ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 345 (เล่ม 47)

เอตรหิ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
เหล่านั้นใด ได้มีแล้วในอดีตกาล เทวดาทั้งหลายประมาณเท่านี้แหละได้
ประชุมกันเพื่อเห็นพระพุทธเจ้า เพื่อเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายพระองค์
นั้น เหมือนเหล่าเทวดาประชุมกันเพื่อเห็นเราในบัดนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นใดจักมีในอนาคต เทวดาทั้งหลาย
มีประมาณเท่านี้แหละ จักประชุมกันเพื่อเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เหมือนเทวดาทั้งหลายประชุมกันเพื่อเห็นเราในบัดนี้. ลำดับนั้น เทพบริษัทนั้น
แยกออกเป็นสองพวกทั้งที่เป็นภัพพสัตว์และอภัพพสัตว์ พวกเป็นภัพพสัตว์มี
ประมาณเท่านี้ พวกเป็นอภัพพสัตว์มีประมาณเท่านี้. บรรดาเทพบริษัทเหล่านั้น
บริษัทที่เป็นอภัพพะแม้เมื่อพระพุทธเจ้าร้อยพระองค์ทรงแสดงธรรม ก็ไม่
ตรัสรู้ได้ ส่วนบริษัทที่เป็นภัพพะสามารถรู้ได้ ครั้นรู้แล้วยังแบ่งภัพพบุคคล
ออกเป็นหกประเภท ด้วยสามารถจริต คือ ประเภทราคจริตประมาณเท่านี้
ประเภทโทสจริต โมหจริต วิตักกจริต สัทธาจริต พุทธิจริตประมาณเท่านี้.
ครั้นกำหนดจริตอย่างนี้แล้ว ทรงเลือกเฟ้นธรรมกถาว่า การแสดงธรรมชนิดไร
จึงจะเป็นที่สบายแก่บริษัทนั้น ๆ ได้ทรงใฝ่พระทัยถึงบริษัทนั้นๆ อีก ว่าบริษัท
นั้นพึงรู้ได้โดยอัธยาศัยของตนหรือหนอ หรือพึงรู้ได้โดยอัธยาศัยของผู้อื่น
ด้วยอำนาจแห่งเรื่องเกิดขึ้น ด้วยอำนาจคำถาม. แต่นั้นทรงทราบว่า พึงรู้ได้ด้วย
คำถาม ทรงรำพึงถึงบริษัททั้งสิ้นต่อไปอีกว่า ผู้สามารถจะถามปัญหามีอยู่หรือ
ไม่มี ครั้นทรงทราบว่าไม่มีใคร จึงทรงดำริว่า หากเราถามเอง แก้เอง ก็จะไม่
เป็นที่สบายแก่บริษัทนี้ ถ้ากระไรเราควรเนรมิตพระพุทธนิมิต จึงทรงเข้าสมาบัติ

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 346 (เล่ม 47)

มีฌานเป็นบาท ครั้นทรงออกจากฌานแล้ว ทรงปรับปรุงด้วยมโนมยิทธิ ทรง
เนรมิตพระพุทธนิมิต. พระพุทธนิมิตได้ปรากฏพร้อมด้วยจิตอธิษฐานว่า ขอ
จงสมบูรณ์ด้วยลักษณะแห่งอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งหมด ทรงบาตรและจีวร ถึง
พร้อมด้วยการมองดูและการเหลียวดูเป็นต้น. พระพุทธนิมิตนั้น เสด็จมาจาก
ปาจีนโลกธาตุประทับนั่งบนอาสนะเสมอพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสพระสูตร ๖ พระสูตร ด้วยสามารถจริตในสมาคมนี้ คือ ปุราเภทสูตร ๑
กลหวิวาทสูตร ๑ จูฬพยูหสูตร ๑ มหาพยูหสูตร ๑ ตุวฏกสูตร ๑ และสัมมา-
ปริพพาชนิยสูตรนี้แหละ ๑. บรรดาสูตรเหล่านั้น พระพุทธนิมิตเมื่อจะถาม
ปัญหาเนื้อความเป็นไปแห่งสูตรนี้ อันควรกล่าวถึงสัปปายะแห่งพวกเทวดาที่
เป็นราคจริต จึงกล่าวคาถานี้มีคำเริ่มต้นว่า ปุจฺฉามิ มุนึ ปหุตปญฺญํ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปหุตปญฺญํ คือมีปัญญามาก. บทว่า ติณฺณํ
ได้แก่ ผู้ข้ามโอฆะสี่ได้แล้ว. บทว่า ปารคตํ ได้แก่ ผู้ถึงพระนิพพานแล้ว.
บทว่า ปรินิพฺพุตํ ได้แก่ ปรินิพพานแล้วด้วยสอุปาทิเสสนิพพาน. บทว่า
ฐิตตฺตํ ได้แก่ มีจิตไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมทั้งหลาย. บทว่า นิกฺขมฺม
ฆรา ปนุชุช กาเม ได้แก่ บรรเทาวัตถุกามทั้งหลายออกจากการครองเรือน
แล้ว. บทว่า กตํ ภิกฺขุ สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ความว่า
ภิกษุนั้นพึงเว้นคือพึงไป พึงอยู่โดยชอบในโลกอย่างไร ท่านอธิบายว่าเป็นผู้
ไม่พัวพันด้วยโลก ล่วงโลกไปได้. บทที่เหลือในสูตรนี้มีนัยดังได้กล่าวไว้แล้ว
นั้นแล.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภว่า เพราะผู้ที่ยังไม่ถึงความ
สิ้นอาสวะ จะชื่อว่าเว้นรอบโดยชอบไม่มี ฉะนั้น เมื่อพระองค์ทรงกำหนดประ
ชุมแห่งภัพพบุคคล ด้วยสามารถแห่งจริตมีราคจริตเป็นต้น ในภิกษุนั้น จึง

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 347 (เล่ม 47)

ทรงปรารภคำนั้น ๆ ว่า เป็นมงคลแก่ภิกษุใด ดังนี้ เพื่อละโทษที่หมู่เทวดา
ซึ่งมีโทษเสมอกันเหล่านั้น ประพฤติเป็นอาจิณ เมื่อจะทรงประกาศถึงปฏิปทา
ของพระขีณาสพด้วยยอดคือพระอรหัต จึงได้ตรัสพระคาถา ๑๕ พระคาถา.
ในพระคาถา ๑๕ พระคาถานั้นพึงทราบวินิจฉัย คาถาที่ ๑ ก่อน.
บทว่า มงฺคลา นี้ เป็นชื่อของทิฏฐมงคลเป็นต้นที่ท่านกล่าวไว้ใน
มงคลสูตร. บทว่า สมูหตา ได้แก่ ถอนด้วยดีคือตัดขาดด้วยศัสตราคือปัญญา.
บทว่า อุปฺปาทา ได้แก่ การยึดถือความเกิดอันเป็นไปอย่างนี้ว่า อุกกาบาต
ดาวหางเป็นต้นย่อมมีผลอย่างนี้ ๆ. บทว่า สุปินา ได้แก่การยึดถือความฝัน
อันเป็นไปอย่างนี้ว่า เห็นความฝันในตอนเช้าจะมีผลอย่างนี้ เห็นความฝันใน
ตอนเที่ยงเป็นต้นจะเป็นอย่างนี้ นอนเห็นความฝันข้างซ้ายจะเป็นอย่างนี้ นอน
เห็นความฝันข้างขวาเป็นต้นจะเป็นอย่างนี้ ฝันเห็นพระจันทร์จะเป็นอย่างนี้
ฝันเห็นพระอาทิตย์เป็นต้นจะเป็นอย่างนี้ ดังนี้. บทว่า ลกฺขณา ได้แก่
อ้างคัมภีร์บอกลักษณะไม้เท้าและลักษณะสิ่งของเป็นต้น แล้วยึดถือลักษณะอัน
เป็นไปว่า บัดนี้ จะได้รับผลอย่างนี้. ทั้งหมดนั้นพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้ว
ในพรหมชาลสูตรนั่นแล. บทว่า ส มงฺคลโทสวิปฺปหีโน ได้แก่ มงคลอัน
เป็นโทษที่เหลือเว้นมหามงคล ๓๘ ภิกษุถอนมงคลเป็นต้นเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้
ละมงคลอันเป็นโทษ อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ละมงคลอันเป็นโทษเพราะ
ละมงคลและโทษมีการเกิดเป็นต้น ย่อมไม่ให้ความบริสุทธิ์ด้วยมงคลเป็นต้น
เพราะบรรลุด้วยอริยมรรคแล้ว. เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นพึงเว้นโดยชอบในโลก
คือ ภิกษุนั้นเป็นขีณาสพ พึงเว้นโดยชอบในโลก ไม่พัวพันด้วยโลก.

347
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 348 (เล่ม 47)

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๒.
บทว่า ราคํ วินเยถ มานุเสสุ ทิพฺเพสุ กาเมสุจาปิ ภิกฺขุ
ความว่า ภิกษุนำความกำหนัดในกามคุณทั้งหลายทั้งที่เป็นของมนุษย์ ทั้งที่เป็น
ของทิพย์ ไม่ให้เกิดขึ้นอีกด้วยอนาคามิมรรค. บทว่า อติกฺกมฺม ภวํ สเมจฺจ
ธมฺมํ ความว่า ภิกษุนำความกำหนัดออกได้แล้ว ต่อจากนั้นยังการตรัสรู้
ด้วยการกำหนดรู้ให้สำเร็จโดยประการทั้งปวง ด้วยอรหัตมรรค ตรัสรู้ธรรม
แล้ว ก้าวล่วงภพทั้งสามด้วยปฏิปทานี้ได้แล้ว. บทว่า สมฺมา โส ได้แก่
ภิกษุแม้นั้นพึงเว้นโดยชอบในโลก.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๓.
บทว่า อนุโรธวิโรธวิปฺปหีโน คือ มีราคะและโทสะอันละเสียได้
ด้วยวัตถุกามทุกอย่าง. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล. อนึ่ง ในทุก ๆ คาถา
พึงประกอบบทว่า โสปิ ภิกฺขุ สมฺมา โลเก ปริพฺพเชยฺย ความว่า
ภิกษุแม้นั้นพึงเว้น โดยชอบในโลกดังนี้. เพราะต่อจากนี้ไปเราจะไม่กล่าวถึงบท
ประกอบ จักกล่าวนัยที่ยังไม่ได้กล่าวไว้เท่านั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๔.
พึงทราบสิ่งอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รักสองอย่าง ด้วยสามารถสัตว์
และสังขาร. ในบทเหล่านั้น บทว่า ฉนฺทราคปฏิฆปฺปหาเนน หิตฺวา
อนุปาทาย ได้แก่ ไม่ยึดถือธรรมไร ๆ ด้วยอุปาทาน ๔. บทว่า อนิสฺสิโต
กุหิญฺจิ ได้แก่ อันตัณหานิสัย ๑๐๘ และทิฏฐินิสัย ๖๒ ไม่อาศัยแล้วในภพ
ไหน ๆ หรือในภพมีรูปภพเป็นต้น. บทว่า สํโยชนิเยหิ วิปฺปมุตฺโต

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 349 (เล่ม 47)

ความว่า ธรรมเป็นไปในภูมิสาม แม้ทั้งหมดชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์เพราะ
เป็นวิสัยแห่งสังโยชน์สิบอย่าง ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว เพราะกำหนดรู้ และเพราะ
ละได้จากสังโยชน์เหล่านั้นด้วยมรรคภาวนาโดยประการทั้งหมด. อนึ่ง ในที่นี้
ท่านกล่าวถึงการละราคะและโทสะด้วยบาทต้น. ความไม่มีการยึดถือเป็นที่อาศัย
ด้วยบาทที่สอง. การหลุดพ้นจากอกุศลที่เหลือและวัตถุอันเป็นอกุศลด้วยบาทที่
สาม หรือการละราคะและโทสะด้วยบาทต้น. ด้วยบาทที่สองก็เช่นเดียวกัน
ด้วยบาทที่สามพึงทราบว่า การหลุดพ้นจากธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ เพราะ
ละสังโยชน์เหล่านั้นได้.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๕.
บทว่า อุปธีสุ ได้แก่ ในขันธูปธิทั้งหลาย. อุปธิเหล่านั้นท่าน
กล่าวว่า อาทาน เพราะอรรถว่า พึงยึดถือ. บทว่า อนญฺญเนยฺโย ได้แก่
เพราะเห็นความไม่เทียงเป็นต้นเป็นอย่างดีแล้ว ใคร ๆ จะพึงแนะนำไม่ได้ว่า
นี้ประเสริฐ. บทที่เหลือความของบทง่ายทั้งนั้น. ข้อนี้ท่านอธิบายไว้ว่า
ภิกษุนำฉันทราคะในการยึดมั่นออกไปแล้วทั้งหมด ด้วยมรรคที่สี่ เป็นผู้มี
ฉันทราคะนำออกไปแล้ว ย่อมไม่เห็นความเป็นสาระในอุปธิทั้งหลายเหล่านั้น
คือย่อมเห็นอุปธิทั้งปวงโดยความไม่เป็นสาระ. แต่นั้นไม่อาศัยอยู่ในนิสัยแม้
ทั้งสองอย่าง หรือโดยความอันใคร ๆ จะพึงแนะนำไม่ได้ว่านี้ประเสริฐ ภิกษุ
ผู้เป็นขีณาสพพึงเว้นโดยชอบในโลก.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๖.
บทว่า อวิรุทฺโธ ได้แก่ เป็นผู้ไม่ผิดพลาดกับด้วยสุจริตทั้งหลาย
เพราะละทุจริตสามอย่างเหล่านั้นได้แล้ว. บทว่า วิทิตฺตา ธมฺมํ ได้แก่

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 350 (เล่ม 47)

รู้ธรรมคืออริยสัจสี่ด้วยมรรค. บทว่า นิพฺพานปทาภิปฏฺฐยาโน ได้แก่
ปรารถนาบทคืออนุปาทิเสสนิพพาน. บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๗.
บทว่า อกฺกุฏฺโฐ ได้แก่ ข้องอยู่ในอักโกสวัตถุสิบอย่าง. บทว่า
น สนฺธิเยถ ได้แก่ ไม่ผูกโกรธต่อไม่พึงโกรธ. บทว่า ลทฺธา ปรโภชนํ
น มชฺเช ได้แก่ ได้ของที่เขาให้ด้วยศรัทธา อันคนอื่นให้แล้วไม่พึงเมาว่า
เราเป็นผู้มีชื่อเสียง มียศ มีลาภ ดังนี้. บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๘.
บทว่า โลภํ ได้แก่ ความโลภจัด. บทว่า ภวํ ได้แก่ กามภพเป็นต้น.
ท่านกล่าวภวตัณหาและโภคตัณหาด้วยบททั้งสองอย่างนี้ อีกอย่างหนึ่งท่านกล่าว
ตัณหาทั้งหมดด้วยบทต้น กล่าวกามภพด้วยบทหลัง. บทว่า วิรโต เฉทน-
พนฺธนโต ได้แก่ เว้นจากการตัดและการจองจำสัตว์อื่น เพราะละกรรมกิเลส
เหล่านั้นได้โดยสิ้นเชิงแล้ว. บทที่เหลือในที่นี้ มีนัยดังได้กล่าวได้เเล้วนั่นแล.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๙.
บทว่า สารุปฺปมตฺตโน วิทิตฺวา ได้แก่ รู้การปฏิบัติอันสมควร
แก่ความเป็นภิกษุของตน ด้วยการละการแสวงหาอันไม่สมควรเป็นต้น แล้ว
ดำรงมั่นอยู่ในอาชีวะบริสุทธิ์มีการแสวงหาโดยชอบเป็นต้น และการปฏิบัติชอบ
อย่างอื่น. ไม่ใช่ด้วยเพียงรู้อะไร ๆ เท่านั้น. บทว่า ยถาตถํ ได้แก่ รู้ตาม
ความเป็นจริง. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ รู้ธรรมประเภทมีขันธ์ อายตนะเป็นต้น
ด้วยญาณตามความเป็นจริง หรือรู้ธรรมคืออริยสัจสี่ด้วยมรรค. บทที่เหลือ
มีความง่ายทั้งนั้น.

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 351 (เล่ม 47)

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๐.
บทว่า โส นิราโส อนาสสาโน ความว่า ภิกษุใดไม่มีอนุสัย
ถอนอกุศลมูลได้แล้วด้วยอริยมรรค ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่มีความหวัง ไม่มีตัณหา
แต่นั้นไม่หวังธรรมมีรูปธรรมเป็นต้นไร ๆ เพราะไม่มีความหวัง. ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า นิราโส อนาสสาโน ไม่มีความหวัง ไม่มี
ตัณหา ดังนี้. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๑.
บทว่า อาสวขีโณ ได้แก่มีอาสวะสี่สิ้นแล้ว. บทว่า ปหีนมาโน
ได้แก่ ละมานะเก้าอย่างได้แล้ว. บทว่า ราคปถํ ได้แก่ ธรรมชาติเป็นไป
ในภูมิสามอันเป็นวิสัยแห่งราคะ. บทว่า อุปาติวตฺโต ได้แก่ ก้าวล่วงด้วย
การกำหนดรู้และการละ. บทว่า ทนฺโต ได้แก่ ละการเสพผิดในทวารทั้งปวง
แล้วถึงภูมิแห่งการฝึกฝนตน ด้วยการฝึกอย่างประเสริฐ. บทว่า ปรินิพฺพุโต
เป็นผู้สงบเพราะสงบด้วยไฟคือกิเลส. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๒.
บทว่า สทฺโธ ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว
สมบูรณ์ด้วยอาการทั้งหมด เพราะเว้นจากปัจจัยอย่างอื่นในพุทธคุณเป็นต้น
ไม่ประกอบด้วยการปฏิบัติด้วยศรัทธาต่อผู้อื่น. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า น ขฺวาหํ
ภนฺเต เอตฺถ ภควโต สทฺธาย คจฺฉามิ ข้าแต่ท่านผู้เจริญข้าพเจ้ามิได้
ถึงด้วยศรัทธาต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าในเพราะเหตุนี้. บทว่า สุตวา คือประกอบ
แล้ว ด้วยการฟังอันมีประโยชน์อย่างยิ่งเพราะกิจคือการฟังอย่างสามัญสุดสิ้นลง

351
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 352 (เล่ม 47)

แล้ว. บทว่า นิยามทสฺสี ความว่า ในเมื่อสัตวโลกลุ่มหลงอยู่ในสงสาร
กันดาร เป็นผู้เห็นทางอันเป็นความชื่นชอบของผู้ไปสู่อมตนคร. ท่านอธิบาย
ว่า ได้เห็นทางแล้ว. บทว่า วคฺคคเตสุ น วคฺคสารี ความว่า สัตว์
ทั้งหลายผู้แล่นไปด้วยทิฏฐิ ๖๒. ความสวนทางกันและกัน ชื่อว่า วคฺคคตา
ความไม่แล่นไปด้วยอำนาจทิฏฐิในสัตว์ทั้งหลายผู้ไปแล้วด้วยทิฏฐิ อัน ได้แก่
วคฺค อย่างนี้ เพราะไม่แล่นไปด้วยอำนาจทิฏฐิว่า นี้สูญ นี้จักเป็นอยู่อย่างนั้น
ดังนี้. บทว่า ปฏิฆํ ได้แก่ ความกระทบกระทั่ง . ท่านอธิบายว่า ความ
กระทบกระทั่งทางจิต. บทว่า ปฏิฆํ นี้เป็นวิเสสนะของโทสะ. บทว่า วิเนยฺย
ได้แก่ นำออกไปแล้ว. บทที่เหลือมีนัยดังที่ได้กล่าวได้แล้วนั้นแล.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๓.
บทว่า สํสุทธฺชิโน ได้แก่ เป็นผู้ชนะกิเลสด้วยอรหัตมรรคอัน
หมดจดแล้ว. บทว่า วิวฏจฺฉโท คือเป็นผู้มีกิเลสดังหลังคาคือราคะโทสะและ
โมหะเปิดแล้ว. บทว่า ธมฺเมสุ วสี ได้แก่ เป็นผู้ถึงความชำนาญในธรรม
คืออริยสัจสี่. ธรรมเหล่านั้นอันใคร ๆ ไม่สามารถทำผู้ที่รู้อย่างนั้นให้เป็นผู้
ไม่รู้ได้. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงเรียกพระขีณาสพว่าเป็นผู้ชำนาญในธรรมทั้งหลาย.
บทว่า ปารคู ได้แก่ ถึงนิพพานซึ่งท่านเรียกว่าปาระ (ฝั่ง). อธิบายว่า
บรรลุด้วยสอุปาทิเสสนิพพาน. บทว่า อเนโช คือเป็นผู้ไม่หวั่นไหว เพราะ
ปราศจากตัณหาแล้ว. บทว่า สงฺขารนิโรธญาณกุสโล ต่อนิพพานท่าน
เรียกว่า ดับสังขาร ความรู้ในนิพพานนั้นคืออริยมรรคปัญญา เป็นผู้ฉลาดใน
อริยมรรคปัญญานั้น. ท่านอธิบายว่า ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดเพราะเจริญแล้วสี่ครั้ง.

352
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 353 (เล่ม 47)

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๔.
บทว่า อตีเตสุ ได้แก่ ในเบญจขันธ์ที่ถึงความเป็นไปแล้วล่วงไป.
บทว่า อนาคเตสุ ได้แก่ ในเบญจขันธ์ที่ยังไม่ถึงความเป็นไปนั่นเอง. บทว่า
กปฺปาตีโต คือล่วงกำหนดว่าเราว่าของเรา หรือล่วงความกำหนดด้วยตัณหา
และทิฏฐิ แม้ทั้งหมด. บทว่า อติจฺจสุทธิปญฺโญ คือมีปัญญาบริสุทธิ์ก้าว
ล่วงแล้ว. ก้าวล่วงอะไร ก้าวล่วงกาลทั้ง ๓.
จริงอยู่ พระอรหันต์ก้าวล่วงกาลที่เป็นอดีตคืออวิชชาและสังขาร กาล
ที่เป็นอนาคตคือชาติชรามรณะ และกาลที่เป็นปัจจุบันอันเป็นที่สุดแห่งภพมี
วิญญาณเป็นต้นแม้ทั้งหมด ล่วงพ้นความสงสัย เป็นผู้มีปัญญาถึงความบริสุทธิ์
อย่างยิ่ง ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า อติจฺจสุทฺธิปญฺโญ ผู้มีปัญญาบริสุทธิ์
ล่วงพ้นกาลทั้ง ๓. บทว่า สพฺพายตเนหิ คือ จากอายตนะ ๑๒. บทว่า วิปฺป-
มุตฺโต ความว่า จริงอยู่พระอรหันต์เป็นผู้ล่วงกำหนดอย่างนี้ ไม่เข้าถึงอายตนะ
ไร ๆ ต่อไป เพราะล่วงกำหนดแล้วแล. เพราะมีปัญญาบริสุทธิ์ก้าวล่วงแล้ว.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สพฺพายตเนหิ วิปฺปมุตฺโต หลุดพ้นแล้วจาก
อายตนะทั้งปวง.
พึงทราบวินิจฉัยคาถาที่ ๑๕.
บทว่า อญฺญาย ปทํ ได้แก่ รู้บทหนึ่ง ๆ ในบทสี่แห่งสัจจะด้วย
ปัญญากำหนดสัจจะอันเป็นส่วนเบื้องต้น. บทว่า สเมจฺจ ธมฺมํ คือต่อจากนั้น
ตรัสรู้ธรรมคืออริยสัจสี่ด้วยอริยมรรคสี่. บทว่า วิวฏํ ทิสฺวาน ปหานมา-
สวานํ ความว่า ทีนั้นเห็นความสิ้นอาสวะเป็นวิวฏะ (นิพพาน) คือเปิดเผย
ให้ปรากฏด้วยปัจจเวกขณญาณ. บทว่า สพฺพูปธีนํ ปริกฺขยา ความว่า ภิกษุ

353
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ – หน้าที่ 354 (เล่ม 47)

นั้นไม่ต้องอยู่ในภพไหน ๆ เพราะความหมดสิ้นไปแห่งอุปธิทั้งหลายอันมีประเภท
แห่งขันธ์ กามคุณ กิเลสและอภิสังขารทั้งปวง พึงเว้นคือพึงอยู่โดยชอบในโลก
ไม่ติดแน่นพึงไปสู่โลก. จบเทศนา ด้วยประการฉะนี้.
แต่นั้นพระพุทธนิมิตนั้น ชื่นชมเทศนากล่าวคาถานี้ว่า อทฺธา หิ
ภควา ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนี้เป็นอย่างนั้นแน่ทีเดียว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โย โส เอวํวิหารี ความว่า พระพุทธนิมิต
เมื่อจะชี้แจงกะภิกษุให้เห็นชัดยิ่งขึ้น จึงกล่าวด้วยคาถานั้น ๆ ว่าภิกษุใด ถอน
มงคลเป็นต้นมีปกติอยู่ด้วยการละโทษของมงคลทั้งปวง ภิกษุนั้นนำความ
กำหนัดในกามทั้งหลายทั้งที่เป็นของทิพย์และเป็นของมนุษย์ออกเสีย ก้าวล่วง
กามมีปกติอยู่ด้วยการตรัสรู้ธรรม. บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น. แต่โยชนา
แก้ไว้ว่า พระพุทธนิมิตกล่าวคำเป็นอาทิว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อที่
พระองค์ตรัสคำเป็นอาทิว่า ถอนมงคลทั้งหลายเสียในที่สุดแห่งคาถานั้นได้ตรัส
ว่า ภิกษุนั้นพึงเว้นโดยชอบในโลก นี้เป็นความจริงแน่แท้ทีเดียว. เพราะ
เหตุไร. เพราะภิกษุใดมีปกติอยู่อย่างนี้ ภิกษุนั้นชื่อว่าฝึกฝนตนด้วยการฝึก
อย่างสูง เป็นผู้ก้าวล่วงสังโยชน์ ๑๐ ทั้งหมด และโยคะ ๔ ฉะนั้น ภิกษุนั้น
พึงเว้นโดยชอบในโลก ข้าพระองค์ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้เลย ดังนี้. ครั้น
พระพุทธนิมิตกล่าวคาถาชื่นชมเทศนาแล้ว เทศนาก็จบลงด้วยอดแห่งพระ-
อรหัต ด้วยประการฉะนี้.
เมื่อจบพระสูตร เทวดาแสนโกฏิได้บรรลุผลอันเลิศ. ส่วนผู้ที่บรรลุ
พระโสดาปัตติผล สกทาคามิผลและอนาคามิผลนับไม่ถ้วน.
จบอรรถกถาสัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓

354