิบทั้งสุก.
บทว่า อมฺหนา ได้แก่ ด้วยหิน. บทที่เหลือในสูตรนี้ปรากฏชัดแล้ว.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงว่า ดูก่อนมาร เราจักทำลาย
เสนาของท่านนั้น ต่อจากนั้นเราเป็นผู้ชนะสงความแล้ว บรรลุธรรมราชาภิเษก
จักกระทำสัมมาสังกัปปะนี้ ดังนี้ จึงตรัสว่า วสึ กริตฺวา ทำสัมมาสังกัปปะให้
ชำนาญดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วสึ กริตฺวา สงฺกปฺปํ ความว่า ละมิจฉา
สังกัปปะทั้งหมดด้วยมรรคภาวนา แล้วทำสังกัปปะให้ชำ นาญโดยให้สัมมา-
สังกัปปะเท่านั้นเป็นไป. บทว่า สติญฺจ สุปติฏฐิตํ ดำรงสติให้ตั้งมั่นเป็น
อันดี ความว่า เราจักทำสติของตนในฐานะ ๔ มีกายเป็นต้นให้ตั้งมั่นด้วยดี
ทำสังกัปปะให้ชำนาญอย่างนี้แล้ว มีสติตั้งมั่นด้วยดีจักเที่ยวไปจากแคว้นนี้ไปยัง
แคว้นโน้น แนะนำสาวกเป็นอันมากทั้งที่เป็นเทวดาและมนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนั้น
สาวกผู้ไม่ประมาทเหล่านั้นอันเราแนะนำแล้ว มีใจเด็ดเดี่ยวกระทำตามคำสั่ง
สอนของเรา จักถึงที่ซึ่งไม่มีความใคร่ ที่ชนทั้งหลายไปถึงแล้วย่อมไม่เศร้าโศก
อธิบายว่า ที่นั้นได้แก่อมตมหานิพพานนั้นเอง.
ลำดับนั้น มารกล่าวว่า ดูก่อนภิกษุ ท่านเห็นเราเป็นยักษ์ฉะนี้แล้ว ไม่
กลัวดอกหรือ. พระผู้มืพระภาคเจ้าตรัสว่า เออ มารเราไม่กลัวดอก. มารทูล

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 408 (เล่ม 47)

ถามว่า ทำไมไม่กลัว. ทรงตอบว่า เพราะเราได้ทำบุญบารมีมีทานบารมีเป็นต้น.
มารทูลถามว่า ใครรู้ว่าท่านได้ทำบารมีมีทานบารมีเป็นต้น. ตรัสว่า ดูก่อนมารผู้
ใจบาป ประโยชน์อะไรด้วยหาพยานในภพนี้ ก็เมื่อเราเป็นเวสสันดรในภพหนึ่ง
ได้ทำทานอันใดไว้ ด้วยอานุภาพของทานนั้น มหาปฐพีนี้แหละเป็นพยาน
ได้เกิดไหวโดยประการ ๖ อย่างถึง ๗ ครั้ง. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้
แล้ว มหาปฐพีได้ไหวลงไปถึงที่สุดน้ำคำรามเสียงน่ากลัว มารได้ยินดุจสายฟ้า
ตกใจกลัว ขับไล่เสนาหนีไปพร้อมด้วยบริษัท.
ลำดับนั้น พระมหาบุรุษทรงตรัสรู้วิชา ๓ โดย ๓ ยาม พออรุณขึ้น
ทรงเปล่งอุทานนี้ว่า อเนกชาติสํสารํ ฯเปฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ความว่า
เราแสวงหานายช่างเรือนคืออัตภาพ เมื่อไม่พบได้ท่องเที่ยวไปสู่สงสารนับชาติ
ไม่น้อย ความเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนช่างทำเรือน เราเห็นท่านแล้ว ท่าน
ทำเรือนอีกต่อไปไม่ได้แล้ว ซี่โครงของท่านเราหักเสียแล้ว เรือนยอดเรารื้อ
ออกแล้ว จิตของเราถึงวิสังขาร เพราะถึงความสิ้นตัณหาแล้ว ดังนี้.
มารกลับมาด้วยได้ยินเสียงอุทานว่า สิทธัตถะนี้ปฏิญาณณว่า เราเป็น
พระพุทธเจ้าแล้ว จึงคิดว่า เอาเถิด เราจะติดตามเพื่อดูความประพฤติ หาก
พระพุทธเจ้าผู้นี้จักมีความผิดพลาดทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี เราจักทำลายเสีย
จึงติดตามไปตลอด ๖ ปี ณ ที่ประทับของพระโพธิสัตว์ในกาลก่อน แล้วติดตาม
พระองค์ผู้ถึงความเป็นพุทธะแล้วอีก ๑ ปี. ถึงกระนั้นมารก็ไม่เห็นความผิด-
พลาดไร ๆ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้กล่าวคาถาด้วยความท้อใจว่า สตฺต
วสฺสานิ ตลอด ๗ ปี ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โอตารํ ได้ช่อง. บทว่า นาธิคจฺฉิสฺสํ
คือเราไม่ประสบ. บทว่า เมทวณฺณํ ได้แก่ คล้ายก้อนมันข้น. บทว่า

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 409 (เล่ม 47)

อนุปริยคา คือได้ไปรอบ ๆ. บทว่า มุทุ คือความอ่อนโยน. บทว่า
วินฺเทม ได้แก่ เราจะประสบ. บทว่า อสฺสาทนํ ได้แก่ ความดี. บทว่า
วายเสตฺโต ตัดบทเป็น วายโส เอตฺโต ได้แก่ กาหลีกไปข้างโน้น .
บทที่เหลือในสูตรนี้ปรากฏชัดดีแล้ว. แต่โยชนาแก้ว่า มารคิดว่าเรามองหา
ช่องติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๗ ปี ไม่ละทางและมิใช่ทางในที่ไหน ๆ
แม้ติดตามอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ประสบช่องเหมือนกาสำคัญว่าหินมีสีคล้ายมันข้น
ว่าเป็นมันข้น เอาจะงอยปากจิกที่ข้างหนึ่ง ไม่ประสบความพอใจจึงจิกไปรอบ ๆ
ด้วยหวังว่า ถ้ากระไรเราจะประสบความอ่อนที่ตรงนี้ ความพอใจจะพึงมี
ข้างนี้บ้าง ดังนี้ จึงจิกไปรอบ ๆ ก็ไม่ได้ความพอใจตรงไหน เลยท้อเเท้ว่า
นี้ต้องเป็นหินแน่ ๆ แล้วหลีกไป ฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะค่าที่
ตนมีปัญญาเล็กน้อยเอาจะงอยปากทิ่มแทงพระผู้มีพระภาคเจ้า ในกายกรรม
เป็นต้นติดตามไปโดยรอบคิดว่า ไฉนหนอเราจะประสบความอ่อนมีกายสมาจาร
อันไม่บริสุทธิ์เป็นต้นในที่ไหน ๆ บ้าง ความพอใจจะพึงมีจากที่นั้นบ้าง บัดนี้
เราไม่ได้ความพอใจ เหมือนกามาถึงไศลบรรพตแล้วท้อแท้ คือเรามาถึง
พระโคดมแล้วหลีกไป.
นัยว่า เมื่อมารกล่าวอย่างนี้เกิดความเศร้าโศกอย่างแรงกล้าอาศัยความ
ดิ้นรนอันไร้ผลมาตลอด ๗ ปี ด้วยเหตุนั้นพิณน้ำเต้าของมารผู้มีอังคาพยพน้อย
ใหญ่ทรุดลงได้ตกจากรักแร้. ด้วยว่าพิณนั้นอันผู้ฉลาดดีดครั้งเดียวเปล่งเสียง
ไพเราะไปถึง ๔ เดือน ท้าวสักกะรับพิณนั้นมอบให้ปัญจสิขเทพบุตร. มารนั้น
แม้พิณตกก็ไม่รู้สึก. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 410 (เล่ม 47)

ตสฺส โสกปเรตสฺส วีณา กจฺฉา อภสฺสถ
ตโต โส ทุมฺมโน ยกฺโข ตตฺเถว อนฺตรธายถ.
พิณของมารผู้ถูกความโศกครอบงำ
แล้ว ได้ตกลงจากรักแร้ ลำดับนั้นมารนั้น
เสียใจ ได้หายไปในที่นั้นนั่นแล ดังนี้.
อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า พระสังคีติกาจารย์กล่าว. แต่คำนั้นไม่ถูกใจ
พวกเรา.
จบการพรรณนาปธานสูตรที่ ๒ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 411 (เล่ม 47)

สุภาษิตสูตรที่ ๓
ว่าด้วยวาจาเป็นสุภาษิต
[๓๕๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๔ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นทุพภาษิต เป็นวาจา
ไม่มีโทษ เเละวิญญูชนไม่พึงติเตียน องค์ ๔ เป็นไฉน. คือ ภิกษุในศาสนานี้
ย่อมกล่าวแต่คำที่เป็นสุภาษิต ไม่กล่าวคำที่เป็นทุพภาษิต ๑ ย่อมกล่าวคำที่
เป็นธรรม ไม่กล่าวคำที่ไม่เป็นธรรม ๑ ย่อมกล่าวแต่คำอันเป็นที่รัก ไม่กล่าว
คำอันไม่เป็นที่รัก ย่อมกล่าวแต่คำสัตย์ ไม่กล่าวคำเหลาะแหละ ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๔ นี้แลเป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็น
ทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษ และวิญญูชนไม่พึงติเตียน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว
จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
สัตบุรุษทั้งหลาย ได้กล่าวคำอันเป็น
สุภาษิตว่าเป็นคำสูงสุด บุคคลพึงกล่าวแต่คำ
ที่เป็นธรรม ไม่พึงกล่าวคำที่ไม่เป็นธรรม

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 412 (เล่ม 47)

ข้อนั้นเป็นที่ ๒ บุคคลพึงกล่าวคำอันเป็นที่รัก
ไม่พึงกล่าวคำอันไม่เป็นที่รัก ข้อนั้นเป็นที่ ๓
บุคคลพึงกล่าวคำสัตย์ ไม่พึงกล่าวคำเหลาะ-
แหละ ข้อนั้นเป็นที่ ๔ ดังนี้.
[๓๕๗] ลำดับนั้นแล ท่านพระวังคีสะลุกจากอาสนะ ห่มจีวรเฉวียง-
บ่าข้างหนึ่ง ประณมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ แล้วได้
กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรมเทสนา ย่อมแจ่มแจ้งแก่
ข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต พระธรรมเทศนาย่อมแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนวังคีสะ ธรรมเทศนาจงแจ่มแจ้งกะเธอเถิด.
ลำดับนั้นแล ท่านพระวังคีสะได้ชมเชยด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควร
ในที่เฉพาะพระพักตร์ว่า
บุคคลพึงกล่าววาจาอันไม่เป็นเครื่อง
ทำตนให้เดือดร้อน และไม่พึงเบียดเบียน
ผู้อื่น วาจานั้นเป็นสุภาษิตแท้.
บุคคลพึงกล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รัก
อันชนชื่นชม ไม่ถือเอาคำอันลามก กล่าว
วาจาอันเป็นที่รักของผู้อื่น.
คำสัตย์แลเป็นวาจาไม่ตาย ธรรมนี้
เป็นของเก่า สัตบุรุษทั้งหลายตั้งมั่นแล้วใน
คำสัตย์ ที่เป็นอรรถและเป็นธรรม.

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 413 (เล่ม 47)

วาจาที่พระพุทธเจ้าตรัส เป็นวาจา
เกษม เพื่อบรรลุนิพพาน เพื่อกระทำให้แจ้ง
ซึ่งที่สุดทุกข์ วาจานั้นแลเป็นวาจาสูงสุดกว่า
วาจาทั้งหลาย.
จบสุภาษิตสูตรที่ ๓
อรรถกถาสุภาษิตสูตรที่ ๓
สุภาสิตสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าสดับมาแล้ว
อย่างนี้ ดังนี้.
พระสูตรนี้เกิดขึ้นโดยอัธยาศัยของพระองค์. ด้วยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงกล่าวคำน่ารัก. พระองค์ทรงห้ามการกล่าวคำชั่วของสัตว์ทั้งหลาย โดยทรง
ประกาศคำกล่าวที่เป็นสุภาษิตของพระองค์ จึงได้ตรัสพระสูตรนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอวมฺเม สุตํ เป็นต้นเป็นคำของพระสังคี-
ติกาจารย์. ในพระสูตร บทว่า ตตฺรโข ภควา ฯเปฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขุ
นี้ ไม่เคยมีมาแล้ว. บทที่เหลือมีนัยดังได้กล่าวแล้วนั่นแล. เพราะฉะนั้น เพื่อ
พรรณนาบทที่ไม่เคยมีมาแล้วท่านจึงกล่าวคำนี้. บทว่า ตตฺร แสดงถึงเทศะ
และกาละ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงในสมัยที่พระองค์อยู่นั้น และ
ในพระอารามที่เสด็จประทับอยู่นั้น อีกอย่างหนึ่ง ทรงแสดงในเทศะและกาละ
อันควรที่จะพึงตรัส. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสธรรมในเทศะหรือในกาละ

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 414 (เล่ม 47)

อันไม่สมควร ตัวอย่างในข้อนี้มีอาทิว่า อกาโล โข ตาว พาหิย ดูก่อน
พาหิยะ ยังไม่ถึงกาละอันควรก่อน ดังนี้. บทว่า โข เป็นนิบาตลงในอรรถ
เพียงให้เต็มบท หรือในอรรถแห่งกาลอันเป็นอวธารณะเป็นต้น. บทว่า ภควา
แสดงถึงความเคารพของชาวโลก. บทว่า ภิกฺขุ เแสดงถึงบุคคลที่ควรฟัง
ถ้อยคำ. บทว่า อามนฺเตสิ คือ ร้องเรียกกล่าวให้รู้ บทว่า ภิกฺขโว
แสดงอาการเรียกหา อนึ่งบทนั้นท่านกล่าว เพราะสำเร็จด้วยคุณมีความเป็น
ผู้มีปรกติขอเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงประกาศถึง
ความประพฤติที่ชนเลวและชนดีเสพ ของภิกษุเหล่านั้นจึงทรงกระทำการข่ม
บุคคลผู้ฟุ้งซ่านเป็นคนเลว อนึ่ง ด้วยบทว่า ภิกฺขโว นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงเรียกภิกษุเหล่านั้น ให้หันหน้าไปหาพระองค์ด้วยพระดำรัสอันถึงก่อนคือ
มุ่งความกรุณาและพระทัยสุภาพเยือกเย็นและดวงพระเนตรตก แล้วให้ภิกษุ
เหล่านั้นเกิดความใคร่ที่จะฟังพระดำรัสอันแสดงถึงความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะกล่าว
นั้นนั่นแล อนึ่ง ทรงชักชวนภิกษุเหล่านั้นแม้ใส่ใจที่จะฟังด้วยดี ด้วยพระดำรัส
ให้ตั้งอยู่ในความตรัสรู้นั้นนั่นเอง. จริงอยู่ การถึงพร้อมด้วยคำสอนอาศัยการ
ใส่ใจเพื่อฟังด้วยดี.
หากถามว่าเมื่อมีเทวดาและมนุษย์แม้อื่น ๆ อยู่ เพราะเหตุไรพระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้นเล่า. ตอบว่า เพราะภิกษุเหล่านั้นเป็น
ผู้ใหญ่และเป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้ใกล้ชิดและเตรียมพร้อมอยู่ทุกเมื่อ. จริงอยู่
พระธรรมเทศนานี้ทั่วไปแก่บริษัททั้งหมดไม่เฉพาะบุคคล. ภิกษุชื่อว่า ผู้ใหญ่
ในบริษัทเพราะเกิดก่อน ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐ เพราะรู้ตามพระจริยาของ

414