ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 375 (เล่ม 47)

บรรเทา ๑. เพราะสาวกผู้มีปัญญาดีพิจารณาแล้วพึงเสพ ฉะนั้นแล พึงทราบว่า
ภิกษุไม่ติดแล้วในธรรมเหล่านี้ คือ บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง น้ำ และการซัก
มลทินผ้าสังฆาฎิ เหมือนหยาดน้ำไม่ติดบนใบบัว ฉะนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงข้อปฏิบัติของพระขีณาสพอย่างนี้ ยัง
การปฏิบัติของนักบวชให้จบลงด้วยยอดคือพระอรหัตแล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรง
แสดงข้อปฏิบัติของคฤหัสถ์ จึงตรัสคำมีอาทิว่า คหฏฺฐวตฺตํ ปน โว เรา
จะบอกวัตรแห่งคฤหัสถ์แก่เธอทั้งหลาย ดังนี้.
ในคาถาเหล่านั้นพึงทราบวินิจฉัยในคาถาต้นก่อน. บทว่า สาวโก
ได้แก่ สาวกผู้ครองเรือน. บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น. แต่โยชนาแก้ว่า สาวก
ไม่พึงได้เพื่อจะถูกต้อง คือ ไม่อาจเพื่อบรรลุธรรมของภิกษุที่เรา (ตถาคต)
กล่าวไว้ก่อนจากนี้ล้วน คือ ไม่มีอามิส บริบูรณ์สิ้นเชิงด้วยอาการที่มีความหวง-
แหน ด้วยความหวงนาและไร่เป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธธรรมของภิกษุแก่สาวกผู้ครองเรือนนั้น
เมื่อจะทรงแสดงธรรมของคฤหัสถ์เท่านั้น จึงตรัสว่า ปาณํ น หเน ไม่พึง
ฆ่าสัตว์ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้นพึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้. ท่านกล่าวการเว้นจากการ
ฆ่าสัตว์ อันเป็นความบริสุทธิ์ชั้นยอดด้วยกึ่งคาถาต้น การปฏิบัติประโยชน์เกื้อ-
กูลในสัตว์ทั้งหลายด้วยกึ่งคาถาหลัง. ท่านพรรณนาบทที่ ๓ ไว้ในขัคควิสาณ-
สูตรในสุตตนิบาตนี้ ในบาทที่ ๔ ท่านพรรณนาประเภทของสัตว์ที่มั่นคงและที่
สะดุ้งไว้ในอรรถกถาเมตตสูตรครบทุกประการ. บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 376 (เล่ม 47)

พึงประกอบนอกลำดับว่า สาวกผู้ครองเรือนวางอาชญาในหมู่สัตว์ทั้งที่มั่นคง
ทั้งที่หวาดสะดุ้ง ไม่พึงฆ่าเอง ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นฆ่า และไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่น.
ฆ่า. อีกอย่างหนึ่ง นอกจากบทว่า นิธาย ทณฺฑํ นี้ ควรนำปาฐะที่เหลือมา
ใช้ว่า วตฺเตยฺย พึงเป็นไป ดังนี้. นอกจากนี้ไม่ควรเชื่อมบทหลังด้วยบทต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงสิกขาบทต้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อ
จะทรงแสดงสิกขาบทที่สอง จึงตรัสว่า ตโต อทินฺนํ พึงเว้นจากสิ่งที่เขาไม่ให้
อะไร ๆ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า กิญฺจิ คือ ของน้อยก็ดี ของมากก็ดี. บทว่า
กฺจจิ คือ ในบ้านก็ดี ในป่าก็ดี. บทว่า สาวโก ได้แก่สาวกผู้ครองเรือน.
บทว่า พุชฺฌมาโน คือรู้อยู่ว่านี้เป็นของของคนอื่น. บทว่า สพฺพํ อทินฺนํ
ปริวชฺเชยฺย คือ เมื่อเว้นอยู่อย่างนี้พึงเว้นสิ่งทั้งหมดที่เขาไม่ให้ ท่านชี้แจงว่า
ไม่เว้นโดยวิธีอย่างอื่น. บทที่เหลือในข้อนี้มีนัยดังกล่าวแล้ว และปรากฏชัด
แล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงแม้สิกขาบทที่สองชัดเจนดีแล้ว
อย่างนี้ เมื่อจะทรงแสดงสิกขาบทที่สามตั้งข้อกำหนดให้ยิ่งขึ้นไป จึงตรัสว่า
อพฺรหฺมจริยํ พึงเว้นอพรหมจรรย์ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อสมฺภุณนฺโต คือ ไม่สามารถ.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงสิกขาบทที่สี่ จึงตรัสว่า
สภคฺคโต วา คืออยู่ในที่ประชุมเป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สภคฺ-
คโต ได้แก่ ไปสู่สันถาคารเป็นต้น. บทว่า ปริสคฺคโต คืออยู่ในท่ามกลาง
ประชุมชน. บทที่เหลือในข้อนี้มีนัยดังกล่าวแล้ว และปรากฏชัดแล้ว.

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 377 (เล่ม 47)

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงแม้สิกขาบทที่สี่ชัดเจนดีแล้ว เมื่อ
จะทรงแสดงสิกขาบทที่ห้า จึงตรัสว่า มชฺชญฺจ ปานํ พึงเว้นการดื่มน้ำเมา
ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มชฺชญฺจ ปานํ ท่านกล่าวอย่างนี้เพื่อสะดวก
ในการแต่คาถา. แต่มีใจความ มชฺชปานญฺจ สมาจเรยฺย ไม่พึงดื่มน้ำเมา.
บทว่า ธมฺมํ อิทํ ได้แก่ ธรรมคือเว้นจากการดื่มน้ำเมา. บทว่า อุมฺมาทนนฺตํ
คือการดื่มน้ำเมานั้นมีความบ้าเป็นที่สุด. เพราะว่า ผลของการดื่มน้ำเมาอย่าง
เบาเมื่อเป็นมนุษย์ ก็เป็นบ้า. บทว่า อิติ นํ วิทิตฺวา คือรู้ชัดการดื่มน้ำเมานั้น.
บทที่เหลือในข้อนี้มีนัยดังกล่าวแล้ว และปรากฏชัดแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแม้สิกขาบทที่ห้าให้บริสุทธิ์ที่ชัดเจนอย่างนี้
แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงถึงการดื่มน้ำเมาแห่งสิกขาบทก่อนว่าเป็นการทำ
ความเศร้าหมองและก่อเวร ทรงชักชวนในการเว้นจากการดื่มน้ำเมานั้นให้
มั่นคงยิ่งขึ้นจึงตรัสว่า มทา หิ ปาปานิ กโรนฺติ เพราะคนพาลทั้งหลาย
ย่อมกระทำบาป เพราะความเมาดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มทา คือเพราะเหตุแห่งความเมา. หิ เป็น
นิบาตเพียงทำบทให้เต็ม. บทว่า อุมฺมาทนํ โมหนํ ได้แก่ ความบ้าในโลก
หน้า ความหลงในโลกนี้. บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงนิจศีลของสาวกผู้ครองเรือนด้วย
เหตุเพียงเท่านี้แล้ว บัดนี้เมื่อจะทรงแสดงองค์แห่งอุโบสถ จึงตรัสสองคาถาว่า
ปาณํ น หเน บุคคลไม่พึงฆ่าสัตว์ ดังนี้.

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 378 (เล่ม 47)

ในบทเหล่านั้น บทว่า อพฺรหฺมจริยา ได้แก่ ประพฤติธรรมไม่ประ-
เสริฐ. บทว่า เมถุนา คือพึงเว้นจากการเข้าถึงเมถุนธรรม. บทว่า รตฺตึ น
ภุญฺเชยฺย วิกาลโภชนํ ได้แก่ ไม่พึงบริโภคแม้ในกลางคืน ไม่พึงบริโภค
โภชนะล่วงกาลแม้ในกลางวัน. แม้แป้งสำหรับลูบไล้ พึงทราบว่า ท่านถือเอา
ด้วยคันธศัพท์ในบทว่า น จ คนฺธํ นี้. บทว่า มญฺเจ คือเตียงที่เป็นกัปปิยะ.
บทว่า สนฺถเต ได้แก่ บนพื้นที่เขาลาดแล้วด้วยเครื่องลาดอันเป็นกัปปิยะ มีเสื่อ
ผืนเล็กเป็นต้น. แม้ลาดด้วยเครื่องลาดมีพรมทำด้วยขนแกะเป็นต้นบนแผ่นดิน
ก็ควร. บทว่า อฏฺฐงฺคิกํ คือไม่พ้นองค์ ๘ ดุจดนตรีมีองค์ ๕. บทว่า
ทุกฺขนฺตคุนา คือพระพุทธเจ้าผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ในวัฏฏะ. บทที่เหลือในข้อ
นี้ปรากฏชัดดีแล้ว. พระโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า ก็กึ่งคาถาหลัง พระสังคีติกา-
จารย์กล่าวไว้แล้วบ้าง.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงองค์แห่งอุโบสถอย่างนี้แล้ว บัดนี้
เมื่อจะทรงแสดงกาลแห่งอุโบสถ จึงตรัส ว่า ตโต จ ปกฺขสฺส ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตโต เป็นนิบาตเพียงทำบทให้บริบูรณ์. พึง
ประกอบด้วยบทอื่นอย่างนี้ว่า ปกฺขสสุปวสฺสุโปสถํ ความว่า พึงเข้าจำอุโบสถ
ทุก ๓ วันเหล่านี้คือ ตลอด ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ พึงเข้าจำ
อุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล. ก็ในบทว่า ปาฏิหาริกปกฺขญฺจ นี้ ห้า
เดือนเหล่านี้คือ (อาสาฬหะ) เดือน ๘ ต้นใกล้วันเข้าพรรษา สามเดือนในพรรษา
และเดือน ๑๒ ท่านเรียกว่าปาฏิหาริยปักษ์. อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่าปาฏิหาริย.
ปักษ์ มีสามเดือนเท่านั้นคือเดือน ๘ เดือน ๑๒ และเดือน ๔, อาจารย์อีกพวก
หนึ่งกล่าวว่ามี ๔ วัน คือ ๑๓ ค่ำ ๑ ค า ๗ ค่ำ และ ๙ ค่ำในทุก ๆ ปักษ์ โดย

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 379 (เล่ม 47)

วันก่อนและวันหลัง ของวันอุโบสถแห่งปักษ์. ชอบอย่างใดก็พึงถือเอาอย่างนั้น
อันผู้ใคร่บุญพึงทำได้ทุกอย่าง. พึงผูกใจไว้ว่า ผู้มีใจเลื่อมใสปฏิหาริยปักษ์นี้
ด้วยประการฉะนี้ ไม่เว้นแม้แต่วันเดียว เข้าถึงองค์ ๘ ทำให้สมบูรณ์ด้วยดี
บริบูรณ์ด้วยดี พึงเข้าจำอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงกาลแห่งอุโบสถอย่างนี้แล้ว บัดนี้
เมื่อจะทรงแสดงถึงกิจ ที่ผู้เข้าจำอุโบสถนั้นในกาลเหล่านั้นควรกระทำ จึงตรัส
ว่า ตโต จ ปาโต ดังนี้.
บทว่า ตโต แม้ในบทนี้ก็เป็นนิบาตเพียงทำบทให้เต็ม. หรือลงใน
อรรถไม่มีระหว่าง ท่านอธิบายว่า ได้แก่ อถ แปลว่าครั้งนั้น. บทว่า ปาโต
ได้แก่ ส่วนเบื้องต้นของวันอื่น. บทว่า อุปวุฏฺฐุโปสโถ ได้แก่ เข้าจำอุโบสถ.
บทว่า อนฺเนน ได้แก่ข้าวยาคูและภัตรเป็นต้น . บทว่า ปาเนน คือ น้ำปานะ
๘ อย่าง. บทว่า อนุโมทมาโน ได้แก่ ชื่นชมยินดีอยู่เนือง ๆ อธิบายว่า
ชื่นชมตลอดกาล. บทว่า ยถารหํ คือสมควรแก่ตน ท่านอธิบายว่า ตาม
ความสามารถ ตามกำลัง. บทว่า สํวิภเชถ คือพึงแจกจ่าย คือพึงบูชา. บท
ที่เหลือปรากฏชัดแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงกิจของผู้เข้าจำอุโบสถอย่างนี้แล้ว บัดนี้
ตรัสถึงครุวัตร (การเคารพ) และอาชีวปาริสุทธิศีล เมื่อจะทรงแสดงถึงฐานะ
ที่ควรถึงด้วยปฏิปทานั้น จึงตรัสว่า ธมฺเมน มาตาปิตโร พึงเลี้ยงมารดาบิดา
โดยธรรม ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน ได้แก่ด้วยโภคสมบัติที่ได้มาโดยชอบ
ธรรม. บทว่า ภเรยฺย ได้แก่ พึงเลี้ยง. บทว่า ธมฺมิกํโส วณิชฺชํ พึงประ
กอบการค้าขายอันชอบธรรมดังนี้ คือ เว้นการค้าอันไม่เป็นธรรม ๕ อย่าง

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 380 (เล่ม 47)

เหล่านี้คือ ค้าสัตว์เป็น ๑ ค้าศัสตรา ๑ ค้าเนื้อสัตว์ ๑ ค้าสุรา ๑ ค้ายาพิษ ๑
ค้าขายสิ่งอันเป็นธรรมที่เหลือ. ก็โดยหลักของการค้าในที่นี้ ท่านมุ่งถึงการค้าที่
เป็นธรรมแม้อื่น เช่นกสิกรรมและโครักขกรรม. บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.
แต่โยชนาแก้ว่า อริยสาวกใดประกอบด้วยธรรมคือนิจศีล อุโบสถศีลและทาน
พึงประกอบการค้าอันชอบธรรม เลี้ยงดูมารดาบิดา ด้วยโภคสมบัติอันได้มาโดย
ธรรม เพราะได้มาจากการค้าอันไม่ปราศจากธรรม ครั้นอริยสาวกผู้เป็นคฤหัสถ์
ไม่ประมาทแล้วอย่างนี้ บำเพ็ญวัตรนี้ดังที่กล่าวไว้แล้วตั้งแต่ต้นเมื่อกายแตกดับ
ผู้ใดกำจัดความมืดด้วยรัศมีของตน เป็นเทพชั้นกามาพจร ๖ ชั้นมีชื่อว่า
สยัมปภา เพราะทำแสงสว่าง ผู้นั้นย่อมเข้าถึง คือย่อมคบ ย่อมติดต่อเทวดา
ชื่อว่า สยัมปภา ย่อมบังเกิดในที่ที่เทวดาเหล่านั้นเกิด ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาธรรมิกสูตรที่ ๑๔ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย
ชื่อปรมัตถโชติกา
จบวรรคที่ ๒ ชื่อจูฬวรรค แห่งอรรถกถาสุตตนิบาต
ชื่อปรมัตถโชติกา
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้คือ
๑. รัตนสูตร ๒. อามคันธสูตร ๓. หิริสูตร ๔. มงคลสูตร
๕. สูจิโลมสูตร ๖. ธรรมจริยสูตร ๗. พราหมณธรรมิกสูตร ๘. นาวา
สูตร ๙. กิงสีลสูตร ๑๐. อุฏฐานสูตร ๑๑. ราหุลสูตร ๑๒. วังคีสสูตร
๑๓. สัมมาปริพพาชนิยสูตร ๑๔. ธรรมิกสูตร.
ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวพระสูตร ๑๔ สูตรว่าจูฬวรรคแล.

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 381 (เล่ม 47)

มหาวรรคที่ ๓
ปัพพชาสูตรที่ ๑
ว่าด้วยการสรรเสริญบรรพชา
[๓๕๔] ข้าพเจ้าจักสรรเสริญบรรพชา
อย่างที่พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุทรงบรรพชา
ข้าพเจ้าจักสรรเสริญบรรพชา อย่างที่พระ-
พุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงไตร่ตรองอยู่ จึง
ทรงพอพระทัยบรรพชาด้วยดี.
พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า ฆราวาสนี้
คับแคบ เป็นบ่อเกิดแห่งธุลี และทรงเห็น
ว่า บรรพชาปลอดโปร่ง จึงทรงบรรพชา.
พระพุทธเจ้าครั้นทรงบรรพชาแล้ว
ทรงเว้นบาปกรรม ทางกาย ทรงละวจีทุจริต
ทรงชำระอาชีพให้หมดจด.
พระพุทธเจ้า มีพระลักษณะอัน
ประเสริฐมากมาย ได้เสด็จถึงกรุงราชคฤห์
เสด็จเที่ยวไปยังคิริพชนคร แคว้นมคธ เพื่อ
บิณฑบาต.

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 382 (เล่ม 47)

พระเจ้าพิมพิสารประทับยืนอยู่บน
ปราสาท ได้ทอดพระเนตรเห็นพระพุทธเจ้า
พระองค์นั้น ผู้สมบูรณ์ด้วยพระลักษณะจึง
ได้ตรัสเนื้อความนี้ว่า
แน่ะ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้ง
หลายจงดูภิกษุรูปนี้เถิด ภิกษุรูปนี้มีรูปงาม
สมบูรณ์ มีพระฉวีวรรณบริสุทธิ์ ถึงพร้อม
ด้วยการเที่ยวไป และเพ่งดูเพียงชั่วเอก มี
จักษุทอดลง มีสติ ภิกษุรูปนี้หาเหมือนผู้บวช
จากสกุลต่ำไม่ ราชทูตทั้งหลายจงรีบไปเถิด
เพื่อทราบว่า ภิกษุรูปนี้จักไป ณ ที่ไหน.
ราชทูตที่พระเจ้าพิมพิสารส่งไปเหล่า
นั้นได้ติดตามไปข้างหลัง เพื่อทราบว่า ภิกษุ
รูปนี้จะไปที่ไหน จักอยู่ ณ ที่ไหน.
พระพุทธเจ้าเสด็จไปตามลำดับตรอก
ทรงคุ้มครองทวาร สำรวมดีแล้ว มีพระสติ
สัมปชัญญะ ได้ทรงยังบาตรให้เต็มเร็ว.
พระองค์ผู้เป็นมุนี เสด็จเที่ยว
บิณฑบาตแล้ว เสด็จออกจากพระนคร เสด็จ
ไปยังปัณฑวบรรพต ด้วยทรงพระดำรู้ว่า
จักประทับอยู่ ณ ที่นั้น.

382
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 383 (เล่ม 47)

ราชทูตทั้ง ๓ เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จ
เข้าไปสู่ที่ประทับ จึงพากันเข้าไปเฝ้า คน
หนึ่งกลับมากราบทูลแต่พระราชาว่า ขอ
เดชะ ภิกษุรูปนั้นนั่งอยู่ที่หน้าภูเขาปัณฑวะ
เสมือนเสือโคร่ง โคอุสุภราชและราชสีห์ใน
ถ้ำ ฉะนั้น
พระมหากษัตริย์ ทรงสดับคำของ
ราชทูตแล้ว รีบด่วนเสด็จไปยังปัณฑวบรร-
พต ด้วยยานอันอุดม ท้าวเธอเสด็จไปตลอด
พื้นที่แห่งยานแล้ว เสด็จลงจากยาน เสด็จ
พระราชดำเนินด้วยพระบาท เข้าไปถึง
ปัณฑวบรรพตนั้นแล้ว ประทับนั่ง.
ครั้นแล้วได้ทรงสนทนาปราศรัย
ครั้น ผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไป
แล้ว ได้ตรัสเนื้อความนี้ว่า พระองค์ยังหนุ่ม
แน่น ตั้งอยู่ในปฐมวัย สมบูรณ์ด้วยความ
เฟื่องฟู แห่งวรรณะ เหมือนกษัตริย์ผู้มี
พระชาติ ทรงยังหมู่พลให้งามอยู่ ผู้อันหมู่
ผู้ประเสริฐห้อมล้อมแล้ว หม่อมฉันจะให้
โภคสมบัติ ขอเชิญพระองค์บริโภคโภค-

383
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 384 (เล่ม 47)

สมบัติเถิด พระองค์อันหม่อมฉันถามแล้ว
ขอจงบอกชาติแก่หม่อมฉันเถิด.
พระพุทธเจ้าตรัสพระคาถาตอบว่า
ดูก่อนมหาบพิตร ชนบทแห่งแคว้น
โกศล ซึ่งเป็นที่อยู่ข้างหิมวันตประเทศ สม-
บูรณ์ด้วยทรัพย์และความเพียร อาตมภาพ
โดยใครชื่อว่า อาทิตย์ โดยชาติชื่อว่า
ศากยะ ไม่ปรารถนากาม เป็นผู้ออกบวชจาก
สกุลนั้น อาตมภาพเห็นโทษในกามทั้งหลาย
เห็นการบรรพชาเป็นที่ปลอดโปร่ง จักไป
เพื่อความเพียร ใจของอาตมภาพ ยินดีใน
ความเพียรนี้.
จบปัพพชาสูตรที่ ๑
อรรถกถามหาวรรคที่ ๓
อรรถกถาปัพพชาสูตรที่ ๑
ปัพพชาสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ปพฺพชฺชํ กิตฺติยิสฺสามิ ดังนี้.
ถามว่า พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นเป็นอย่างไร ?
ตอบว่า พระสูตรนี้การเกิดขึ้นดังต่อไปนี้.

384