ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 395 (เล่ม 47)

เสนาที่ ๒ ของท่าน ความหิวและความกระหาย
เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๓ ของท่าน ตัณหา
เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๔ ของท่าน ถีนมิทธะ
เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๕ ของท่าน ความ
ขลาดกลัว เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๖ ของ
ท่าน ความสงสัย เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๗
ของท่าน ความลบหลู่ ความหัวดื้อ เรากล่าว
ว่าเป็นเสนาที่ ๘ ของท่าน ลาภ สรรเสริญ
สักการะ เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๙ ของท่าน
และยศที่ได้มาผิดซึ่งเป็นเหตุให้บุคคลยกตน
และดูหมิ่นผู้อื่น เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๑๐
ของท่าน ดูก่อนมาร เสนาของท่านนี้มีปกติ
กำจัดซึ่งคนผู้มีธรรมดำ คนผู้ไม่กล้าย่อมไม่
ชนะซึ่งเสนาของท่านนั้น ส่วนคนผู้กล้าย่อม
ชนะได้ ครั้นชนะแล้วย่อมได้ความสุข.
ก็เพราะเหตุที่ได้ความสุขนั้น แม้
เรานี้ก็พึงรักษาหญ้ามุงกระต่ายไว้ น่าติเตียน
ชีวิตของเรา เราตายเสียในสงครามประเสริฐ
กว่า แพ้แล้วเป็นอยู่จะประเสริฐอะไร.

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 396 (เล่ม 47)

สมณพราหมณ์บางพวกหยั่งลงแล้ว
ในเสนาของท่านี้ ย่อมไม่ปรากฏ ส่วนผู้ที่มี
วัตรงาม ย่อมไปโดยหนทางที่ชนทั้งหลาย
ไม่รู้.
เราเห็นมารพร้อมด้วยพาหนะยกออก
แล้วโดยรอบ จึงมุ่งหน้าไปเพื่อรบ มารอย่า
ได้ยังเราให้เคลื่อนจากที่.
โลกพร้อมด้วยเทวโลกย่อมครอบงำ
เสนาของท่านไม่ได้ เราจะทำลายเสนาของ
ท่านเสียด้วยปัญญา เหมือนบุคคลทำลาย
ภาชนะดินทั้งดิบทั้งสุก ด้วยก้อนหิน ฉะนั้น.
เราจักกระทำสัมมาสังกัปปะให้ชำ-
นาญและดำรงสติให้ตั้งมั่นเป็นอันดีแล้ว จัก
เที่ยวจากแคว้นนี้ไปยังแคว้นโน้น แนะนำ
สาวกเป็นอันมาก.
สาวกผู้ไม่ประมาทเหล่านั้นมีใจเด็ด-
เดี่ยว กระทำตามคำสั่งสอนของเรา จักถึงที่
ซึ่งไม่มีความใคร่ ที่ชนทั้งหลายไปถึงแล้ว
ย่อมไม่เศร้าโศก.
มารกล่าวคาถาว่า

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 397 (เล่ม 47)

เราได้ติดตามรอยพระบาทของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าสิ้น ๗ ปี ไม่ได้ประสบช่อง
ของพระสัมพุทธเจ้าผู้มีสิริ.
มารได้ไปตามลมรอบ ๆ ก้อนหินซึ่ง
มีสีคล้ายก้อนมันข้น ด้วยคิดว่า เราจะประ-
สบความอ่อนแอในพระโคดมนี้บ้าง ความ
สำเร็จประโยชน์พึงมีบ้าง.
มารไม่ได้ความพอใจในพระสัม-
พุทธเจ้า ได้กลายเป็นลมหลีกไป ด้วยคิดว่า
เราถึงพระโคดมแล้ว จะทำให้ทรงเบื่อพระทัย
หลีกไป เหมือนกาถึงไศลบรรพตแล้วบิน
หลีกไป ฉะนั้น.
พิณของมารผู้ถูกความโศกครอบงำ
แล้ว ได้ตกจากรักแร้ ลำดับนั้น มารนั้น
เสียใจ ได้หายไปในที่นั่นแล.
จบปธานสูตรที่ ๒

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 398 (เล่ม 47)

อรรถกถาปธานสูตรที่ ๒
ปธานสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ตํ มํ ปธานปหิตตฺตํ มารเข้ามาหาเรา
ผู้มีตนส่งไปแล้วด้วยความเพียร ดังนี้.
ถามว่า เรื่องนี้มีการเกิดขึ้นเป็นอย่างไร ?
ตอบว่า มีการเกิดขึ้นดังต่อไปนี้.
ท่านพระอานนท์ ยังบรรพชาสูตรให้จบลง ด้วยบทว่า ปธานาย
คมิสฺสามิ เอตฺถ เม รญฺชติ มโน อาตมภาพจักไปเพื่อความเพียร ใจ
ของอาตมภาพยินดีในความเพียรนี้ ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ พระคันธกุฎี ทรงดำริว่า เรา
ปรารถนาความเพียรตลอด ๖ ปี กระทำทุกรกิริยา วันนี้เราจักกล่าวถึงความ
เพียรนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระ-
คันธกุฎี ประทับนั่ง ณ พุทธาสนะทรงปรารภว่า ตํ มํ ปธานปหิตตฺตํ
ดังนี้ แล้วตรัสพระสูตรนี้.
ในบทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอ้างถึงพระองค์ ด้วยคำสองคำ
ว่า ตํ มํ ดังนี้. บทว่า ปธานปหิตตฺตํ ได้แก่ มีจิตส่งไปแล้วหรือสละ
อัตภาพเพื่อประโยชน์แก่พระนิพพาน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงลักษณะ
ด้วยบทว่า นทึ เนรญฺชรํ ปติ ความว่า แสดงลักษณะ. เพราะ ลักษณะ
ชื่อว่า แม่น้ำเนรัญชรา เพราะมีตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร. โดยเหตุที่ใน
บทว่า นทึ เนรญฺชรํ เป็นทุติยาวิภัตติ แต่มีความเป็น สัตตมีวิภัตติว่า นทิยา
เนรญฺชราย อธิบายว่า ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา. บทว่า วิปรกฺกมฺม คือ

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 399 (เล่ม 47)

บากบั่นอย่างยิ่ง. บทว่า ฌายนฺตํ คือ บำเพ็ญฌานโดยหายใจแต่น้อย.
บทว่า โยคกฺเขมสฺส ปตฺติยา คือ เพื่อบรรลุนิพพานอันเกษมจากโยคะ ๔.
บทว่า นมุจิ ได้แก่มาร. เพราะมารนั้นไม่ยอมปล่อยเทวดาและมนุษย์
ผู้ประสงค์จะออกจากวิสัยของตน จะทำอันตรายแก่พวกเขา ฉะนั้นท่านจึง
เรียกว่า นมุจิ. บทว่า กรุณํ ได้แก่ ประกอบด้วยความเอ็นดู. บทว่า
ภาสมาโน อุปาคมิ นี้ง่ายอยู่แล้ว. เพราะเหตุไรมารจึงเข้าไปใกล้. ได้ยินว่า
วันหนึ่งพระมหาบุรุษดำริว่า ผู้แสวงหาอาหารทุกเมื่อ เป็นผู้หวังในความเป็น
อยู่ อันผู้หวังในความเป็นอยู่ ไม่สามารถบรรลุอมตธรรมได้. แต่นั้นพระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงทรงปฏิบัติโดยตัดอาหาร ด้วยเหตุนั้นพระองค์จึงทรงซูบผอม
มีผิวพรรณเศร้าหมอง.
ครั้งนั้น มารไม่รู้ว่า นี้เป็นทางแห่งการตรัสรู้หรือมิใช่ กลัวไปว่า
พระองค์บำเพ็ญความเพียรอันแรงกล้า บางครั้งจะพึงพ้นวิสัยของเรา จึงมาด้วย
คิดว่า เราพึงกล่าวห้ามอย่างนี้ ๆ ดังนี้. ด้วยเหตุนั้น มารจึงกล่าวว่า ท่าน
ซูบผอม มีผิวพรรณเศร้าหมอง ความตายของท่านอยู่ในที่ใกล้. ก็และครั้น
มารกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงประกาศความที่พระองค์ใกล้ความตาย กล่าวว่า ส่วน
แห่งความตายของท่านมีตั้งพันส่วน ความเป็นอยู่ของท่านมีเพียงส่วนเดียว.
ใจความของบทนั้นมีว่า ชื่อว่า สหสฺสภาโค เพราะมีพันส่วน. ปาฐะที่เหลือ
ว่า อะไรเป็นปัจจัยแห่งความตาย. ส่วนเดียวชื่อว่า เอกํโส. ท่านอธิบายไว้ว่า
พันส่วนมีการเพ่งลมหายใจน้อยเป็นต้นนี้ เป็นปัจจัยแห่งความตายของท่าน
ความเป็นอยู่ของท่านมีส่วนเดียวเท่านั้น จากที่ท่านทำความเพียร ความตาย

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 400 (เล่ม 47)

ของท่านอยู่ในที่ใกล้อย่างนี้ ดังนี้. ครั้นมารประกาศความที่พระองค์ใกล้ความ
ตายอย่างนี้เเล้ว เมื่อจะเร่งเร้าพระองค์ในความเป็นอยู่ จึงกล่าวว่า ชีวิตของ
ท่านผู้เป็นอยู่ประเสริฐกว่า เมื่อเป็นอยู่ท่านจักทำบุญได้. ลำดับนั้น มารเมื่อจะ
แสดงบุญที่ตนเห็นด้วย จึงกล่าวว่า จรโต จ เต พฺรหฺมจริยํ ท่านประพฤติ
พรหมจรรย์ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺมจริยํ มารกล่าวหมายถึงการเว้นเมถุน
เป็นครั้งคราว. บทว่า ชูหโต ได้แก่ บูชาไฟ. บทที่เหลือในที่นี้มีความปรากฏ
ชัดแล้ว.
มารเมื่อจะให้พระองค์เลิกความเพียร จึงกล่าวกึ่งคาถานี้ว่า ทุคฺโค
มคฺโค ทางเพื่อความเพียรดำเนินไปได้ยาก. ในบทนั้นพึงทราบความอย่างนี้ว่า
ชื่อว่า ดำเนินไปได้ยาก เพราะนำไปสู่การเพ่งลมหายใจน้อยเป็นต้น ชื่อว่า ทำ
ได้ยาก เพราะต้องทำด้วยกายและจิตที่เป็นทุกข์ ชื่อว่า ให้เกิดความยินดีได้ยาก
เพราะไม่สามารถจะบรรลุเช่นนั้นได้ด้วยความตายใกล้เข้ามา. เบื้องหน้าแต่นี้
พระสังคีติกาจารย์กล่าวคาถากึ่งหนึ่งนี้ว่า อิมา คาถา ภณํ มาโร อฏฺฐา
พุทฺธสฺส สนฺติเก มารได้ยืนกล่าวคาถานี้ ในสำนักของพระพุทธเจ้า. อาจารย์
พวกหนึ่งกล่าวว่า คาถาทั้งหมดบ้าง. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอ้างพระองค์
ดุจคนอื่น ตรัสถึงความเกิดอย่างนี้ ทั้งหมดในบทนี้เพราะเหตุนั้น นี้คือความ
อดทนของเรา. ในบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฐา แปลว่า ได้ยืนอยู่แล้ว. บทที่
เหลือง่ายทั้งนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๖ ในบทว่า เยนตฺเถน นี้มีอธิบาย
ดังนี้ ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่านมาในที่นี้ด้วยประโยชน์ของตนอันจะทำอันตราย

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 401 (เล่ม 47)

แก่ผู้อื่น. บทที่เหลือง่ายทั้งนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคัดค้านคำนี้ว่า เมื่อ
เป็นอยู่ท่านจักทำบุญได้ดังนี้ ตรัสคาถานี้ว่า อณุมตฺโตปิ แม้มีประมาณน้อย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุญฺเญน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึง
บุญอันไปสู่วัฏฏะซึ่งมารกล่าว. บทที่เหลือง่ายทั้งนั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าคุกคามมารปรารภคำนี้ว่า ความเป็นอยู่ของ
ท่านมีส่วนเดียว ตรัสคาถานี้ว่า อตฺถิ สทฺธา ศรัทธามีอยู่ดังนี้. ในคาถา
นั้นมีอธิบายดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคุกคามมารอย่างนี้ว่า ดูก่อนมาร
ใจร้าย ท่านไม่เชื่อในสันติวรบท (ทางแห่งความสงบอันประเสริฐ) อัน
ยอดเยี่ยม หรือแม้มีศรัทธาก็เกียจคร้าน หรือมีศรัทธา แม้ปรารภความเพียร
ก็มีปัญญาทราม ตามถามความเป็นอยู่ แต่เรามีศรัทธาหยั่งลงในสันติวรบท
อันยอดเยี่ยม เรามีความเพียรกล่าวคือ ความพยายามไม่ย่อหย่อนทางกายและ
ทางจิต และเรามีปัญญาเปรียบดังวชิระ ท่านถามเราผู้มีตนส่งไปแล้ว คือมี
อัธยาศัยเลิศ มีความเป็นอยู่อย่างนี้ เพราะเหตุไรท่านจึงถาม. ควรประกอบ
สติและสมาธิด้วย จ ศัพท์ในบทนี้ว่า ปญฺญา จ มม ดังนี้. ผู้ประกอบ
ด้วยอินทรีย์ ๕ เหล่าใดย่อมถึงนิพพาน ในอินทรีย์ ๕ เหล่านั้นแม้อย่างเดียว
ก็เว้นไม่ได้ ท่านถามเราผู้มีตนส่งไปแล้ว มีความเป็นอยู่อย่างไรมิใช่หรือ.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงข่มมารอย่างนี้ว่า
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย วิริยมารภโต ทฬฺหํ
ปญฺญวนฺตสฺส ฌายิโน ปสฺสโต อุทยพฺพยํ.

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 402 (เล่ม 47)

เป็นอยู่วันเดียวของผู้ปรารภความ
เพียรมั่น มีปัญญา มีความเพ่ง เห็นความ
เกิดและความเสื่อมประเสริฐ ดังนี้.
เมื่อจะทรงแสดงความเป็นไปของร่างกายและจิตของพระองค์ จึงตรัส
สองคาถาว่านทีนมฺปิ ดังนี้เป็นต้น. สองคาถานั้นโดยความปรากฏชัดดีแล้ว แต่
อรรถกถาอธิบายไว้ว่า ลมใดที่ตั้งขึ้นจากความเพียรในการเพ่งลมหายใจแต่น้อย
ปั่นป่วนในสรีระของเรา ลมนี้พึงพัดกระแสแม่น้ำคงคาและยมุนาเป็นต้น ให้
เหือดแห้งไปได้ เลือดประมาณ ๔ ทะนานของเราผู้มีใจเด็ดเดี่ยว ไม่พึงเหือด
แห้ง มิใช่เพียงโลหิตของเราเท่านั้นเหือดแห้งไป ก็เมื่อโลหิตเหือดแห้งไป ดีที่
อยู่ในร่างกายทั้งประเภทที่เกี่ยวพันและไม่เกี่ยวพัน ย่อมเหือดแห้งไป เสมหะประ-
มาน ๔ ทะนาน ปกปิดการกินการดื่มเป็นต้น ทั้งอะไรอื่นอีก ย่อมเหือดแห้งไป
เพราะฉะนั้น น้ำมูตรและอาหารมีรสย่อมเหือดแห้งไป ก็เมื่อน้ำมูตรและอาหาร
มีรสเหือดแห้งไป แม้เนื้อก็สิ้นไป เมื่อเนื้อของเราสิ้นไปโดยลำดับอย่างนี้ จิต
ย่อมเลื่อมใสโดยยิ่ง จิตมิได้จมลงเพราะสิ่งนั้นเป็นปัจจัย ท่านนั้นไม่รู้จิตเช่นนี้
เห็นเพียงสรีระเท่านั้นก็พูดว่า ท่านซูบผอมมีผิวพรรณเศร้าหมอง ความตาย
ของท่านอยู่ในที่ใกล้ ดังนี้ เพราะเหตุนั้นมิใช่จิตของเราอย่างเดียวเท่านั้น
เลื่อมใส แม้สติ ปัญญาและสมาธิของเราย่อมตั้งมั่นโดยยิ่ง ความประมาทก็ดี
ความลุ่มหลงก็ดี ความฟุ้งซ่านของจิตก็ดี แม้เพียงน้อยหนึ่งก็มิได้มี เมื่อเรา
อยู่อย่างนี้ สมณะและพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง ย่อมเสวยเวทนาอันเจ็บปวด
ตลอดกาล ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน จิตของผู้ได้รับเวทนาอัน

402
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 403 (เล่ม 47)

แรงกล้า อันเป็นตัวอย่างของเวทนาเหล่านั้น ย่อมเพ่งเล็งถึงความสุขของผู้อื่น
ผู้อันทุกข์ถูกต้องแล้ว เพ่งเล็งถึงความร้อน เมื่อได้รับความหนาว เพ่งเล็งถึง
ความหนาว เมื่อได้รับความร้อน เพ่งเล็งถึงโภชนะ เมื่อได้รับความหิว
เพ่งเล็งถึงน้ำ เมื่อได้รับความกระหาย ฉันใด จิตย่อมไม่เพ่งเล็งในกามคุณ ๕
แม้กามอย่างหนึ่งฉันนั้น จิตองเราไม่เกิดด้วยอาการเช่นนี้ว่าไฉนหนอ เราพึง
บริโภคอาหารดี ที่นอนสบาย ที่นั่งสบาย ดูก่อนมาร ท่านจงดูความที่สัตว์เป็น
ผู้บริสุทธิ์.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงความที่พระองค์เป็นผู้บริสุทธิ์ เพื่อ
หักร้างความปรารถนาของมารผู้มาแล้ว ด้วยหวังว่า จักห้ามพระองค์ เมื่อจะ
ทรงประกาศกะมารและเสนามาร แล้วทรงแสดงความที่พระองค์เป็นผู้อันมาร
และเสนามารให้แพ้ไม่ได้ด้วยอาการอย่างนี้ จึงกล่าวคาถา ๖ คาถามีอาทิว่า
กามา เต ปฐมา เสนา กามทั้งหลายเป็นเสนาที่หนึ่งของท่าน.
เพราะกิเลสกามทั้งหลาย ย่อมยังสัตว์ผู้รองเรือนให้ลุ่มหลงในวัตถุ
กามทั้งหลายแต่ต้นทีเดียว เมื่อสัตว์ทั้งหลายถูกกิเลสกามครอบงำเข้าไปบวช
แล้ว ก็จะเกิดความไม่ยินดีในเสนาสนะอันสงัด หรือในธรรมอันเป็นอธิกุสล
อย่างใดอย่างหนึ่ง. สมดังที่ท่านกล่าวว่า ปพฺพชิเตน โข อาวุโส อภิรติ
ทุกฺกรา ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ความยินดียิ่งอันบรรพชิตทำได้ยากดังนี้. แต่
นั้นความหิวกระหายย่อมเบียดเบียน เพราะมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น เพราะถูกความ
หิวกระหายเบียดเบียน ความอยากในการแสวงหา ย่อมทำให้จิตเหนื่อยหน่าย
เมื่อเป็นเช่นนั้น ถีนมิทธะ (ความง่วงเหงาหาวนอน) ย่อมครอบงำผู้มีจิต

403
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 404 (เล่ม 47)

เหนื่อยหน่ายเหล่านั้น. แต่นั้นเมื่อบรรลุคุณวิเศษ อยู่ในเสนาสนะอันสงัดใน
ราวป่า อันยินดีได้ยาก เกิดความกลัวรู้สึกหวาดสะดุ้ง เมื่อชนเหล่านั้นเกิด
ความกลัวความระแวง ไม่พอใจในรสของวิเวกอยู่ตลอดกาลนาน เกิดความ
สงสัยในการปฏิบัติว่า นี้คงไม่ใช่ทางแน่ เมื่อบรรเทาความสงสัยนั้นอยู่ เกิด
มานะ (ถือตัว) มักขะ (ลบหลู่) ถัมภะ (หัวดื้อ) เพราะบรรลุคุณวิเศษ
เพียงเล็กน้อย เมื่อบรรเทามานะ มักขะ ถัมภะอยู่ ย่อมเกิด ลาภ สักการะ
และความสรรเสริญ เพราะอาศัยการบรรลุคุณวิเศษยิ่งไปกว่านั้น. ผู้หมกมุ่น
อยู่ในลาภ ประกาศธรรมปฏิรูป (ธรรมเทียม) บรรลุทางผิด ตั้งอยู่ในทาง
ผิดนั้น ย่อมยกตนข่มผู้อื่นด้วยชาติเป็นต้น ฉะนั้นพึงทราบความที่กามเป็นต้น
เป็นเสนาที่ ๑.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงเสนา ๑๐ อย่างอย่างนี้แล้ว เพราะ
เสนานั้นย่อมเป็นไปเพื่อความอุปการะมารผู้ใจดำ เพราะประกอบด้วยธรรมดำ
ฉะนั้น เมื่อจะทรงอ้างกะมารนั้นว่า ตว เสนา เสนาของท่าน จึงตรัสว่า
เอสา นมุจิ เต เสนา กณฺหสฺสาภิปฺปหารินี ดูก่อนมาร เสนาของท่าน
นี้มีปรกติกำจัดคนผู้มีธรรมคำ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อภิปฺปหารินี ได้แก่ กำจัด ทำร้าย
ทำอันตรายแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย. บทว่า น นํ อสูโร ชินาติ เชตฺวา
จ ลภเต สุขํ คนผู้ไม่กล้าย่อมไม่ชนะเสนาของท่านนั้น ครั้นชนะแล้วย่อม
ได้ความสุข ดังนี้ ความว่า คนผู้ไม่กล้าคือคนที่ไม่มีความเพ่งเล็งในกายและ
ในชีวิต ย่อมไม่ชนะเสนาของท่าน แต่คนกล้าย่อมชนะได้ ครั้นชนะแล้วย่อม

404